(จบ)เล่ห์พยัคฆ์🔞(จีนโบราณ)

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 21 : อ๋องคืนสภาพ (พยัคฆ์คลั่ง)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

21

ร่างสูงเพรียวบางแช่นํ้าในอ่างมาเกือบชั่วยาม ตัวบางก้าวเท้าออกจากอ่างด้วยตัวที่ชุ่มโชก เหยียบแตะลงพื้นมีแต่หยดนํ้านองเต็มไปหมด ผิวหนังแดงเถือกคล้ายว่าเพิ่งถูกถลกผิวหนังมาไม่มีผิด หญิงแก่ร่างอ้วนผู้หนึ่งสั่งนางผู้รับใช้หญิงสาววัยสิบสี่จัดแจงซับนํ้าออกจากผิวให้แห้งสนิท ทว่าสีหน้าหญิงงามไม่สบอารมณ์ ใบหน้าตึงขึงคิ้วเรียวจะผสมเป็นเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว

ก่อนส่งตัวสู่การเลือกเฟ้นผู้ที่จะเป็นอนุภรรยาของขุนนาง จำต้องขัดผิวให้ผุดผ่องล้างคราบไคลออกให้หมด ดีอยู่นางผู้นี้มีผิวพรรณงามอยู่แล้ว จึงไม่เสียเวลาขัดมาก แต่ต้องออกแรงเพื่อความสะอาดหมดจด ป้องกันคำต่อว่ามาทีหลังว่านางไม่สะอาดพอ

“ท่านหญิงเกา นางผู้นี้ควรสวมชุดใดดีเจ้าคะ?” ลู่เหอ สาวใช้วัยสิบสี่ถาม นางกำลังเป็นสาวสะพรั่งดูน่ารัก หากเทียบกับหญิงสาวผิวแดงเถือกผู้นี้ยังด้อยกว่านัก นางกำลังเลือกเฟ้นเสื้อผ้าของกลุ่มชุนแคว้นฟ้าครามให้อยู่ แต่เลือกไม่ถูกว่านางผู้นี้ควรจะสวมสีใดให้ขับเน้นผิวขาวได้ดี

‘เกายวี่ฉี’ กวาดไล่สายตาตั้งแต่หัวจรดเท้าแลมองหญิงสาวเบื้องหน้า สูงโปร่งบางร่างเพรียว ดูส่วนไหนก็สง่างามไปหมด เสียแต่ตรงเดียวคือหน้าบึ้งไปหน่อย ยิ้มแย้มนั้นไม่มีแม้แต่น้อย “ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อย” ท่านหญิงถือพัดในมือยกปิดปากแล้วบริภาษ แล้วสั่งลู่เหอ “เอาสีแดงให้นางใส่”

“ไม่ชอบสีแดง จะเอาสีขาว” หญิงงามส่งสายคาคมกริบสั่งการลู่เหอแทนบิดเบืยนคำสั่งเกายวี่ฉีจนลบหาย

“เฮอะ!” ท่านหญิงขุ่นเคืองสะบัดพัดหุบ “อย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์เลือก คิดว่าตนเองเป็นแม่เทพธิดามาจากที่ไหนกัน”

มิมีผู้ใดมากล้าเลือกสิ่งที่ตนเอง ไม่มีสิทธิ์กับนางทั้งนั้น ท่านหญิงเกาเป็นแม่สื่อผู้เลื่องชื่อมาช้านาน คัดตัวหญิงสาวมาแต่ละครั้งมิมีผู้ใดกล้ายื่นปากเลือกอนาคตตัวเอง นางเป็นคนแรกที่กล้าอ้าปากจะเอานั้นนี่ ยามอาบนํ้าก็บอกอย่าขัดแรงนัก ก่นด่านางสารพัดสารเพ ยังเชิดหน้าใส่ไม่สนใจคำต่อว่ากลับ ทั้งยังกล้าถลึงตาใส่ช่างไม่กลัวไม้โบยก้นแม้แต่น้อย

ลู่เหอหยิบชุดสีแดงปักลายแปลกตาอย่างกับชนเผามาทั้งกระโปรงและเสื้อ หญิงงามตรงหน้าท่านหญิงเการีบกระชากผ้าสีสดออกจากมือหญิงสาว “ข้าเป็นได้มากกว่าเทพธิดาที่เจ้าว่าเสียอีก ชุดแดงข้าไม่ใส่” บอกเท่านั้นก็โยนมันลอยไปด้านหลังจุ่มลงอ่างจนเปียก ไม่สามารถใส่ได้แล้ว มีแต่ฟองอากาศลอยออกจากในผ้าปุดๆ เท่านั้น

เกายวี่ฉีเหลือกตาถลึง ประหนึ่งจะให้ลูกตากลมๆ ออกไปบีบคอหญิงสาวผู้นี้ให้ตายๆ ไปเสีย ปากบ่นกระปอดกระแปดไม่พอยังก่นด่าหาหลากคำมาพล่าม แล้วยังมาเลือกสีเสื้อผ้าสวมใส่อีก มันน่าจะตบตีให้หลาบจำสักที

หากไม่ติดว่าวันพรุ่งนี้จะส่งตัวไปเมืองหลวงในช่วงเย็นละก็ คงฝากนิ้วมือทั้งห้าลงริมฝีปากอันอิ่มเอิบนี้ให้อิ่มเอิบยิ่งกว่าแล้ว ตั้งแต่เป็นแม่สื่อมานับสิบปี ส่วนมากได้หญิงสาวมาก็เอาแต่ตัวหดขดตัวงอ ยกมือขึ้นอ้อนวอนนํ้าตาไหลพรากไปแล้ว แต่นางผู้นี้กลับหยิ่งผยองเชิดหน้าเชิดตา ซํ้ายังไม่กลัวจะเอามีดปาดคอตาย มองยวี่ฉีเพียงปรายตาเท่านั้น บังอาจเกินไปแล้ว!

สมกับที่เฉากว่างอานเรียกทหารไปจับนับร้อยนายเสียจริง อีกใจหนึ่งอยากรู้นักว่านางผู้นี้ร้ายกาจตรงไหน?

“เรื่องมากอย่างนี้ ข้าจะปล่อยให้เจ้าเปลือยดีหรือไม่! เอาให้อับอายแก่สายตาทหารชายแดนไปเสีย จะได้ปล่อยให้พวกเขารุมโทรมหญิงอย่างเจ้าให้มันป่นปี้ไป อ้อ…” เกายวี่ฉีนึกได้จึงเชิดหน้าขึ้นบ้าง ยื่นพัดไปเชยคางหญิงสาวเบื้องหน้า “คนที่มันว่าเจ้าเป็นฮูหยินคงเจ็บปวดมาก หากข้าจะปล่อย ให้พวกผู้ชายที่มันกำลังพากันอดอยากปากแห้งให้ได้ชุ่มฉํ่าด้วยตัวของเจ้า”

หญิงสาวตรงหน้าเกายวี่ฉียิ้มสบายอุรา มือไพล่หลังเดินหน้าเข้าใกล้ “ในร่างนี้เจ้าตรวจแล้วว่าความเป็นสตรีของข้าบริสุทธิ์ แต่หากเป็นอีกรูปแบบหนึ่งคงตรวจไม่พบ แต่เจ้าก็ได้คำตอบดีแล้ว แล้วเจ้าหนุ่มน้อยที่อยู่ด้านนอกนั้นจะเสียใจได้อย่างไร อีกอย่างเจ้าคงไม่ทำแน่ เพราะข้าเป็นบ่อทองให้เจ้าได้ขุมใหญ่ เรื่องใดจะยอมปล่อยข้าให้ทหารได้ไป มันทำให้ท่านหญิงตะกละตะกลามอย่างเจ้าอิ่มไม่ได้”

รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏที่มุมปากจื่อถง ดวงตาเปล่งประกายของความเย่อหยิ่งบอกคำที่ซ่อนในใจไปว่า ...ยัยแม่หมู…

จื่อถงเบื่อจะรอผ้าผืนใหม่ จึงหยิบจับเองแล้วเลือกผ้าทอสีขาวมาสวม ปากยังบ่นให้ไม่หยุดปาก “ผ้าแพรต่วนไม่มีหรือ? แค่ผ้าธรรมดาสามัญ ไร้รสนิยมนัก ตาไม่ถึงยังกล้าเอาข้าไปขาย คราหน้าหัดควักตาไปล้างนํ้าให้ดี จะได้ไม่ฝ้าฟางเห็นมังกรเป็นงู”

ว่าให้จบก็ย้อนกลับออกมายังห้องโปร่งตา มีเตียงนุ่มนิ่มรออยู่ จื่อถงปล่อยให้ท่านหญิงเกาอ้าปากอยากด่ากลับพะงาบๆ ท้ายที่สุดได้แต่กัดฟันขบแน่นขยี้เท้าออกไปอย่างเจ็บใจ

ลู่เหอเก็บเสื้อผ้าชิ้นเก่าของหญิงสาวขึ้นมา หยกสลักลายหนึ่งมีชิ้นสีขาว มิได้แกะลายให้เป็นรูปรุ ฉลุลายโปร่ง มันสลักลายทึบคล้ายว่าด้านในสามารถประกบถอดได้ ด้วยความสงสัยนางพลิกไปพลิกมาเพื่อดูเล่น พอเห็นว่าข้างหยกขาวมีรอยต่อ เหมือนจะแกะได้นางจึงลองหมุนหาทางเปิด มันลั่นกึก! มีหยกสีหนึ่งซ่อนอยู่ด้านใน มือจื่อถงตบใต้ข้อมือลู่เหอทันที หยกสีขาวลอยขึ้นสู่อากาศ พู่ไหมสีแดงเป็นพุ่มระย้าสะบัดพริ้วอยู่เหนือศีรษะ แสงจากเปลวเทียนกระทบหยกเนื้องามนวลตายิ่ง ปรากฏสีหยกทับซ่อนอยู่ภายในทอประกายวาบ

มือเรียวงามจับถูกหยกคว้าคืนได้อย่างรวดเร็ว จื่อถงกำมันไว้แน่นทิ้งมือลงแนบข้างกาย ดวงตาคมกริบของจื่อถงมองนางพร้อมรอยยิ้มบางและเอ่ยว่า “ไม่ใช่ธุระของเจ้า อย่าใคร่รู้ให้มากเสียดีกว่า บางที เป็นงูย่อมดีกว่านัก”

นางอ้าปากค้างไว้ มองหญิงสาวรูปงามหันหลังจากไปนั่งที่เดิม สายตาอันประหลาดนั้นนางยิ่งแปลกใจยิ่ง ปริศนาที่ทิ้งไว้ไม่อาจสาวความใดต่อ ลู่เหอกลืนความสงสัยลงท้อง หายใจคิดสิ่งใหม่ขึ้นแทน จะเซ้าซี้ไปนางไม่ตอบคำใดอยู่แล้ว ได้แต่ปล่อยความอยากรู้ไว้เบื้องหลัง

จื่อถงถูกขังไว้บนห้องหนึ่ง ณ ค่ายทหารชายแดน นับไปอีกหลายลี้คือบ้านเมืองของตนเองแท้ๆ กลับไม่สามารถข้ามไปได้

ลู่เหอยกอาหารเข้ามาให้ “ทานสักหน่อยเถอะนะ เจ้าจะได้เดินทางพรุ่งนี้ช่วงคํ่าแล้ว ออมแรงไว้”

จื่อถงยกมือขึ้นเท้าคางมอง ปากจึงเอ่ยถามอย่างไม่หาคำตอบ “ออมแรงไว้ทำไม คิดว่าข้าจะหนีได้หรือ?”

...ตราบใดที่ไม่ได้ซีเหยาไปด้วย จะไม่ไปไหนทั้งนั้น… จื่อถงมองหน้าต่าง ทว่ามันถูกปิดตาย ป้องกันว่าจะมีคนหนี เป็นการคิดแสนธรรมดา แต่ใช่ว่าจะหละหลวม

“เจ้าหนีไม่ได้หรอกทหารที่นี่มีเป็นพันคนนะ” นางวางอาหารออกจากถาดเสร็จก็ยกถาดขึ้นมากอด สายตานางดูเดียงสานัก

จื่อถงปรายตามอง ลู่เหอนับว่ากำลังเป็นบุปผาแรกแย้ม นับว่างดงามอยู่ไม่น้อย แต่นางไม่ถูกเอาไปขายแต่มาเป็นสาวใช้ นางไม่เป็นที่ถูกจับตามองของทหารเฝ้าหน้าประตูเลยแม้แต่น้อย หรือคนที่นี่จะเห็นนางจนเคยชิน

“มองอะไรข้าหรือ?” นางถามเอียงหน้าหลบ หน้าแดงซ่านไปด้วยความเขินอาย อย่างกับว่าทหารอยู่ด้านนอกไม่เคยแลมองอย่างนั้น

“เจ้าอายทำไม ยังไม่ชินหรือ?” จื่อถงพามพร้อมใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก

นางเบิกตาโตระคนสงสัย “ชิน?”

“เวลามีคนมองอย่างไรเล่า เจ้าเองก็นับว่าไม่เลว แต่ข้ามองเจ้ากลับเขินอาย อย่างกับทหารในนี้ไม่เคยมองเจ้า”

“พวกเขาไม่นิยมข้า”

“ทำไม?”

นางดูกระอักกระอ่วนใจจะกล่าว ยืนบิดไปบิดมาเปิดปากท่าจะลำบากใจ “คือ… คนที่นี่ติดนิสัยไปแล้ว หาหญิงสาวยากนัก พอจะมีคนข้ามเขตมาไม่มีผู้หญิงจึงใช้ชายปลดปล่อยแทน”

จื่อถงเบิกตากว้าง ตกใจต่อคำบอกเล่านาง มือที่คีบตะเกียบไว้ตบลงโต๊ะดังปัง! จนไม้สองแท่งในมือแตกเป็นซีกไม่สามารถใช้งานได้อีก

ไม่เคยร้อนอกร้อนอกร้อนใจเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยอยากวิ่งออกไปหาเป้าหมายมาก่อน แล้วนี่มันสิ่งใดกัน ติดนิสัยนิยมชาย ชายหรือ? .. ที่มันจะส่งจื่อถงไปเมืองหลวงก็เพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิง แต่คนที่มันอยู่ด้านนอก

...มันเห็นซีเหยาเป็นชาย ไม่ได้การ…

“ออกไปไม่ได้นะ” ลู่เหอเอ่ยปรามเมื่อหญิงสาวงามจะเปิดประตูไป “หากออกไปก็พบทหารด้านนอก ไม่พ้นโดนจับอยู่ดี” นางอ่านไปว่าอย่างนั้น

จื่อถงคุมอารมณ์ให้เย็นลง ลองถามกับนางจะได้ความหรือ ได้หรือไม่ต้องลองเสี่ยง “ผู้ชายที่ถูกจับมาจะอยู่ที่ใด? ทำอันใดบ้าง?”

นางยกมือแตะปลายคางพลางใคร่คิด นึกภาพดูถึงวันเวลาที่ผ่านมา “ขนของ พวกของหนักๆ ที่ต้องส่งเข้าแคว้น ไม่กระสอบข้าวก็สัมภาระรุงรังมากมายและอาวุธที่เสื่อมสภาพ อย่าถามข้าเลย ที่นั่นน่ากลัว หญิงสาวอย่างเราอยู่ไม่ได้หรอก”

“เพราะอะไร?” จื่อถงฉงนใจเอียงคอดวงตากระจ่าง

“มีผู้คุมเฉินเซียวอยู่ที่นั่น อะไรไม่พอใจก็ตี เคยตีนักโทษที่ถูกเนรเทศที่แบกของช้าจนตายด้วยนะ” นางบอกแล้วขนลุกตัวสั่น “ข้าไม่อยากย่างกรายแม้แต่ก้าวเดียว ที่ยังอยู่ที่นี่เพราะท่านป้าเกาพามา หรือว่าเจ้าห่วงคนรักของเจ้าคนนั้น”

“ห่วงหรือ”

...ห่วงซีเหยา ต้องห่วงสิ อย่างนี้นี่เอง นางสวยแต่เป็นหลานจึงได้รับการยกเว้น ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว ตีเหรอ ซีเหยา…

🌸🌸🌸

บนหอคอยตรวจตราเหนือพื้นขึ้นไปนับหลายจั้ง เฉากว่างอาน ขี้นมารับลม

ยังคอยทบทวนเรื่องเมื่อวานที่ผ่านมา จำได้ไม่มีผิดเพี้ยนแน่นอนว่าคนที่ประมือด้วยในครานั้นเป็นชายไม่ผิดแน่ เสียงทุ้มตํ่ารอยยิ้มและส่วนสูง ประกอบโครงหน้านั้นเป็นชายรูปงามผู้หนึ่ง แต่เจ้าผู้นั้นควบม้าดึงเอาอาเหยาขึ้นไปนั้นเป็นแรงผู้ชายอีกประการหนึ่ง แล้วไยหลังจากผ่านไปเพียงไม่ถึงชั่วยามถึงได้กลายเป็นสตรีที่คุมม้าไปได้ ตาฝาดหรือ? ก็ไม่ สิ่งใดกันที่กลับกลายเป็นเรื่องตาลปัตรได้ ไม่เข้าใจ

คิดอย่างไรยิ่งไม่เข้าใจ นึกอย่างไรก็ไม่ใช่อย่างนี้ หรือจะลองถามเจ้านักโทษข้ามชายแดนผู้นั้นดี ขืนขึ้นไปถามนางที่จะส่งไปขายพรุ่งนี้ดีไม่ดีจะเสียราคาเอาได้

กว่างอานหลับตารับลมนิ่ง หนุ่มตัวเล็กคนนั้นมันประกาศว่าสตรีชุดขาวเป็นฮูหยิน ป่านนี้จับแยกกันอยู่ คงไม่คิดถึงกันอยู่หรอกนะ คงต้องปลอบใจหนุ่มคนนั้นหน่อย แต่มันข้ามแดนมาเหตุใดถึงต้องปรานีมันด้วย

ครั้นนึกถึงใบหน้าน้อยเกลี้ยงเกลาแล้วมันช่างสบายตานัก ในวันนี้ที่ตรวจตรางาน กว่างอานเหลือบเห็นตัวเล็กแบกกระสอบข้าวใหญ่กว่าตัวอย่างทุลักทุเล คอยถูกผู้คุมใช้แส้ฟาดอยู่เป็นคราวๆ ในใจนึกเวทนานัก ถูกตีปานใดล้มลุกคลุกคลานก็ยังไม่มีแม้แต่เสียงโอดครวญ ไม่ส่อเสียงว่าเจ็บแต่น้อย อันตัวอาเหยาก็ไม่ใช่ท่อนเหล็กจะมาอดทนอดกลั้นได้หรือ? ขนาดชายร่างใหญ่กำยำถูกฟาดยังร้องโอ้ย แล้วอาเหยาอดทนสิ่งใดอยู่ ราวกับว่ามีบางสิ่งที่ใจกำลังยึดถือและเชื่อมันอยู่อย่างไรอย่างนั้น

สิ่งใดที่ทำให้อาเหยามันเข้มแข็งกัน?

ใคร่รู้ก็ก้าวตัวลงจากหอคอย จะเดินไปดูเสียหน่อย

โซ่ตรวนล่ามขามั่น ยามเดินส่งเสียงครืดคราดตามพื้น

บัดนี้เป็นเวลาเก็บออมแรง เตรียมหลีกเลี่ยงการโดนเฆี่ยนต่อไป อนาคตพวกเขาอยู่ที่ใด ขนาดเจ้าของลมหายใจยังตอบไม่ได้ แต่นางยังมีหวัง ที่ผ่านมาเชื่อถือไม่ได้ ก็จะไม่เชื่อ แต่ที่แน่ๆ จื่อถงมักดึงนางตามตัวไปด้วยเสมอ อย่างจื่อถงนั้นไม่เคยปล่อยให้ตนเองลำบากนานแน่นอน

ความหวังนี้เท่านั้นที่ซีเหยากำลังปลอบตัวเองอยู่

วันนี้มีเวลาพักอยู่หนึ่งเค่อ ในค่ายแห่งนี้น่าจะมีต้นไม้ขึ้นบ้าง โชคเข้าข้างนางอีกหน หลังค่ายแถบราวตากผ้ายังมีต้นสมุนไพรขึ้น นางได้ส่วนผสมยาครบครัน บดยาไว้แต้มแผลเผื่อสหายร่วมทุกข์ไว้แล้ว ยามนี้ทุกคนหลับนอนกันหมด เหลือแต่หมอเหยาผู้นี้ได้ขอร้องให้พวกเขาทุกคนปิดงำเอาไว้ว่ามีความรู้เรื่องยา มิเช่นนั้นการที่จะปรุงยาให้จื่อถงยิ่งยากขึ้นไปอีก ตอนนี้พวกเขาได้รับการสอนความรู้พื้นฐานของการที่ต้องดูแลผู้อื่นแล้ว นางได้รับการวางใจจากสหายนักโทษ เท่านี้ก็ไม่มีปัญหา

กลีบดอกทิวาเป็นขั้นตอนสุดท้าย ปลายนิ้วเรียวหยิบมันขึ้นจากถุงผ้า กลีบสีแดงเหลืองปลายในยามนี้คล้ายพระจันทร์ย้อมเลือด

“ยังไม่หลับรึ?” เสียงทุ้มตํ่าถามขึ้นจากอีกฝั่งของกรงขัง กว่างอานยืนไพล่หลังยังสวมชุดเกราะไม่ยอมถอดยืนมองอาเหยาที่กำลังทำอะไรบางอย่าง

นางรีบยัดกลีบทิวาลงขวดยาแล้วรีบปิดฝาด้วยจุกสีแดง ซ่อนเอาไว้ในอกเสื้ออีกที แล้วท่าทางยุกยิกนั้นต้องเป็นที่น่าสงสัยของขุนพลอย่างแน่นอน อาเหยาลุกขึ้นแสร้งเกาแกรกๆ “ยัง นอนไม่หลับ ..คัน”

กว่างอานสีหน้าขรึมยกมุมปากน้อยๆ แววตาอ่อนโยนมองเจ้าหนุ่มน้อยทั้งคันทั้งเกา ใบหน้ามนเรียวรูปไข่ราวผู้หญิงยามนี้มอมแมมไปหมด ขุนพลย่นคิ้วเปรยพร้อมรอยยิ้ม “ฮึๆ ตัวมอมแมม”

มือเรียวเล็กที่ถูไถบนเนื้อตัวมีแต่รอยแผล กว่างอานรีบยื่นมือผ่านกรงกรงขังคว้าอาเหยามาดู “มีแต่รอยแผล เฉินเซียวตีมือเจ้ารึ?”

นางรีบยื้อมือคืนแต่ขุนพลกำไว้แน่นส่งผลให้แผลที่มือเจ็บจี๊ด นางเม้มปากกัดทนเอาไว้ แต่ความเจ็บแสบมิได้มีที่มือ รวมถึงแขนขาในร่มผ้าด้วย “ไปอาบนํ้าและทายาที่ห้องข้า”

“หา?”

...บ้าบอใครจะขึ้นไป…

กว่างอานสะบัดหน้าสั่งการทหารยามให้ไขกุญแจ บัดนีบัดนี้สีหน้านางมิได้ซีดเผือดเพราะแผล แต่ปัญหาคือขึ้นห้องขุนพล

พลทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามาในที่คุมขัง รายงานความเป็นไปเป็นมาอยู่ สหายนักโทษผู้หนึ่งลุกขึ้นมากระซิบอาเหยาแผ่วเบาว่า “ระวังตัวด้วย พวกนี้นิยมชายเดียวกันเพราะอดอยากปากแห้งมานาน”

ซีเหยาเบิกตาตะลึงตะไล จะบรรลัยก็ครานี้เป็นแน่แล้ว หากกว่างอานพาขึ้นห้องก็หมายความว่า…

ขุนพลหันมาหาอาเหยาแล้วดึงออกจากห้องคุมขัง นางอีหลักอีเหลื่อลุกลี้ลุกลนอยากหลุดพ้นจากมือใหญ่โตนี้ “เอ่อท่านขุนพลข้าง่วง.. ไม่ต้องทำแผลอาบนํ้าแล้ว”

“มิได้ ข้าปรานีเจ้าถึงเพียงนี้อย่าขัดใจ” ไม่นึกถึงว่าร่างเล็กนี้จะบอบบางแค่ไหนดึงเท่าไหร่ถึงจะพอดี กว่างอานฉุดมาแรงมากจนร่างบางเซถลาชนเข้ากับตัวใหญ่โต “บางเหมือนผู้หญิง”

...ก็ข้ามันผู้หญิง อยากขัดใจเหลือเกิน เก็บส่วนนั้นไว้ให้ข้าปลดทุกข์พอกระมัง แต่หากเจ้าขุนพลนี้ที่อดอยากปากแห้ง หากรู้ว่าข้าเป็นหญิงมิโดนเขมือบหรอกรึ? จื่อถงช่วยข้าด้วย…

อาเหยารีบพยุงตัวออกจากชุดเกราะอันแข็งแรงออก เงยหน้าไม่ถูกใจแลขึ้นหาขุนพล ใบหน้านี้มิได้อัปลักษณ์หรือเหมือนคนทั่วไป หากโกนหนวดเคราออกก็รูปงามไม่ต่างจากจื่อถงแม้แต่น้อย จมูกโด่งคมริมฝีปากหยักนี้ ชอบผู้ชาย เสียดายแทนผู้หญิงทั้งโลกหล้าเสียจริง!

...ถูกฉุดมาในห้องหนึ่งจนได้…

ห้องอาบนํ้าส่วนตัว มีไอร้อนประทุขึ้นมา บ่อ นํ้าใสแจ๋วดั่งจะมีปลาแหวกว่าย แต่หากมีจริงคงโดนต้มแล้ว

“อาบนํ้าเสีย อย่าคิดหนีล่ะ มิอย่างนั้นจะให้เฉินเซียวฟาดอีกสักยี่สิบที” กว่างอานทำท่าจะหันหลังให้และออกไปจริง ใจนางอยากล็อกประตูให้เรียบร้อย แต่มันไม่มีประตู! ...คิดว่าที่นี่มีแต่ผู้ชายหรือไร มารดามันเถอะอาบก็ได้…

ระหว่างนี้ขุนพลเตรียมยาไว้เรียบร้อย ใจหวั่นนักว่าอาเหยาจะลอบหนี แต่ที่แห่งนี้มีทหารนับพัน จะหนีก็มีแต่ตายกับตาย นึกหวั่นใจขึ้นมาบ้างจึงคิดจะไปเฝ้ามันอาบนํ้า

ทว่า.. เมื่อก้าวเท้ายาวไปหยุดที่ม่านผ้าสีดำโปรงกลับเห็นร่างบางมัวตาขึ้นจากนํ้า ถึงจะเห็นไม่โปร่งสายตาก็รู้ดีว่ามันเป็นทรวดทรงผู้หญิง กว่างอานใจเต้นตุ่มตํ่า ไม่พบหญิงสาวมานานแล้ว จากเคยเห็นลู่เหอกับท่านหญิงเกามาเดือนละหน แต่เขากลับแลเห็นว่าเป็นคนแก่กับเด็กผู้หนึ่งเท่านั้น จะมานึกแปลกใจยามดึงแขนอาเหยาร่างมันกลับเซราวผู้หญิง ครานี้มิแปลกใจแล้ว ท่านขุนพลเริ่มปวดเศียรเวียนเกล้า

ไม่กล้าถามมันแล้ว เกิดอันใดขึ้นถึงเป็นอย่างนี้ คราวนั้นก็จากบุรุษมาเป็นหญิงสาว คราวนี้หญิงสาวในคราบบุรุษ แดนสนทยามีแต่อย่างนี้หรือ? ปีศาจหรือวิปลาสกัน?

กว่างอานมิอาจเข้าได้อีก จึงกระแอมกับนางไปสองทีแล้วถามไถ่เสียงสั่น “เสร็จ..รึยัง”

“อืม..” เสียงเบาร้องบอกสั้นจากด้านหลัง บัดนี้อาเหยาสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว นางจึงเดินไปนั่งบนเก้าอี้หยิบยาขึ้นมาทาโดยไม่รีรอ

“ข้าจะทาให้เผื่อไม่ถึง” กว่างอานเสนอหยิบยาแต้มหลังมือซีเหยา มือสั่น… สั่นใหญ่เลย… เหมือนมันกำลังกระตุกอย่างไรอย่างนั้น

...สั่นขนาดนี้ไม่ได้จะใจขาดตายหรอกใช่ไหม? ...

อาเหยาแย่งยาคืน “ข้าทาเองดีกว่า ท่านขุนพลหันหลังด้วย”

บอกให้หันก็หันเพราะนางจะทายาในร่มผ้า ใบหน้าแดงกํ่า นานแล้ว ห้าปีมีสตรีสองนางเข้าออกนอกนั้นมีหญิงสาวมาไม่งามหน้ามนเหมือนอาเหยาผู้นี้ ยิ่งเรือนร่างนั้น กว่างอานนึกคิดเก็บอารมณ์ร้อนในอกไม่อยู่ รีบยกมือปิดปากปิดแก้มตัวเองไว้ใต้ฝ่ามือ ร่างนั้นงามเกินไป ต้องรีบคุมตนเองให้เร็วที่สุด เป็นถึงขุนพลเสียงเห็นร่างสตรีเป็นได้ขนาดนี้ มีหวังพ่ายทับง่ายแน่ มิได้

ร่างกำยำยืดตัวสูงยืนแล้วออกไปพร้อมคำสั่ง “เจ้านอนที่นี่ข้าจะไปหอคอยจะให้ทหารยามเฝ้าประตูห้ามคิดหนี”

รุ่งสาง นางตื่นขึ้นรีบเก็บผ้าห่มคืนที่

มีเด็กสาวนางหนึ่งถือถาดมาพร้อมกานํ้าชาสองชุดและอาหาร นางเข้ามาตะลึงเล็กน้อย “ข้าขออภัย ไม่คิดว่าท่านขุนพลก็เป็นกับเขาด้วย ประเดี๋ยวข้าจะเอายาทามาให้นะ เจ้าคงเจ็บน่าดู”

ลู่เหอยิ้มไม่เชิงยิ้มกล่าวมาด้วยสีหน้าแดงระเรื่อ

“...... หา? เจ็บ? ตรงไหน?” อาเหยางงงวย นางน้อยผู้นี้กำลังพูดถึงอันใด

“ก้น” นางตอบสั้นๆ มุมปากและหิวคิ้วซีเหยากระตุกไปพร้อมกัน

….ตรงจริงๆ …

“ข้าไม่…”

“ทานอาหารเถอะ ยังดีมีโจ๊ก ทำให้ปลดทุกข์ง่ายหน่อย”

“อันนี้ของใคร?” ซีเหยาเบื่อจะบอกพูดไปก็เท่านั้นจึงคิดจะเปลี่ยนเรื่อง คุยเรื่องชุดอาหารของใครอีกคนแทน

“แม่นางจื่อเอ๋อร์” นางกำลังถือถาดนั้นทำท่าจะหันหลังออกไป อาเหยาหมดหนทางรั้งคิดจะใช้วิธีเกี้ยวสาว แขนอาเหยาคล้องเข้าที่คอระหงจากด้านหลัง กระซิบเข้าใบหูของลู่เหอ “เจ้าน่ารักเหลือเกิน”

คำสัพยอกหยอกเย้าผ่านเข้าหูนางหลับตาปี๋หันหน้าหนี “อย่าเลย ข้าไม่อาจทำอย่างนี้ได้ เจ้าเป็นของท่านขุนพลแล้ว อย่าทำอย่างนี้เลย”

หยดยาผสมลงกานํ้าชาหยดลงโจ๊กกลิ่นกรุ่น ละลายไปจนหมดสิ้น อาเหยาถอยตัวออกจากนางรีบเก็บขวดยาเข้าในอกเสื้อ “ข้าไปเป็นของท่านขุนพลเมื่อไหร่ การที่ข้าอยู่ในห้องเขาก็มิได้แปลว่าต้องทำอย่างนั้นเสมอไป เจ้าออกไปเถอะ” สิ้นคำพูดซีเหยานางรีบเร่งเท้าไปไม่หันหลังกลับ

เมื่อประตูปิดไม่สนิทดี ฝ่าเท้าเฉินเซียวถีบเข้ามาอย่างไม่หวั่นเกรง ตวาดลั่น “บังอาจ! กล้าหนีข้าหนีงานมาเสนอตัวให้ท่านขุนพล ไม่กลัวตายรึ ดีตอนนี้ท่านขุนพลอยู่เขตนอกข้าจะสั่งสอนเจ้าริอาจจะใฝ่สูง”

…ผู้คุมเฉินเป็นบ้ารึไร…

“ลากมันออกไป ข้าจะตีมันให้ตาย!” พลทหารสองสามสามนายปรี่เข้ามา หิ้วปีกแขนอาเหยาไปอย่างรวดเร็ว

ตัวบางเบาของนางในชุดผู้ชายลงไปกองกับพื้น แส้ยาวหวดลงกลางหลังซีเหยาไปหนึ่งที “นี่คือบทสั่งสอนที่กล้าหนีงานข้า”

แส้หวดลงก้นนางไปอีกรอบสอง ส่งเสียงอันน่าผวาให้แก่คนชมดูได้ประจักษ์ถึงฤทธิ์เฉินเซียวว่าอย่าริใจกล้ากระทำการใดนอกจากนักโทษเท่านั้น “ร้องออกมา ร้องไห้ได้ยิ่งดี!”

“ไม่!”

แสบ… เจ็บ แต่ไม่อาจกล่าว ร้องไม่ออก และไม่สมควรจะมีนํ้าตาความเจ็บปวดให้คนพวกนี้

ฝ่ามืออาเหยากำแน่น กัดริมฝีปากอดกลั้นไม่ส่งเสียงโอดโอย ยิ่งเก็บความรู้สึกอย่างนี้ผู้คุมยิ่งโกรธนิ่งอยากให้อาเหยามันส่งเสียง “ร้องออกมา!”

ฟาดแส้ลงตัวไปไม่รู้กี่หน ยังไม่สาแก่ใจ พลางหัวร่อฮ่าๆ กึกก้องราวคนเสียสติ

“ให้ตาย..ก็ไม่...ร้อง” ดวงตานางหรี่ลง แต่ยังหายใจมิให้สติใดหลุดลอยไปเป็นแน่ “จื่อถ…”

แส้หวดลงตัวนางอีกรอบ แต่บัดนี้เชือกเส้นยาวหยุดชะงัก ฝ่าเท้าจากรองเท้าสีขาวเหยียบเอาไว้กับพื้นแน่น เฉินเซียวเหลือกตามองเชิดหน้าอารมณ์โกรธยิ่งพุ่งสูง “เจ้าเป็นใคร? กล้าทำข้าโกรธรึ!” เฉินเซียวหน้าเขียวคลํ้าอย่ากเฆี่ยนคนตรงหน้าให้ตาย

“เจ้าหรือโกรธ?” รอยยิ้มยั่วโทสะผุดขึ้นที่ริมฝีปาก สุ้มเสียงแตกพร่าแต่นุ่มละมุนเอ่ย บุรุษชุดขาวยื่นเหยียบแส้ท้าลมตรงหน้า ชายผ้าสะบัดพริ้วดูแสบตาอาเหยานัก นัยน์ตาสีดำอำพันไหววูบ ครานี้กลับดำสนิทหยั่งลงรากลง “เจ้าโกรธช่างน่าขัน แต่ข้าโกรธกว่า จนคิดว่า ต่อให้คนตายต่อหน้านางเป็นเจ้าข้าก็จะทำ”

“จื่อถง...” มือเรียวของซีเหยาพยายามยื่นออกไปจับข้อเท้า

เขาหันมาพยุงโอบอุ้มนางขึ้นมองคนสะบักสะบอมมีแต่รอยตี จากนั้นก็หันไปเอ่ยเฉียบ “ข้าชอบสนุก แต่อย่าทำข้าโกรธ เพราะหมายถึงว่ามันผู้นั้นอยากตายเต็มทน!”


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"“จื่อถง! จับตรงไหนของเจ้าเอามือออกนะ โอ้ยเล่นบ้าอะไร ตรงนั้นอย่า ปล่อยข้า กล้าอีกอย่าหาว่าไม่เตือน” แลเห็นว่านางโกรธจัด ยามมองเห็นสีทาปากตนเองติดบนปากจื่อถงแล้วน่าอายนัก นางพยายามใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง ลบล้างรอยจูบเมื่อครู่ให้ออก แต่กลับถูกจูบใหม่ ใช้มือกระทำการอุกอาจ"

ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha