(จบ)เล่ห์พยัคฆ์🔞(จีนโบราณ)

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 31 : พิษรัก


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


31

       สั่งการให้เชิญจื่อหานมาร่วมหารือกันสามคน

       ระหว่างรอ จ้าวสุนนึกออกว่ามีหมอผู้หนึ่งที่จับมัดมือชกคราก่อน หลังจากจื่อถงคืนเป็นชาย แต่บัดนี้ยังไม่เห็นหน้า “หมอเหยาผู้นั้นเล่า ไม่กลับมาด้วยหรือ ข้าว่าจะให้รางวัลเสียหน่อย”

      “หลังจากรักษากระหม่อมได้ ก็พบคนป่วยรายใหม่ จึงอยู่ดูแล เรื่องรางวัลเอาไว้อาเหยากลับมา ค่อยดำเนินการทีหลังเถอะพะย่ะค่ะ” ทูลบอกอย่าสามัญ จะบอกในตอนนี้ไม่ได้ว่าพบสิ่งใด จนกว่าจะหารือเรื่องนี้เสร็จ หรือไม่จนกว่าจะหาคนร้ายพบ กระทำการนี้ จ้าวมู่ได้ให้คำสั่งไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ ให้ถือเป็นกบฏ

        จื่อถงคิดน้อยนิดไว้ว่านี้คือการแย่งครองบัลลังก์ มิใช่เรื่องกบฏใดๆ ทุกรัชสมัยก็มีเหตุการณ์ปลงชีพชนม์กันมากมาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง มันสามัญดื่นดาษ แต่สามพี่น้องนี้ไม่มีผู้ใครอีกแล้ว นอกจากจะมีคนอยู่เบื้องหลัง แล้วคนผู้นั้นจะเป็นใคร จ้าวจื่อหานมิรับสืบทอดบังลังก์ จนพระมารดาเสียใจหนัก ตัดสินใจแขวนเชือกบนขื่อผูกคอฆ่าตัวตาย กระทั่งตกมาที่มือจ้าวสุนอย่างมิเต็มใจ

        ช่วงจื่อถงเงียบกริบ ใช้หัวลำพัง อาชูก้มหน้าเงียบ จ้าวสุนครวญคิดถึงอาเหยา มันคนนั้นเป็นหญิง ที่เผลอรับตัวจะเซล้มไว้ ร่างกายนุ่มนิ่มอย่างที่ได้รับสัมผัส มันคือหน้าอกของสตรี แล้วเหตุใดถึงปลอมเป็นชาย ทั้งที่ในวังเปิดอิสระภาพในการเข้าสอบได้ทุกเพศ มิจำกัดว่าหญิงหรือชาย ให้คนไปสืบมาตั้งแต่คราก่อนเพียงหนเดียว คือมันปิดเรื่องว่ามันเป็นหญิงไว้ ไม่ผู้ใดล่วงรู้ทราบแน่ชัด กระโดกกระเดกเหมือนบุรุษห้าวหาญผู้หนึ่งตั้งแต่เด็กจนโต มีนามว่า จาง เหยา หรือว่าจะเป็นคนแซ่หลิน ด้วยเมื่อก่อนไม่ได้สืบความต่อ ว่าบุตรสาวของหลินซือหรูชื่อว่าอะไร คนเคยอยู่ในตระกูลนั้นถูกจับไปเป็นเชลยตายจากไปหมด ไม่มีไว้สืบความต่อ

        แล้วการเดินทางหาตัวยาคืนร่าง จื่อถงรู้เรื่องเกี่ยวกับอาเหยามากแค่ไหน แล้วรู้เพศมันหรือไม่ กระนั้นจึงถามตรงๆ “จื่อถง การเดินทางของเจ้ากับอาเหยา มีส่วนใดที่ประหลาดหรือไม่” เริ่มอึกอัก ตรองอีกทีก็มีความใคร่รู้อยู่ “อย่างเช่น เป็นหมออย่างไร นิสัย แล้วก็เป็นลูกเต้าเหล่าใคร”

        นัยน์ตาจื่อถงสีอำพันเหลือบมองวูบหนึ่ง ใช้ความคิดระวังอย่างว่องไว “นิสัยเมตตา มิค่อยสู้คนเท่าไหร่ โผงผาง เถียงเก่งพะย่ะค่ะ”

       “นิสัยมันเรอะ สรุปแล้วมันจะเก่งหรือไม่เก่งเล่า ไม่สู้คนแต่ปากไว”

       “มีไหวพริบเรื่องแพทย์พะย่ะค่ะ ส่วนบ้านเกิดเมืองนอน กระหม่อมไม่ถามเพราะไม่อยากรู้” ให้ทรงทราบเล็กน้อยพอ คาดว่าจ้าวสุนคงจะรู้เห็นแล้วว่าเป็นผู้หญิง จะต้องกันนางออกห่างจากเรื่องพวกนี้ ยิ่งมีพวกแอบอ้าง ชีวิตนางมีเป็นสิบอาจประคองไม่อยู่ ยิ่งปากเสียอยู่ด้วย

        กงกงอวิ่นเดินเนิบเข้ามา ถวายบังคมทูลทราบความว่าจื่อหานได้มาแล้ว จักรพรรดิหันพระวรกายไปสั่งอาชูให้ออกไปก่อน แต่จื่อถงขอให้อยู่ จื่อถงกลับมาครั้งนี้เริ่มอยากให้คนอื่นรู้ความกับตนเองแล้ว มันก็น่ายินดี จะดีหรือแน่ใจแล้วใช่หรือไม่ว่าจะให้มันรู้ แต่รอยยิ้มจื่อถงดำรงบนใบหน้า หมายว่ามั่นใจดีแล้ว จะค้านก็อย่างไรอยู่ เห็นตามที่จื่ออ๋องว่าแล้วกัน

       “อาชู ฟังเงียบๆก่อน มีคำถาม ค่อยไปคุยที่จวน” จื่อถงบอกคนใช้หนุ่มไป

       จะงุนงงอยู่บ้าง แต่ก็รับคำไว้ อยู่เงียบๆดังว่า

        จ้าวจื่อหานเข้ามา เห็นอาชูอยู่ก็รู้ว่าจื่อถงอยากให้มันรู้ด้วย จึงไม่เท้าความต่อ หารือเรื่ององค์ชายหกอย่างลืมว่ามันอยู่ข้างๆ ฟังไปฟังมาคำถามเพิ่มเป็นหมื่นแสนในหัวอก ใจอาชูเต้นรัวกระหนำปานตีกลอง บางประโยคที่สามคนคุยกันราวอสนีบาตฟาดแผ่นดิน อารมณ์ตกใจมันปั่นปวนในอก ….หมายความว่าอะไร อย่างไร ที่ไหน แล้วทำไม  เป็นอย่างไร… สารพัดคำเต็มปาก ติดอยู่ปลายลิ้นยากเกินจะขยับ ฟังไปฟังมากลับจุกอกอย่างช่วยไม่ได้ นํ้าตาพลันจะหล่นร่วงลง มันได้ทนอยู่เงียบๆ  ...ท่านมิใช่อ๋อง และเหนือกว่าอ๋อง บุญข้าน้อย เป็นบุญข้าน้อย…   ด้วยความใสซื่อ จงรักภักดี มิมีอันใดมาเป็นสิ่งกระตุ้นใจติฉินนายท่านได้

      จื่อถงกลับไปที่จวน เล่าความเป็นไปเป็นมาทุกอย่างให้อาชูฟังจนหมดสิ้น ใช้เวลาไปทั้งหมดสองชั่วยามจะอธิบายจนเข้าใจให้มาก

        สั่งให้บ่าวใช้ไปรับตงเฉินกลับออกมาจากหอชมดาว เรียกว่าหอนารีอีกที่กำลังเฟื่องฟู หลังจากหอสวรรค์ของแม่สื่อซือซือปิดตัว ที่นี่ก็คราคร่ำไปด้วยผู้คน

          กลับมาก็เริ่มเคร่งเครียด วางหมากตัวคนลงกระดานชีวิต ในนั้นมีจ้าวจื่อหาน และจ้าวสุน ปรึกษาหารืออีกรอบ เล่นกับฝ่ายตรงข้ามที่มองไม่เห็น ตงเฉินส่ายหน้าปฏิเสธสุดชีวิต ไม่อยากมาปลอมตัวเป็นองค์ชายหก แต่ต่อหน้าพระพักตร์จ้าวสุนลมจะจับเอาให้ได้ ด้วยพระเนตรที่ตั้งความหวังไว้ที่ตงเฉิน มันก็น่าลองดู ข่าวแพร่สะพัดกันทั่วเมืองเมื่อยามเยาว์วัย องค์หกปราดเปรื่องการเดินหมาก ตงเฉินจึงรับหน้าที่นี้

        มันลำบากใจแทบอยากตัดศีรษะตนเองทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด ด้วยความอวดเก่ง ได้เก่งสมใจอยาก ถูกยัดขึ้นแท่นเป็นองค์ชายหกโดยแผนการณ์ที่ประหนึ่งขืนใจก็ไม่ปาน หากวันนั้นลี่ถิงบอกว่าเขาเป็นอ๋องก่อนคงไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้

        ก่อประชุมกระทันหัน สอบปากสอบคำเป็นการใหญ่ ระหว่างจื่อถงได้ให้คำตอบบันทึกใส่สมองตงเฉินเอาไว้ แล้วเจ้าตัวอ๋องจื่อเข้ากรมตุลาการไปให้ความในคดีที่จื่อถงอยู่ในเหตุของคืนนั้น ตอนนี้ถูกเสนาบดีสอบถามซักไซ้ไล่เลียงเป็นการใหญ่ ราวกับมีคลังคำถามอันใหญ่ตั้งทับร่างกาย ถามหาหยกประจำตัว ถึงจ้าวจื่อถงจะมีอยู่แต่ก็ไม่ได้ให้ไว้ อ้างว่าเอาไว้ในห้องนอน ตงเฉินถูกต่อว่าให้ในเชิงพูดอ้อมค้อมของเสนาบดีต้วนอี้ เสนาบดีฝ่ายซ้าย ได้แต่นั่งหน้าซีดเผือด เหงื่อไหลแตกพลั่ก ใจกระสับกระส่าย หากปฏิเสธไปจ้าวสุนผู้เห็นดีเห็นงามลับหลังต้องตัดหัวเป็นแน่ ครั้นจะค้นห้อง ขอตรวจดูทองสลักลายองค์รัชทายาท เหล่าทหารต่างกรูกันเข้าห้อง นื้อผ้าค้นหีบเป็นการใหญ่  

        จ้าวจื่อถงทราบการจึงโผล่มาทันท่วงที แอบยัดทองสลักให้ จึงสามารถเป็นเครื่องยืนยันฐานะได้ พอลับหลังข้าราชบริพารทั้งหมดประกอบกับทหารทยอยกันออกไปจากจวนจื่อถงจนหมดสิ้น ตงเฉินเผลอเก็บของสำคัญเข้าอกเสื้อ ฉับพลันฝ่ามืออหังการตบเข้าศีรษะ จื่อถงทวงของคืน จะเมินเฉยยิ่งจะโดนอีกรอบ รีบหยิบของสำคัญคืนให้ ตบเจ็บเช่นนี้กล้าลองดีได้หรือ

        ให้การเสร็จสรรพก็พ้นข้อกล่าว เกือบได้วิวาทะกับเจวี้ยนจวี๋ด้วยซํ้า เทียนเกาก็จ้องแต่จะชักดาบขึ้นฟาดฟัน ต่อเถียงกันอยู่เป็นวัน กว่าจื่อถงจะออกมาจากตุลาการได้ใช้เวลาไปหนึ่งวันเต็ม แต่คาดไม่ถคง สมองตงเฉินมีไว้แค่เดินหมากเท่านั้น ต้องเร่งมาแก้ไขสถานะการณ์ให้ทันท่วงที

       ห้องลับในราชวัง ไทเฮานั่งขรึม ฟังคำกล่าวรายงานของต้วนอี้อยู่สามัญ

       องค์ชายหกนั่นเป็นตัวจริงไม่มีผิด ทั้งการตรวจดูฝีมือการวางหมากด้วยองค์จักรพรรดิเองถึงกับเอ่ยพระโอษฐ์เองว่าเยี่ยมยอด ประกอบกับค้นห้องก็พบทองสลักตรารัชทายาท เป็นของจริงไม่มีผิดเพี้ยน ส่งให้ฝ่ายเครื่องประดับอิสริยยศตรวจดูแล้วและกองคลังไตร่ตรวจดู ก็ให้ผลมาว่าเป็นของจริงไม่มีผิด ยามเยาว์องค์ชายมิมีไฝฝ้า หนุ่มผู้นี้ก็ไม่มี เรือนร่างสะอาดเอี่ยมอ่อง ฟังคำตอบดูจะมีคำไม่สามัญอยู่ ตอบฉะฉาน ดูสง่าผ่าเผย เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเขาคือองค์ชายหกไม่มีผิดแน่

       รายงานจบฮองไทเฮาแย้มสรวลบางเบา ดวงตาดูหยดย้อย เพียงสะบัดปลายหัตถ์สั่งการแม่นมเพียงเล็กน้อย ยิ่งงดงามนัก

        แม่นมฝู เสมือนรู้พระทัย หยิบทองให้ต้วนอี้หนึ่งก้อน ดวงตาเสนาบดีขั้นสามลุกวาว ก้มกายนอบน้อม พร้อมยื่นมือรับอย่างเต็มภาคภูมิ

         “เจ้าทำงานให้ข้าได้ดี ล่อเสือออกมาโผล่แสงตะวันได้แล้ว ถือว่างานแอบอ้างจดหมายขององค์ชายครานั้นให้มันลืมเสีย” เมื่อคิ้วของต้วนอี้กระตุก ดวงตาหน้าผากเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม แต่กระนั้นไม่อาจปริปากถาม ไทเฮาเห็นว่าเสนาบดีผู้นี้ มีความสัตย์ต่อนางจึงให้ความชัดแจ้ง “ที่ทำเพราะข้าได้ฟังจากอาสุน ดูจะมั่นใจว่ามันยังไม่ตาย อยากรู้เท่านั้นเอง ว่าอาสุน แท้จริงแล้ว เคยเห็นหน้าเห็นตาองค์ชายคนนี้หรือไม่”

      “เช่นนั้นที่ทรงทำเป็นว่าองค์ชายสั่งการให้ปล่อยตัวชูเจี้ยนฮั่ว เพื่อจะจับพระเนตรดูท่าทางฝ่าบาทหรือพะย่ะค่ะ”

       “ดึงตัวองค์ชายด้วย ดูพฤติกรรมอาสุนด้วย กระทำหนเดียวได้ถึงสองอย่าง ผลที่ได้ ก็ดีมิใช่หรือ อาสุนไม่รู้ทราบว่าองค์มีหน้าตาอย่างไร หมายว่าเขาไม่ได้แอบเลี้ยงรัชทายาทเอาไว้ อีกอย่าง จะตีงูต้องตีให้ตาย หาหมอมาใหม่ให้ข้าสักคนทีสิ” ไทเฮารับสั่งต้วนอี้ แต่ไม่บอกความนัยต่อ เป็นเช่นนั้น มีแต่จะทำตามประสงค์

        เสนาบดีออกไปได้ครู่หนึ่ง แม่นมฝูรีบประจบ “ไทเฮาเพคะ เรียกหมอมามีอันใดหรือเพคะ”

      พระเนตรคมกริบวาวโรจน์ สะท้อนปรารถนาจะฆ่างูทรงมังกร “ฆ่าองค์ชายหกทีละน้อย ตีทีเดียวไม่ตาย ก็ค่อยๆทรมานมัน”

      “ทำไมต้องแต่งตัวเป็นชายอย่างเดิมกัน” สนมหยูท้วงติง นางประคองตัวด้วยไม้คํ้า ยืนส่งอาเหยาหน้าประตู นับวันยิ่งชัดแจ้ง รอยยิ้มแววตานางเหมือนใคร เหมือนจื่อถงตอนเป็นผู้หญิงนี้เอง

       ...งดงามได้แม่นักท่านอ๋อง…

      นางสะพายห่อผ้าคาดยาวลงมาถึงเอว รวบผมมัดเกล้ากางเกงผู้ชายแป้งไม่ทาหน้าไม่แต่ง ถึงปกติจะไม่แต่ง  “เดินทางใช้เวลาเป็นเดือน หนทางอันตรายมีทั้งโจรป่าและผู้วางอำนาจ ถึงข้าน้อยจะไม่ล่มเมือง แต่ก็เป็นผู้หญิง จนกว่าจะถึงวันเข้าสอบ เหยาเอ๋อร์ยังจะแต่งตัวอย่างนี้เจ้าค่ะ”

      “เอาเถอะ เกรงแต่ว่าจื่อถงจะแย้งเอาน่ะสิ ฝ่ายนั้นยิ่งไม่ยอมคน”  นางยื่นมือไปจัดแต่งรวบเสื้อผ้าเข้าทรงให้นางอย่างห่วงใย

      “ขอบคุณท่านเยี่ยหยู แต่สำหรับจื่อถง เหยาเอ๋อร์มีวิธี”  นางตอบพลันมีท่าทางชายขึ้นมา ยกนิ้วหัวแม่มือย้อนเข้าหาตน เชิดหน้าชูคอกระโดกกระเดก ถึงพระสนมจะสอนวิธีวางกิริยาให้นางแล้วก็ตาม แต่ยังไม่ถึงเวลาใช้ แต่งเป็นชายจะมาอ่อนช้อยไม่ได้ ขืนมีคนรู้เข้ายิ่งแย่ คนลามกโรคจิตเยอะแยะ ดีไม่ดีถูกจับไปเป็นทาสยิ่งลำบาก

        รํ่าลากันอยู่พักหนึ่ง หยุนรั่วซีหน้าบูดหน้างออยู่ที่ไกลออกไป ไม่เข้ามาส่งอาเหยา นางจึงเดินเข้าไปเอง ตบไหล่ท่านป้าหยุนด้วยความสนิท นางตั้งงอนเป็นการใหญ่ ทั้งไล่ให้เดินทางไปเสียที

       “เอ๋ ท่านป้างอนหรือนี่โอ๋ ๆ หาหมูหานกเถียงไปก่อนนะ”

       “ใครงอน เฮอะ อย่าสำคัญตัวผิดไป จะอยู่จะไปใครสนเจ้ากัน”  นางเมินหน้าหนี พร้อมตวัดสายตาใส่

       “นั่นสิ ท่านก็ไม่สนคัญข้าจะง้อทำไม ไปดีกว่า”

       “ดี ไปเลย เชอะ!”

       “เชอะ!” อาเหยาเอาอย่าง เชิดหน้าเลียนแบบนางจนหยุนรั่วซีหันกลับมาด่านางเป็นการใหญ่ นางหรือจะยอมกลับมาเท้าสะเอวเถียงคำไม่ตกฟาก

       ระหว่างถกเถียงลับริมฝีปากกันอยู่ ซินแสถือห่อเนื้อแห้งมาให้นางห่อหนึ่ง “ของแบบนี้อยู่ได้หลายวัน ไม่บูดเน่า เอาไว้กินระหว่างทาง”

      นางรีบยิ้มแย้ม รับห่อเนื้อไว้ทันที “ขอบคุณซินแส” จากนั้นนางก็ชำเลืองมองรั่วซี “ท่านป้าไม่มีอะไรให้ข้าบ้างรึ”

       “มี”  นางเบ้ปากเชิดหน้า “มีแต่ขนขากับหน้าแข้ง จะเตะส่งเจ้าเนี่ย” ไม่แค่บอกยกขาเตะก้นนางหนึ่งที

       “”โอ้ย!  ของฝากอย่างนี้ขาไม่เอา”  อาเหยาเบ้ปากให้เหมือนกันแล้วลากลับ รั่วซีเดินมาดักหน้า แล้วยื่นปิ่นไม้สลักใส่มือให้ บอกว่านางทำเอง แต่แก่แล้วใส่ไม่สวยจึงยกให้ สั่งนางให้แต่งหญิงหลังจากเข้าวัง เบื่อแต่งชายนัก แล้วทิ้งอาเหยาไว้เบื้องหลังแทน คนรับปิ่นแอบยิ้มอ่อน มองของอย่างซาบซึ้ง ก่อนจะไปจริงๆ

        ‘อาจารย์ขอเตือนเจ้าดีกว่า อย่าเล่นกับไฟให้มาก เจ้าเป็นคนขึงตึง จงลองหย่อนยานดู และค่อยๆไต่ตึงขึ้นทีละน้อย’

       คำกล่าวเตือนดังในหัวนาง หมายว่าอย่าได้คิดเล่นกลการเมือง คราวนี้องค์ชายหกปรากฏตัว จื่ออ๋องคล้ายเข้าข้างองค์ชายหกเต็มที่ อี้เทาไม่อาจเดาได้ว่าจื่อถงคิดอันใด ที่แน่ๆอันตรายนัก คนเหล่านี้อารมณ์แปรปรวนง่าย บทจะดีก็ดี จะร้ายก็ถึงตาย เช่นนั้นหากถามคำใด ไตร่ตรองอย่าได้ให้คำบิดเบือน หนทางลำบากนักกับการก่อตั้งตระกูลให้เฟื่องฟู มันคือหน้าตาใหม่ที่คนจะกล่าวถึงนางเท่านั้น ทำการให้ดีที่สุด

       ตราตรึงในสมองแล้ว ผ้าผูกผ้าเปลี่ยนเป็นหมวกแพทย์สีขาว ชุดสีขาว สายรัดเอวตึงสมบูรณ์แบบเครื่องแต่งกายหมอ

        “ฝ่าบาทอนุญาตให้เจ้าเข้าไปได้แล้ว”  ขันทีบอก

       ถึงแล้ว แต่นางไม่บอกจื่อถง ได้ข่าว่าองค์ชายหกปรากฏตัว นางไม่อาจให้ข่าวหรือติดต่ออะไร สิ่งสำคัญตรงหน้า จึงเร่งเข้าเฝ้าดีกว่า

        ให้ห้องทรงงาน จ้าวสุนสั่งการให้คนออกไปให้หมด ใจนางกระสับกระส่ายไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่สนมหยูเคี่ยวกรำนางหนัก จนยืนนิ่งได้ต่อหน้าพระพักตร์

        “เจ้าคงลำบากมาก ต่อการเดินทางกับจื่อถง แล้วยาที่ว่าสามารถแก้ได้ พวกเจ้าไปหากันที่ไหนหรือ?”

       ...นี่จื่อถงไม่ได้ถูกถามแล้วหรือ…

       “ทูลฝ่าบาท มันคือต้นกลางวัน เป็นตรงข้ามกับกลางคืน นามว่าต้นทิวา อยู่เขตชายแดน กระหม่อม..”

       จ้าวสุนยกพระหัตถ์ยั้งคำ ส่ายพระพักตร์ไม่รับคำ แล้วเข้าเรื่อง “เจ้าเป็นหญิง ไยต้องว่าพะย่ะค่ะ ต้องตอบเพคะ… มิใช่หรือ หรืออาจารย์มิได้สอนเจ้า ว่าอยู่ต่อหน้าข้าอย่าได้เท็จ”  จ้าวสุนคล้ายมีโมหะ เห็นรูปการณ์ไม่ดี ซีเหยารีบคุกเข่าลงกับพื้น หลังจากค้อมศีรษะ

      “ฝ่าบาท ข้าน้อยทราบว่ามิบังควร อาจารย์ได้ตักเตือน แต่ด้วยข้าน้อยแต่งมาแต่เด็ก จึงทิ้งมันโดยพลันมิได้ กระนั้นแล้ว ความผิดอยู่ที่ข้าน้อย หาได้เกี่ยวข้องกับอาจารย์ไม่ ข้าน้อยคือสตรีนั้นเป็นความจริง ที่กระทำอย่างนี้ ด้วยใจบุรุษโลกาภายนอกล้วนแต่อันตราย จึงระแวง”

       ...วาจานางใช้ได้ เสียงหวานนอบน้อมเอ่ยอย่างละเอียดรอบคอบ แต่ดูดีๆ โผงผางอย่างจื่อถงว่า…

      “ข้าว่าสั้นๆ เจ้าตื่นตระหนกเสียแล้ว เอาเถอะ ข้าไม่ถือโทษ ต่อไปอยู่นอกวังอยากแต่งหญิงแต่งชายช่างเจ้า แต่ก่อนออกไป” จากนั้นสุ้มเสียงอันอ่อนนุ่มแอบแฝงรังสีข่มขู่ก็แว่วมา “เปิดเสื้อผ้าออกให้นางกำนัลได้ตรวจดูก่อนว่า เจ้ามีของสำคัญอันใดหรือไม่”

        กล่าวจบจ้าวสุนก็เดินออกจากห้องทรงงาน มาอยู่ก้านนอกแทน ผ่านเวลาไปสองเค่อ นางกำนัลให้คำตอบว่าไม่พบอันใด ซีเหยาทราบดี ว่าจ้าวสุนหาหยกหมั้นหมาย นางได้ถอดเก็บไว้ในห้องนอนไว้แล้ว เพราะมาฉุกคิดได้ ว่าวันนั้นจ้าวสุนรู้ว่าอาเหยาเป็นเพศอะไร ถือว่าเป็นการเลี่ยงได้ดี

       ...นางจะใช่หรือไม่ ต้องดูกันอีกยาว ข้าไม่ยอมตัดใจเรื่องนี้แน่…

        อาเหยาเดินมาจากด้านใน กระนั้นอาชูก็มาพอดี นางยิ้มให้อาชูและได้รับยิ้มตอบกลับ ก่อนจะหันไปรายงานจักพรรดิ “ทูลฝ่าบาท ใกล้จะมาถึงแล้วพะย่ะค่ะ”

       “ดี งั้นข้าจะรอด้านใน”

         เหลือแต่อาเหยากับอาชู คำแรกที่ถามคือ “อาเหยา ตอนท่านอ๋องเป็นหญิง เจ้ามิได้ล่วงเกินใช่หรือไม่”

       “หา! คำถามอะไรของเจ้า ข้าหรือจะ..” จากกระพือกระพัดแล้วก็นึกเรื่องดีๆออก นางยิ้มกริ่มตบไหล่อาชู ย่นคิ้วเชิงเสียใจ “อาชู อย่าได้คิดมากไปเลย เรื่องมันพลาดมาแล้ว ถึงตอนนั้นข้ากับจื่อถงไม่ได้มีโอกาสมีลูก แต่จะให้ทำอย่างไร ยาห้ามครรภ์ก็ดื่มไปแล้ว แต่ข้าก็ยังนับว่าเขาเป็นของข้าอยู่ดี”

        อาชูเห็นเด็นหนุ่มตรงหน้าสัพยอกถึงนายผู้องอาจในตอนนี้อยากจะตีมันแทนอ๋องน้อยนัก ช่างเจ็บชํ้าใจอะไรอย่างนี้ มันผู้นี้ อาเหยามันพลาดท่ากับจื่ออ๋อง อาชูแทบล้มทั้งยืน

       “ดีงั้นไปกับข้า ท่านอ๋องอยู่หน้าพระลานแล้วกระมัง ไปขอโทษคำนับนายข้าให้ครบพันครั้งเสีย”

       “หา!”

       อาเหยาถูกฉุดดึงมาอย่างเร็ว ถึงที่หมาย นางมองลงไปถัดจากขั้นบันไดสีขาวลงไปนั้นเป็นจื่อถงแน่นอน เขาออกมาจากเกี้ยว ยืนรอคนจากเกี้ยวข้างๆด้วยมืออันเรียวยาวเบี่ยงมาไพล่หลัง อาเหยายิ้มแย้มทันทีที่ได้พบ แต่ทว่า หญิงสาวผู้เลอโฉมนางหนึ่งลุกออกมาจากด้านใน งดงามราวนํ้าค้างต้องแสงตะวัน ผิวขาวผ่องนวลเนียนขนาดอยู่ไกลยังรู้ได้ นางผู้นั้นพลันจะยืนขึ้นแต่ทรงตัวไม่อยู่เอียงตัวเซจะล้ม กระนั้นฉับพลันจื่อถงคว้าเอวนางไว้มั่น ประคองเอาไว้อย่างนุ่มนวล มือทั้งสองของนางแตะเกาะไหล่จื่อถงไว้ คล้ายคนตอบรับการสัมผัส

       “ไปขอโทษท่านอ๋องข้าสิ”  อาชูดึงจิตนางที่คุกรุ่นด้วยอารมณ์บางอย่างกลับคืน แต่หมอกในใจนี่อะไรถึงไม่ทราบ พิษนี้กำลังคั้นใจนางให้ชาวาบและหลั่งเลือดมาออกันที่ดวงตาจะไหลออกให้ได้ สับสนเป็นอันทำตัวไม่ถูก อยากไปจากตรงนี้และอยากเดินเข้าไปโต้แย้ง กลับกลายมีความกลัวสายหนึ่งตำหัวใจ

        “ไม่มีวัน อ๋องของเจ้าก็สุขสบายดี ไม่มีเป็นทุกข์ต่อข้าแม้แต่น้อย เช่นนั้น ก็ปล่อยแล้วเราอย่าเจอกันอีกเลย”  อาเหยาหันหลังไปแล้วยกมือโบกไหวๆ “ลาขาด”

       ...เจ้าไม่คิดถึงข้าด้วยซํ้า แต่ข้ากลับคิดถึงเจ้าฝ่ายเดียว ช่างใจดำเหมือนบิดาเจ้านักองค์ชายหก… 



ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"“จื่อถง! จับตรงไหนของเจ้าเอามือออกนะ โอ้ยเล่นบ้าอะไร ตรงนั้นอย่า ปล่อยข้า กล้าอีกอย่าหาว่าไม่เตือน” แลเห็นว่านางโกรธจัด ยามมองเห็นสีทาปากตนเองติดบนปากจื่อถงแล้วน่าอายนัก นางพยายามใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง ลบล้างรอยจูบเมื่อครู่ให้ออก แต่กลับถูกจูบใหม่ ใช้มือกระทำการอุกอาจ"

ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha