(จบ)เล่ห์พยัคฆ์🔞(จีนโบราณ)

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 43 : บีบคั้น


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

42


      เลยเวลามานานแล้ว ผ่านช่วงหฤหรรษ์ของคํ่าคืน ซีเหยาจัดเตรียมพับเก็บเสื้อจัดเตรียมเอาไว้ให้จื่อถงที่หลับอุตุบนเตียง ท่านอนคดคู้ดูคล้ายเด็ก สภาพอากาศหนาวด้านนอกแผ่เข้ามาด้านใน หลังจากนางลุกออกจากแขนกอดก่าย ซีเหยาไร้สีหน้า ลูบเสื้อจื่อถงปัดฝุ่น คลำดูก็ไม่พบของที่ควรคู่กาย

       “จื่อถงข้ารู้ว่าตื่นแล้ว ไม่ต้องแกล้ง” นางกล่าวเรียบเฉย

        “อืม..” จื่อถงยังมุดงุดลงผ้าห่ม ซุกตัวหาความอุ่น ยังเป็นคนที่ไม่ชอบทำอะไรเหมือนเคย ...นี่แหละหนาลูกคนมีอันจะกิน…

        เขายังนิ่งเฉย ขดตัวเพิ่มไออุ่น นางถอนหายใจยื่นมือคว้าเส้นผมจื่อถงแผ่วเบานุ่มละมุนราวไหมลํ้าค่า บุรุษรูปงามผู้นี้มีเสน่ห์ยิ่งนัก เขารู้จักใช้มันอย่างนี้ นางคิดแล้วก็เหนื่อยใจ ซีเหยาหยิบเสื้อผ้าเขาทั้งหมดมาสลัด ไม่พบของที่ว่า ของชิ้นนี้ขโมยไม่ได้ ขายไม่ได้ เป็นตัวแทนอะไรของใครไม่ได้ แต่สำหรับเจ้าของของชิ้นนั้นแล้วยิ่งใหญ่ สำหรับคนอื่นไม่กล้าหาญมาแตะต้อง แล้วนี่หายไปไหน? ซีเหยาส่องดูบนเตียงหาทั่วบริเวณที่อยู่กลับไม่เห็น

        ซีเหยาหวั่นใจ หากถูกฉาบฉวยไป พยัคฆ์ซ่อนมังกรคนนี้จะต้องมีภัยแน่นอน “เลิกนอนแล้วมาดูตราอ๋องของเจ้า มันไปไหน”

       จื่อถงดีดตัวขึ้นนั่ง ทำตาโตมองนางหยั่งเชิง นี่นางแกล้งอะไรหรือ แกล้งใช่หรือไม่ ประมาณให้ตกใจเล่น.. จื่อถงพินิจดูกิริยาซีเหยา ตัวนางเองก็มิได้มีแววเล่นพิเรนทร์แน่นอน เขามีท่าทีตกใจอยู่หลายส่วน ซีเหยานิ่งและนิ่งจึงว่าต่อ “ไม่ได้ยกให้หญิงสาวหรอกใช่ไหม เพราะเมื่อคืนมีหญิงสาวประกบข้างเจ้าอยู่”

        จื่อถงนิ่งงัน เรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดในหัว หญิงคณิกาเหล่านั้นจับมั่วทั่วกาย ไม่รู้สิ่งมีภัย แล้วหยกที่ซ่อนตราองค์ชายหกมันก็ติดอยู่ในหยกพยัคฆ์อีกที หากครั้งนี้พวกนางอยากเอาหยกไปขายก็มิได้  มันมิใช่สิ่งจะแลกเป็นเงินเป็นทอง นอกเสียจากจะเอาไปยืนยันบางสิ่ง กับบางคน จะมีคนไหนกล้าลวงเขาได้ ลวงให้ไปสถานที่คนพลุกพล่านจนไม่ได้สังเกตถึงตนเอง  หญิงพวกนั้นปลดหยกหรือ แล้วปลดไปให้ใคร ที่สำคัญ นางรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะไปหรือไม่ อีกอย่างนึกถึงสิ่งที่เขาต้องไป หญิงสาวที่ประมูลนั้นไม่ได้เอ่ยอะไรกับหย่งฉีแม้แต่น้อย ถึงนางจะงดงามกิริยาเรียบร้อย แต่มีบางสิ่งขัดอยู่ในหัว คิดไม่ถึง มันคืออะไรกัน “หญิงสาวผู้นั้นที่เจ้าสังเกตมีอันใดที่ผิดแปลกไปจากหญิงคณิกาคนอื่นมากน้อยเท่าใด”

        “ข้าไม่เคยเที่ยวหญิง ข้าเป็นหญิงนะจื่อถง จะไปรู้ตื้นลึกหนาบางได้อย่างไร”

         “ตอนที่เจ้ากอดนาง นางมีท่าทางอย่างไร อย่าลืมนะเมื่อคืนเจ้าไม่เมา” จื่อถงปรายตาคมเหลียวนาง ภาวนาอย่าให้เป็นดั่งที่ติดใช้ความคิดตัดสินอะไรได้ จำต้องสอบปากซีเหยาให้แน่ชัด

      นางยกมือจับปลายคางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ที่แต่ต้องไปนั้นเกี่ยวอะไรกับจื่อถง อ๋องคนนี้มิได้กอดหญิงผู้นั้น “หญิงคนนั้นเอาแต่ก้มหน้า เหมือนจะไม่ชำเลืองมองเจ้าด้วย”

       สวมเสื้อผ้าเสร็จสรรพ แววตาเขามีอารมณ์ไม่ดีนัก “มันรักบิดา แต่กล้าหักหลังข้า” จื่อถงกระชากอารมณ์มีโมหะรัดสายคาดเอวสบถ “เจ้ากลับไปก่อน ระวังตัวด้วย มีท่าจะไม่ดีเข้าแล้ว”

         ร่างโปร่งสูงเขาเดินผ่านประตูสูธรณีด้านนอก มีสิ่งที่ต้องจัดการก่อนหลายอย่างจะบานปลาย ซีเหยายืนแน่นิ่งไป ถอนหายใจหลายครั้ง เหมือนลังเลการกระทำบางอย่าง เหลียวมองบนท้องฟ้า กลืนความตั้งใจเข้าร่างแล้วก้าวไปบ้าง



         จวนตระกูลโจว

          หย่งฉีหน้าดำคลํ้าเดินเข้าห้องต้วนอี้ ยื่นหยกลายพยัคฆ์ขนาดเท่าฝ่ามือส่งให้ ลายงามสลักไม่ฉลุปรุผ่านเนื้อหยก ขนาดหนายิ่งกว่าอ๋องท่านไหน

         ถึงจะเล่าลือกันมาตั้งแต่กองพระคลัง ว่าหยกนี้เนื้อสลักยาก จึงไม่คิดจะใส่ใจต่อ รอยแกะยังเหมือนกันทุกอย่าง พลิกดูลายแล้วน่าจะมีอะไรบางอย่างซ่อนเอาไว้ ต้วนอี้ไม่เข้าใจว่าหยกนี้เหตุใดไทเฮาถีงอยากได้อยากทอดพระเนตร ได้แต่เก็บความคิดลงและห่อหย่อใส่ผ้าผืนหนึ่งยัดใส่ในเสื้อ

        “ท่านพ่อ เรื่องของซานหลิ่ว ท่านอ๋องยกนางให้ชายหนุ่มผู้หนึ่งไปแล้ว”  หย่งฉีก้มหน้า ระลึกถึงนางช่างเสียใจ หวังว่าจื่อถงจะช่วยเขาได้สมหวัง ครั้งนี้จึงเอ่ยปากขอบิดาบ้าง

       “ข้าไม่ได้ผิดสัญญาต่อเจ้า ถ้าหากได้หยกจ้าวจื่อถงมาได้ ข้าจะซื้อนางให้ จะกี่พันตำลึงก็อย่าได้วิตก” ต้วนอี้ตบไหล่หย่งฉี ผู้เป็นลูกจึงคลายกังวลลงได้ แลชมดูบิดามีรอยยิ้ม เขายิ่งดีใจ หย่งฉีเองก็แปลกใจ เหตุใดบิดาถึงอยากได้หยกพยัคฆ์ ถึงเคยบอกว่าจะคืนให้ทีหลัง แต่หากจื่ออ๋องรู้เขาจะเป็นอย่างไร

        “แล้วทำไมท่านพ่อถึงอยากได้หยกท่านอ๋องไปล่ะ” หย่งฉีไม่ไหว จึงถามไปตามตรง

      ต้วนอี้สีหน้าไม่พอใจ ไม่อยากให้มาสอดรู้ จะช่วยยังมาถามใจความ “เรื่องหยกเท่านั้น หลายปีก่อนกองพระคลังบอกเนื้อหยกสลักยาก กลัวว่าหัวหน้ากองพระคลังคนก่อนจะโกงกิน จึงจะนำตรวจสอบเท่านั้น”

      หย่งฉีมีสำนึก จึงดัก “แต่ท่านพ่อ หากท่านอ๋องรู้”

       “ไม่กล้าฆ่าเจ้าหรอก ของชิ้นนี้ถ้าหายก็ทำใหม่ได้ ยกเว้นจาก..” องค์ชาย…  ต้วนอี้ได้แค่คิด แต่ไม่บอกบุตรชายให้รู้เห็นมากไปกว่านี้ “อย่างที่ว่าแหละเลิกถามแล้วเอาเบี้ยไปไถ่หญิงที่เจ้าอยากได้เถอะ”  เมื่อต้วนอี้ปัดเรื่อง หย่งฉีไม่ถามคำใดต่อ หวนมานึกถึงหญิงคนนั้นมาครั่นเนื้อครั่นตัว ลืมข้อสงสัยไปโดยง่าย       

        🌸🌸🌸🌸

        จื่อถงดักรอบุตรชายเสนาบดีที่หน้าประตูใหญ่นอกจวนตระกูลโจว  

       ครั้นได้เวลาหย่งฉีได้เบี้ยมาตามตั้งใจ คิดจะไปไถ่ตัวหญิงคนนั้นมาเป็นของตน ถือเบี้ยเดินปลอดโปร่งออกประตูจวน แต่ไม่ทันตั้งตัว ร่างมันก็ปลิวติดกำแพง บุรุษรูปงามกระชากมันดันสุดแรง ยกแขนทาบเบียดลำคอ ดักทางเข้าออกลมหายใจให้ลำบาก หย่งฉีผงะ ตกใจ หน้าแดงกํ่า ขยับปากไร้เสียงบอกว่ามันหายใจไม่ออก และปวดหนึบจากแรงกดทับ จะมีอากาศหรือไม่มิได้น่ากลัวเท่าสายตาจื่อถงตอนนี้  

        นัยน์ตาตาหย่งฉีสั่นสะท้าน เมื่อพบแววตาเย็นเยือกหรี่คมจ้องมอง “เอาหยกนั่นมา” จื่อถงเอ่ยด้วยเสียงเบา ปลดปล่อยแรงกดให้อ่อนลงเปิดโอกาสให้มันพูด

        “ท่านอ๋อง ข้าน้อยผิดไปแล้ว”  หย่งฉีกลัวจนตัวสั่น ไม่เคยเห็น น่ากลัวอะไรอย่างนี้

       “เอา-มา” เขาเน้นคำ หนักแน่นดั่งหินผากดทับคนฟัง แรงกดดันมหาศาลของจิตจื่อถงน่าสะพรึงยิ่งกว่าบิดาดุกราดเสียอีก

        “ไม่มี ข้ายกให้ท่านพ่อไปแล้ว” หย่งฉียิ้มเศร้าสร้อย คาดโทษให้จื่อถง “หากท่านช่วยข้าเอานางคนนั้นมาเป็นของข้า คิดไว้ว่าจะคืนหยกให้ แต่ท่านกลับยกนางให้เด็กหนุ่มคนนั้นไป ข้าจึงต้องทำ เพราะท่าน ท่านผิดที่ไม่ช่วยข้า จะโทษข้าไม่ได้”  

       จื่ออ๋องส่ายหน้าเบา ประชิดเข้าหน้าหย่งฉีเอ่ยผ่านไรฟันว่า “นางไม่รู้จักเจ้า เจ้าแค่อยากได้ ถึงกับหลอกใช้ข้าแล้วหักหลัง ข้าควรจะปล่อยให้เจ้าดักดารกับเข็มเย็บผ้ามากกว่า” เขาหรี่ตา ยิ้มเยาะส่ายหน้าอีก “เสียดายเวลาของข้านัก” ร่างสีขาวสะบัดชายผ้าชาย หมุนกายให้ปลายอาภรณ์กระทบเข้าผิวหน้าหย่งฉีอย่างแรง เขารีบจับคางบุตรชายเสนาบดีแน่น ง้างปากให้อ้ากว้าง ยัดยาไปเม็ดหนึ่ง สะกัดจุดบังคับให้มันกลืน ปลายนิ้วเรียวยาวกรีดไล่ลำคอลงมาใจกลางอก จนสุดท้ายหย่งฉีก็กลืนยา

        มันแปลกใจยิ่งยวด หน้าเขียวคลำปนซีด เส้นเลือดรอบหน้าผากปูดขึ้นเป็นสีเขียวม่วง หย่งฉีมองจื่อถง ไม่เข้าใจ ไฉนคนผู้นี้ถึงซ่อนจิตใจน่ากลัวเกรงเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน

      จื่อถงยิ้มเยาะหย่งฉี ย่อตัวนั่งยองตรงหน้า “เจ้าไม่ตายหรอก แต่จะทำให้ตายทั้งเป็น ยานั่น จะทำให้กำหนัดของเจ้าไม่ตื่น กล้าหลอกข้าด้วยเรื่องนี้ ข้าจะให้เจ้าทรมานด้วยเรื่องนี้เช่นกัน”

       “อ๋องชั่ว!” หย่งฉีเหลืออด เลือดขึ้นหน้า กล่าวคำหยาบคายพ่นใส่หน้าเขา

       “ฮึๆ อย่าบีบคั้นข้า ต่อให้ตระกูลเจ้าจะเคยเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีก็ตาม มิเช่นนั้น ข้าจะทำไม่ให้มันเหลือแม้ชื่อ”

   

       ในชุดแพทย์สีขาวพู่ประดับเส้นไหมสีเขียวเส้นผมมวยม้วนไร้ยศ บัดนี้กำลังถูกสวมเครื่องประดับบนศีรษะ

        สตรีนางหนึ่งทำหน้าที่เป็นขุนนางแผนกเดียวกับสำนักหมอหลวง ประกาศผลงาน

        “ด้วยการทำหน้าที่เป็นหมอหญิงคนที่สองในหน้าประวัติแคว้นสนทยา ได้ทำหน้าที่ให้หมอเหลียงมีอาการพิษที่รักษายากให้หายขาด จึงแต่งตั้งตามระบบของข้าราชบริพารกรมขุนนางว่า จางซีเหยาดำรงตำแหน่งหมอหลวงหญิงขั้นที่เก้า โดยสมบูรณ์”

       “ข้าน้อยจางซีเหยา น้อมรับ”  

        ผ่านการแต่งตั้ง จะเริ่มจากนี้ไปนางไม่สามารถออกนอกวังได้อีก แต่การนี้ให้เป็นกรณีพิเศษ นางยํ่าเท้าไปบนถนนในชุดสามัญ

        จวนตระกูลเหลียง ซีเหยากลับมาทำตามหน้าที่ บริเวณนั้นต่างมีเสียงรํ่าร้องดังระงม นางผ่อนจังหวะการเยื้องย่างลง แลมองดูทหารออกกันหน้าประตูเต็มไปหมด เหอไป๋หน้าแดงกึ่งรํ่าไห้มาพร้อมทหาร จากนี้ก็ชี้หน้านางบอกทหารและและคนทั่วไป  “นั่นไง นางผู้นั้นถือดี จับนางเสีย!”

     เทียนเกาเดินมาใกล้ สีหน้าราบเรียบ “ขอจับเจ้าด้วยการพนันขันต่อคราก่อน หาทำให้ท่านเหลียงสิ้นเจ้าจะยอมรับโทษ แต่เรื่องนั้นข้าคิดว่าไม่เหมาะไม่ควร ที่สมควรคือตอนนี้เพื่อการที่เจ้าได้เป็นหมอหญิงขั้นเก้า ถึงกับหยุดยั้งการรักษาของท่านเหอไป๋จึงจับเจ้าด้วยการนี้

       นางชี้ไปหาหมอหลวงขั้นสี่ยืนอกผายไหล่ผึ่งผยองมองนาง แล้วให้ความว่า “หากข้าไม่ยับยั้งวิธีผิดๆอย่างนั้น ท่านเหลียงตายไปนานแล้ว ท่านอยากฆ่าท่านเหลียงมิใช่หรือ ท่านเหอ..”

       “บังอาจกล่าวหาข้าหมอหลวงขั้นสี่รึ”

       “หมอหญิง ได้โปรดอยู่ในการควบคุมของเราด้วย เจ้าถูกจับแล้ว เพราะท่านเหลียงหมดลมหายใจแล้ว”

       ซีเหยามองเทียนเกาอย่างไม่สามัญ จ้องเขม็งพูดอีกว่า “ไม่จริง เมื่อตอนเมื่อวานเขายังฟื้นแล้วดีขึ้นเลยนี่”  ครั้นนางจะวิ่งไปดู ก็คล้ายคนวิ่งหนี

      เทียนเการีบคว้านางไว้ “ทหารนำนักโทษเข้าคุก!”

        “ไม่จริง! พวกท่านตัดสิ้นคดีได้แย่มาก แย่ๆ เจ้ากรมอาญาเป็นใคร สู้รุ่นก่อนก็มิได้!” ซีเหยาตวาดประท้วงลั่น ยื้อยุดกับทหารไม่ยอมแพ้ เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ซีเหยาจึงก่นรากอดีตอดีตขึ้นมาเถียงเป็นการใหญ่

       

       จื่อถงเข้าจวนมาโดยรวดเร็ว จะเรียกอาชูที่น่าจะกลับมาแล้ว หลังจากสั่งให้ปล่อยตัวซานหลิ่วให้เป็นอิสระ นับว่าเขาขอทำกุศลแด่มารดาให้อยู่อย่างสงบสุข ตอนนี้จะสั่งการให้ควานหาหยกที่กำลังจะเปิดเผยตัวตน ทันใดนั้นกองราชเลขากลุ่มหนึ่งเดินออกจากด้านในพร้อมจ้าวจื่อหาน

       ท่านแม่ทัพหยิบราชสาส์นมาแล้วเอ่ยกับจื่อถง “อ๋องจื่อรับราชโองการ”

       บุรุษชุดขาวสะบัดชายผ้าคุกเข่าน้อมรับ ไม่พูดจา

      “จากที่ไตร่ตรองดีแล้ว จึงได้ออกหมายเหตุว่าด้วยการครองเรือน จางซีเหยามีคุณความดี จึงแต่งตั้งให้นางเป็นอนุภรรยาของจื่อถง และแต่งตั้งให้ จ้าวจินอิ๋งเป็นชายาโดยสมบูรณ์ งานแต่งของพวกเจ้าระหว่างจินอิ๋งกับจ้าวจื่อถงจะมีอีกยี่สิบห้าวันข้างหน้า จบราชโองการ”

        ก้อนคำบีบคั้นทะลวงร่างอ๋องน้อย ส่อสีหน้าไม่เชื่อคำ เข่าอ่อนทรุดตะลึงตะไลจังงังลุกไม่ขึ้น ซีเหยาของเขาเป็นได้แค่อนุ เป็นได้เท่านั้น ไม่พอยังมีราชโองการให้จินอิ๋งแต่งร่วมชีวิตคู่ “ทำไม… เสด็จพี่ถึงกลับคำ” จื่อถงถามเบา จิตใจเลื่อนลอย “เหตุใดนถึงเป็นแค่อนุ นางด้อยกว่าคนอื่นตรงไหน”

       “จื่อถง เราตามใจเจ้ามากแล้ว ควรพอได้แล้ว” จื่อหานเดินมาหยุดตรงหน้า ยื่นราชโองการให้เขายื่นมือมารับ

        “เชิญบีบคั้นกระหม่อมเถอะพะย่ะค่ะ”

       “ท่านอ๋อง ท่านอ๋อง” อาชูวิ่งกระหืดกระหอบมาแต่ไกล มาหยุดตรงหน้าได้ก็ยังหาแรงตนไม่เจอ แต่มันต้องรีบตั้งสติ อ้าพูด “ซีเหยา เหยาถูกจับเข้าคุก เพราะท่านเหลียงหมดลมหายใจแล้ว”

       “อะไรนะ!”

        ไม่รับราชโองการ จื่อถงลุกพลันหันหลังจะก้าวออกไปยังคุก จิตใจร้อนรนทนอยู่ไม่ได้ ว่าด้วยเรื่องพนันเขามั่นใจในตัวนางว่าจะไม่เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น แต่หมอเหลียงกลับทนไม่ไหวหรือนี่ กระสับกระส่ายเกินจะรอคำใด จึงปราดเท้า

       จื่อหานใจกระตุกวาบ เขาจะเลี่ยงเรื่องนี้ เร่งส่งเสียงสั่งการให้ทหารรุมล้อม ถือกระทั่งหอกแหลมคมจ่อร่าง

      “อย่าริอาจไปให้เสื่อมเสียตนเองเชียวจื่อถง คิดไม่ถึงว่านางเพิ่งรับพิธีแต่งตั้งขุนนางขั้นเก้าหมาดๆ ต้องวางตำแหน่งไว้แล้วรับโทษเสียแล้ว”

      จื่อถงยิ่งฟังยิ่งกรุ่นโกรธ พยายามควบคุมโทสะจนกลายเป็นเย็นยะเยือกลง

       จินอิ๋งที่นั่งอยู่ด้านในจวนพร้อมสาวต่างลอบส่องสายตาออกมา ฟังเสียงพวกเขาสนทนาอย่างแจ่มชัด  ดูจื่อถงที่กำลังบาก นางรู้สึกขวัญหายไปกึ่งหนึ่ง เมื่อจื่อถงหันหลังให้ราชโองการที่ผู้ใดได้ มาต้องน้อมรับ แต่เขากลับหาญกล้าหันหลัง ทิ้งไว้ไม่กลัวตาย

       “ปล่อยกระหม่อมเถอะ” จื่อถงดึงศัพท์ยศของจื่อหานขึ้นมาอย่างห่างเหิน

       ทว่าทหารต่างขยับเท้าทีละน้อยขวัญกล้าย่างใกล้

        “ไม่ได้ จากนี้จนกว่าจะถึงพิธีแต่งงาน เจ้าต้องถูกกักบริเวณ ส่วนซีเหยา เอาไว้กฏทางอาญาจะตรองดู เจ้าค่อยแต่งนางทีหลัง ชายานั้นสำคัญกว่า”  จื่อหานเฝ้าอธิบายบอกให้เขารับฟัง ยอมรับความเป็นจริง “เจ้ามิได้ด้อยนะจื่อถง เจ้าเป็นถึงเชื้อพระวงศ์”

        “เช่นนั้นก็ปลดมันสู่สามัญชนเถอะ จื่อถงเบื่อขนบธรรมเนียม” เขาตอบกลับ เฉยเมย

        จื่อหานเหลือทน จะระเบิดอารม์ให้มันรู้รอด ดีที่ยับยั้งอารมณ์ลงได้  ด้วยวิสัยแม่ทัพต้องรบคอบและอยู่ในจิตที่มั่นคง ไม่ไหวเอนต่อสิ่งใดง่ายดาย จึงกล่าวต่อท้าย เอ่ยถึงคำที่จื่อถงปฏิเสธ “ข้าไม่เคยเห็นเจ้าทำ ไหนเล่าขนบธรรมเนียมที่เจ้าเบื่อ จินอิ๋งเหมาะสม นางมีกิริยาอ่อนน้อม”

      “แต่ข้าไม่รัก!” เขาหันร่างมาเผชิญหน้าผู้เป็นแม่ทัพ “ไม่มีหญิงสาวคนไหนทำให้กระหม่อมสบายใจได้แม้เพียงคน อยากได้ชายาให้กระหม่อม ก็หาหยกพยัคฆ์ชิ้นเล็กที่ข้ามอบให้บุตรสาวตระกูลหลินให้พบ หาไม่พบข้าจะไม่แต่งใครเป็นชายา!” ปลายนิ้วยกชี้ตราหน้า โมหะล้วนมีแต่สุดทนแล้ว และไม่อาจอาละวาดได้มากกว่านี้ หากควบคุมตนเองไม่อยู่ ซีเหยาจะต้องแย่

       จื่อหานตะลึงงัน ฟังคำอันไม่เชื่อหู หมายความว่าอย่างไรกัน “หยกพยัคฆ์อยู่ที่เจ้าตั้งแต่สิบปี ส่วนหยกมังกรอยู่ที่บุตรสาวตระกูลหลิน และข้ามั่นใจ ว่าจินอิ๋งเป็นเด็กคนนั้น!”

      “ฮ่าๆ” จื่อถงหัวเราะร่วน แล้วเก็บเสียงลงปรับเป็นขรึม  “ผิดแล้วท่านแม่ทัพ ถ้านางมี ป่านนี้ยืนยันให้ข้ารู้นานแล้ว  ของหมั้นของข้าที่จะยกนางเป็นชายาเพียงหนึ่งอยู่ที่บุตรสาวตระกูลหลินทั้งหมด หาได้ก็หาไป จะแต่งจินอิ๋งย่อมได้ เพราะถ้านางไม่เห็นงาม ท่านคงไม่ขอราชโองการ ข้าให้นางเป็นได้แค่อนุ และขอสาบานว่าแต่งไป! ข้าจ้าวจื่อถงจะไม่แตะต้อง!”  จื่อถงก้าวเดินออกจากจวน ทหารไม่ยอมหากไม่มีคำสั่งจื่อหาน “อยากได้เลือดก็รั้งสิ” เขาเอ่ยบอกทหารทั้งมวล พวกมันยำเกรง ไม่อาจหาญจะรั้งได้

       จื่อหานอารมณ์เดือดพล่าน มันสาบานอย่างนี้ไม่ได้พูดเล่น จื่อหานควักกระบี่จากมืออาชู ดิ่งเข้าหาจื่อถงหวังจะหยุดพฤติกรรม ต้องขัง หากปล่อยไปมีแต่เสียชื่อ จื่อหานดิ่งเข้าใกล้เจียนประชิด จื่อถงเตะหอกหลุดมือทหารผู้น้อย ปลิวขึ้นท้องฟ้า เขาคว้าเอาอย่างเร็ว รีบดักกระบี่โรมรันเข้ามา แม่ทัพเบี่ยงกายาตวัดวูบคมกระบี่ลงเบื้องล่าง จะคว้านท้องอย่างไรอย่างนั้น ด้วยความเร็วจื่อถง สวนหอกปัดกระบี่ดังเคร้ง! หลบการโจมตีได้เยี่ยมยอด

      ทหารตะลึงลาน ถอยกันออกมาถึงสิบก้าว ปล่อยจื่อถงและจื่อหานโรมรันกันอยู่พักใหญ่ จื่ออ๋องเรียกใช้วิธีประชิดตัว หมุนควงหอกดังวู่ๆ ซัดอาวุธทั้งลำเข้าปัดจังหวะกระบวนท่า  แล้วยกมือดักใต้ข้อมือจื่อหานกำลังเปลี่ยนทิศเป็นฟันลง เขาเชิดทิศทางกระบี่หยุดการโจมตี ประเท้าจื่อถงรุจเข้าโจมตีกลางอก จื่อหานจุกอัก ถอยห่างมาสามสี่ก้าว กุมอกตนที่เจ็บปวดและจุกแน่น มือดูกระบี่ในมือกลับถูกเขาแย่งไปแล้ว นี่เขาด้อยลงหรือจื่อถงไม่สามัญกัน!

      “ท่านอ๋องทางนี้” เสียงอาชูดังจากหลังจื่ออ๋อง เมื่อหันตัวจะตีจาก ควันมายากลุ่มหนึ่งปะทะเข้าหน้า สติกึ่งมัวกึ่งรับรู้ ส่งกลิ่นเข้าจมูกวิงเวียนวูบหนึ่ง พลันล้มตึงลงกลางสวน

        “อาชูนั่นอะไร” จื่อหานแปลกใจ เมื่อเป่าฝุ่นเท่านั้นจื่อถงก็หมดสติ เกรงว่าจะเป็นพิษ จึงย่างเท้าเข้าหา อีกใจพะว้าพะวังว่าจะลุกขี้นมาสวนกลับ แต่จื่อสลบเหมือดไปแล้ว

      “ผงยาสลบทำมาจากยาสูตรของอาเหยา เอ้ยมิใช่ซีเหยา” อาชูชำเลืองมองจื่อหานเลิกคิ้วสูง งุนงง จึงบอกเท่าที่รู้ “นางบอกว่าหากคุมจื่อถงไม่อยู่ มีทางจะหยุดได้คือยาสลบ ส่วนที่เหลือให้เลือกวิธีเอาขอรับ”

      จื่อหานพยักหน้า เข้าใจแล้วว่านางฉลาด หาวิธีหยุดคนบ้าได้โดยไม่เปลืองแรง  “แล้วนางรู้ได้อย่างไรว่าจื่อถงจะเดือดดาล”

       “ข้าน้อยไม่ทราบขอรับ รู้แต่ว่าสั่งห้ามว่าอย่าให้ท่านอ๋องไปหานางไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เลยให้ยานี้มาเมื่อเช้า”  อาชูค้อมศีรษะ ยื่นขวดยาส่งสู่จื่อหาน

       แม่ทัพรับมาดู จำได้ว่าจื่อถงสูดดมจะล้มลงทันที เขาจึงดูแค่สี มันเป็นสีเหลือง “เป็นการผสมที่พิศดารนัก อาชูเอาจื่อถงไปมัดไว้บนเตียง ล่ามโซ่ไว้ด้วย ดื้อดึงอย่างนี้มีเชือกกี่สิบเส้นก็เอาไม่อยู่” กลับมาคิดใคร่ครวญ “นางรู้ว่าจะเป็นอย่างนี้หรือไม่กัน?”


       จินอิ๋งกลับคืนมานั่งที่เก้าอี้ นั่งใจไม่ดีอยู่ลำพัง นึกถึงคำที่มาบริภาษให้นาง ล้วนแต่เป็นคำที่พูดแล้วตรงประเด็น ใช่อยู่หากนางปฏิเสธว่าไม่ แล้วนางจะได้จื่อถงหรือ หยกพยัคฆ์ที่กล่าวถึง บุตรสาวตระกูลหลิน ของสิ่งนั้นกวนใจให้อยู่ไม่สุข แม่นมหวังเดินมาจากประตูจวน นางได้ยินข่าวดีที่จวนเก่าจึงตะบึงมา คาดไม่ถึงว่าจื่อถงจะร้ายขึ้นยิ่งกว่าก่อน สงสารก็แต่จินอิ๋ง รักกลับไปไม่ได้รักมา

      แม่นมหวัง แม่นมคนก่อนของจื่อถงผู้เคยฟูมฟักตามใจจนเสียคน  นางเดินหาส่วนห้องที่จินอิ๋งน่าจะอยู่ เห็นตัวตนหญิงงามด้านในก็รีบย้ายฝ่าเท้าย่างเข้าไป หวังจะปลอบใจ

       จินอิ๋งพบแม่นมหวังเท่านั้น ก็ลุกขึ้น วิ่งโร่เข้าหาแล้วสอดแขนกอด สีหน้าออดอ้อนปนทุกข์ “แม่นม ข้าไม่สู้บุตรสาวตระกูลหลินตรงไหน จื่อถงถึงยกของหมั้นหมายให้นาง แล้วยกให้เมื่อไหร่กัน”

       กอดปลอบได้ไม่นาน ก็ขยับออกแล้วลูบไรผมจินอิ๋งให้เข้าที่  แม่นมหวังยิ้มแล้วบอก “อย่าเสียใจอันใดเลย ท่านมิได้ด้อยนาง แค่หยกหนึ่งชิ้นจะห่วงทำไมเจ้าค่ะคุณหนู”

       จินอิ๋งไม่สบายใจ “ข้าต้องมีหยกเพื่อยืนยัน มิเช่นนั้นท่านพี่จะไม่รับข้า”

       แม่นมหวังขมวดคิ้ว คิดอยู่ไม่นาน “เรื่องนั้นน่าจะนานมาแล้ว มิเช่นนั้นจื่อถงคงไม่กล่าวถึงเรื่องนี้ มันคงจะเป็นเรื่องที่หาตัวได้ยาก ท่านอ๋องจากอ้างเพื่อเลี่ยง การตามหาตัวบุตรสาวตระกูลหลินเป็นเรื่องยาก อีกอย่างนางที่กล่าวมา มิได้มีส่วนจำเป็นต่อการครองเรือนของท่านอ๋อง นางถูกหมั้นหมายกับองค์รัชทายาทที่ตอนนี้ก็กลับมาแล้ว ตอนนี้จื่อถงแค่หาทางเบี่ยงเบน เราต้องรวบรัดนะเจ้าคะ”

       ดวงตาจินอิ๋งกระจ่าง มีสิ่งที่อยากได้อยู่อย่างหนึ่ง นางกำลังเอ่ยถึงวิธีว่า “หมายความว่า หากมีหยกพยัคฆ์ ไม่มีหยกหมั้นของรัชทายาท ข้าก็จะเป็นของท่านอ๋องได้ โดยบอกว่าท่านพ่อมิได้ให้ไว้ก่อนตาย แล้วองค์รัชทายาทก็ไม่อาจอภิเษกสมรสกับจินอิ๋งได้ใช่หรือไม่”

       แม่นมพยักหน้ายิ้มหวาน ยกมือแห้งเหี่ยวลูบเรือนผม เอ็นดูเหมือนลูกในไส้

        “แม่นมรู้จักช่างทำของเลียนแบบคนหนึ่ง เป็นคนปลอมของทุกอย่างได้เหมือนมาก เราไปกันตอนนี้เถอะเจ้าค่ะ” แม่นมหวังออกความเห็น ชักชวนนางออกวัง จึงเร่งกันทำตามสิ่งปรารถนา


       ข่าวแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะในวังนอกวัง หรือกระทั่งคุกที่นางอยู่ ต่างรับรู้กันหมดแล้ว จ้าวสุนออกว่าราชการนอกเมืองเพิ่งกลับมา ได้ยินข่าวไม่ดีหลายอย่างพระทัยหายวาบ

       ต้วนอี้เดินเข้ามาตำหนักของไทเฮายามเย็น ยื่นของที่นางสั่งให้ ไทเฮายื่อปลายหัตถ์ไปรับมา ดีพระทัยจนวรกายสั่นพระเนตรวาวโรจน์ คลี่ผ้าเผยหยก

       “มันหนาเกินกว่าจะเป็นหยกพก” นางยกหยกขึ้นลงชั่งนํ้าหนักให้พระหัตถ์ “หนักกว่าคนสามัญนัก” ทอดเนตรตรวจรายรอบ เนื้อผิวของหยกสีขาวลายพยัคฆ์ยังคงทำได้เรียบเนียน และงดงาม เนื้อผิวละเอียดไม่มีขรุขระ มีนุ่มไร้ความลำบากแตะถูกส่วนผิดแปลก รอยเส้นยาวลงมาจากขอบบนสู่ขอบล่าง นางจึงแกะ

       “ฮ่องเต้เสด็จ--” เสียงขันทีดังจากด้านนอก นางรีบวางหยกที่แกะไม่เสร็จลง แล้วดำเนินไปรับการมาของของจ้าวสุน

       “ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจง” เหล่าขุนนาง นางกำนัลกำลังจะกล่าวสรรเสริญ จ้าวสุนรีบยกหัตถ์ยั้ง

       พระพักตร์ไม่สู้ดีคลํ้าเขียวบ่งบอกไม่พอพระทัย พระขนงขมวดแน่นเจียนจะเป็นเนื้อเดียว “เสด็จแม่ พระองค์เป็นคนออกราชโองการสั่งจื่อถงแต่งงานกับบุตรสาวบุญธรรมของเสด็จพี่จื่อหานหรือพะย่ะค่ะ”

        “นึกว่าจะมาด้วยอะไร ที่แท้ก็เรื่องอ๋องไม่เอาไหน” นางเว้นช่วง และเอ่ยเรียบนิ่ง “ใช่ ข้าออกราชโองการโดยใช้ตราประทับมังกรของเจ้า เรื่องนั้นจ้าวจื่อหานได้มาปรึกษาถึงการครองเรือนพร้อมบุตรสาว บุตรบุญธรรมคนนั้นก็งามดี ยังมียศมีตำแหน่ง เหมาะสมดีแล้ว”

        “แต่ลูกได้บอกจื่อถง ว่าจะแต่งซีเหยาให้นะพะย่ะค่ะ อย่างนี้ลูกจะไม่ถูกครหาว่าตระบัดสัตย์หรือพะย่ะค่ะ” จ้าวสุนกล่าวจบ เดินเลี่ยงสบถออกห่างจากพระมารดา ทำอะไรไม่ปรึกษาสักคำ ก้าวพระบาทไปยังที่ประทับของนาง พระเนตรจ้าวสุนกระตุก หยกพยัคฆ์วาวอยู่บนโต๊ะไม้แดง สภาพยังไม่ถูกแกะ คิดไปมา มารดาของเขาเหตุใดถึงได้หยกนี้มา ...ต้องเกิดอะไรกับจื่อถงแน่…

        ระหว่างคำนวณเรื่องราวดู บัดนี้หยกนี้จะดึงเขาขึ้นฟ้าหรือลงเหว จ้าวสุนเคลือบแคลงพระทัย เรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ ...จื่อถงแต่งงาน หยกหาย ยังไม่พอเสด็จแม่ยังประทับตรามังกรลงคำสั่ง…. จ้าวสุนวรกายเบาโหวง อย่าได้เป็นอย่างที่คิดเลย วิตกกังวลหลายส่วน จ้าวสุนรีบหยิบหยกเข้าในอาภรณ์ที่สวมใส่

       พอดีก่อนที่ไทเฮาจะหันมาต่อความ

        นางเอ่ยต่อ “จะอย่างไรก็ช่าง ข้าออกราชโองการไปแล้ว ไม่ทำก็ตัวหัวหรือเจ้าจะตัดหัวแม่ที่กล้าเอาตรามังกรออกคำสั่งโดยพละการดี”

     “เสด็จแม่!?”


       ตื่นมาก็เงียบ มองดูมือทั้งซ้ายและขวาถูกมัดด้วยเชือก ขาตรวนโซ่

       “ท่านอ๋อง” อาชูเปิดประตูมาพบเข้าพอดี รีบเข้าหา จะถามไถ่ว่าอยากได้อะไร

       จื่อถงก็พูดขึ้น “ให้เรียกข้าว่านักโทษ” เขาเอ่ยอย่างหมดแรง

       “ท่านอ๋อง อย่าประชดเช่นนั้นสิขอรับ” อาชูเบ้ปากย่นคิ้ว ระคะจะร้องไห้

       แค่เขายังยิ้มเยาะให้ตนเอง หากไม่เพราะจะช่วยอาชูออกจากคุก จะไม่แม้แต่คิดจะกลับมา “ข้าไม่อยากได้อะไรแล้ว เจ้าไปหาจางอี้เทา ข้ายกเจ้าให้ช่วยนางออกคุกได้พอ”

       การพูดท่านอ๋องเขาเลื่อนลอย จึงรีบเบี่ยงประเด็น   “จริงสิท่านอ๋อง มีจดหมายส่งมาหาท่านเชิญชมงานบุปผาแรกแย้ม” อาชูพออ่านได้ จึงอ่านหน้าซองให้ฟัง จื่อถงพยักหน้า บอกว่าสนใจบ้างไม่สนบ้าง จึงคลี่ซองออกแล้วแผ่แผ่นกระดาษให้จื่ออ๋องอ่าน

       “อ่านให้ข้าฟังสิ” จื่อถงเบนหน้าหนีเลี่ยงจะตรวจอักษรด้วยตัวเอง

       “ในวันชมบุปผาแรกแย้ม ขอเชิญท่านอ๋อง จื่อถง มาร่วมงาน สาวงามที่เข้าคัดเลือกสู่พระสนมขององค์จักรพรรดิ ในอีกสามสิบวัน และเชิญท้าประลองฝีมือบทกลอนต่อกวี ชมนางและฟังเพลงดีดพิณและ เชิญชวนประลองน้าวเกาทัณฑ์ รางวัลผู้ชนะสามารถส่งคำร้องขอได้หนึ่งอย่าง”

        “หืม-ม” เสียงทุ้มตํ่าลากยาว ร่างจื่อถงเอนลงหัวเตียง ดวงตาประกายวูบ “ความคิดนี้ของใคร”

      “เรียนท่านอ๋อง เสนาบดีและขุนนางทั่วไป” อาชูค้อมกายบอก แล้วชำเลืองมองอ๋องจื่อเหยียดยิ้มไม่สบอารมณ์ จากนั้นอาชูได้ยินเสียงถอนหายใจหนักของผู้เป็นนาย

       “ว่างมากหรือไร ชวนกันมาบีบคั้นข้า อยากเห็นข้ายิงธนูหรือ เรื่องนี้ตงเฉินไม่เก่งด้วยสิ ผู้ใดถึงได้ริอาจวางแผนเผยตัวจริงองค์รัชทายาทกันนะ จริงสิ พวกนั้นเอาหยกข้าไป หรือไม่ได้เปิดรึไรกันนะถึงได้พากันเงียบ”  เขารำพึง ในอกร้อนรุ่มดั่งไฟสุม มันตื่นเต้นยิ่งกว่า ใจกระหนํ่าปานลั่นกลอง เมื่อพบสิ่งต้องใช้หัวคิดหนัก

      “ทำอย่างไรดีขอรับ หากองค์ชายหกคนนั้นยิงธนูไม่ได้ แล้วท่านทำได้เหนือกว่าล่ะ แล้ว หากท่านทำไม่ได้ ทั้งวังต้องนินทา ซึ่งนั่นท่านไม่ชอบ หากท่านทำได้ จะถูกล่วงรู้แน่ว่าเป็นใคร เฮ้อ.. จนปัญญาเสียแล้ว” อาชูกุมขมับ คิดแทนไม่ออก “อ้างป่วยดีหรือไม่ขอรับ”

      “ไม่ คนคนนั้นรู้ว่าคนที่ข้าเป็นห่วงอยู่ในคุก หากข้าไม่ทำจะช่วยนางไม่ได้ อาชูเจ้ารู้หรือไม่ว่าคนคนนี้วางแผนได้แยบยลเสียจริง บีบข้าจนไปไม่ถูกทาง”  จื่อถงพูดมาทั้งหมดเต็มได้แววตาสนุกสนาน “อาชู เปลี่ยนชุดกับข้า ข้าให้สัญญาว่ากลับมาก่อนรุ่งสาง”

       “ท่านอ๋องจะไปไหนข้ารับหากถูกจับได้ แย่แน่นอนนะขอรับ”  บ่าวน้อยอยากตามใจ แต่เวลานี้จื่อถงไม่สงบ และดูเหมือนจะสงบ จึงรับปรามมิให้ไฟโทสะมันประทุขึ้นมาอีก

      “เรื่องนี้ต้องเริ่มรุกบ้าง อย่าห่วง สติข้าดี จะไปหาซีเหยาก่อนจะเริ่มสงครามประสาทกัน”

        

      




       


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"“จื่อถง! จับตรงไหนของเจ้าเอามือออกนะ โอ้ยเล่นบ้าอะไร ตรงนั้นอย่า ปล่อยข้า กล้าอีกอย่าหาว่าไม่เตือน” แลเห็นว่านางโกรธจัด ยามมองเห็นสีทาปากตนเองติดบนปากจื่อถงแล้วน่าอายนัก นางพยายามใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง ลบล้างรอยจูบเมื่อครู่ให้ออก แต่กลับถูกจูบใหม่ ใช้มือกระทำการอุกอาจ"

ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha