(จบ)เล่ห์พยัคฆ์🔞(จีนโบราณ)

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 12 : พิษกำเริบ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

...

12

         อาชูหลบอยู่ในหลืบตามตรอก เห็นรูปการณ์ไม่ดีตรงหน้า แม้ว่าคำสั่งจื่อถงบอกหากหาม้าแล้วให้หลบ อย่าได้ให้ถูกจับไปง่ายๆ แต่อาเหยาดันขึ้นม้าไม่เป็นเสียอย่างนี้ ขืนนิ่งดูดาย นายมันอาจยํ่าแย่  อาชูวิ่งมาถึงอาเหยา ดันเอาตัวหมอขึ้นหลังม้าฉับพลัน ไม่พอเท่านั้น มันฟาดมือลงที่ม้าทันที ครั้นอาชาถูกกระตุ้นแล้ว กีบเท้าใหญ่และแข็งแกร่งก็วิ่งทะยานไปไม่ลืมหูลืมตา  ทั้งจื่อถงก็ไม่เหลียวหลัง ทหารตามมาพบอาชูเข้า ทิศทางมือปราบกลับแปรเปลี่ยน กดชายรับใช้ลงกับพื้นกักตัวไว้อย่างรวดเร็ว

         เทียนเกาหยิบกระบี่ตนขึ้นมาสำรวจ พลิกไปมาหารอยขีดข่วน สายตาคมกริบกำลังคาดเดาในหัว

        หย่งคังฉงนใจ เอ่ยถามเทียนเกาว่า   “ท่านเทียนอ๋อง มีอันใดให้แปลกใจหรือขอรับ”

        เทียนเกาเหลือบตามองหลังม้าที่หายลับไป แววตาดุจมัจราชอยากดื่มเลือด ตอบหย่งคังเสียงเย็น  “คนที่จะหนี ยามได้อาวุธจะต้องถือไว้มั่นจนกว่าจะปลอดภัย ถึงจะทิ้งมัน แต่นี่ถกกระบี่ข้าฟาดฟันไม่พอ นางผู้งดงามผู้นั้นยังทิ้งมันอย่างง่ายดาย ราวกับรู้อยู่ว่า กระบี่ข้าเคลือบพิษไว้”   ...นางผู้นั้นที่สวมชุดขาวราวนกน้อย เป็นใคร ฝีมือการตวัดกระบี่ชั่งเด็ดขาด…

          ใบไม้ปลิวว่อนจากพื้นดิน กระจายแหวกตามแรงลมพัดผ่าน ม้าหนึ่งตัววิ่งเร็วรี่ ยํ่ากีบลงพื้นไม่คิดจะหยุด แซ่ยาวคอยตวัดหวด พลางส่งเสียงให้มันมีแรงฮึด เมื่อคลาดสายตาจากเหล่ามหารมาได้สามลี้แล้ว แต่ใจจื่อถงยังปลงไม่ตก ยํ้าคิดยํ้าทำสะบัดแซ่เร่งให้ม้าวิ่ง ซีเหยาขี้ม้าไม่เป็น ได้แต่กอดเอวบางจื่อถงที่นั่งด้านหน้านางไว้แน่น และตอนนี้หาได้มาห่วงจะแตะเนื้อต้องตัวไม่ อย่างน้อยอย่าให้พวกทางการหาตัวเห็น ยิ่งนานยิ่งดี ยิ่งไม่พบยิ่งเยี่ยม

        แต่เท้าม้าเหยียบลงพื้นเป็นรอยยุบบุบไปตามสภาพดินบริเวณนั้น  จะตามมาคงจะเห็นในไม่ช้า

        ยามนี้พาตัวออกห่างเมืองหลวงมาได้สิบลี้ แต่ยังวางใจไม่ได้

        เหงื่อเริ่มซึมกายและหนักอึ้งในหัว จื่อถงแลมองไปเบื้องหน้ากลับพล่ามัว ลดความเร็วม้าให้เหลือกำลังเพียงเหยาะย่าง

        ผิดสังเกตอย่างนี้น่าสงสัย ซีเหยาแตะแผ่นหลังจื่อถงก็พบว่าเย็นนัก เย็นเกินไป   “จื่อถง! เจ้าถูกพิษหรือ”

       “............”  ไร้วาจากลับมา ทิ้งตัวหล่นตุบจากหลังม้า ดวงตางดงามหลับลง ไร้ซึ่งสติรับรู้ พอจะจับชีพจรฝ่ามือจื่อถงกลับมีสีม่วงคลํ้า ดั่งกับเลือดไม่ไหลเวียน ...ที่ไม่ดึงข้า เพราะเจ้าถูกพิษที่มือนี้ เหตุใดมาทำเป็นหัวรั้น ชอบทำให้คนเกลียดนักนะ จื่อถง…   ตำหนิได้เพียงเท่านี้เท่านั้น นางรีบมองหาคนพอจะช่วยได้ แต่ป่าไพรอย่างนี้จะมีใครอยู่ นางวิ่งมาหาชาวบ้านกลับพบว่ามีแม่นํ้าอยู่เบื้องหน้าพร้อมคนพายเรือกลางหนอง นางกลับมาอย่างที่เดิม ปลุกจื่อถงให้ลืมตา ทว่ากีบเท้าม้าเป็นรอยยุบ อย่างนี้ทางการล่วงรู้อย่างแน่นอน นางตบลงที่สะโพกม้าเมื่อเคยเห็นอาชูทำ มันรับแรงกระตุ้นก็วิ่งถลาออกไปตามทางด้านหน้า  

         อีกฟากของฝั่ง ผ่านมาสามวันสามคืน หญิงสาวผู้งดงามยังไม่ลืมตามาดูสภาพแวดล้อม มืออันงดงามที่ถกกระบี่ฟันมือปราบในวันนั้น ถูกห่อด้วยผ้าสีขาว ผิวหนังถูกทายาบดละเอียดทับไว้อีกชั้น ปล่อยให้มันดูดพิษออกจากร่าง

       "เหงื่อพิษเริ่มผุดเป็นเม็ดอีกครั้ง ผิวหนังกำลังขับสิ่งแปลกปลอม

       “นางยังไม่ฟื้นอีกหรือ?”   สตรีวัยกลางคนแวะมาเยี่ยม หอบหิ้วตะกร้าไม้สานมาพร้อมผักใบหนึ่ง

       “ใกล้แล้วล่ะ เหลืออีกไม่มากพิษก็ถูกขับออกหมดแล้ว”   ซีเหยาประคองมือก้มศีรษะลงตํ่า  “ขอบคุณที่ป้าเหอที่ช่วย”

         “อา.. อย่ามากพิธีเลย จะปล่อยให้ฮูหยินเจ้าเป็นอะไรไปได้อย่างไร”   ว่าแล้วก็ยกตะกร้าสานมา ใต้ผักนั้นมีเสื้อผ้าอยู่สองชุด นางหยิบขึ้นมาให้ได้ผลัดเปลี่ยน            “มอมแมมแล้ว เปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ หายดีแล้วค่อยคุยกันใหม่ ที่นี่พอกันฝนกันลมได้ก็อยู่ไปเถอะ ข้ากลับแล้ว อ้าจริงสิ หากขาดเหลืออะไรก็บอกข้าได้นะ”  นางเสนออย่างยิ้มแย้ม บอกไว้อย่างนั้นแล้วจึงละหลังให้

         “ขอบคุณท่านป้า”  ซีเหยาประคองมือคาราวะอีกรอบ

        ที่นี่เป็นบ้านเก่า ของนายทหารที่ไปรบเพื่อดินแดนเมื่อหลายปีก่อน จนไม่มีโอกาสได้กลับบ้านมาอีก ที่นี่จึงรกร้างไร้ผู้อาศัย ชั่งเป็นสถานที่น่าอภิรมย์นัก บ้านร้างริมนํ้า ซึ่งพวกเขาทั้งสองหนีทหารมาจากอีกฝั่ง อยากจะหนีให้ไกลกว่านี้อยู่หรอก หากไม่ติดว่าคนพาหนีกลับโดนพิษเสียเองเช่นนี้ ไม่รักษาอาจตายได้เลย จะทำอย่างไรได้ ดูคนมักก่อปัญหานี้ก่อนเถอะ

          “ตัวมอมแมม…”   ปากจื่อถงพึมพำ เรียกให้ซีเหยาแลมอง ...สำอางค์หนักถึงขนาดว่าตัวเองมอมแมมเหรอ เอาล่ะ ตอนนี้จ้าวจื่อถงคนนี้อยู่ร่างเช่นเดียวกับข้า  จะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แล้วกัน….

        สายรัดเอวถูกกระตุกหลุด มานึกดู หากเขารู้ว่านางเป็นหญิง จื่อถงจะว่าอย่างไร แล้วหากรู้ว่าขาไก่พร้อมอาหารในยามศึกครานั้นที่เขายกให้เด็กน้อยคนนั้นไปเป็นนาง จะว่าอย่างไร เจ้าจะดีใจหรือเสียใจ

         จากผ้าดูดีมีตระกูลกองอยู่กับพื้น กลายเป็นเนื้อผ้าหยาบๆให้สวมใส่เท่านั้นจะบ่นกระปอดกระแปดหรือไม่หนอ

        “เอาล่ะ จากตัวมอมแมม ท่านหญิงจื่อเอ๋อร์สะอาดแล้ว”

       “ตัวมอมแมม”   จื่อถงรำพึงอีกที เบิกตาขึ้นฉับพลัน รีบดีดกายลุกนั่ง ลืมวิงเวียนไปเสียสนิท เห็นแต่หมอเถื่อนกระพริบตาปริบๆตะลึงใจคนร่างกายอึดอยู่  

        “ตัวมอมแมมล่ะ?”

        ...เพ้อฝันหรืออะไร หลับนานไปจนสมองเสื่อมไปแล้วหรือ เอ.. ตัวมอมแมมนี่อะไร…   ซีเหยาฝืนยิ้มไม่เข้าใจ   “อะไร”

        คิ้วจื่อถงขมวดคิ้วส่ายหน้าดึงสติให้กระปรี้กระเปร่า  แต่มองแขนตนเป็นมัมมี่แล้วมันอดท้วงติงไม่ได้  “แขนขาดหรือ พันหนาเตอะอย่างกับต่อมันขนาดนี้”

        ชามยายื่นส่งให้ อาเหยาย่อยองลงข้างหน้ายกสองมือเท้าคาง  “พิษที่เจ้าได้มันรุนแรง ต้องใช้ใบสมุนไพรพันอย่างหนาเพื่อดูดพิษ”  จากนั้นก็ยื่นไปดันชามยาในมือจื่อถง เพื่อยัดเยียดให้ดื่ม “รีบดื่มตอนที่อุ่นๆเนี่ยแหละตื่นมาปากขยับคล่องเชียว อุดๆไว้เสียบ้าง”

       จื่อถงยกยาขึ้นจิบ รีบสะบัดหน้าออกจากชามทันที  “ไม่อร่อย”

        “ยาไม่ใช่ข้าวจะมาปรุงรสได้ เทๆลงคอไปเถอะน่า มาจิบปานชาคงกินลง”  กล่าวประชดจบก็หอบผ้าตนจะไปเปลี่ยนบ้าง จื่อถงจำใจกลืนลงคอจนหมด แต่ยังรสเฝื่อนในปากชวนขย่อนออกมาทั้งเครื่องในเสียจริง แลเห็นว่าหมอในชุดเดิมหอบผ้าแล้วคิ้วกระตุกพิกล ตาดำกลมเบิกตลึง ปากขยับจะก่นด่าแต่มาไม่ได้ศัพท์ แพทย์น้อยจับคำจื่อถงก็พอรู้ทราบ พลางโบกมือปรายยิ้มกล่าวอย่างปลอดโปร่ง  “อย่างห่วงเลย เสื้อผ้าเจ้าก็เลอะข้าเลยเปลี่ยนให้ ข้าไม่เห็นอันใดนะ เอาผ้าปิดตาแล้วควานมือหาตำแหน่ง โดนอะไรบ้างก็ไม่รู้เพราะไม่เห็น”   

        จื่อถงหน้าแดง อายนัก เป็นชายแท้ มันดันมาเห็นสรีระที่เป็นสตรี อารมณ์ขึ้นสูงจื่อถงปาถ้วยยาจะให้โดนหัวหมอเถื่อน เอาให้ตายๆไปเสีย แต่อาเหยากลับหลบได้อย่างคล่องแคล่ว ทิ้งท้ายไว้แต่เสียงหัวร่อ

         “หมอเถื่อนหมอชั่ว ใจโจรชัดๆ อย่าให้ข้าคืนร่างชาย จะฝังเจ้าให้ลงดิน!”      

  

          โซ่เส้นใหญ่ตรวนลากพื้น ยึดตรึงข้อมือและข้าเท้าในข้อหาผู้ต้องสงสัย สำหรับอาชูนับว่าได้รับทัณฑ์เช่นนี้หนักเกินไป คดีมิคืบหน้าทว่ากระทำร่างกายไม่เป็นอิสระ ตุลาการนั่งโต๊ะไต่สวน ตบไม้กระทบผืนโต๊ะตัวหนาใหญ่ทำจากไม้แข็งดังตึง! ดวงตาราวมัจจุราชใบหน้าแข็งตึงไร้อารมณ์ยิ่งกว่าตกในนรก ‘เฝิงเจวี้ยนจวี๋’  ขบกัดฟันจนกรามปูด นึกคิดในหัวอก มันผู้นี้ชั่งเคารพนายและรักนายมันยิ่ง จะตีให้ตายก็ไม่บอก

          เหล่าผู้คุมขังยืนเรียงรายอยู่หลายนาย ถือกระบองยาวเตรียมป้องกันนักโทษหลบหนี แต่อาชูมันเป็นนักโทษหรือ ถึงได้ล่ามโซ่พันขาพันแข้งถึงกระทั่งข้อมือเช่นนี้ เก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งมีไว้นั่ง ร่างอาชูถูกกดให้นั่งเพื่อพิพากษา  เฝิง เจวี้ยนจวี๋แลมันด้วยสายอันว่างเปล่า จากนั้นก็เป็นประกายวาววาบขึ้น ตบไม้กระแทกโต๊ะรอบสองดึงจิตใจอาชูให้หวาดหวั่นพรั่นพรึง  “อาชู นี่คือตุลาการ บอกมาตามความจริงอย่าได้เท็จ จ้าวจื่อถงไปไหน”

        กว่าอาชูจะขยับปากได้ ใช้เวลาคิดเอาควร เกินกว่าเจวี้ยนจวี๋จะหมดความอดทน อาชูแค่นเสียงยิ้มเยาะว่า  “นายข้าทำไมหรือ ขังข้ามาสามวันแล้วอย่างไร ใจความท่านถามถึงนายข้า แล้วจ้าวจื่อถงมีอันใดเล่า”

         ปึง!  เหลือดอดเหลือทนมานานเนิ่น กว่ามันจะอ้าปากได้ใช้เวลานานนัก แล้วยังจะเล่นลิ้น เช่นนี้มันน่าเฆี่ยนเสียห้าสิบไม้ เจวี้ยนจวี๋ผ่อนอารมณ์โกรธลง ถามมันใหม่  “จ้าวจื่อถงทำอะไรในคืนที่เพ่ยซานตาย ร่องรอยบนหน้าอกมันบอกได้อย่าง เลือดติดเหนือจากแผลคล้ายคนพยายามดึงปิ่นออก หากไม่ใช่เพ่ยซานพยายามดึงออกจะเป็นใคร!!”   ตวาดดังลั่นห้อง เหล่าผู้คุมต่างพรั่นพรึงตามกัน

         อาชูยังกล่าวเรียบเฉย  “นายข้าอยู่กับนาง จนกระทั่งนางตาย แต่อย่างจ้าวจื่อถง ท่านไม่รู้จักนิสัยหรือ  จะสะบัดใครออกจากชีวิตไม่ได้ยากเย็น เพียงหันหลังให้ก็นับว่าไม่มีอยู่ในสายตาแล้ว ไม่จำเป็นต้องฆ่านางด้วยซํ้า”   อาชูเชิดหน้ามั่นใจ

       “นางตายอย่างไร เริ่มจากสิ่งใดถึงตาย”

        “ข้าไม่ทราบ มิได้อยู่ในเหตุการณ์”

        “ได้ยินข่าวว่าวันนั้นหมออาเหยาอยู่ในนั้นด้วย มีส่วนร่วมการฆ่าคนหรือไม่”   เจวี้ยนจวี๋ถามต่อ

        “อยู่แต่ก็ไม่ได้ฆ่า”

        เจวี้ยนจวี๋ถามอีก  “เจ้าเห็นแก่ตาว่านางฆ่าตัวตายหรือ?”

         อาชูส่ายหน้า คล้ายเศร้าสร้อยสลดใจต่อภาพเพ่ยซ่าน นํ้าตานางคณิกานั้นหลั่งรินก่อนขาดใจเท่านั้น      “ไม่เห็น”

          ตุลาการถอนสายตากลับ เอนกายพักเก้าอี้ครุ่นคิด จากนั้นก็ดึงตัวเองขึ้นมาเขียนหนังสือขึ้นฉบับหนึ่ง ยื่นส่งแก่เทียนเกา  “ขอออกคำสั่งพร้อมประกาศเสียว่า ซีเหยาหมอประจำตัวเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีการตายของนางโลมเพ่ยซ่าน รวมถึงจ้าวจื่อถง ภายในหนึ่งเดือนหาตัวไม่พบ ให้ตีตัวขึ้นเป็นนักโทษ!”   เจวี้ยนจวี๋สั่งทุกฝ่าย อย่างเคร่งครัด

        “รับทราบ!”  

        อาชูเบิกตาโต หากว่านายของมันไม่คืนร่างภายในหนึ่งเดือน ไม่เพียงแค่มันจะเป็นนักโทษ นายของมันที่บริสุทธิ์ก็ด้วย ใจอาชูเต้นสั่นระรัว หาทางใดทำมิได้แล้วหรือ

        เรือนร้างริมนํ้า

         ได้ยาอีกชามแล้วก็เดินหาคนป่วย ปากส่งเสียงยียวน    “จื่อเอ๋อร์ เจ้าอยู่ไหน”

          “ท่านํ้า”   เสียงคนป่วยส่งมาบอก ทั้งบ่นอิดออดในใจ  ...เลิกเรียกข้าว่าจื่อเอ๋อร์เสียที ขัดหู...


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"“จื่อถง! จับตรงไหนของเจ้าเอามือออกนะ โอ้ยเล่นบ้าอะไร ตรงนั้นอย่า ปล่อยข้า กล้าอีกอย่าหาว่าไม่เตือน” แลเห็นว่านางโกรธจัด ยามมองเห็นสีทาปากตนเองติดบนปากจื่อถงแล้วน่าอายนัก นางพยายามใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง ลบล้างรอยจูบเมื่อครู่ให้ออก แต่กลับถูกจูบใหม่ ใช้มือกระทำการอุกอาจ"

ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha