(จบ)เล่ห์พยัคฆ์🔞(จีนโบราณ)

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 17 : ยุทธการแอบอ้าง (แพ้เปลื้องผ้า)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนหน้าไรท์จะทำการติดเหรียญ สมราคาสมเนื้อหาแน่นอนค่ะ ไรท์ไม่ติดบ่อยในเรื่องนี้จะติดเฉพาะใจความหลักสำคัญซึ่งเป็นเนื้อหาการพลิกบทของนิยายนะคะ ไม่อ่านถึงกับงงได้ 😁



17

     ทหารน้อยอะไร จอมทัพอะไรแม่ทัพอะไร คนพวกนี้เป็นคนของทางการ เป็นมือปราบ แล้วนางกลายเป็นผู้ต้องสงสัย ในคดีฆ่าคน ใจหนึ่งอยากสะสางปัญหาที่มีมากลับไปเอ่ยคำให้การเสีย  แต่ก็มีงานใหญ่ที่ต้องทำ อีกไม่กี่ร้อยลี้ ไม่สิ อีกหกร้อยลี้ก็จะถึงชายแดนแล้ว จะต้องไปให้ถึงจุดหมายเสียที

    หลบจากโจรเจอทางการ คราวนี้จื่อถงยังมาบอกให้จับอย่างง่ายดาย  เกือบจะออกจากประตูเมืองตรงหน้าได้แล้วแท้ๆ คนผู้นี้คิดอันใดอยู่  

   ยามนั้นมือปราบเดินเข้ามาเรื่อย เกาทัณฑ์ยังคงง้างเล็งมายังจุดกลาง หากเล่นตุกติกมีสิทธิ์ม้วยมรณา  พวกเขาแขนเหยียดตึงดึงศรค้าง มือไม้พวกเขามิได้สั่นเพียงนิด จิตใจแน่วแน่ตามคำสั่ง ไม่มีบิดพลิ้ว

    สายตาจื่อถงอ่านมองทั่ว ก็คลี่ยิ้มสบายอุรา กระโดดลงหลังม้ามายืนข้างนาง แต่จิตใจซีเหยามองจื่อถงอย่างสับสนหนัก คนผู้นี้คิดการอะไร

    จื่อถงจุงม้าเหยาะย่างใกล้ พร้อมมือปราบเองก็เดินมาไม่พูดและเงียบงัน มือปราบยกมือประคอง เสนอชื่อ “แม่นาง ข้าชื่อถังอี้”

   จื่อถงยิ้มแล้วเมินหน้าหนี จากนั้นก็พลันเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง บอกกล่าวแก่ถังอี้ว่า  “ไม่ต้องแนะนำข้ามิจำให้เสียเวลา”   กระนั้นรีบแลกลับหาถังอี้มีข้อเสนอขึ้น  “อยากได้คนบนม้านี้ข้าย่อมให้ได้ แต่ข้ามีที่จะไป จึงต้องเปลี่ยนม้าและอยากได้เงิน มาแลกกัน ระหว่างคนสำคัญกับเงิน”   จื่อถงยิ้มเยาะใบหน้าขึงขัง ดวงตาพราวด้วยเล่ห์กล ข้อต่อรองนี้ถือว่าไม่หนักหนา เสียแต่ว่าเป็นสมบัติของทางการ จะให้อันใดต้องผ่านเจ้าเมือง ถังอี้อธิบายบอกต่อ  “แม่นาง เรื่องนี้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลา เพื่อบอกเล่าแก่เจ้าเมือง”

    สายตาจื่อถงพลันเย็นเยือก ใจยิ่งร้อนรนราวไฟเผา “ข้ารีบ ฉะนั้นข้าจะเอาตัวนั้น”   บอกจบก็ชี้มือไปที่อาชาสีดำใหญ่ ทรงสูงกีบเท้ามีเกือกตีไว้อย่างดี เหมาะสมจะเดินทางไกล แค่เงินไม่พอ จึงขอไม่หยุดจะเอาให้ได้ในบัดดล

    ถังอี้หน้าซีดเผือด ม้าตัวสำคัญของลูกชายเจ้าเมืองเสียด้วย ยิ่งให้ยิ่งเกิดการใหญ่ แม่นางผู้นี้เอาแต่ใจ แต่ลูกชายเจ้าเมืองนั้นร้ายกว่า นับว่าเป็นเรื่องลำบากใจแท้

     ยามที่ต่อรองกันไปมา ถังอี้เงียบกริบ พูดไม่เป็น อยากได้คนในประกาศจับนัก จึงอยากเจรจาให้ดีเสียก่อน

     “แม่นาง ข้ามิใช่เจ้าของอาชาตัวนั้น มิอาจตัดสินใจได้ง่าย”

     “อย่างนั้นก็เอาเงินมาแล้วจะทำอะไรค่อยทำ”   จื่อถงเอ่ย แลขึ้นมองคนที่นั่งบนหลังม้า หมอเหยามีแววหม่นหมองลงวูบหนึ่งจื่อถงสังเกตได้ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไม่แลอ๋องน้อย

     มือปราบตกลงกับจื่อถงได้ ก็รวบรวมเบี้ยอัดในห่อพก เห็นแล้วขัดตา เสียงหวานจึงเอ่ยดังว่า  “ข้ามิใช่คนจะมาปล้นพวกกระจอก ทองสองก้อน เศษเงินไม่เอา!”

     ...โจรชัดๆ….   ซีเหยานึกคิดแอบยิ้มอย่างระอา

     ถังอี้สีหน้ายุ่งเหยิง สั่งลูกน้องไปเอาทองที่ว่าในบ้านตน จื่อถงสำรวจนิสัยดีแล้วจึงได้วางใจ ว่าจะไม่ผลีผลามเข้ามา ระหว่างรอทองก้อน จื่อถงดูเฉื่อยนัก ซีเหยาลงจากม้า ดีที่ว่ายังไม่ถูกจับ เดินไปหาจื่อถงเท้าสะเอวดุเบา  “จะขายข้าส่งทางการหรือ เอาสมองส่วนไหนคิด”

    รอยยิ้มงดงามของหญิงสาวเหยียดตรงไม่เชิงยิ้ม จื่ออ๋องยืนตัวตรงกอดอกกล่าวมั่น  “ไม่คิด จะคิดทำไมให้เปลืองสมอง”   เว้นช่วงแล้วก้มหน้าเข้าใกล้ พร้อมมือเรียวคว้าคางหมอเหยาบีบ แค่นเสียงผะแผ่ว  “หากอยู่สมรภูมิรบเจ้าตายแน่ไม่มีแผนสำรอง”

    รออยู่นานครึ่งชั่วยามกว่าคนคนไปหยิบทองจะกลับ บัดนี้นี้มิได้มาผู้เดียว เจ้าเมือง ‘เฉินลี่ถิง’ มาด้วย ใบหน้ากระจ่างสูงโปร่งคล้ายบุรุษยังหนุ่มแน่นยังไม่ล่วงเลยถึงสี่สิบ หนวดเครายาวดำน่าเกรงขาม รวบเกล้าผมสวมหมวดสีดำทรงสูงบนศีรษะ ในมือถือแซ่ยาวม้วนไว้อย่างดี เฉินลี่ถิงลงมาจากหลังม้าพร้อมลากจูงอาชาสีดำพันธุ์เดียวกันกับตัวที่จื่อถงอยากได้ จากนั้นจึงโยนถุงเงินส่งให้ และทั้งส่งเชือกม้าตัวใหม่ให้อีก แต่ล้วนถูกใจจื่อถงนัก เจ้าเมืองกระทำฉับพลันโดยไม่พูดจา จากนั้นก็ยื่นทือส่งมือมาหาอาเหยา จะมัดด้วยเชือกแต่กลับยั้งมือ เพราะรับกระแสจิตระแวดระวังจากตัวจื่อถงแรงกล้า “เจ้ายังไม่ตีตรวนขึ้นเป็นนักโทษ เพียงแค่อยากสอบปากคำไยต้องหนีมาไกลถึงสามร้อยลี้ ไปเถอะ กลับกรมอาญา หาไม่แล้วเจ้าจะลำบาก”   ลี่ถิงกำลังเข้าใกล้ หวังจะตะครุบเหยื่อ  แต่จื่อถงยื่นมือหาทหารผู้อยู่ใกล้ ดึงดาบโค้งขึ้นมาจ่อคอซีเหยา

   นางตกใจจนเหงื่อตก หัวใจหล่นลงตาตุ่มไปแล้ว คิ้วน้อยๆเรียวงามขมวด คมดาบคล้ายจะบั่นคอนางลงทันที แต่จะถามให้รู้อยากแน่ใจว่าเพราะอะไรถึงได้เล่นแรงถึงเพียงนี้ จื่อถงควักป้ายหยกสีขาวชิ้นหนึ่งขึ้น สลักลายพยัคฆ์แขวนพู่ไหมสีแดง   ลี่ถิงพลันหน้าซีดราวไก่ต้ม แลดูหญิงสาวสูงโปร่งเบื้องหน้ากระทำสิ่งน่าหวาดกลัว ไม่พอหนำซํ้ายังมีของสูงอยู่ในมือ

    “ข้าไม่ได้บอกว่าจะให้ แต่บอกว่าอยากได้ก็เข้ามาเท่านั้น ลูกน้องท่านตีความไม่ได้เรื่องจะว่าข้ามิได้”   ลมพัดปัดแกว่งพู่แดงพริ้ว มันต้องสายตาลี่ถิงให้ระทึกใจ และแปลกใจ   “จ้าวจื่อถงหาไม่พบสินะ แปลกใจกันทั้งบ้านเมืองล่ะสิ ขอบอกไว้ก่อน เขาอยู่ในการดูแลของข้า หากห่วงชีวิตของอ๋องจื่อถง ก็ปล่อยข้ากับหมอคนนี้ให้ไป มิเช่นนั้น ข้าไม่รับประกันว่าพวกเจ้าจะได้พบจื่อถงอีก”

    ไม่เพียงทำให้ซีเหยาตกใจ แต่นางตั้งคำถามในใจกับคนเอาดาบจ่อคอไว้   ...เล่นบ้าอะไร เอาตัวเองเป็นตัวประกัน กำลังอยากบอกสินะว่าตัวเองกำลังแย่ คงไม่มีใครเชื่อหรือรู้ตัวตนเจ้าสินะท่านหญิงอ๋อง เฮอะ! อยากหัวร่อให้ขาดใจตาย…

    เฉินลี่ถิงยกมือสองข้างขึ้น ลักษณะอย่างกับห้ามปรามขอให้นางสงบสติอารมณ์ลง พลางถอยขาก้าวออกห่าง

    “ทุกคนเก็บธนูลง จ้าวจื่อถงอยู่ในเงื้อมมือนาง”

  จะไม่ยอมได้หรือ คนโปรดของฮ่องเต้มีภัยใครจะกล้าดื้อดึงกระทำการต่อ จำต้องปล่อยสองคนนี้ไปอย่างโดยดี ต่อให้มีแส้ในมือไม่ได้ใช้ ประโยชน์อันใด ซื่อสัตย์หลงเชื่อแต่ถูกตลบหลังในสถานการณ์งุนงง


    เฉินลี่ถิงกลับมาถึงจวนตนเองมาขบคิดหลายคราก็ไม่อาจจะปลงได้ตก เดินไปมามือไพล่หลัง หน้าผากบนใบหน้าหมองคลํ้ามีร่องรอยของความห่วงใยในราชสำนัก กระนั้นก็ส่งสารด่วนไปแจ้งแก่จ้าวสุนเรียบร้อยแล้วกว่าจะถึงก็ใช้เวลาหนึ่งวัน

     พอได้รับรู้เรื่องราว มีหรือพระองค์ได้ข่าวแล้วจะมาหวั่นวิตก นั่งอ่านข้อความส่งเสียงสรวลดังกึกก้อง  “ฮ่าๆๆ ท่านกงกง ดูสิ ว่างมากถึงขนาดเอาตัวเองเป็นตัวประกัน ใครมันจะทันจื่อถงได้ ฮ่าๆๆ กล่าวอ้างไปได้ หากข้าจะปล่อยมันปาดคอตัวเอง ดูสิจะกล้าหรือ ฮ่าๆ”

    มีเพียงมหาขันทีผู้เดียวที่ล่วงรู้ด้วยกับจ้าวสุน มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ทรงอนุญาตให้รู้ความลับครั้งนี้     ครั้นได้เห็นฮ่องเต้อารมณ์ดีได้ก็ดีแล้ว มีแต่จะขบขันตามพระองค์เท่านั้น งานในวังมีมากโข หลังจากจ้าวจื่อถงหายไปก็มิได้ยินเสียงหัวเราะอย่างนี้อีก จนกระทั่งวันนี้ มหาขันทีล้วนแต่ดีใจตามยิ้มอย่างปลอดโปร่งโล่งสบาย

    “น่ายินดีนักพะย่ะค่ะที่จื่ออ๋องปลอดภัย”

    “คนที่จะไม่ปลอดภัยคือหมอเหยา จะทันความคิดจื่อถงทันหรือไมเท่านั้นฮ่า ๆ ๆ ๆ  สองคนนี้มันน่าจับสมรส”

    มหาขันทีเบิกตาตะลึงตะไล หมอก็ชาย จื่อถงก็ชาย เช่นนั้นจะเป็นอย่างไร  “ฝ่าบาท”  มหาขันทีกล่าว “กระหม่อมเห็นว่ามิเหมาะหรอกพะย่ะค่ะ”

     “ไม่มีอะไรจะเหมาะกว่านี้กงกง กลับมาก็แต่งเสีย ออกราชโองการลับ หมอเหยากลับมาจับแต่งงานกับจื่อเอ๋อร์ข้าทันที”


    ข้ามเมืองมาสามเมือง นอนกลางดินกินกลางทราย แต่จื่อถงหาบ่นให้ไม่ เพราะซีเหยาเอาแต่เงียบกริบ ปิดปากสนิทไม่สนทนาด้วยมาหนึ่งวันกับอีกสองชั่วยาม  จื่อถงคันปาก ต้องเอ่ยบ้าง “ใบ้กินหรือไร เจอดาบข้าแล้วสมองตายหรือ”

    ….ถามให้มันดีๆเหมือนชาวบ้านชาวเมืองไม่เป็นหรือไร…   นางโกรธ โกรธจื่อถงจริงๆ จะตอบโต้เหรอ ไม่อ้าปากแน่นอน ได้แต่เท้าสะเอว มองตาขวางด้วยหางตาแล้วทำเมินไปเสีย แต่พอจื่อถงจะแค่นเสียงขึ้นด่า นางโบกมือไหวๆให้ บอกนัยๆว่าอย่ายุ่ง อย่าพูดมาก

    บางอย่างเตะตาเข้า จึงคว้ามือหมอเหยามาดู พลิกไปมาไม่กี่หนก็ถามเสียงตํ่า  “เหตุใดมือเจ้าเป็นอย่างนี้”    รอยแดงเป็นปื้นที่ฝ่ามือ และหลังมือมันชํ้าจนเขียว

    ...ถามดีๆเป็นด้วย…    เห็นทีต้องพูดด้วยแล้วล่ะ  นางยกมือชูขึ้นระหว่างใบหน้า ยื่นมาจากตัวเพียงหนึ่งคืบ ทำมือหงิกเล็กน้อยให้เห็นฝ่ามือ พร้อมอธิบาย  “มือข้ามีผิวหนังบางแต่ไหนแต่ไร ปกติไม่หยิบไม่จับอะไรบ่อย แต่เจ้าก่อไฟไม่เป็นข้าเลยต้องทำ หินมันขูด ส่วนหลังมือ มันกระทบขอบโต๊ะตอนหนีทหารจากโรงเตี๊ยมเลยชํ้า”

    ยาพกอยู่เอวหมอ จื่อถงหยิบจับมาอย่างรวดเร็ว แล้วปาดขี้ผึ้งผสมยาทาให้   ...มือหมอคนนี้นิ่มเหมือนผู้หญิงไม่มีผิด ผิวบางแล้วยังต้องมาลำบากเพราะหายาแก้ ต่อให้เหนื่อยต้องรีบเดินทางให้ถึงที่หมายโดยเร็ว…   จื่อถงเก็บยาลงเอวหมออีกครั้ง   “พักอีกหน่อยค่อยไปต่อ ข้าจะไม่ถ่วงเจ้าไว้นาน แต่อย่าเงียบเวลาอยู่กับข้า มีอะไรให้บอก”

    ซีเหยานิ่วหน้า  “ข้าตกใจ การที่เจ้าเอาดาบมาจ่อข้ามันเกินเหตุไป”

    “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า”

    “เจ้าคิดไว้แล้วต่างหาก”

    “รู้ทันด้วย!?”   จื่อถงเบิกตาโตทำทีเล่นทีจริง

    ซีเหยาผลักหน้าผากจื่อถงครั้งหนึ่ง ใบหน้าผุดผาดหงายขึ้นฟ้าตัวถอยเซ จื่อถงได้แต่ยกมือกุมหน้าผาก มืออีกข้างชี้หน้าซีเหยาปากเม้มแน่นจะเอาเรื่อง   แต่นางกล่าวก่อน “อ๋องจื่อถง ขืนปาดคอจริงข้าจะทำอย่างไร!?!”

   “ตายสิ ถามโง่ๆ”

    อยากต่อล้อต่อเถียงคืนนัก แต่เหนื่อยใจเกินจะพูด นางได้กัดฟันถอนหายใจแรงใส่แล้วเมินต่อ

      จากวันนี้ไป จะใช้เวลาการเดินทางสิบกว่าวัน กว่าจะถึงชายแดนทิศตะวันออก ต้นทิวา คือต้นไม้ที่ว่าจะเกิดที่นั่นเท่านั้น ตำราโบราณเคยเขียนบอกไว้ ต้นไม้ของคนตาย สิ่งที่จื่อถงดื่มราวกับเป็นคำสาปของคนตาย แต่นางไม่อาจบอกเรื่องนี้ให้จื่อถงรู้ได้  

       เมื่อนึกคิดดีๆ ซีเหยามาเอะใจทีหลัง หลักการณ์ของการเกิดพืชพันธุ์ชนิดนี้คือเลือดของคนตาย ยาที่หยดบนหลังคาจื่อถง คือเลือดของเพ่ยซานจริง ยาที่หยดลงปากอ๋องน้อยจะไม่มีผล หากเพ่ยซานไม่สิ้นใจ โลหิตนางผสมในขวดยาเพื่อหยดผสมกับกลิ่นอายของจ้าวจื่อถง จะทำให้ยามีผลอันดี ยามนางสิ้นใจ เสมือนคำสาปเริ่มทำงาน ตัวยามีส่วนผสมหลากหลายทั้งหาได้ง่ายและยาก

    ต้นทิวานี้คือเลือดของทหารที่ตายในสงคราม ผู้ใดพบเห็นมิได้มาตรองให้ดีหรอกว่ามันคือสิ่งใด แค่ออกดอกออกใบงดงามเท่านั้น หากได้ปรุงให้ดื่มแล้วจักกลับคืนสภาพเดิมที่เป็นมา ตำราโบราณนี้มีเพียงซีเหยาได้อ่าน แต่จะเผยแพร่มิได้เป็นอันขาด เมื่อผู้คนรู้สูตรแล้ว ปัญหาย่อมมีตามมามากมาย ตอนนี้บันทึกหน้านั้นนางฉีกมันออกมาและติดตัวไว้ ไม่อาจให้ใครมาพบเห็น

    การเดินทางกินเวลามาครบเจ็ดวัน ลัดเลาะเส้นทางยากลำบาก ป่าทึบมีทั้งงูเงี้ยวสัตว์มีพิษก็ยังฟันฝ่า เพื่อจะได้ไปถึงยังหมู่บ้านคนให้ได้ก่อนค่ำ นับจากเห็นมือหมอเหยาเป็นแผลลำบากจากการจุดไฟผิง จื่อถงเลือกพักโรงเตี๊ยมในทุกคืน หลบเลี่ยงป้องกันมิให้มืออันบอกบางมามีแผลแล้วพลาดในขั้นตอนการปรุงยา  

    เหลือระยะทางเพียงสองร้อยลี้ คาดไม่ถึงว่าจะไวกว่าที่คิด กระนั้นหมอเหยายิ่งวิตกกังวลเอาการ หมู่นี้จื่อถงมาถามนางในแต่ละวันว่าจะไปที่ใดกัน เกิดการเกล้าผมตัวเองเสียอย่างนั้น ไม่ได้การแล้ว นับวันจื่อถงยิ่งอ่อนช้อย ละเมียดละไม เป็นอย่างนี้มาแต่เช้าแล้ว กระทั่งถามหาเข็มกับด้าย ล้างหน้าบ่อยเกิน จะเริ่มไปต่อพรุ่งนี้อ๋องน้อยจะต้องอิดออดเบื่อจะไปต่ออย่างแน่นอน ต้องหาวิธีแก้

    ในโรงเตี๊ยมเขตทิศตะวันออกห่างจากวังหลวงแปดร้อยลี้ หมอเหยากระวนกระวายใจ เรียกสาวน้อยผู้หนึ่งมารินชาให้ เมื่อจื่อถงขึ้นห้องไปพักผ่อน ได้โอกาสนี้หมอเหยาวางเงินลงตรงหน้าสาวน้อยผู้หนึ่งอยู่เยอะโข นางเหลือกตาโตครั้นเห็นเงินกองอยู่ตรงหน้า

   หมอเหยาแลดูว่านางสนใจ จึงได้เสนอแนะ  “แม่นางน้อย สหายข้าข้างบนเป็นผู้หญิง ข้าจะยกเงินทั้งหมดนี้ให้เจ้าถ้าเจ้าไปอาบนํ้าร่วมกับนาง”

   คำชี้แนะของซีเหยาแปรเปลี่ยนสีหน้านางผู้นั่นซีดเผือดลง นางอายเกินกว่าจะอาบนํ้าร่วมด้วยได้  “คุณชาย ข้าไม่อาจทำได้”

    จอกชายกเข้าปาก คิ้วขมวดไม่เข้าใจเด็กสาวคนนี้เสียจริง  “นางเป็นหญิง เจ้าก็เป็นหญิงจะอายอันใดเล่า”

    นางก้มหน้าก้มตาลงมือไม้สั่นใจไม่เอา  “คุณชาย พ่อแม่ข้าสอนว่าต้องเปลื้องผ้าให้คนที่จะแต่งงานด้วยเท่าเจ้าค่ะ ข้ามิอาจทำ”

    ...อยากเห็นพ่อแม่เสียจริงว่าบอกกล่าวลูกแบบไหนให้มาอายใส่ผู้หญิงด้วยกัน โธ่.. จะว่าคนที่มันอยู่ด้านบนไม่ใช่หญิงเต็มตัวเสียหน่อย จะมาใช้ให้ใครไปแก้ผ้ากระตุ้นความจำล่ะเนี่ย…   คิด คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ที่นี่เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆด้วย จะออกไปหาสาวน้อยได้ที่ไหนจะไม่โดนพ่อแม่พวกนางตีตายก่อนหนอ?..

 ซีเหยารวบเงินกลับเข้าถุงผ้า มีแผนนึกออกได้แล้ว ดวงตาใสซื่อของหมอเหยาเปล่งประกายสะกิดสาวน้อย  “ข้าให้เงินนี่หมด หาของมาให้ข้าสามอย่าง”  

   สาวน้อยเลิกคิ้วขึ้นสูง ฟังคำขอของซีเหยา

     จะเป็นเวลาอย่างนี้หาหญิงสาวที่ไหนไม่ได้ช่างมันเถอะ  ของสามอย่างกลับกลายเป็นเพียงสามหัวข้อไปเสียแล้ว  เมื่อได้มาครบเวลานี้เพิ่งจะยามสอง ผู้คนหลับนอนกันหมดแล้ว จื่อถงจะหลับด้วยหรือไม่นะ ลำบากเสียจริงมาเป็นหมอของอ๋อง มิได้มารักษาคนไข้ธรรมดาสามัญ จัดหาหยูกยาให้ตามอาการทั่วไป มิได้มาเป็นไข้ต้องเช็ดตัวต้มยาใดๆ มิได้มาปวดท้องปวดหัว แต่จื่อถงน่าปวดหัวยิ่งกว่าอีก รักษาเขาผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดา ซีเหยาต้องมาสวมชุดฟูฟ่องด้วยผ้าสีโปร่งทับอีกชั้น ยังต้องมาเขียนคิ้วทาปากให้ตนเองอีกรอบ มือก็ทำปากก็งึมงำในห้องคนเดียว  “ทำครั้งนี้ข้าวสารก็ไม่ได้สักกระสอบ หนำซํ้าต้องมาเสียเงินเพื่อหาของจิปาถะพวกนี้อีก ไร้สาระจริงๆกับโรคคนคนนี้ นางนั่งส่องดูคันฉ่องตรงหน้า ปากแดงกํ่าน่าหวาดกลัวในสายตาตนเอง ทว่าจะมาแต่งอ่อนๆมีหวังเห็นโครงหน้า จื่อถงคงจะนึกออกแล้ว เขาไม่ใช่คนขลาดเขลา ทำอะไรต้องมิให้จับได้บ้าง นึกถึงยามอ้างว่าตนเองกำลังเป็นตัวประกัน แผนนั้นกำลังจะเอามาใช้อีกรอบ ก็แค่บอกว่าหมอเหยาให้มา แต่มิได้บอกว่าหมอเหยามาเองเสียหน่อย

    นางลุกขึ้นยืนในชุดสีเหลืองกรอมพื้น ก้มลงมองมาอดนึกถึงวันที่อยู่บนหลังคามิได้ เพราะชุดที่มันยาวเนี่ยแหละถึงได้สะดุดล้มไปเจาะหลังคาชาวบ้านเขาเป็นรู ไม่พอมือนางยังไปจับ….     ….เลิกคิดเลย!...   นางส่ายศีรษะปัดความคิดทิ้ง กลับมาหยิบถาดของบนโต๊ะตนเองแล้วไปเคาะห้องข้างๆ

    มือไม่ว่างถือถาดมือเดียวไม่เป็น ใช้เท้ามันเนี่ยแหละเตะประตูเคาะสองสามครั้ง   ...อย่าถามหากุลสตรีกับข้า ต่อให้ผ่าทั้งร่างก็ไม่พบ…

    จื่อถงเปิดประตูโผล่หน้าเรียบเฉยออกมา ส่งสายตาปริบๆสองทีกวาดมองซีเหยาตั้งแต่หัวจรดเท้า  ...สงสัยหรือ?  จริตจะก้านหน่อยแล้วกัน ทำไงหว่า?...

   “อะแฮ่ม!  แม่นางจื่อเอ๋อร์ใช่หรือไม่” จริตจะก้านมาเต็มที่

   “ใช่ แต่ข้ากำลังจะอาบนํ้า”   จื่อถงตอบเรียบเฉื่อย มองอย่างงุนงง

    ซีเหยาแค่นเสียง หัวร่อคิกๆ  “ข้าน้อยนามว่าซีซี พอดีเลย ข้าน้อยจะอาบให้”

     จื่อถงเหมือนงงงวยหนัก เกาศีรษะตัวเองพลางพยักหน้า   “เข้ามาสิ”

    ซีเหยาลอบถอนหายใจกลอกตามองบนขื่ออย่างโล่งอก แฝงความเอือมระอาในตัวเองหน่อย  ...ข้ากล้าทำจริงๆ ทำไปแล้ว เล่าให้ใครฟังไม่ได้เด็ดขาด!  หากจื่อถงรู้ตอนนี้ข้าจะฆ่าเขาทันที!…

    ซีเหยาวางถาดกาเหล้าลง เดินเข้าในฉากกั้น จื่อถงลงอ่างนํ้าและนั่งหันหลังให้  นางวักน้ำขึ้นบนไหล่จื่อถงอย่างช้าๆ ลูบผ่านผิวบนกาย นุ่มละมุนยิ่งกว่าสตรี ไหล่เล็กและแคบ มองไม่เห็นภาพจื่อถงจากแผ่นหลังเลย

    “ผู้ใดรบกวนให้แม่นางมาปรนนิบัติข้าหรือ?”   ความเงียบในห้องถูกทำลายลง คำถามชวนให้ไม่อยากตอบ

    แต่นางไม่ลังเล ตอบกลับทันที  “คุณชายเหยาให้ข้ามาเจ้าค่ะ”

   บนใบหน้าจื่อถงมีรอยยิ้มเบาผุดขึ้น  “อืม.. ข้าชอบคำพูดของแม่นาง”  จื่อถงเว้นช่วงแล้วบอกถึงใจความที่บอก “เจ้าค่ะ... รื่นหูดี”

    เสียงใบไม้เสียดสีข้างนอกดังซ่า ลมพัดกระพือเข้ามาทางหน้าต่างวูบ ผ้าม่านผืนสีขาวสะบัดพริ้วราวจะหลุดจากเชือก สายฟ้าแล่นวาบลงจากท้องนภาสีดำแดง คล้ายพายุฝนในฤดูร้อนกำลังจะพรำลงมา อสนีย์แหวกกลางอากาศมาอีกรอบสองสะท้านลงปฐพีดังเปรี้ยง เกิดเสียงสั่นหวั่นไหว “ฝนจะตก ข้าขึ้นจากนํ้าดีกว่า”  จื่อถงลุกขึ้นพรวด ซีเหยารีบเบือนหน้าหนี เสนอว่าจะปิดหน้าต่างให้ มือเรียวละมุนจะยื่นไปด้านนอกหน้าต่าง แสงฟ้าท้องฉาดวาบ ซีเหยาผงะหันหน้ากลับเข้าด้านใน แสบตากับแสงจ้าของสายฟ้า จื่อถงตวัดสายตามองนอกหน้าต่าง แลดูนางอย่างสงสัย ซีเหยาสบตากับร่างจื่อถงหน้า ขาเข่าแทบอ่อนยวบดวงตานางค้างตะลึงตะไลภาพต่อตาเมื่อครู่  ...คืออะไร ภาพที่เห็นเพียงวูบ ทำเอาตาข้าลาย…    

    หวนทวนสิ่งที่สายตาเห็นประหนึ่งสวรรค์ไม่โกหก สิ่งที่ซ่อนร่างอรชรของจื่อถงล้วนแต่เป็นความจริง นางรู้ดีแต่ไม่ได้เห็นชัดเพียงนี้ เส้นผมเปียกชื้นนั้นสยายยาวถึงเอว แผ่นหลังกว้างแลมามองนางกลับด้วยใบหน้าคมคายจมูกคมดวงตาเรียวคมปลายนิ้วยาวดูงดงามกว่าบุรุษใดที่ได้พบ หัวใจแทบสยบต่อจื่อถง

    “โอ้ลูกเต๋า แม่นางมาพนันกัน”  ความสนใจของนางถูกเปลี่ยนฉับพลัน เมื่อจื่อถงเห็นของโปรด

    ซีเหยามือโบกบอกไปว่า  “ข้าไม่มีเงินแล้ว”

    รอยยิ้มพราวเล่ห์ผุดขึ้นบนริมฝีปากสวย เอ่ยยั่วยวนว่า  “ไม่พนันเงินทอง ผู้ใดทายแพ้เปลื้องผ้าตาละชิ้น”  กล่าวจบก็ฉีกยิ้มใสซื่อ เดียงสาต่ออีก “ถ้าข้าแพ้ ข้าก็จะถอด แต่ถ้าแม่นางแพ้ก็ต้องถอดเช่นกัน ถึงอย่างไรเราก็ผู้หญิง อย่าได้คิดมากเลย อ้อ”  จื่อถงรินเหล้าลงจอก ตั้งไว้ข้างๆ “ถอดผ้าไม่พอต้องดื่มด้วย พ่ายหนึ่งตาเสื้อผ้าหนึ่งชิ้นต่อเหล้าหนึ่งจอก อยู่กันสองคนอย่างนี้ ไม่มีบุรุษมาเห็นหรอก...จริงไหม?”

    ...อยากผ่าสมองออกสักสองซีกแล้วฝังคำพูดข้าลงไปนักว่าเจ้ามันผู้ชาย แก้ผ้าไปใครมันเสียเปรียบก็ข้าซีเหยาคนนี้ไง! สรุปแล้วตัวเจ้ามันเลอะเลือนไปแล้วหรือไม่เนี่ยหรือแผนลวง…

    ถึงทีซีเหยาจนปัญญาบ้าง ไม่อาจเดาได้ว่าเขาผู้นี้จะกระทำการใด  “..........”  

    ลมด้านนอกก็พัดเย็นแต่ใจมันร้อนพิกลจนอยากเผาตนให้มอดไหม้  ซีเหยาได้คำตอบคลี่ยิ้มระบายทอดกายนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม  …ข้ารู้ดีว่าแพ้แน่…

     “เล่นก็เล่นสิ”

    ...มาขอดูหน่อยแท้จริงแล้วเจ้าแกล้งลืมหรือลืมจริง ปัญหาข้าคือแก้ผ้านี่สิ เรื่องใหญ่เลย...



ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"“จื่อถง! จับตรงไหนของเจ้าเอามือออกนะ โอ้ยเล่นบ้าอะไร ตรงนั้นอย่า ปล่อยข้า กล้าอีกอย่าหาว่าไม่เตือน” แลเห็นว่านางโกรธจัด ยามมองเห็นสีทาปากตนเองติดบนปากจื่อถงแล้วน่าอายนัก นางพยายามใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง ลบล้างรอยจูบเมื่อครู่ให้ออก แต่กลับถูกจูบใหม่ ใช้มือกระทำการอุกอาจ"

ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha