(จบ)เล่ห์พยัคฆ์🔞(จีนโบราณ)

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 35 : ข่าวลือ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

35



       ร้อยวันพันปีไม่เคยมีมันผู้ใดกล้าสะกดรอยตาม จะกระทำสิ่งใดไม่เคยมีสาระให้ได้จับผิดจับถูกจับผิด ดีที่ซีเหยาฉลาดสมอ้างว่าเป็นหญิงสาวที่เขาออกมาพบเพื่อหาความสำราญ คนที่ถูกติดตามคือเขามิใช่นาง เดินออกมาได้ไกล จื่อถงไปที่โรงเตี๊ยมคนรู้จักเพื่อหวนกลับไปเอาม้าที่ควบออกมา ขนาดลงทุนออกแรงเดินซ่อนร่องรอยตัวเองไว้มิดชิด ยังมีมือดีตามมาจนได้

       ชายลึกลับลอบสะกดรอยมาจนถึงโรงเตี๊ยม ไม่เผยตัวตน จื่อถงเดินเข้าไปด้านในหายลับตา ผู้ลึกลับรีบสอดส่องกลัวจะคลาดกัน เป็นอย่างที่คิด จื่อถงหายไปจริง ชายลึกลับรีบหลบเข้ามุมมืด ซ่อนตัวด้วยผ้าดำผูดปิดหน้าอย่างมิดชิดเพื่อรอเวลาจื่อถงออกมา ทว่าจื่อถงยืนอยู่ด้านหลังมันเรียบร้อย ในเมื่อด้านหลังโรงเตี๊ยมมันเชื่อมต่อกับตรอกนี้ คนรู้ทางอย่างดีอย่างจื่อถงล้วนเดาทางออก นั่นก็แปลว่าคนที่สะกดรอยมามิรู้ถึงแผนผังเมืองนี้เท่าที่ควร

       ชายลึกลับตกใจ จื่ออ๋องมาโผล่ที่ด้านหลังโดยไม่อาจคาดเดา กอปรในใจมิได้คิดว่าคนด้านหลังเป็นจื่อถง จึงชักดาบตวัดออกจะตัดคอคนด้านหลัง ประสาทสัมผัสจื่อถงไวว่อง ก้าวขาถอยหนึ่งก้าวตั้งตัวมั่นเอนตัวหลบคมดาบหวุดหวิด ปลายดาบผ่าวูบแหวกอากาศ รู้สึกได้ถึงลมถูกกรีด มันไม่ธรรมดาสามัญ

       จื่ออ๋องหยิบพัดมากระพือ ปัดเอาลมเป่าเข้าตาชายลึกลับ  ท่วงท่าต่อเนื่องกายาหมุนตอบโต้ก้าวเท้ายาวเข้าใกล้ สะบัดสันมือใส่ต้นคอ ร่างชายลึกลับจะเร่งหลบวิถีรุกอย่างไม่ปรานี แต่ไม่ผลอันใด มันถูกตีเข้าต้นคออย่างรวดเร็วจนมึนศีรษะตื้อไปหมด ชายลึกลับเกือบทรุด ดีที่ทรงตัวพิงกำแพงยังหยัดกายยืนอยู่ได้  

       “ท่านพ่อเลิกเล่นเถอะ นี่ว่างจากหาตัวบุตรสาวตระกูลหลินไม่พบเลยก่อกวนข้าเพื่อแก้เบื่อหรือ” จื่อถงขมวดคิ้ว กอดอกดูชมคนแกล้งพ่าย

       จื่อหานดึงผ้าปิดหน้าออก พลางนวดต้นคอบริเวณถูกตี แกล้งหลบไม่ทันเพื่อไม่ให้ถูกจับได้ มันกลับจำได้ ไม่เพียงนั้นจื่อถงกลับมีวรยุทธสูงส่ง  น่าสงสัยเสียจริงว่าถึงขั้นปิดหน้าตาอย่างนี้ หนำซํ้าวรยุทธแกล้งว่าด้อยกว่าหลายขุมเพียงนี้ จ้าวจื่อถงยังจำได้อีกหรือ!? ไม่ต้องถามแต่คำถามก็ส่อมาทางแววตาแล้ว จื่อถงได้แต่ถอนหายใจโบ้ยมือไปหลังโรงเตี๊ยมแล้วตอบคำ  “เส้นทาง”

     “แค่เส้นทางก็จำข้าได้หรือ?” จ้าวจื่อหานเบิกตาโตลนลานเล็กน้อย พลางสาดสายตาหาชมว่ามันเป็นตัวบ่งบอกได้อีกอย่างไร กระทั่งเห็นในตรอกที่ตนอยู่ด้านหลังจื่อถงมันมีทางแยก เป็นเส้นทางต่อกับหลังโรงเตี๊ยมจริง แม่ทัพมิได้กลับมานานจึงไม่รู้ว่าบ้านเมืองเปลี่ยนไปเท่าใด ได้แต่ยิ้มกระด้างแล้วหันหลังกลับ

       “อ้าว แล้วท่านมากวนข้ามีธุระอันใด” จื่อถงถาม เดินนำไปสามจั้งแก้เชือกม้าแล้วลากจูงแทน

       จื่อหานเดินรีบจนทันจื่อถง อาศัยเวลาลำพังเพื่อพูดคุย “กลับมาก็ไม่มีเวลาคุยกับเจ้า เหมือนจะหนีหน้าข้าด้วย มีหลายอย่างอยากถาม”

       จื่อถงหัวร่อ ฮะๆ สั้นๆ พลันกวาดมองจื่อหาน “อยากคุยกับข้าหรือ คิดถึงข้าเช่นนั้นสิ?”

     “หลงตัวเองเหมือนเคย”  จื่อหานกล่าวยิ้มแย้ม “ฮ่องเต้เล่าให้ฟัง ว่าสวรรค์ลงทัณฑ์เจ้ากลายเป็นหญิงสาว”

       รอยยิ้มจื่อถงยังคงประดับที่มุมปาก เดินไปพูดไป “สวรรค์ประทานต่างหาก ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่พบ หลายเรื่องราวที่เข้ามา มันใกล้ตาแต่กลับไม่รู้ อยู่แค่เอื้อมแต่กลับไม่เห็น” กระนั้นจึงทอดมองดูพระจันทร์บนฟ้าแล้วนึกคำถามหนึ่งขึ้นมา “เคยคิดไหมว่า วันหนึ่งในคืนที่ทุกอย่างมืดมิดยังมีดวงจันทร์เต็มดวง และมีคนตกจากฟ้าลงมา จากนั้นก็ได้วนเวียนอยู่รอบตัว”

      คำพูดของจื่อถงทำให้จื่อหานชะงักเล็กน้อย แต่รีบหดอาการกลับอย่างรวดเร็ว ครุ่นคิดในอกในใจ หรือจื่อถงผู้นี้กำลังมีความรัก เขาผู้ไม่แยแสใครจะมาพูดแว่วหวานทำนองเพ้อฝันเช่นนี้หรือ? คิดย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ จื่อถงกับหญิงสาวผู้หนึ่งทิ้งอาลัยกันครู่หนึ่ง ไม่แน่ว่านางคนนั้นเป็นคนที่กุมเอาความรู้สึกจื่อถงได้

       หลายวันก่อนพอได้ยินคร่าว ๆ มาจากจ้าวสุน จื่อถงใช้ชีวิตกับหมอคนหนึ่งที่พิเศษมากในสายตาจักรพรรดิมาอยู่สองเดือน ถึงจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของจื่อถงมากมาย แต่ใช่ว่าจะไม่มี เรื่องราวที่ผ่านมาเกิดเหตุอันใดขึ้น

       ปลงจิตใคร่รู้ไม่ตก จึงออกปากชวนจื่อถงไปค้างที่จวนหลังวังสักคืนสองคืน เพื่อจะได้คุยกันโดยไม่มีผู้ใดรบกวน เมื่อจื่อหานกล่าวนำขึ้นด้วยเหตุผลของตงเฉินผู้ที่ถูกยัดเยียดฐานะองค์ชายหกให้ ซึ่งกำลังนอนป่วยด้วยพิษ

       จื่อถงเห็นว่าตงเฉินกำลังป่วย แต่ก็ไม่มีอันใดต้องกังวล จึงเลือกไปค้างคืนกับจื่อหาน ใช้วิธีการเมินเฉยดูรอบข้างและการเคลื่อนไหวของคนร้ายที่กล้าวางยาพิษไปในตัว ในเมื่อตัวของอาชูเอง หลังจากออกคุกมา จื่อถงลอบส่งไปเรียนศิลปะการต่อสู้ เพื่อคาดหวังว่าเขาจะเป็นองครักษ์ที่ดีได้ คงไม่ต้องห่วงจริง

        จินอิ๋ง เป็นน้องสาวบุญธรรมอาศัยอยู่จวนหลังวัง นางไม่เห็นจื่อถงในรอบครึ่งปี พบกันครั้งนี้ยินดีนัก รีบเข้าครัวทำของบำรุงหลายอย่างและอาหารดี ๆ ให้ พูดนอบน้อมอย่างเคยทำ นางเติบโตขึ้น ดูจะงดงามขึ้นอีกระดับหนึ่ง ด้วยใบหน้ามีแต่รอยยิ้มบาง ๆ ประดับ ใครเห็นเป็นต้องคล้อยตามในความงาม ทำให้จื่อถงมองแล้วนึกถึงเป่าหลิน น้องสาวของตงเฉิน รายนั้นแม้ว่าจะดูเรียบร้อยกว่านี้ ดูเรื่องฝีมือปักผ้าของจินอิ๋ง และฝีมือวาดภาพของเป่าหลินงดงามไม่แพ้กัน คิดเล่น ๆ ในหัว ภาพของซีเหยาที่นางเป็นเรื่องกุลสตรีไม่มีแม้แต่น้อย! แต่เรื่องใช้เข็มกับแผลคนกลับงดงามราวหญิงสาวร่ายรำ ใบหน้าซีเหยาที่นิ่งสงบบรรจงสอดเข็มจัดการแผลให้คนอื่นก็ออกมาดูเรียบร้อย เห็นเลือดก็มิมาหวีดร้องอย่างผู้หญิงคนอื่น กลับมีสมาธิมากกว่า  จื่อถงใช้ความคิดนั้นลอยออกไป ทว่าดวงตาที่เหม่อลอยของเขา มันคล้ายกำลังจดจ้องจินอิ๋งไม่วางตา และราวกับกำลีงชื่นชมจดจ้องเหมือนคนกำลังรักชอบนางตรงหน้าอย่างไรอย่างนั้น

       จินอิ๋งเห็นแววตาจื่อถงปรายมองนาง รู้สึกมีไอร้อนผาวแผ่กระจายขึ้นสองแก้ม รีบห่อไหลก้มหน้างุด แสดงอาการของคนเขินอายอย่างเปิดเผย

      จื่อหานนั่งตรงกลางระหว่างสองคนนี้ มีหลายสิ่งที่ประหลาดใจ หรือเรื่องรักใคร่ที่จื่อถงมี จะมิใช่หญิงคนนั้น แต่เป็นจินอิ๋งน้องสาวบุญธรรม หากกล่าวในความจริงตามสายเลือด ท่านอาลอบมองหลานบุญธรรมอย่างมีใจมากกว่าพี่น้องบุญธรรมเสียอีก

       จื่อถงดึงสติตนกลับมา หยิบชาขึ้นดื่มหลังอาหาร ได้ทีจ้าวจื่อถงเขยื้อนตัวเข้าใกล้จื่อถง กระซิบถามเบา ๆ ว่า  “ชอบจินอิ๋งหรือ?”

       นํ้าชาเพิ่งยกดื่มไปพุ่งพรวดจนหมดปาก จื่อถงหันหน้าเร็วพลันพ่นนํ้าออกไปข้าง ๆ  หน้าถอดสีทันที จื่อหานผู้นี่คิดไปถึงไหน มามองว่าเขาชอบจินอิ๋งได้ เลอะเลือนไปใหญ่จริง ๆ จื่ออ๋องหยิบผ้าเช็ดปากพลางยกมืออีกข้างโบกบอกปัดว่าไม่ใช่ เพื่อไม่ให้นางได้ยิน และไม่อยากตั้งความหวังไว้ให้ใคร

       จื่อหานเหลียวมองจินอิ๋ง ปีนี้เติบโตขึ้นมาก มิได้อยู่เลี้ยงดูนางอย่างลูกสาวคนหนึ่ง แต่กลับมีกิริยางดงาม และนางกำลังเข้าปีที่สิบเจ็ด หรือนางจะเป็นบุตรสาวของตระกูลหลิน เป็นอย่างนั้นคงจะดีไม่น้อย ดูจากท่าทางเอียงอายแก้มแดงเป็นพวง บ่งบอกโดยไม่ต้องบอกเป็นคำ ว่าบุตรสาวบุญธรรมผู้นี้มีใจชอบจื่อถงจนเปิดเผย จะแต่งให้จื่อถงคงไม่เป็นปัญหา หรือจะแต่งจินอิ๋งให้จื่อถงเสียเลย จะเป็นพระชายาหรือว่าอนุดีขึ้นอยู่กับจื่อถงแล้ว  สุดท้ายจื่อหานก็ได้แค่คิด เพราะตัวอ๋องน้อยเดินลิ่วออกจวนไปโน่น... เมื่อครู่จื่อถงบอกจื่อหานว่าอันใดไม่ได้ฟัง มัวแต่คิดเรื่องจินอิ๋งอยู่ จะถามมันก็ปลิวไปแล้ว จื่อถงผู้นี้เข้าใจเปรียบเทียบตนเองว่าเป็นเมฆได้ดีเหลือเกิน เหมาะสม เหมาะสมจริงๆ!  อยู่นิ่งไม่เป็นรึ! ไม่ล่องลอยมิได้รึ!

           จื่อถงบอกกับจื่อหานและจินอิ๋งไว้ก่อนนั้นว่า “จะเข้าเฝ้าฮ่องเต้แก้เบื่อ”


       รายงานจากโจวต้วนอี้กราบทูลฮองไทเฮาในตำหนัก เล่าถึงองค์รัชทายาทได้รับพิษ บัดนี้ถึงชีวิต แต่ดีที่หมอหลวงรักษาและหาทางขจัดพิษได้ทัน

     นางชะงักเล็กน้อย สรรพสิ่งบนพระพักตร์ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ แต่คล้ายจะมีวูบหนึ่งประหลาดพระทัย “ข้าไม่ได้สั่งการอะไรในตอนนี้แม้คำ หรือว่า…  มีคนอยากให้องค์ชายหกตายจริง ๆ เลยชิงพวกเราลงมือ”

     แม่นมฝูคุกเข่ากับพื้น รีบกุลีกุจอเข้าใกล้ เอ่ยด้วยความยินดี “ไทเฮาเพคะ ไม่ดีหรือเจ้าคะ ที่มีคนช่วย หม่อมฉันคิดว่าไม่ต้องเปลืองแรงเรา”

       พระองค์ดูจริงจังขึ้น วิตกอยู่บางส่วน เรื่องจื่อหรานก็ซาลงไปนับสิบกว่าปี หากมีคนอยากอยู่เหนือกว่าจื่อหราน ก็คงจะไต่เต้าเหนือได้แล้ว หากเหนือกว่าจื่อหราน ก็มีแต่จื่อหานและจ้าวสุน แต่นิสัยใจคอพวกเขานั้นรักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งกว่าอะไรเสียอีก ไทเฮาเอินฉินสนใจเรื่องนี้ “ข้าว่า เรื่องนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล มีบางสิ่งที่ต้องใช้ปัญญาสะสาง ไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่ลงมือมีแผนอะไร นั่นคือสิ่งที่ข้าอยากรู้มากกว่า เอาเป็นว่า ตอนนี้พวกเรา อยู่นิ่ง ๆ เสียก่อน  

      “แล้วมันคนนั้นตอนนี้เป็นอย่างไร”

      แม่นมฝูฉงนใจ “อ๋องคนไร้สาระจื่อถงนั้นหรือเพคะ”

      “ใช่” นางตอบสั้น ๆ

      “ยังเหมือนเดิม วันแรกเข้าข้างองค์ชายหกอย่างกับปี่กับขลุ่ย วันนี้กลับล่องลอยไปวัน ๆ เหมือนเคย ไม่มีอันใดต้องห่วงเพคะ”

      “อย่าวางใจ ตุลาการถือว่าคนตายเป็นคดีร้ายแรงต่อมัน อ๋องคนนั้นยังสะสางคดีที่สุมมาเป็นสามเดือนลงในครึ่งวัน เจ้ายังคิดว่ายังต้องวางใจรึ หัวมันคิดอย่างทำอย่าง คนอย่างนั้นอันตราย จับตาดูอ๋องคนนั้นไว้ ดีไม่ดีมันอาจวางยาองค์ชายหกแทนข้า หรือไม่ก็กำลังสืบหาคนร้ายวางยานี้อยู่”

       “เพคะ หม่อมฉับรับทราบแล้ว จะจับตามิให้คลาดสายเลยเพคะ” แม่นมฝูยิ้มแย้มตอบรับ ดูจะกระเตื้องต่องานที่นางให้มา

       “ไม่ใช่เจ้า หาคนมีฝีมือตามดู มันมีวรยุทธ ต่อยตีคนได้ฉกาจ ล่องลอยไปวัน ๆ ก็จริง ถึงได้บอกว่ามันอันตราย มันไม่สามัญ และชาติกำเนิดมันด้วย” ไทเฮาเอินฉินยังคลางแครงพระทัย จื่อหานบอกว่าเป็นบุตรชายกับหญิงคนรัก แต่บอกว่านางผู้นั้นสิ้นชีวิตก่อน จึงได้รับจื่อถงมาเลี้ยงดู ในฐานะขององค์ชายจะรับมาก็ย่อมได้ จื่อถงผู้นี้ยังไม่กระจ่างในเรื่องบิดามารดา จะให้วางพระทัยได้หรือ


      จื่อถงไปถึงตำหนักจ้าวสุน เกลี้ยกล่อมว่าอยากเล่นหมากรุก ทว่าจ้าวสุนอ้างว่ามีราชกิจมากมาย ไปอยู่ตำหนักพระชายาอวี้หลัน ดื่มดํ่าความสุขของตนเอง  

       จื่ออ๋องครุ่นคิดว่าจะงัดฮ่องเต้ออกจากตำหนักหวงเฟิงอย่างไร ดีอยู่ที่จักรพรรดิผู้นี้มักแวะเวียนไปหาคนรักบ่อยครั้ง แต่หมู่นี้บ่อยไป หลังจากเสร็จงานในห้องทรงงาน ก็ออกไปหาพระชายาอวี้หลัน ฟังนางดีดพินดื่มน้ำจัณฑ์จนเมามาย แต่สนมนางอื่นมิได้ไปหา จนพวกนางน้อยอกน้อยใจ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเช้าเย็นจักรพรรดิอยู่กับนางไม่ว่างเว้น จะหาวิธีเอาคืนก็มิมีโอกาส

       จื่อถงเองก็พยายามใช้ความคิด จ้าวสุนผู้นี้หลบหน้าอยู่หรือ? ระหว่างใช้ความคิด จินอิ๋งยกขนมหวานเข้ามาให้ทาน เอาอกเอาใจจื่อถงที่พักอยู่นี่แรมเดือน เวลาที่จื่อถงไม่อยู่จวนตนเอง อาชูกับองค์ชายหกคนนั้นไม่ออกนอกแม้ครั้ง ได้รับข่าวว่าอาการดีขึ้นตามลำดับ  ไม่ได้รับพิษเพิ่ม ไม่มีผู้กล้าเข้าไปทำร้าย แต่อาชูได้ยินว่าอ๋องจื่อถงเล่นไปวัน ๆ ยังรบเร้าให้จักรพรรดิเดินหมากเป็นเพื่อน ถึงยามมีราชกิจยังไปก่อกวนความสงบ รบเร้าต่อไป อาชูฟังแล้วเหนื่อยใจนัก แต่จื่อถงใช้จุดนี้ของตนถอยออกมาจากแวดวงนั้น สังเกตพินิจอยู่ไม่บอกใคร ตอนนี้คิดว่าจะดึงจักรพรรดิลงกระดานหมากอย่างไรดี

       ครั้นเห็นน้องสาวบุญนำขนมหวานมาให้กิน ก็นึกอะไรได้ นำนางตามตัวไปหาจ้าวสุนด้วยทุกครั้ง และนำขนมไปด้วย พระองค์รับไว้ แต่ไม่อยู่เสวย กระนั้นยังหลบหลีกไปหาพระชายาดังเคยนับสิบหน แต่จื่อถงไม่ย่อท้อ ยังมาหาจ้าวสุนอยู่เรื่อย เพียงครั้งแรกที่จื่อถงจะขอเดินหมากด้วย ต่อมาไม่ขอเดินหมากอีก แต่ขอเวลามาประลองยุทธ์ เพื่อหลอกล่อให้จ้าวสุนอยู่ให้จงได้ ยังไม่เป็นผลสำเร็จ ปัญญาจ้าวสุนรู้ทราบว่าจื่อถงมาแล้วต้องมีแผน ถึงไม่แน่ชัดว่ามาแผนอันใด คิดจะทำอะไร หลีกเลี่ยงจากองค์ชายหกและจื่อถงไว้ก่อน เรื่องพิษยังไม่กระจ่างอย่างนี้ ก็ไม่อาจเสี่ยงภัย

      บ่อยครั้งต่อบ่อยครั้ง จื่อถงพาจินอิ๋งตามต้วไปทุกเวลา จนคนในวังเล่าลือกันหนาหู ว่านางถึงจะได้ศักดิ์เป็นน้องสาว แต่ก็ใช่ว่าเป็นสายเลือด ไยจะรักกันมิได้ นี่สิยิ่งตื่นเต้น มิใช่แค่คนสองคนในหัวข้อข่าวลือที่คนคิดว่าน่าตื่นเต้น การเล่าปากต่อปากยิ่งตื่นเต้น แพร่งพรายออกนอกวังในที่สุด ชาวบ้านนำไปโจทก์ขานกันระงมทั่วตลาด แปลจากพี่น้อง ‘อาจจะ’ ชอบพอกัน กลายเป็น ‘ชอบกัน’ ออกไปไหนต่อไหนจะหยุดคุยกันถึงวิธีดึงจ้าวสุนมาเล่นหมาก กลายเป็นชมนกชมไม้ ชมดอกไม้ด้วยกันไปเสียได้

       คำเล่าลือเป็นไปกันใหญ่ คนในวังสะกดรอยตามทั้งสองด้วยความใคร่รู้ ก็พบว่าจื่อถงพักในจวนเดียวกับนาง ถึงจะเป็นพี่น้องบุญธรรม แต่อ๋องจื่อถงก็แยกจวนมาอยู่ต่างหาก แต่ตอนนี้จวนตนเองก็ไม่สนใจ เพื่อการนั้นคล้ายกับว่าจื่อถงชอบจินอิ๋งมากจนไม่อยากแวะเวียน เลยกลับมาอาศัยถาวร


        ตื๊อครั้งแล้วครั้งเล่า วันนี้ทันพบหน้าจ้าวสุนพอดี จินอิ๋งสบตากับจื่อถงทำนองว่าพร้อมสู้รบปัญญากับจ้าวสุนแล้ว นางยกทับทิมลอยแก้วมาด้านใน ก้มโค้งตามมารยาท “ถวายบังคมฝ่าบาท”

     “ลุกขึ้นเถอะ”

     “ขอบพระทัยเพคะ” นางลุกขึ้น แล้วยกชามขนมหวานถวาย “นี่คือทับทิมลอยแก้วหม่อมฉันอยมกให้พระองค์ลองชิม”

     “เอาไว้ก่อนเถอะ วันนี้ข้านัดพระชายาไว้ว่าจะไปทานอาหารเย็นด้วย หากข้ากินคงอิ่มก่อนจะได้ร่วมโต๊ะกับนาง เป็นได้ตั้งแง่งอนข้าแน่” จักรพรรดิบอกปัด จะย้ายพระวรกายโดยเร็ว

      ได้โอกาสอันเหมาะสม จื่อถงจึงเอ่ยขึ้น “ตอนนี้ยังไม่คํ่า แค่ลองชิมสักคำ ไม่เป็นไรหรอกพะย่ะค่ะ ไม่เสียนํ้าใจพระชายาแน่นอน จะเสียก็ความตั้งใจจินอิ๋งที่คัดกรองทับทิมอยู่นาน หวังว่าจะได้ผลที่ดีมาให้พระองค์ได้เสวย” จื่อถงสะบัดพัดคลี่ ยิ้มแย้มเข้าข้างน้องสาว “นางมาที่นี่บ่อย จนเท้านางคงพุพองไปหมดแล้ว”

       นี่จ้าวจื่อถงไม่รู้รึว่าห้ามวิจารณ์หญิงสาวเรื่องควรซ่อนเร้น มิเช่นนั้นคนจะครหาว่าเขาเชยชมนางมาจนรู้ทุกผิวพรรณว่าจุดไหนเจ็บปวด

      “ท่านพี่ พระองค์มีสิ่งสำคัญที่จะทำ ข้าไม่เป็นอะไร

หรอกค่ะ เอาไว้โอกาสหน้าก็ได้” นางนบน้อมต่อหน้า เข้าตามแผนจื่อถง จี้ใจดำจักรพรรดิหนัก

       “มาเมื่อไหร่ก็บอกปัด หรือพระองค์จะรังเกียจพวกเรากันนะ ไม่อยู่เสวยของถวาย ใจดำ ทำกับหญิงสาวผู้บอบบางได้”  จื่อถงยั่วยุ กล่าวอย่างเฉยเมย เหลียวด้วยหางตาสังเกตอาการจ้าวสุน

       พระพักตร์เขียวคลํ้า องครักษ์เต็มไปหมดรวมถึงนางในนางกำนัลและขันที “ได้ ข้าจะกิน จะหาว่าข้าใจดำต่อสตรีที่เจ้าใช้”  เมื่อจื่อถงมาไม้นี้จ้าวสุนไปไม่ถูกทาง จำพระทัยรับทับทิมนางแล้วไปประทับนั่งเสวย จากนั้นได้เวลาเดินแผนต่อไป จื่อถงเดินไปกระดานหมาก ถูกห่อด้วยผ้าทับหลายชั้น อ๋องจื่อถงดวงตาเป็นประกายทอดมองกระดานที่ละทิ้งมานาน “มาเล่นหมากไปพลางกันดีกว่า”

       จ้าวสุนเบิกพระเนตรโต มันมาอย่างนี้นี่เอง!


       ซีเหยาออกจากโรงเรียนแพทย์ เพื่อไปคฤหาสน์ตระกูลหวง นางถูกอี้เทาส่งไปเรียนมารยาทที่นั่นก่อนจะเป็นหมอหญิงในวัง ขัดเกลานิสัย แต่นางมิได้ละทิ้งความเป็นตัวเอง แต่บรรเทาท่าทางร่างกายลงเท่านั้น ในหัวซีเหยา ยังแหลมคมดังเคย

     ผ่านตลาดยามเช้า นางรีบหาของกินที่หาได้แต่ในตลาดยัดลงท้องให้อิ่ม จึงหยุดที่ร้านนํ้าชาพร้อมกินหมั่นโถวลูกใหญ่ ข้างโต๊ะเป็นหญิงสาวชาวบ้านที่นั่งสนทนาเรื่อยเปื่อย และกำลังสนทนาเรื่องส่งบุตรสาวเข้าวังเพื่อเป็นนางกำนัล

       “ลูกสาวข้านะ ตอนนี้ฝึกอบรมเสร็จแล้ว เหลือแต่ถูกย้ายไปหกกองใหญ่ในวัง”

       “จริงหรือ ลูกเจ้าไปอยู่กองไหนล่ะ เผื่อข้าเอาไปกล่อมหลานสาวข้าอยากเข้าวังบ้าง”

       “กองพระตำหนัก ถึงยังอยู่แค่ขั้นสี่แต่สักจะต้องไต่เต้าขึ้นยิ่งกว่านี้ อ้อจริงสิ วันก่อนข้าเอาของไปให้นาง ได้พบกันแค่ไม่นาน แต่นางเล่าให้ฟัง ว่าในวังมีแต่เทพบุตร จักรพรรดิรูปงาม แต่ที่น่าหลงใหลเป็นท่านอ๋องจื่อถงที่เขาลือกัน แต่นางก็บ่นว่าเสียดายไม่สวยเหมือนหญิงข้างกาย นี่ข้ายังได้ฟังอีกนะว่านางเป็นน้องบุญธรรมท่านอ๋อง เขาทั้งสองว่ามิใช่สายเลือดแท้จริง จึงเกี้ยวกันไปชมนกดูไม้บ้าง ท่านอ๋องรูปงามผู้นั้นสนิทสนมกับท่านหญิงจินอิ๋งมาก ถึงขนาดเอียงตัวลงไปกระซิบกระซาบกัน จากนั้นก็หัวเราะคิกคัก ท่านหญิงจินอิ๋งเป็นหญิงที่สวยมาก เรียบร้อยทุกกิริยามารยาท หนำซํ้ายังทำอาหารเก่งด้วยนะ”

       ซีเหยากัดหมั่นโถวด้วยความหิวไปคำหนึ่ง กอปรนั่งฟังหญิงชาวบ้านคุยกัน กลับกลายจากหิวจนท้องกิ่วเป็นเคี้ยวไม่ลงกลืนก็ไม่ลง ลอบถอนหายใจหนักอึ้งออกจากอก นางจึงหยิบกานํ้าชาเพิ่งชงเสร็จรินไปฟังไป

        “ข้าได้ยินมานานแล้วสองสามวันได้ ว่าท่านอ๋องหลงรักท่านจินอิ๋งคนนั้น ถึงขนาดจวนไม่กลับ ปล่อยคนใช้กับองค์หกที่รํ่าลือว่ายังมีชีวิตไว้กันสองคน ส่วนจื่ออ๋องก็พักที่จวนท่านแม่ทัพกับท่านจินอิ๋งเป็นเดือนแล้ว นับวันยิ่งสนิทสนม ไปไหนไปกันทุกที่” หญิงคนนั้นพูดต่อจากหญิงอีกคน  

        “ข้าว่าตามข่าวที่ว่า ป่านนี้ท่านหญิงจินอิ๋งคงมอบความงามให้ท่านอ๋องได้ชมแล้ว”

       “แล้วหญิงสาวที่พัวพันก่อนนี้คงโดนเชยชมแล้วถูกเขี่ยทิ้งแล้วเป็นแน่”

        “น่าสงสารนะ”

       ซีเหยาผงะ ทำเสียงดังโครมคราม รีบลุกจากเก้าอี้ยืนขึ้นไล่นํ้าร้อนที่รินล้นถ้วยจนลวกมือลวกขา นํ้าร้อนมีควันลอยกรุ่นอย่างนี้ ไม่บอกก็รู้ว่าต้องพองเพียงใด แต่นิ้วมือที่ถูกลวกนี้สิ แดงเป็นปื้นแล้ว ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คล้ายจื่อถงกลายเป็นเมฆดำมาวนเวียนในสมอง วันนี้ทั้งวันทำการใดมีแต่เหม่อลอย

       นางมาเรียนมารยาทได้มากแล้ว แต่วันนี้ไม่มีใจจะทำอะไรเสียเลย  ...ใจเย็นไว้ซีเหยา เจ้ารู้เรื่องนิสัยจื่อถงแต่แรกอยู่แล้ว จะมาร้อนรนไปไย อยู่อย่างที่เคยอยู่สิ ต่อให้เขาอยากจะแต่งใครมาเพิ่ม เจ้าก็ไม่มีโอกาสไปอยู่ในจวนเขาได้ บิดาย่อมสำคัญถึงจะไม่มีลมหายใจแล้ว...

        “ซีเหยา เจ้าเรียนจบแล้ว”  ฮูหยินตระกลูหวงบอก

        นางเลิกคิ้วงุนงง เรียนจบแล้ว? “ฮูหยิน ข้าทำอันใดไม่พอใจเจ้าคะ ข้าน้อยจะปรับปรุง”

       ฮูหยินส่ายหน้า ยิ้มด้วยไมตรี “วันนี้สีหน้าเจ้าซีด มือเป็นรอยแดง บ่งบอกว่าเจ้าใจไม่ดี แต่ก็ยังใช้มือทำงานและยังไม่แสดงอาการว่าไม่เอาแล้วหรือครํ่าครวญกับอะไรสักอย่าง เช่นนั้นข้อที่ทำให้เจ้าลำบากใจแล้วยังผ่านไปได้ ถือว่าเจ้าเก็บอารมณ์ยินดียินร้ายไว้ได้แล้ว”

       ฮูหยินหวงเป็นคนฉลาด ดูจากสีหน้าคนได้ถึงจะมีทุกข์แต่นางกลับเก็บซ่อนความวุ่นวายในใจออก แล้วอยู่กับสิ่งตรงหน้า เท่านี้ซีเหยาก็แยกแยะได้แล้วว่าสิ่งใดควรทำอย่างไร


      จักรพรรดิถูกไล่ต้อนไปเสียแล้ว ครั้นจื่อถงจะจับหมาก จ้าวสุนกลับสั่งเสียงดังฉับพลัน “ห้ามจับนะ!”

      รอยยิ้มประกฏที่ใบหน้าจื่อถงอย่างเห็นได้ชัด หลักฐานทั้งหมดรวมกันเป็นหนึ่งเดียว พอสั่งคนออกไปให้หมด กระนั้นจื่ออ๋องเริ่มเข้าประเด็น “บอกสาเหตุด้วยพะย่ะค่ะ”

       มันฉลาดจริง ๆ จ้าวสุนยอมต่อจื่อถง จึงบอกความจริง “มันทำให้เจ้ากระเตื้องอยากจะทำอะไรบ้าง จะจับข้าหรือไม่เล่า”

      “กระหม่อมมิบังอาจ” จื่อถงประสานมือค้อมกายกล่าว “บอกตรง ๆ ข้าคงไม่ทำจริง”

      “รู้ได้อย่างไร ว่าข้าเป็นวางยาตงเฉิน” จ้าวสุนเข้าประเด็นบาง ขอฟังคำจื่อถงหน่อยแล้วกัน ก่อนจะเล่นประลองปัญญาเรื่องใหม่ จะได้หาทางทำให้จื่อถงคนนี้ตามไม่ทัน

       อ๋องจื่อนั่งบนเก้าอี้บุนวม “พิษนั่นคือการกินและสะสมนานแรมเดือนเป็นการจับพิษเข้าปากโดยไม่รู้เรื่อง สิ่งที่ตงเฉินจับคือหมากในแต่ละวัน พระองค์ก็จับด้วย แต่กระหม่อมคิดว่าท่านคงจะใช้นํ้าผสมถ่านไม้ไผ่ล้างพระหัตถ์เพื่อดูดพิษออก สำหรับตงเฉินไม่ได้ทำอย่างนั้น การล้างมือธรรมดาไม่สามารถขจัดพิษได้อยู่แล้ว ตงเฉินหยิบจับของกิน ทำให้ค่อย ๆ ซึมเข้าร่างกายทีละน้อย จนเกิดร่างกายทนไม่ไหวในที่สุด แล้วหลักฐานคือหมากที่ห่อด้วยผ้าหลายชั้น พระองค์มีราชกิจมากมาย จนไม่มีเวลาเอ่ยพระโอษฐ์สั่ง ประกอบกับข้ากระหม่อมมาที่นี่ทุกวันเฝ้ากระดานนี้ไว้อย่างดี จึงไม่มีโอกาส อยู่กับพระชายาก็บอกสั่งมิได้ เพราะเรื่องนี้มีความลับแค่ ท่านกับอาชู”

      จ้าวสุนตะลึง จื่อถงรู้ว่ามีคนร่วมคิดว่าเป็นอาชู กระนั้นบนพระพักตร์มีแต่คำถาม แปลกพระทับยิ่งยวด จื่อถงเหยีบดยิ้มไม่เชิงยิ้ม “หากเป็นตอนกลางคืนจะเปลี่ยนกระดานหมากก็มิได้ด้วย เพราะมันคือยามวิกาล  การที่มือของตงเฉินมีพิษ จับอาหารเข้าปาก มันต้องติดบนอาหารในส่วนอื่นในชามด้วย อาชูกินต่อจากตงเฉินก็ต้องได้รับพิษ แต่นี่มันสบายดี แปลว่าอาชูมันไม่แตะต้องของพวกนั้น มีแต่เททิ้งไป”

       จ้าวสุนสรวลดังกึกก้อง วันนี้เป็นวันสำราญโดยแท้ “รู้ขนาดนี้ คงจะรู้ความหมายของข้าที่ทำลงไปด้วย”

     “เรื่องนี้ทำให้เหมือนองค์ชายหกมีภัย ต้องใส่ใจหาตัวคนร้าย หมายถึงข้าต้องสืบเองหาข้อมูลเอง เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับข้ากระหม่อมโดยตรง และมันหมายถึง ‘งาน’ แค่บีบให้ข้าทำงาน ย่อมได้ หากให้ข้าทำงานในราชสำนักข้าจะทำ แต่มีข้อแลกเปลี่ยน”  จ้าวสุนมองจื่อถงอยู่อย่างนั้น หรี่พระเนตรลงรอคำขอแลกเปลี่ยน “บันทึกของฮ่องเต้พระองค์ก่อนที่เขียนถึงตระกูลหลินทั้งหมดรวมถึงหยกหมั้นด้วย”

       “หวังสูงนะจื่อถง ข้อแลกเปลี่ยนเจ้ามีค่าไม่น้อยเลย”

       “จะเล็กน้อยได้อย่างไร ทำไปไม่คุ้มค่า และอีกอย่าง เสนาบดีที่ยื่นบุตรหลานในตระกูลตนมาให้ข้ากระหม่อมนั้น ขอปฏิเสธทุกรายไว้ตรงนี้เลย”

      “ได้ แต่เรื่องนั้นข้าเขียนราชโองการไว้แล้ว หากซีเหยาสอบติดแพทย์ในวังหลวงจะแต่งนางให้เจ้า และห้ามขัด นี่คือราชโองการ”

     จื่อถงยิ้มน้อยๆ ครุ่นคิด ...สงสัยสินะว่านางเป็นใคร คงจะตัดไฟแต่ต้นลม…

        “วิธีพระองค์วางยาเนี่ยโหดร้ายจังเลย”

       “จื่อถง เจ้าเหี้ยมกว่าข้าอีก ทรมานสตรี” กล่าวพลางส่ายหน้า “เป็นเดือนเชียว”

         "เช่นนั้นจะมีข้ออ้างมารั้งพระองค์ได้หรือพะย่ะค่ะ" จื่อถงยิ้มแป้น วาจาก่อกวนประสาท จ้าวสุนชี้หน้าแต่พูดไม่ออกแม้คำเพื่อจะเถียงกลับ       



        ถึงวันเข้าสอบ มีนางเป็นผู้หญิงคนเดียวกระมังที่อยู่ในสังคมหมอทีเต็มไปด้วยผู้ชาย ในตอนนี้นางที่แต่งเป็นชายตลอดกำลังเปลี่ยนผ้าผ่อน  เป็นกระโปรงขาวชุดขาวทั้งตัว รวบผมเพียงครึ่งปักด้วยปิ่นไม้ของหยุนรั่วซีที่ให้นางมา

       หน้าพระลาน เป็นเฉกเช่นเคยที่มีจักรพรรดิมาทอดพระเนตรชมการสอบครั้งนี้ ทอดมองไปก็เห็นนางอยู่ท่ามกลางบุรุษ หยางสืออยู่รอบนอก ชะโงกคอมาในพระลาน เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งหน้ามนเรียวรูปไข่ ดูผุดผาดคล้ายอาเหยาน้องชายของมันที่ไม่ได้พบกันแรมเดือน หยางสืออ้าปากค้างแข็ง เหล่าศิษย์พี่ต่างมาล้อมชมการสอบ เห็นอาเหยาในชุดสตรีก็ค้างแข็งตาม ๆ กัน ส่งเสียงเอะอะถามกันใหญ่ว่าใช่อาเหยาจริงหรือ! แต่อี้เทาเดินมาด้านหลัง กระแอมสองทีแล้วอธิบายว่านั่นไม่ควรเรียกอาเหยา ให้เรียกว่าซีเหยา นางเป็นผู้หญิง จึงเล่าว่ามันแต่งเป็นชายเพื่ออยากเรียนหมอ ไม่ได้เท้าความถึงตระกูลหลินแต่อย่างใด

       ด้านบนองค์ชายหกก็มาด้วยหายดีแล้วก็ยิ้มดูจะเพลิดเพลิน เห็นหญิงงามในหมู่ผู้ชาย ตงเฉินเบิกตาโพรง ตกหลุมรักนางทันที  “งามงามเหลือเกิน”

       จื่อถงชำเลืองดูองค์ชายกำมะลอก็ยกกานํ้าชาบดบังสายตาแก่ลานกว้างด้านหน้า “ดื่มนํ้าหน่อยเถอะองค์ชาย กระหายเกินไปจะหลงไปกินนํ้าของผู้อื่นเอานะ”

       ซีเหยามองขึ้นไปหาจื่อถง เขากำลังก่อกวนคนที่นั่งข้าง ๆ  นั่นคงจะเป็นองค์ชายหกที่จื่อถงบอก และข้างจื่อถงที่รินชาแล้วยกจอกส่งให้จื่อถงคือน้องสาวบุญธรรมที่ได้รับโอกาสมาชมการสอบครั้งนี้  น้องสาวมิใช่สายเลือด จะชอบกันก็ไม่ผิด เห็นจื่อถงหันไปรับถ้วยชาด้วยรอยยิ้ม ซีเหยาก็ถอนสายตากลับมา หาที่นั่งทันทีไม่มองขึ้นไปอีก ...เขาคือองค์รัชทายาท อนาคตของจักรพรรดิ และต้องมีสนมหรือพระชายาอีก จะคิดให้ทุกข์แล้วได้อะไร แต่กลัวว่านางจะถูกแย่งความรักไปจนหมดจนไม่เหลือนี่สิ...

     ...ทำไมนางไม่ยิ้มให้ข้า หรือยักคิ้วทำท่าผยองมา ความเย็นชาของเจ้ามีแต่ตอนที่เจ้าโกรธข้าเท่านั้น ซีเหยา เจ้าโกรธหรืองอนอะไรข้าหรือไม่ เช่นนั้นก็อยากให้บอก…

       นางแอบมองขึ้นไปที่จื่อถง เขามองแค่นางซีเหยารู้ดี ต่อให้จื่อถงคิดอะไรต้องเคารพการตัดสินใจ นางเคยเตือนไว้ในคืนเข้าหอ แต่เขายังเข้าใกล้ หมายความว่าไม่ต้องคิดอะไรให้มากมายอีกแล้ว เขาจะแต่งใครเพิ่มหรือไม่ คนรักอิสระอย่างเขาเห็นนางเป็นสายลม แปลว่านางคือผู้กำหนด ซีเหยาจึงลอยยิ้มให้จื่อถงหนึ่งที ในช่วงที่เขารู้ว่านางยิ้มให้  จึงวางใจเปลาะหนึ่ง  ...ขอเพียงเชื่อมั่นเท่านี้จะกลัวอะไร …

        ระหว่างเขียนข้อสอบแบบกระดาษ ร่างหนึ่งที่มาตรวจดูคนเข้าสอบก็ล้มตึง! ทำให้คนอยู่ที่นั่นทั้งหมดเหลียวมองไปยังจุดเดียว เลือดไหลออกปาก ตาเหลือกค้างร่างกระตุกราวใจจะขาดลง


       

       


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"“จื่อถง! จับตรงไหนของเจ้าเอามือออกนะ โอ้ยเล่นบ้าอะไร ตรงนั้นอย่า ปล่อยข้า กล้าอีกอย่าหาว่าไม่เตือน” แลเห็นว่านางโกรธจัด ยามมองเห็นสีทาปากตนเองติดบนปากจื่อถงแล้วน่าอายนัก นางพยายามใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง ลบล้างรอยจูบเมื่อครู่ให้ออก แต่กลับถูกจูบใหม่ ใช้มือกระทำการอุกอาจ"

ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha