(จบ)เล่ห์พยัคฆ์🔞(จีนโบราณ)

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 28 : เส้นใยของกาลเวลา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

28


        ตั้งแต่ไก่โห่ ร่างบางหอบอาภรณ์มาหยิบสวมจัดการชำระกายริมแหล่งนํ้า ผ่านพ้นคืนเข้าหอมาเพียงคืนเดียว มาถึงเวลาที่จื่อถงต้องเข้าเมืองหลวงก่อน ซีเหยายังคงอยู่ที่นี่ เพื่อดูแลท่านเยี่ยหยูให้มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดีก่อน ถึงจะตามกลับไปได้

        ยิ่งร่างกายอยู่ในที่มืดมานาน ซูบผอมไม่ต่างจากโครงกระดูกมีชีวิต ผ่านมาได้วันที่แปดหลังจากเห็นท้องฟ้าต้นหญ้าและดวงอาทิตย์ สีหน้าดีขึ้นตามลำดับ การกินยังคงเพิ่มเติมได้ไม่มาก แรงยังไม่กลับมาสมประดีแต่พอยกไม้ยกมือไหว เสียแต่นางเดินไม่ได้จึงต้องฝึกการเดินเพิ่มไปอีกกรณี


        ยํ่ารุ่งรํ่าลากันกับจื่อถงอยู่นาน มีเพียงสนมหยูพูดคุยลำพังกับอ๋องจื่อเท่านั้น เห็นบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุย แม้แต่อาเหยายังไม่ได้ฟัง แต่นางมิได้มาน้อยอกน้อยใจ ในเมื่อเรื่องที่คุยเป็นเรื่องส่วนตัว นางเองก็มีเรื่องส่วนตัวไม่ต่างจากผู้อื่น เช่นนั้นถือเป็นสิทธิ์ของพวกเขาจะใครฟังหรือไม่ก็ได้

         ระหว่างสองคนนั่งสนทนา หนึ่งคนป่วยหนึ่งพยัคฆ์ร้อยเล่ห์ บทพูดคุยผ่านมานานหนึ่งเค่อ จึงเข้าใจกลางความสำคัญ  

        สนมหยูยังคงนั่งเองมิได้ จำต้องเอนหลังลงเล็กน้อยกับผนังห้อง พลางเหลียวมองจื่อถงมิให้คลาดสายตา “กลับไปแล้ว แน่ใจได้อย่างไรว่าจะตามจับคนวางเพลิงเมื่อหลายปีก่อนได้”

        “ย่อมมีหนทาง ดีที่ตำหนักซ่อมแซมมาได้เกือบเสร็จดีแล้วครบทุกประการแล้ว เหลือแต่ส่วนหลังต้องเพิ่มเติมอีกเสียหน่อยก็สมบูรณ์แล้ว ถึงเศษซากจะไม่เหลือหรอให้สืบเนื้อความคดี แต่ถ้าเป็นการดึงหาคนร้ายนั้น ข้าคิดว่าเป็นเรื่องไม่ยาก แต่ต้องใช้เวลา”  กลับไปแล้วอาจจะไม่ได้แวะเวียนมาอีก การที่จักรพรรดิองค์ก่อนพาสนมหยูมาที่นี่มีสองประการ หลบจากผู้คนปองร้ายและปล่อยให้หายไปจากประวัติโดยไม่ให้มีสิ่งใดมาสะเทือนถึงศักดิ์และบังลังก์ จื่อถงจึงต้องใช้เวลาจัดการเรื่องราวของนางนานสักหน่อย

        แต่เมื่อบอกว่าใช้เวลา ใจสนมหยูก็หายวาบ มือผอมแห้งสั่นจนสังเกตได้ จื่อถงรีบประคองมือนางบีบให้เบาที่สุด บอกเป็นความนัยให้นางได้สบายใจ รอยยิ้มบางเบาถ่ายทอดให้สนมหยู บอกด้วยนํ้าเสียงระรื่นหู “อย่าได้กังวลไปเลย จื่อถงไม่เป็นอันตรายใด ๆ แน่นอน ท่านอย่าได้กังวล แล้วจะรีบกลับมารับท่านกลับวัง หลังจากผ่านเรื่องไปแล้ว ข้าให้สัญญาท่าน จะไม่ให้ท่านรออย่างไร้ความหวังเช่นนั้นอีก”

         “ได้ เจ้าให้สัญญาแล้วนะ” สนมหยูปล่อยยิ้มเคล้านํ้าตา จื่อถงเข้าสวมกอดพอบางเบา

         “จากนี้ข้าจะเล่นให้มากที่สุดเอาจริงที่สุด เป็นปีท่านก็ได้โปรดรอข้า” ร่างสูงโปร่งคลายกอดจากนาง “รีบแข็งแรงให้เร็ว เราจะได้อยู่ด้วยกัน”  สนมหยูพยักหน้าหนึ่งหน ตอบรับคำจื่อถงมั่น


        เมื่อเขาก้าวออกห้องไป พี่เลี้ยงหยุนก็เข้ามาอยู่สนมหยูทันใด พลันยิ้มระรื่นคล้ายยินดีกับคนป่วยบนเตียง  “ท่านเยี่ยหยู จะได้กลับวังหรือเจ้าคะ”

        “ใช่ จื่อถงจะจัดเรื่องราวให้เสร็จ แล้วจะรับข้าเข้าวังไปอยู่ด้วยกัน” นางบอก แล้วหวนนึกถึงสัญญา ต่อให้เขาจะเล่นสนุกมากมายเท่าใด หากเป็นเป็นงานครั้งหนึ่งต้องเป็นผลลัพธ์ที่ดีอย่างแน่นอน

        “อยู่ด้วยกัน?” พี่เลี้ยงหยุนเว้นช่วงเพียงคิดแล้วจึงถามต่อ  “ อยู่ด้วยกันกับองค์ชายหกรือเจ้าคะ จื่อถงจะตามหาองค์ชายหกให้ด้วยใช่หรือไม่เจ้าคะ”

        สนมหยูส่งเสียงหัวร่อเบาๆ “โธ่รั่วซี ไม่ต้องตามแล้ว”


      กองไฟสองกองก่อสุมค้างหม้อตั้งไฟเคี่ยวกรำยามานานเนิ่น ได้เวลาปลงเสียที

นางยกหม้อรินยาลงถ้วยชามกลิ่นกรุ่นลอยสู่อากาศ พัดไปตามกระแสลมบางเบา

       ชายแก่เดินมาใกล้ ไพล่หลังแล้วพูดกับนางเชิงพึมพำกับอากาศ  “ยาห้ามครรภ์”

        ซีเหยาไม่ได้มีท่าทางตกอกตกใจ แต่ยกชามเป่าดื่มไม่ใส่ใจต่อความหมายแววตาซินแสจู และบอกตามตรง  “ไม่ผิด”

       “ไม่คิดจะสืบทอดทายาทง่ายหรือ” ซินแสจูนั่งยอง สุมไม้ใส่ไฟเพิ่ม ในมือถือผักมากำหนึ่ง จะผัดนํ้ามันเพิ่มอีกอย่าง เป็นกับข้าวช่วงเช้า

        “ก็..  คิดอยู่” ซีเหยาอึกอัก หน้าแดงระเรื่อ ยามตอบคำในใจกลับตื่นเต้นพิกล มานึกถึงเหตุผลของยาต้มแล้ว ใจพลางผ่อนคลายลง “แต่ข้ามีเรื่องต้องทำไม่ต่างจากจื่อถง” แล้วนํ้าถ้วยยาไหลลงคอจนหมดเกลี้ยงลืมความร้อนโดยสนิท ลวกลิ้นลวกคอจนปวดหนึบ

       “รีบกินกลัวว่าข้าจะมาเห็นหรือไร”  บุรุษหนุ่มชุดขาวยืนด้านหลัง กอดอกชมดูการกระทำพิสดารของคนเป็นท่านหญิงของอ๋องน้อยหมาด ๆ

       นางกระแอมสองที ปรับลำคอควานหาเสียงตน “กลัวอะไรใครกลัว” ครั้นสำรวจดูแล้วใจนางโหวงเหวงอย่างประหลาด “จะไปแล้วหรือ?”

         “อืม” เขาตอบสั้น ๆ แล้วดึงแขนนางออกจากตรงนั้นหาที่เงียบคุย เดินผ่านต้นไม้มาหลายต้น จื่อถงหยุดเท้าลงแล้วนั่งบนหินภูเขาก้อนใหญ่ รีบดึงนางมานั่งตักกว้าง แนบกายกอดด้วยแขนแกร่ง “อาจจะมากกว่าสามเดือนที่เราจะได้พบกัน เพราะงั้น… ระวังตัวด้วย”

       “อึ้ย! จื่อถงจับตรงไหนเนี่ย”  ซีเหยายกตัวออกมากอดกายตนแน่น เหลือกตาดูผู้พิเรนทร์

       “ทียามข้าเป็นหญิง  เจ้ายังถือโอกาสกับข้าเลยทั้งที่ตัวเองอยู่ในชุดผู้ชายแท้ ๆ ขี่ม้าไม่เป็นยังลวนลามคนพาเดินทางอีก ข้าว่าเจ้าวิปลาสกว่าข้าอีก”  จื่อถงยิ้มกริ่ม เลิกคิ้วสูง หยอกเย้านิดหน่อยพอให้คลายเครียด นางถูกแหย่นิดหน่อยก็ไปตามนํ้าแล้ว จะให้อดยิ้มได้อย่างไร

        ซีเหยากระอักกระอ่วนตอบ เชิดหน้าแยกเขี้ยว อวดว่าเก่งทั้งที่ตนพ่ายตั้งแต่สีหน้าแดงออกระเรื่อแล้ว “ข้าแค่ เอาคืนที่เจ้ามักก่อกวน ข้า แล้วแปลกตรงไหนเจ้าในตอนนั้นเป็นหญิง แล้วที่จริงข้าก็เป็นหญิง”

       อย่างไรก็ต้องเอาชนะให้จงได้ จะอ๋องจะจักรพรรดิที่ไหนก็ตาม การกระทำนางสำหรับนางแล้วถูกต้องที่สุด

       “นั่นสิ ตอนนี้เจ้าเป็นภรรยาข้า แล้วแปลกตรงไหน” จื่อถงลุกขึ้น ก้าวเท้าเข้าใกล้ ยื่นหน้ามีลูกไม้ แล้วรีบยื่นมือประกบแก้มนางที่กำลังตะลึงงันให้หันมาสบตา ฉับพลันหน้าผากมนถูกสัมผัส รับรสจูบไปอย่างง่ายดาย “ข้าจะไปแล้ว เอาไว้พบกันที่เมืองหลวง อย่าคิดถึงข้าล่ะ”

        “ใครจะคิดอย่างนั้น ไม่มีคนคอยกวนสิสบายจิตดีเลิศ”

       เขาจูบลงริมฝีปากนางอย่างนุ่มนวล ปิดปากคนปากแข็งอย่างนางให้รับรสสัมผัสให้ตรึงใจ ถ่ายทอดอาลัยห่วงหา ดื่มดํ่าความหวานเสียเต็มประดา ใบหน้าเล็กนี้ ริมฝีปากนี้ ร่างบางนี้ จะมิได้อยู่ข้างกายนานกว่าที่พบกันมาเสียอีก ร่วมเดินทางมานับเดือน เพียงสองเดือนที่อยู่ด้วยกันมีเท่านั้นหรือ รอมาสิบปี พบกันอีกทีเพียงสองเดือนจะจากเจ้าอีกแล้ว…  ห่างจากตรงนี้ไม่น้อยกว่าสามเดือน ต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องทำ ซีเหยาต้องประคับประคองพระสนมเยี่ยหยูให้กลับมาดีขึ้นให้ได้เสียก่อน อาชูก็ใช่ว่าจะไม่ใช่คน ต้องนำคนไม่ผิดออกมาให้รับอิสระภาพ ผูกพันธ์ชั่วครู่แต่จากกันเพียงวูบราวกาลเวลาผ่านนับแสนวันทรมานยิ่งนัก

       จื่อถงผละจูบออกอย่างรวดเร็วละหลังจากนางทันทีแล้วไม่หันกลับมา หวั่นว่าหากเหลียวมามองกลัวจะก้าวขาไม่ออก เปลี่ยนใจอยู่ สิ่งที่คาดหวังเอาไว้จะไม่สำเร็จ

        เสียงเท้าของม้าค่อย ๆ เลือนหายไปจากพื้นดิน เขาไปไกลแล้ว นางเงี่ยหูฟังก็ได้แต่ยืนที่เดิมลำพัง ไร้เสียงคนก่อกวน ไร้ร่างสูงเดินไปเดินมาอยู่ข้างกาย ถึงมือจะสั่นอย่างแปลกประหลาด และระงับอารมณ์ให้ไหวอย่างไร

      ตอนนี้ไร้คนอยู่รอบข้าง กลับมีเสียงจื่อถงดังขึ้นมาในหัว ‘เจ้าอยู่ได้หรือ’ อยู่ได้ไม่ได้ก็ต้องอยู่ ไม่ได้ตายจากกันเสียหน่อย แค่แยกย้ายกันทำงาน ความเป็นสามีภรรยามิได้ขาดสะบั้นลง แต่มันกำลังถักทอจากส่วนลึก จากใจกลางความคิดถึง เป็นเส้นใยบาง ๆ เกี่ยวสานไว้อย่างเหนียวแน่น

                จากวันนี้เวลาเริ่มผ่านไปอย่างเชื่องช้า ก่อนนี้หลายวันนางเข้าเมืองไปซื้อของ ได้พบอาจารย์อี้เทาไว้แล้ว ว่ามีคนป่วยที่ต้องรักษา ถึงนางไม่ได้บอกว่าเป็นใคร คนเป็นหมอย่อมเข้าใจ และอี้เทาจึงปล่อยให้นางดูแลคนป่วยของตนให้หายดีเสียก่อน จากนี้อี้เทาก็ไม่มีงานอะไรสำคัญนัก การจะเดินทางจำต้องไปกับศิษย์ ได้แต่รออาเหยาเท่านั้น ในเมื่อตามหาตระกูลหลิน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องหา หรือว่าเร่งรีบเข้าวัง จึงอยู่โรงเตี๊ยม เปิดฝังเข็มให้คนป่วยในตลาดบ้างฆ่าเวลา

        อาเหยาแวะเวียนมาหาอี้เทาบ้าง ส่วนมากมาแล้วก็ได้หนังสือแพทย์ไปอ่าน ถึงตำรามากมายเคยผ่านตามา ทว่ายังมีอีกบางเรื่องอ่านไปพอได้ความรู้

        นางใช้หลักการตนเอง รักษาดูแลสนมหยูบางทีก็อ่านหนังสือให้ฟัง บางครั้งก็เถียงกับพี่เลี้ยงหยุนพอเป็นกระษัย แก้เซ็งไปวัน ๆ ในเมื่อคนก่อกวนตัวจริงไม่อยู่ จะเอาหมูในป่ามาเถียงก็ไม่ได้ ใช้นางลับฝีปากก็ดีไม่น้อย

       สนมหยูอาการดีขึ้นตามลำดับ อาหารที่ให้กินล้วนเป็นของมีประโยชน์ทั้งนั้น พอเริ่มกินได้มื้อละสิบคำในสิบห้าวัน ร่างกายเริ่มมีนํ้ามีนวล นางยิ้มบ่อยครั้ง บ่นว่าคิดถึงจื่อถงอยู่เป็นระยะ แต่ก็ไม่พอจะมาหงอยเหงา เมื่อเริ่มนั่งทรงตัวได้ จึงเล่นหมากรุก ประลองความคิดไปพลาง ทายปัญหาแก้เบื่ออย่างเคย ตลอดที่ผ่านมาก่อนอาเหยาจะมาพบพวกเขา สนมหยูไม่มีกระจิตกระใจจะทำสิ่งใด  แต่ในวันนี้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

       หยุนรั่วซีอยากเอ่ยขอบคุณซีเหยาอยู่หลายครั้งแต่กลับตบท้ายด้วยคำเถียง ไม่เชิงบาดหมางและไม่เชิงจะรักกันขนาดนั้น



        “เหยาเอ๋อร์” ในเวลาบ่ายช่วงหนึ่งสนมหยูเรียกนาง เรียกด้วยคำเดียวที่จื่อถงมักใช้สัพยอก ปกตินางจะเรียก ‘อาเหยา’ บัดนี้เรียกสรรพนามนี้ บังเกิดว่าใจหายวาบไปอึดหนึ่ง

       “เจ้าคะ”  นางวางอุปกรณ์ตำรายาลง แล้วหย่อนกายนั่งข้างนางบนเตียง

       “ในราชวงศ์ มีการใช้ผ้ามัดเกล้าผมยามเป็นฮ่องเต้ จะเป็นลวดลายต่างไป แล้วจะใช้มุงกุฏประดับมัดผมนั้นอีกทับ เจ้าช่วยปักข้าทีสิ”

      ซีเหยาชะงักค้างไปครู่หนึ่ง ทบทวนถึงหนังสือที่เคยศึกษาราชวังของสนทยามา นอกจากกองพระภูษาเครื่องประดับอิสริยยศของชาวสนทยาจะมีแต่ฮองเฮาไม่ก็คนรักทำให้จักรพรรดิ นี่มิใช่เรื่องดีสำหรับนางเลยหากจะปัก มันบ่งบอกถึงคนรักปักให้ แล้วจะให้อาเหยาปักลายผ้ารวบผมให้ เป็นของจักรพรรดิ หมายความว่า องค์ชายหกจะครองบัลลังก์แทนจ้าวสุนหรือ แต่สนมหยูคนนี้ยังไม่รู้ว่าองค์ชายหกอยู่ที่ใด ในความหมายของอดีตพระสนมคนนี้ กำลังคิดจะทำอะไร ?

        เยี่ยหยูสังเกตสีหน้านางยามครุ่นคิด ดูจะเงียบไร้วี่แววที่จะให้ผู้คนคาดเดาได้ถูก สมที่จะก้าวหน้าในวังได้แล้ว หลังจากเคี่ยวกรำนางให้คิดก่อนพูดมาครึ่งเดือน บัดนี้ได้ผลอันดี


        ซีเหยาแต่งงานแล้ว มิใช่หญิงสาวผุดผ่องแล้ว และจะเป็นขององค์ชายหกมิได้แล้ว คิดอ่านให้รอบคอบ การที่สนมหยูขอให้อาเหยาปักลายผ้าต้องมีบางอย่างที่ควรต้องรู้ก็เป็นได้ ถึงตอนนี้จะไม่เข้าใจ เมื่อไฟเริ่มก่อจะดับก็ใช่ว่าจะดี ลองสุมไม้เข้าหน่อยก็ได้   “ข้าน้อยจะลองปักดูเจ้าค่ะ”  เสียแต่..  นางเพิ่งนึกออก “เอ่อ เหยาเอ๋อร์ ไม่เคยเย็บปักผ้า จะเย็บเป็นก็มีแต่แผลคน ชนิดเนื้อหนังเหวอะฉีกขาด เรื่องผ้า ข้าไม่รู้เรื่องเลยแหะ ๆ”

      ท่านเยี่ยหยูขบขัน พลังหัวร่อท่าทางอ่อนช้อยมาให้ดูชม “ตามที่จื่อถงเคยเล่าให้ข้าฟัง เจ้าคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ซื่อตรงต่อใจตนเองที่สุด” นางหยิบกล่องไม้บรรจุผ้าเนื้อดีมาหนึ่งกล่อง “มาเริ่มกัน ไม่เป็นข้าจะสอน แต่ถ้าปักได้ ข้าขอนะ”

        “ได้เจ้าค่ะ”  ซีเหยายิ้มเจื่อน ไม่เคยทำ ทำไม่เป็น อายต่อการสอดเข็มเข้าเนื้อผ้านัก หากไม่งามจะทำอย่างไร

      ...จื่อถง เย็บผ้าจะเหมือนเย็บเนื้อคนหรือไม่ แล้วมันเย็บอย่างไร….

      คิดเพลินเข็มแหลมคมทิ่มลงเนื้อที่ปลายนิ้ว บรรเทาอาการเจ็บได้ก็มีแต่ดูดนิ้วตนเอง ‘ยังไม่หายปวดเลย ดูดให้หน่อยสิ’ เสียงของคนที่ไม่อยู่ดังก้องขึ้นในหัว ได้แต่ลอบถอนหายใจในอก มิให้ท่านเยี่ยหยูมารับรู้ถึงสิ่งอัดอั้นตันใจ

        ...ไม่อยู่แท้ๆ ยังมาก่อกวนหัวข้าได้อีก คนอะไร…


        ผ่านมาถึงอีกจุด จำต้องเปลี่ยนม้า จื่อถงหยุดลงติดต่อหามือปราบถังอี้ทันที

เฉินลี่ถิงซึ่งเป็นเจ้าเมืองทางเขตแดนตะวันออกได้รับข่าว รีบให้การตอนรับเป็นอย่างดี เมื่อจื่ออ๋องพักป่ารอนแรมมาไกลหลายร้อยลี้ในเวลาอันสั้น รีบเร่งมาให้ถึงเมืองหลวงให้ไวที่สุด พอดีที่มาพำนักกายในจวนท่านเจ้าเมือง

        ครั้นทราบข่าวว่าท่านจื่ออ๋องมา จึงรีบให้การต้อนรับอย่างดี  เหล่าสาวใช้รีบยกอาหารนํ้าชา ประกอบกับเหล้าชั้นดีให้ได้ลิ้มลอง  เฉินลี่ถิงได้ข่าวมาจากเมืองหลวงอีกว่า ว่าเขารักสนุกมากกว่าสนใจในเรื่องการบ้านการเมือง และยังเป็นคนโปรดองค์ฮ่องเต้ เพราะเป็นคนเดียวที่ทำให้จักรพรรดิทรงพระสรวลได้ทุกครั้ง ต้องต้อนรับขับสู้อย่างดีที่สุดเอาใจที่สุด หลังจากถามไถ่ความเป็นไปเป็นมา ต่อเหตุการณ์ครั้งก่อน เริ่มเล่าเท้าความตั้งแต่ต้นจนจบ ถึงความเป็นไปเป็นมา เรื่องราวในวันนั้นทำให้เจ้าเมืองวิตกกังวล เป็นห่วงจ้าวจื่อถงเอาอย่างมาก หวั่นเกรงว่าหญิงสาวโฉมงามผู้นั้นจะคิดร้ายต่อจื่อถง

        ผู้ฟังได้แต่ขบขันในใจนึกขัดแย้งสำนวนคำในหัว ...อย่างจื่อถงจะทำร้ายตัวเองได้อย่างไรกันเล่า..

       ในเมื่อเฉินลี่ถิงยังรอคำตอบถึงโจรสาวผู้นั้น มีแต่จะตอบปดไปเท่านั้น หาใช่เรื่องใหญ่ไม่ ยิ่งไม่คืนร่างชายสิเรื่องใหญ่กว่า เฉินลี่ถิงได้คำตอบมาว่านางผู้นั้นจับตัวไปจริง แต่หนีมาได้ แล้วนางตามล่ากันยกใหญ่เกิดเหตุประลองฝีมือจึงตกหน้าผาตายไปแล้ว       หากบอกว่านั่นคือจื่อถงเอง คำนินทาไปไกลเป็นพันลี้อย่างแน่นอนว่าจ้าวจื่อถงเป็นสตรีเพราะยาของนางคณิกา จำต้องโกหกไปอย่างนั้น แต่หากว่าโกหกก็ไม่ใช่สำหรับความคิดเขา แค่หลีกเลี่ยงมิให้เกิดเรื่องราวยุ่งยาก


       ทั้งสุรานารีท่านเจ้าเมืองตะวันออกรีบหามาปรนนิบัติ เหล่านางต่างสวมผ้างามหลากสีมาร่ายรำประกอบเสียงพิณ ท่วงท่าร่ายรำงดงามดั่งดอกไม้ในทุ่งหญ้าพริ้วตามลม อ่อนโอนกายไปตามกันน่าดูชม แต่ละนางหน้าตางดงามไม่แพ้กันแม้แต่น้อย มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าตลอดเวลา ราวบุปผาผลิบานในนํ้าฝน

    “ยิ้มทั้งวันไม่เมื่อยบ้างหรือไร” หลังจากจบเพลงขับขาน แต่ละนางยืนเรียงแถวเป็นหน้ากระดาน คาดหวังจะได้รับคำชมหรือการคัดเลือกหญิงงามให้ไปปรนนิบัติถึงที่ แต่กลับได้คำติมาแทน ไม่พอจื่อถงยังนั่งบนเก้าอี้ในท่าขัดสมาธิยกมือเท้าคางอย่างเฉยเมย คล้ายไม่คิดจะสนใจ

       เฉินลี่ถิงเห็นว่าท่านอ๋องมิชอบใจว่าพวกนางยิ้มเกินงาม จึงรีบสั่งให้หุบยิ้ม ทำหน้าให้ปกติ แล้วหันมาหาจื่อถง “ท่านอ๋องเดินทางมาไกล คงจะปวดเมื่อย ท่านจะลองเลือกมานวดให้ผ่อนคลายสักคนหรือไม่”

        จื่อถงยิ้มละไม “เหลือไม่กี่ร้อยลี้จะถึงเมืองหลวง ข้าเร่งม้ามาเพื่อเข้าเมืองให้ไว เตรียมมาเร็วให้ข้าด้วย จะให้ข้าเลือกนารีไปผ่อนคลาย งั้นข้าเลือกนางทั้งหมดแล้วยกให้ท่าน ส่วนข้าจะนอน ขอตัว”

       เมื่อยมาทั้งวัน จะมาให้ออกแรง ไม่เอาหรอก อีกอย่างโดนขู่เอาไว้ ใครจะทำก็เชิญ เขาจะให้เกียรติคนที่อยู่อีกฝั่งของฟากฟ้า กล่าวจบพลันจะหันหลัง ประตูห้องโถงถูกผลักชนิดสุดแรง จื่ออ๋องเป็นต้องชะงักฝีเท้าแล้วเหลียวไปมองผู้ชายคนหนึ่งกำลังมีอาการมึนเมาอย่างแปลกใจ

          มันยํ่าเท้าเข้ามาไม่เป็นจังหวะ พลันจะเซล้ม แก้มแดงกํ่าตาปรือปากละห้อยคล้ายเมามาย บุตรชายของลี่ถิงเมาซวนเซเข้ามา ชี้หน้าหญิงสาวที่ยืนเรียงรายกัน แล้วดุกราด “มาอยู่นี่เอง ข้าหาพวกเจ้าอยู่ มาทำอะไรที่นี่ไม่เหลือหญิงงามไว้สักคน หา!”

       เฉินลี่ถิงเห็นท่าจะอับอายต่อจื่ออ๋อง รีบบอกให้บุตรชายกลับไปนอน อย่าได้สร้างเรื่องโกลาหลให้เสื่อมเสียชื่อเสียงกอปรเขาคืออ๋องคนสนิทฮ่องเต้ เกิดไม่พอใจต่อการบันดาลโทสะของ ตงเฉิน ขึ้นมา เขาอาจแจ้งความจำนง ปลดประจำการลี่ถิงลงก็ได้ อย่างนั้นจะเป็นภัยต่อตระกูลเฉินใหญ่หลวง ได้ระหกระเหเร่ร่อนกันไปอยู่เมืองอื่นแน่

        แต่พอชายหนุ่มผู้นั้นเห็นจื่อถง เป็นชายชุดขาวรูปร่างสง่าผ่าเผย ดูองอาจและเพียบพร้อมทุกด้านยืนอยู่ เบื้องหน้าประหนึ่งเทพเซียน ก็นึกขุ่นใจ ไม่ถามที่ไปที่มาของผู้มาเยือนรีบก้าวเท้าโย่งๆมาใกล้ ใช้ดรรชนีนิ้วขึ้น จะทิ่มปลายจมูกโด่งคมจื่อถงอยู่รอมร่อ ท่าทางโอหัง ลำพองตน “เป็นเพราเจ้าหรือ ที่เรียกผู้หญิงของข้ามาที่นี่ จะบอกให้ พวกนางเป็นของข้า อย่าริอาจกำแหงมาแย่งผู้หญิงของลูกชายท่านเจ้าเมืองนามว่า เฉินลี่ถิงไปข้า.. เป็นลูกเขา ข้าเป็นใหญ่ จำไว้!”

       สำหรับจื่อถง มันแค่แมวพองขนเท่านั้น หาคล้ายเสือคำรามไม่ จึงกล่าวยั่วแหย่แมวเล่น กระหยิ่มยิ้มย่อง “จุ๊ๆๆ บุตรชายท่านลี่ถิงช่างกล้าหาญเสียเหลือเกิน ดี ผู้หญิงเจ้า ข้าจะเอาเข้าห้องเดี๋ยวนี้เลย”  ท้าทายเสร็จจื่อถงกวักมือโบ้ยให้หญิงสาวทั้งหมดเดินเข้าห้องที่เขาพักพิง

      เหล่านาง ๆ ต่างก้มกายค้อมศีรษะจะเดินผ่าน บุตรชายของลี่ถิงรีบดักทันควัน “เอ๊ะๆเดี๋ยว” เดินมามาดมั่นกอดอกเชิดหน้า “ไม่ได้ยินที่บอกหรือ ว่านางเป็นผู้หญิงข้า  เอาอย่างนี้ ให้ได้รู้กันไปข้างว่าใครเป็นใคร อยากได้พวกนาง มาประลองสมองกับข้า ให้รู้กันถ้วนหน้าว่าใครเก่งใครเหนือ กล้าสู้ข้าหรือไม่”

      เจ้าเมืองลี่ถิงหน้าถอดสี หวังจะเอาใจจื่ออ๋องเพื่อเลื่อนขั้น แต่บุตรชายกลับทำเสียงานหมด เย่อหยิงมาด้วยความเมายืนตัวผยองพองขน ไม่พอยังคิดว่าตนถือไพ่เหนือกว่า อวดอ้างว่าเก่งกาจนัก จะกล่าวขอโทษจื่ออ๋องให้ทัน รีบก้มค้อมศีรษะประคองมือประสาน ปากยังไม่ทันปริอ้า จื่อถงกลับยกมือห้ามปรามเขาเอง

      บุรุษชุดขาวยิ้มไม่เชิงยิ้ม บอกว่า “ข้าไม่โกรธ หาวิธีทางให้บุตรชายท่านสร่างเมาเสียก่อนเถอะ” จากนั้นก็เหลียวไปรับคำท้า  “ทายทอยลูกเต๋าหรือ หรือจะเป็นไพ่ดี”

        บุตรชายลี่ถิงหัวร่องอหงาย “ไม่ๆ ของใช้ดวงพรรค์นั้น ข้าไม่เอามาใช้ให้เสียเวลา ต้องหมากรุกเท่านั้น ข้าถึงกับแข่งลูกเจ้าเมืองฝั่งตะวันตกมาแล้ว และชนะขาดรอย ผ่านการแข่งขันทั้งเมืองหลวงมานับไม่ถ้วน ถึงข้าเมาหรือไม่ ข้าคิดว่าจะชนะเจ้าได้” บุตรชายเจ้าเมืองปรายมือผายไปด้านข้างแนะถึงของอยู่ข้างผนัง “นั่นคือรางวัลชนะเลิศ เฮอะ! เห็นหรือยังว่าข้ามิได้คุยโอ้อวด จริงไหม ถังอี้”

       ครั้นมือปราบอยู่ข้างกายลี่ถิงมานานถูกขานชื่อถามความเห็น จะเลี่ยงก็ไม่ได้ จะตอบก็ลำบากใจ จึงรีบประคองมือ ค้อมศีรษะตอบพอดีพองาม “ของรางวัลเป็นความจริงขอรับ”

       บุตรชายลี่ถิงหัวร่อดังอีกครา ถังอี้ตอบถูกใจยิ่งนัก เข้าใกล้จื่อถงยิ่งกว่าเดิม ส่วนสูงมิได้ต่างกันนัก เค้าโครงความงามแม้จะต่างจากจื่อถง ก็ไม่นับว่าขี้ริ้ว แลดูจะมีสง่าราศีอยู่ไม่น้อย แต่ผยองอย่างผ่าเผย “มาแข่งกัน ถ้าข้าชนะ หญิงสาวทั้งหมดจะต้องกลับไป แล้วเป็นของข้า ตงเฉิน ผู้นี้คนเดียว และเจ้าจะไม่ได้ม้าของข้าที่อยู่ด้านนอกด้วน แต่ถ้าชนะ อยากทำอะไรเชิญ”

       ยิ่งกำแหงใหญ่ อ้างอวดสรรพคุณว่าตนเหนือแล้วผายมือออกข้าง ใจสู้ยอมมอบยกของสำคัญให้ไม่ว่าอยากทำอะไร จื่อถงเห็นว่าตงเฉินผู้นี้น่าสนุกกว่าก่อกวนหญิงสาวที่บอกว่าเป็นของตงเฉินเสียอีก  อุบายนี้น่าเล่น “ได้ ข้าเล่น”

        ลี่ถิงผงะ หัวคิ้วกระตุกหงึกๆ หัวใจหายไปอยู่ที่ไกลเสียแล้ว ถึงไม่แน่ใจดี แต่ไม่เคยได้ยินว่าจื่ออ๋องเล่นหมากรุกสักครั้ง มีแต่ไพ่ ลูกเต๋าเท่านั้น บุตรชายเขาคุยเกินงามก็จริงอยู่ แต่แท้จริงก็จะเข้าประชันฝีมือกับจักรพรรดิเดือนหน้า ไม่มั่นใจว่าจื่อถงผู้นี้มีฝีมืออย่างไรใจอยากดู อีกใจอยากค้าน ตอนนี้ใจเจ้าเมืองอีกครึ่งตกลงใต้ฝ่าเท้าจื่ออ๋องแล้ว หากชนะและใช้คำสัญญาท้าประลองนี้ปลดเขาในฐานะเจ้าเมืองแล้วจะทำทำอย่างไร   …. ขวัญหนีดีฝ่อหมดแล้วตงเฉิน เอาชนะให้ได้เถิดพ่อมิอยากถูกปลดเพราะเจ้า….

       ระหว่างลี่ถิงกังวล จื่อถงยื่นข้อเสนอตนบ้าง “หากข้าชนะ หญิงสาวพวกนี้ห้ามเจ้าแตะต้องอีก และเจ้าต้องเป็นทาสหรือคนรับใช้ข้าตามติดข้าไปเมืองหลวง ทำทุกอย่างในฐานะคนใช้”

       ใจลี่ถิงอันห่อเหี่ยวฟื้นทันตา หาวิธีดัดนิสัยบุตรชายได้แล้ว อีกทั้งจะได้ไม่เล่นไปวัน ๆ โดนกดขี่บ้าง จากท่านอ๋องก็นับว่าไม่เลว กล่าวแทรกก่อนตงเฉินจะว่าค้าน รีบสนับสนุนไป “ดีๆ เริ่มเลยเถอะ ข้อแลกเปลี่ยนเสมอภาค”

      “เสมอภาคอย่างไรท่านพ่อ ถ้าแพ้ข้าเป็นทาสแล้วเขาแค่ไม่ได้ม้านะ”

      “เริ่มสิข้าง่วงรีบจบจะได้นอน”  จื่อถงเอ่ย พอนึกได้วิธีการเล่นต้องเหมาะกับรางวัลจึงตั้งกฏ “สามกระดาน ชนะสองในสาม ป้องกันโชคเข้าข้าง ถ้าเจ้าว่าใช้สมองของเจ้าละก็ ข้าก็อยากดูชม”  จากนั้นก็เหลือบตามองของรางวัลชนะเลิศของเฉินตงเฉิน ...ฝีมือเหนือกว่าซินแสจูนัก มากโขเลยทีเดียว…


        

        


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"“จื่อถง! จับตรงไหนของเจ้าเอามือออกนะ โอ้ยเล่นบ้าอะไร ตรงนั้นอย่า ปล่อยข้า กล้าอีกอย่าหาว่าไม่เตือน” แลเห็นว่านางโกรธจัด ยามมองเห็นสีทาปากตนเองติดบนปากจื่อถงแล้วน่าอายนัก นางพยายามใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง ลบล้างรอยจูบเมื่อครู่ให้ออก แต่กลับถูกจูบใหม่ ใช้มือกระทำการอุกอาจ"

ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha