(จบ)เล่ห์พยัคฆ์🔞(จีนโบราณ)

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 47 : เดินหน้าไม่มีถอย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

        ในท้องพระโรง จ้าวสุนประชุมว่าราชการก่อนจะลงคำสั่ง จื่อถงและซีเหยาได้ร่วมเข้าเฝ้า ยืนคนละจุดต่างตำแหน่งกันไป ขุนนางมากมายยืนเรียงราย ถวายงานแด่พระองค์ ด้านการทหารเรียกหาชายหนุ่มมาร่วมฝึก ทั้งนี้ทั้งนั้นจึงย้อนกลับมาสู่บัญชี ต้วนอี้ลำบากมาตลอดหลายฝันจนเหงื่อตก กลายเป็นล้มป่วยด้วยพิษไข้ แต่นั้นก็ยังมารายงานกิจของตนอยู่ห่างๆพระวรกาย

       หลังจากได้สรุปยอดประจำปีได้กึ่งหนึ่ง เหลืออีกกึ่งหนึ่งยังไม่เสร็จ พระองค์ออกคำสั่งให้จื่อถงมาจัดการแก้ไขงานที่ตนเองก่อเรื่องไว้

       ด้านหมอหญิงเช่นนาง ทางขุนนางทักท้วงจ้าวสุนถึงการแต่งตั้ง ครานั้นเห็นว่านางรักษาหมอเหลียงจนฟื้น แต่ไม่กี่ชั่วยามให้หลังกลับหมดลมหายใจ จึงหารือกันว่าจะปลดซีเหยาลงสู่ฐานะนักเรียนแพทย์สามัญ

       “ซีเหยา เจ้าเองก็มีความสามารถ แต่ด้านขุนนางทั้งหลายพินิจว่าเจ้าใช้เส้นสายข้าเพื่อการขึ้นสู่ตำแหน่งหมอหญิง ที่จริงแม้ว่าข้าจะเป็นคนแต่งตั้งให้แก่เจ้าเอง แต่คนอื่นกลับเห็นว่าไม่เหมาะสม เจ้าจะว่าอย่างไร หากเจ้าต้องสอบอีกหกครั้งในสามเดือนนี้”

      ซีเหยายืนประสานมือถือป้ายตำแหน่งขั้นเก้าอยู่ ท่าทีนิ่งเงียบดูมีความสงบ หญิงสาวค้อมกายเล็กน้อยสีหน้าสามัญ “หม่อมฉันน้อมรับพระบัญชา จะสอบอีกครั้ง”

       จื่อถงไม่พูดอะไรต่อหน้าคนมากมาย มิโต้แย้งคำใดมา กลับนิ่งเงียบไม่ต่างกัน ทว่าใจนั้นไม่พอใจเหล่าขุนนางอยู่หลายส่วน อีกอย่าง หากนางออกสอบจะไม่มีแม้จะไปในงานบุปผาแรกแย้มที่จะมีในอีกสามวัน

       จื่อถงเดินออกมายืนตรงกลาง ยืนประนบน้อม “ฝ่าบาทกระหม่อมอยากหารือเรื่องงานชมบุปผา”

     เหล่าขุนนางตะขิดตะขวงใจมองจื่อถงจะมาลูกไม้ไหนอีก เมื่อพวกเขาต่างส่งรายชื่อบุตรหลานสาวในงานนั้นแล้ว อย่างนี้หรือจะเอ่ยเรื่องเลื่อนงาน หากเป็นเช่นนั้นหญิงสาวที่เตรียมตัวพร้อมแล้ว ฝึกฝนศาสตร์ต่างแขนงเพื่อเผยฝีมือในวันงานมิผิดหวังหรือ

       จ้าวสุนสนพระทัยมายังอ๋องจื่อ ปรายหัตถ์เชิญให้พูด “ว่ามา”

       “ในกองกรมพระคลังยังให้ผลสรุปไม่ได้ยอด ปีใหม่จะมาถึงด้วย บัญชีที่ค้างคา ต้องเขียนรายงานเบิกจ่ายมาหลายฉบับในวันฉลองปีใหม่ นั่นคืองานงอก แต่หากหลังปีใหม่นี้ยังต่อเนื่องด้วยงานชมบุปผาแล้ว จะทำให้บัญชีปิดไม่ลงไปในระยะยาว เช่นนั้นจนกว่าจะปิดงบลงได้ ได้โปรดเลื่อนงานชมบุปผาไปอีกเถอะพะย่ะค่ะ”

      จ้าวสุนเริ่มหยั่งความคิดอ๋องตัวแสบ ..เจ้าหมายตางานนี้ด้วยหรือนี่ อะไรต่ออีกล่ะจื่อถง ไม่อยากน้าวเกาทัณฑ์เยี่ยงนี้เชียว ก็ดี ข้ายังไม่อยากได้สนมเพิ่ม…  ขบคิดแล้วเห็นตามอย่างว่า “ได้จนกว่าจะปิดบัญชีได้แล้วกัน นี่ความผิดเจ้านะจื่อถง ย้ายของไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย คำนวณยอดอย่างงงวย”

       “ไม่ผิดพะย่ะค่ะ” จื่อถงว่า

       “ไม่ผิดตรงไหนกัน วุ่นวายกันไปหมดเพราะเจ้า”

       “ก็บัญชีทุกเล่มก็สีเหมือนกันไปหมด ขนาดยังเท่ากัน ไม่เปิดดูด้านในใครจะรู้ว่าเป็นของอะไรเดือนไหน เบิกจ่ายอะไรบ้างอีก แล้วเรื่องคำนวณนั้น ข้ากระหม่อมก็รวบยอดได้ แต่ลืมเขียนใส่เท่านั้น”

      “นี่ยังคิดว่าไม่ผิดหรือ!?”

      “มนุษย์ผู้หนึ่งลืมถือว่าผิดหรือพะย่ะค่ะ”

      จื่อถงลอบยิ้ม พลันเหลือยสายตามองฮ่องเต้ผู้ประทับนั่งบนบัลลังก์ พระขนงยกขึ้นเล็กน้อย พยักพเยิดตามอนุชาไปแล้ว ...ปล่อยมันดื้นด้านไป...

      ขุนนางต่างมองหน้ากันตื่นตะลึง เมื่อข้าวสุนและจื่อถงให้ข้อสรุปงานบุปผา แล้วยังสนทนาเบี่ยงเรื่องกันออกไปอีก จงใจเลี่ยงทั้งคู่เปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย ต้องรีบดึงใจความกลับคืน รีบเคลื่อนกายออกประท้วง “ฝ่าบาท จะมีพระโอรสย่อมรอมิได้นะพะย่ะค่ะ เมื่อพระชายายังทรงไม่ทรงพระครรภ์ ข้ากระหม่อมเห็นว่า”

      “อะไร พระชายาข้าอะไร กล้าเอานางมาว่าเสียหายหรือ”  จ้าวสุนกริ้วโกรธ ขุนนางขั้นน้อยกล้าดึงนางลงมาสู่คำครหา มันน่าจะลงโทษ!

      เหล่าขุนนางข้าราชบริพาลกลัวจนตัวหงอ ไม่กล้ากราบทูลต่อ เกรงว่าจะทรงกริ้วจนไม่ทรงงาน

      จ้าวจื่อถงแยกยิ้มก่อกวนคนกราบทูลแล้วถูกดักด้านหลังเชิงเย้ย ซีเหยาชำเลืองมองเห็นความก่อกวนไม่สามัญ อยากยกมือลูบหน้าผาก หากไม่ติดถือป้ายไว้เป็นเรื่องสำคัญคงใช้มันตีจื่อถงไปนานแล้ว สายตานางมองยังบุรุษชุดขาวพู่ไหมแดงป้ายประจำหยกอ๋องติดที่เอว กลับมีอีกร่างหนึ่งครั้นผ่านตัวจื่อถงไปในหลังฉาก ผู้ที่จะเข้ามาได้มีเพียงพระชาย พระอัครชายา และไทเฮา

       ซีเหยาถูกดึงสู่ตำแหน่งสามัญ นางเดินอย่างคนเลื่อนลอย การจะเป็นขุนนางมิได้ง่ายดายจะต้องใช้ความพยายามแม้ว่าถูกผลักไส จะต้องทุ่มเทมากเพียงใดถึงจะเป็นขุนนางสมปรารถนา

        เดินเอื่อยมาจนถึงอุทยาน แม่นมฝูดักรอนางอยู่ทางด้านหน้า ซีเหยาถูกเรียกให้เข้าเฝ้าไทเฮารอบสองเป็นการลับ ตำหนักใหญ่ด้านหลังเป็นสวนขนาดหนึ่ง สตรีร่างงามประทับนั่งท่ามกลางแมกไม้ ผิวพรรณผุดผาดแม้อายุวัยมิใช้น้อย

       ซีเหยาคุกเข่าลงประสานมือกล่าว “ถวายพระพรไทเฮา”

      “ไม่ต้องมากพิธี” นางทอดพระบาทดำเนินไปใกล้นางแล้วยื่นหัตถ์ประคองขึ้น “ข้าเห็นว่าเจ้าพยายาม แต่กลับถูกปลดตำแหน่ง เจ้าคงเสียใจมาก”

       “หม่อมฉันจะไม่ยอมแพ้ลงง่ายๆเพคะ จะต้องสอบอีกเพื่อเป็นข้าหลวงให้ได้” ซีเหยาบอกน้อมนบ

       ไทเฮาแย้มสรวล “เจ้าเป็นหญิงสาวที่ต่อสู้ชีวิตเสียจริงเฮ้อ หากจินอิ๋งเข้มแข็งได้เหมือนเจ้าก็ดีสิ อยู่ดีๆกลับถูกลากไปแต่งเป็นอนุของผู้ไม่เอาไหนแต่ยังดีที่ยังได้ตำแหน่งชายา แต่ข้าแปลกใจอย่าง ว่าเหตุใดกัน ที่จินอิ๋งมีหยกพยัคฆ์กลับถูกไล่ออกจากชีวิตอย่างนั้น”  นางหยั่งเชิงซีเหยา สังเกตสีหน้าว่านางจะวิตกหรือไม่ บัดนี้ไทเฮาอ่านเรื่องราวจื่อถงได้ครึ่งหนึ่ง

       อ๋องผู้นี้แท้จริงคือองค์ชายรัชทายาทไม่ผิด แต่การท้าทายให้หาตัวบุตรสาวตระกูลหลิน ใครก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องงาย มีอยู่สองอย่างที่คาดเดา จื่อถงไม่รู้ที่อยู่ของบุตรสาวตระกูลหลิน จึงกล่าวอ้างให้หาตัว แต่เมื่อพบหยกพยัคฆ์ที่ห่างมือไปนาน กลับผลักไสนางไป นั่นคือข้อขัดแย้ง

      แต่ใจความหนึ่ง คือจื่อถงรู้ว่าบุตรสาวตระกูลหลินเป็นใคร แต่ผู้อื่นไม่รู้จึงอ้างขึ้นมาให้ตัว เพื่อเลี่ยงจินอิ๋งออกจากชีวิต แล้วยังตั้งนางขึ้นเป็นชายา มันเป็นเรื่องไม่สามัญ นางผู้นั้นคือซีเหยาไม่ผิด แต่จะทำอย่างไรให้นางเผยตัวหรอจะดึงนางมาอยู่ฝั่งตัวเองได้ ครั้งนี้จะเป็นละครฉากหนึ่ง

        ซีเหยาฟังนางเอ่ยแล้วกลับไม่แสดงอาการใดๆให้จับต้อง

       “ที่ไทเฮาทรงถามหม่อมฉันหลังจากออกคุกเมื่อครั้งก่อน ข้าน้อยคาดเดาว่าแม่นางจินอิ๋งมิใช่บุตรสาวตระกูลหลินเพคะถึงจะมีหยกพยัคฆ์ก็ตาม”

     “ทำไมเจ้าถึงมั่นใจล่ะ ข้าคิดว่าหากได้เจอคนตระกูลหลินแล้วจะดีใจมาก ชีวิตนี้ข้าได้พบนางสักครั้ง คงต้องไถ่โทษแทนจักรพรรดิองค์ก่อนได้แน่”

       ซีเหยาอ่านได้ ว่าไทเฮากำลังหยั่งเชิงท่าทางคำตอบ แต่ประโยคว่าไถ่โทษมันชวนใจอยากรู้ บัดนี้หญิงสาวยังนิ่งเงียบไม่แสดงความใฝ่รู้ให้มาจับผิด ได้แต่ตอบใจความแรก “ที่หม่อมฉันมั่นใจ เพราะว่าท่านอ๋องได้หยกแต่กลับผลักไสนาง หากเป็นบุตรสาวตระกูลหลินจริง จื่ออ๋องคงรีบแต่งนางแน่นอนเพคะ”

      “แล้วทำไมจื่อถงถึงแต่งเจ้าเล่า แทนที่จะให้เป็นอนุต่อไป”

      ...แย่แล้ว ไทเฮาเฉียบขาดจริงๆ จะเผชิญพระองค์ได้อย่างสูสีจะมีเพียงจื่อถงกระมัง ข้าควรจะทำอย่างไรดี…  

        ซีเหยาลอบระบายลมหายใจหนักอึ้งออก แล้วตอบอย่างเป็นตัวเอง “เรื่องนี้หม่อมฉันเองไม่สามารถเข้าใจท่านอ๋องได้เลยเพคะ จู่ๆออกคุกมาก็ถูกฉุดไปในพิธี บอกข้าน้อยว่าจะให้เป็นอนุ คำสั่งท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่อาจคาดเดาได้เลยเพคะ”

      “จะให้คิดว่านั้นคือ เรื่องบังเอิญหรือ วาสนาจริงๆนะซีเหยาของข้า” ไทเฮายื่นปลายหัตถ์ลูบศีรษะนางอย่างเอ็นดู “เอาเถอะ จินอิ๋งก็แต่งไปแล้ว เจ้าก็รีบสอบรีบเป็นขุนนางเถอะ แต่ว่าความจริงไม่จำเป็นเลย แต่เจ้าใช้ตำแหน่งชายาอ๋องก็เป็นใหญ่ได้แล้วแท้ๆ หากจินอิ๋งมีหยกมังกรด้วยคงจะดีไม่น้อย ข้าจะได้เอาคำสั่งของจ้าวมู่ที่เขียนถึงตระกูลหลินให้นางดู แล้วจะขอร้องอย่าให้นางโกรธแค้นองค์ชายหกเลย”  นางยกหนังสือมาเล่มหนึ่งสีแดงชาด ปกเนื้อหนาห่อด้วยผ้ากำมะหยี่ลายมังกรด้านในมีกระดาษเพียงไม่กี่หน้า นางทรงเปิดอ่านให้เห็นตราประทับมังกร

        ขณะนางพยายามควบคุมสายตาตนเองอย่าได้สนใจเนื้อหาในบันทึกนั่น ทันใดนั้นขันทีประจำพระองค์ก็เข้ามา “ทูลไทเฮา ฮูหยินเหลียงขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”

        ไทเฮาวางหนังสือลง แล้วหันมาหาหญิงสาว “รอข้าตรงนี้ก่อนนะ ข้าสั่งให้แม่นมฝูชงชาให้ อยากดื่มกับเจ้า” ไทเฮาลูบหน้าหนังสือสองสามครั้งแล้วลุกจากที่ประทับ

        เหลือเพียงซีเหยากับบันทึก ผ้ากำมะหยี่หากจับไม่ดีจะเป็นรอย นางลูบไว้เพื่อจะได้ทรงทราบว่าซีเหยาเปิดอ่าน ...เป็นแผนจับผิดที่เยี่ยมยอด เชิญใจข้าอยากอ่านจริง…

       ซีเหยาเหลียวซ้ายมองขวา สอดปิ่นปักผมตนเองเปิดหน้าหนังสือขึ้น

หลิน ซือหรู… ข้าราชบริพารตำแหน่งกรมอาญาขั้นสาม ผู้สละชีพกอปรครอบครัวในฐานเชลย ไม่สามารถช่วยคืน หากบุตรสาวยังดำรงชีพคงอยู่ให้แต่งตั้งนางขึ้นสู่พระอัครชายา ชดใช้ความผิดที่ข้าได้วางแผนจะนำไปเป็นไส้ศึกแต่กลับเพราะองค์ชายหกไม่ขึ้นบัลลังก์ได้แล้ว และตระกูลหลินไม่สามารถดำรงชีพอยู่     ทั้งยังมีการหมั้นหมายไว้ก่อน ต้องปฏิบัติตามนี้ไม่ว่าผู้ใดจะครองบ้านเมือง

      ซีเหยาดึงปิ่นตนมารวบเกล้ากลับนั่งนิ่ง ดวงตาแดงกํ่าใจอยากมีการฆ่าฟันตระกูลจ้าวยิ่งนัก

“ไทเฮาเพคะ แน่ใจหรือเพคะหากนางไม่ใช่คนนั้นแล้วจะหลงกลเรา”  แม่นมฝูยืนอยู่ข้างวรกายข้างพุ่มไม้

      “หมากหนึ่งตัวเผด็จคนได้หากมันยอมเดิน แต่หากไม่เดินก็หักมันทิ้งเท่านั้น”       

กรมพระคลังมีบัญชีรายจ่ายรายรับมาเป็นตั้ง ภาษีจากเขตแดนในแคว้นมีหลายเล่ม จื่อถงนั่งหน้าโต๊ะเตี้ยไม้แดงตัวหนึ่ง ทอดยาวระดับพอดีต่อการทำงาน อยู่ท่ามกลางความเงียบงัน

      ต่อหน้าหญิงสาวมีต่างลำดับขั้น พวกนางทำงานเป็นข้าหลวงขั้นห้าลงไป รวมถึงเหล่านางกำนัล นั่งตั้งเป็นแถวยาวจนถึงประตูอยู่หลายแถวฟังคำพูดจื่อถงจะสั่งงาน

        “เรื่องภาษีไม่มีอะไรต้องห่วง รู้สึกว่าจะเอามาจากประชาชนไม่น้อยเลยนะ” จื่อถงพึมพำกับไต้เท้าต้วนอี้ที่นิ่งเงียบเหงื่อแตกพลั่ก

       “เรียนท่านอ๋อง สาเหตุนั่นคือเมื่อหลายปีก่อนเกิดโรคระบาด หมอก็น้อย ชาวบ้านเองก็อยากมีชีวิตอยู่รอดจึงขายที่นาแก่คนรวยเพื่อหาเงินมารักษาตัว แต่ผู้มั่งมีไม่สามารถใช้สอยได้หมดจึงส่งที่ดินจำนำแก่เรา จากนั้นชาวนาไม่มีที่ปลูกข้าวจึงต้องเช่าที่เพื่อมาหากินต่อไป ดังนั้นการจ่ายค่าเช่าจึงต้องส่งเข้ามาแทน” ต้วนอี้ว่าอย่างนั้น  แต่ที่เขากลัวมิใช่สีหน้าจื่อถงแต่เป็นการทำงาน

       “ท่านทำงานมากกว่าข้าถึงสิบสี่วัน ช่วยเอาแผนที่เช่าที่ทั้งหมดมาด้วย การซื้อขายปากเปล่าไม่รู้ว่าถูกยักยอกไปเท่าไหร่ เอาเท่าที่มี มาให้หมด” และนั้นคือสิ่งที่ต้วนอี้ภาวนาอย่าให้หลุดมาจากปากจื่อถง เมื่อเขาทำงานทุกอย่างจะคาดเคลื่อนมิได้ แต่หากไม่ใส่ใจ ต่อให้แผ่นดินล่มสลายก็มองไม่เห็น ใครกันช่างปลุกระดมให้ท่านอ๋องฮึด หากมิใช่การกระทำของต้วนอี้เอง เขาพูดไม่ออกสักครึ่งคำได้เพียงรับคำสั่งแล้วออกไป “พวกเจ้าช่วยคัดหาบันทึกรายรับจากของราษฎรทั้งหมดมาให้ข้าด้วย ข้าต้องการในหนึ่งชั่วยาม”

      ข้าหลวงหญิงน้อมรับ

      ใช้เวลาให้ฉับไวต่อคำสั่ง ไม่นานแผนที่และบันทึกก็มา จื่อถงเร่งจัดเตรียมการให้เสร็จโดยเร็ว บัญชีหลายเล่มถูกจรดพู่กันลงลายลักษณ์อักษร ลงยอดทั้งหมดที่คำนวณไว้รวดเร็ว

      เริ่มสั่งเลือกทหารไปออกตรวจพื้นที่ด้านนอกพร้อมกัน จื่ออ๋องใช้เวลาไม่นานออกสอบถามชาวบ้านละแวกนั้นถึงการซื้อขายที่ดินเมื่อหลายปีก่อน ได้ข้อมูลมาไปม่น้อย ยิ่งถามยิ้งรู้ว่าถูกยักยอกไปหลานส่วน

       ท่ามกลางไร่นา ผืนฟ้าพรำหิมะ รอบด้านสลัว

       ชายหนุ่มผู้หนึ่งตัวสั่นงึกงัก ร่างกายสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นรอบข้าง “ท่านอ๋องกลับวังเถอะ ออกมาหนาวขนาดนี้จะเอาใจไหนมาทำงาน”

       “อย่าเรียกว่าท่านสิองค์ชายรัชทายาท อีกอย่างหากไม่ทำเวลานี้ถูกตัดหน้าก่อนพอดี ถ้าทำงานนี้ไม่มีองค์ชายเช่นท่านมาด้วยประเดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่าองค์รัชทายาทขี้เกียจ” จื่อถงเอ่ยพร้อมไม่วางมือจากบันทึกมิละวางสายตาจากสมุด

        ตงเฉินแยกเขี้ยว ยื่นปากว่า “ใช่ๆ องค์รัชทายาทขี้เกียจ” ใส่จื่อถง

        แต่บุรุษชุดขาวสวมชุดหนาทับอีกชั้นยืนท่ามกลางหิมะได้เพียงกระตุกมุมปาก “เคยเห็นอ๋องหาเรื่ององค์ชายไหมพะย่ะค่ะ หากไม่จะทำให้ดู”

      “เชอะ!” ตงเฉินเชิดหน้ายู่ปากทำทีมิสนใจ หากไม่ติดว่าอ๋องผู้นี้เหนือกว่าละก็ คงจัดการไปแล้ว แต่ใครจะกล้า!

       ระหว่างคำนวณใคร่ครวญแผนที่ เสียงยํ่าหิมะมาดังสวบสาบใกล้เข้ามาเรื่อย จื่อถงกำลังหารือกับต้วนอี้อยู่นั้น แสงเงาดาบกระทบแสงอาทิตย์ อันน้อยนิด ตงเฉินเหลือบไปพบก่อนก็แหกปากร้องลั่น

      มันง้างดาบเหนือศีรษะ พร้อมฟันลงฉับพลัน คมดาบกรีดผ่าอากาศ ในช่วงเวลาอันสั้นจื่อถงคว้าเข้าแผ่นหลังตงเฉิน ขยุ้มเสื้อแล้วดึงกลับมาอย่างแรง ปลายดาบกองโจรเฉียดปลายจมูกตงเฉิน เกิดเป็นรอยข่วนเลือดซึม

      ตงเฉินแสบเล็กน้อยที่ปลายจมูก ยกมือกุมไว้กลัวจะถูกผ่าไปแล้ว

       อ๋องจื่อออกหน้ารับ ตวัดปลายเท้าขึ้นกลางท้องแขนสกัดเส้นเอ็นให้ชาวาบกระตุกหงึก หมดแรงกำดาบและดิ่งปักลงพื้นขาวโพลน มันมาอีกหลายคนนับสิบ มันพวกนี้ไม่เคยเห็นหน้า ใช้วิธีปะทะอย่างสุนัขรุม ในวงล้อมมีเพียงจื่อถงออกแรง เหล่าทหารมีไม่มากเพิ่มตามมารีบเข้าไปเสริม หมายจะให้จื่ออ๋องออกมาจากวงล้อมของดาบทั้งมวล ร่างสีขาวพริ้วไหวดุจสายนํ้า สกัดเส้นเอ็นพวกมันคล่องแคล่ว  

       พวกมันลงไปกองกับพื้น  ต่างพยักหน้าให้กันหนึ่งครั้ง หยิบมีดบินในเสื้อมาขว้างไปยังจุดจื่ออ๋องกำลังประมือกับมันอีกคน เสียงมีดแหววู่มาสิบเล่ม ร่างบุรุษสีขาวพริ้วกายยาหมุนคว้างขึ้นเหนือธรณี ชายผ้าสยายตามแรงเหวี่ยง กลางเวหาหลบหลีกของมีคม มือหนึ่งคว้ามีดบินได้หนึ่งเล่ม พลันตวัดกลับหาพวกมัน   

       ทว่ามันกลับควักมาปะทะอีกเล่ม มายับยั้งคมเฉือนได้กลางคัน โจรผู้หนึ่งพุ่งตัวเขาหาจื่อถงจนตั้งตัวไม่ติด บัดนี้อยู่ต่อหน้าไม่ถึงสองฝ่ามือ จ้วงแทงเข้าหน้าท้องไปหนึ่งหน ทะลุผ่านผิวเนื้อกายาไปถึงอวัยวะภายใน

       สีหน้าอ๋องจื่อนิ่ว บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด อีกหนึ่งฝ่ามือของมันซัดเข้ากลางอก ร่างจื่อถงปลิวไปหนึ่งจั้ง กลิ้งบนพื้นหลายตลบ ครั้นมันหยิบดาบอย่างที่ใครตั้งตัวไม่ติดจะบั่นร่างอ๋องให้เป็นสองท่อน อาชูรีบเข้ามาดักโอกาส  โรมรันไป หลากกระบวนท่าสู้ฟัน ทหารเข้าเสริมกองกำลังองครักษ์ชู ไล่ต้อนมันถอยกลับ แต่มันกลับมีใจสู้ คว้าดาบคนละเล่มเข้าจู่โจม

       ฟาดฟันกันอยู่ต่อเนื่อง ต้วนอี้กอดกับตงเฉินแน่นราวกับลูกหนัง ตัวสั่นเทาร่างลืมหนาวเย็นไปชั่ววูบ

       บาดแผลบนร่างไม่นับว่าจะขยับไม่ได้ แต่ด้วยสาเหตุใดถึงหน้ามืดตาลาย ชีพจรสั่นระรัวคล้ายจะรีบเต้นและจะดับลง         “ท่านอ๋อง!” อาชูเอ่ยเตือน เมื่อร่างโจรยืนพร้อมสังหาร

        มันประชิดตัวได้ มองจื่ออ๋องกำลังถูกพิษเล่นงาน มันโรมรันลง หมายเอาชีวิตให้สิ้นสลาย รอยยิ้มจื่อถงประดับบนมุมปาก ดึงแรงเฮือกใหญ่กำหิมะขว้างใส่ใบหน้า ครั้นมันยกมือปัดป้อง ร่างชายหนุ่มวาดปลายเท้าเป็นวงกว้าง เตะสกัดจุดให้มันล้ม เขาหมุนตัวคว้าเอาดาบแล้วสะบั้นคอโจรจนเลือดกระเซ็น บัดนี้ผ้าสีขาวเปื้อนโลหิตหลั่งซึมลงผิวหิมะสีขาว ย้อมด้วยคาวเลือดมนุษย์ผู้สร้างปัญหา

      จื่อถงอีหลักอีเหลื่อพยุงตัวขึ้น มองเขม็งหมายจะเอาเรื่องพวกมันให้ตาย แววตาสีดำอำพันทอประกายรังสีเข่นฆ่า รอยยิ้มร่ายร้ายปรากฏ มันต่างถอยหนีทีละก้าว ขณะจื่อถงกำดาบไว้มั่นเดินเข้ามันไม่ละลด “อยากตายมิใช่หรือ” ปลายดาบยาวชี้ยังเป้าพวกมันไม่หวั่นเกรง “อยากฆ่าข้าก็เข้ามา แต่ข้าจะเอาเรื่องเจ้า โทษฐานจะทำให้ซีเหยาเป็นหม้ายและหาสามีใหม่”

       คิ้วอาชูกระตุก ยิ้มไม่ออก โกรธไม่ออก  ...ท่านอ๋อง จริงจังสักเรื่องเถอะขอรับ…

       พูดเท่านั้นพวกมันก็ล่าถอย ร่างจื่อถงที่อดทนฝืนล้มลงอย่างไม่เป็นท่า ไร้ซึ่งสติ

ใจกระสับกระส่าย ในบันทึกเล่มนั้นมันชี้เค้าว่าครอบครัวนางถูกส่งในฐานเชลย ไทเฮาวาดหวังว่านางจะเป็นหลินซีเหยา ถึงจะเป็นอย่างที่คิด แต่จะมิให้ถูกจับได้เป็นอันขาด หากถูกจับคนที่เดือดร้อนคือจื่อถง

      ยามรู้ทันจื่ออ๋อง ก็หมายถึงนางจะต้องรู้ทันไทเฮา ...บันทึกนั้นมีข้อสงสัยหนึ่งอย่าง ส่งตระกูลไปเป็นเชลยต้องเอาข้าในนามว่าที่พระชายาไปด้วยกันเช่นนี้หรือ ไม่ใช่ ไทเฮาต้องการอะไร นางคาดหวังให้ข้าเป็นลูกสาวของท่านพ่อ หนึ่ง หากรู้ตัวตนข้านั่นคือจือถงต้องเปิดเผยตัวตน เพราะท่านอ๋องป่าวประกาศไปเช่นนั้น  สอง ต้องการให้ข้าหลงปักใจเชื่อ เพื่อให้ข้าเผยทั้งตัวเองและจื่อถง สองทาง หากข้านิ่งเงียบเล่าจะเป็นอย่างไร….

       ซีเหยาตรึกตรองลำพังในห้อง นั่งพิงหัวเตียง ใช้ความคิดอยู่หลายชั่วยาม

      ทันใดนั้นด้านนอกมีเสียงเอะอะเข้ามา อาชูรีบเคาะประตูในห้องที่นางอยู่

       “อะไรเอะอะน่ารำคาญ!” นางตวาดดังแต่อาชูหาใส่ใจไม่

      รีบเอ่ยปาก “มีคนลอบสังหารท่านอ๋องที่นอกวัง ตอนนี้มีทั้งแผลและถูกพิษ รีบ!”  ไม่ทันจบคำ ซีเหยาก็พุ่งตัวออกไปแล้ว

      เหล่าทหารหามเปลมาส่งถึงจวน

      “พาจื่อถงเข้าห้อง” เมื่อจับชีพจรช่างเต้นอ่อนจนน่าใจหาย “เร็วสิ!”

      เมื่อวางร่างจื่อถงลงเตียง จัดการสั่งหายามาหลายเทียบ อาชูเร่งรีบตามสั่ง ได้ทั้งจางอี้เทามาช่วยอีกแรง พิษทาอาบปลายมีดที่จ้วงแทง แผลไม่สาหัสมาก ดีที่เสื้อผ้าหนาจึงไม่ปักเข้าลึก กระนั้นน่าห่วงคือแผล มันถูกทาหญ้าพิษไว้ จำได้คราก่อน เขาโดนพิษแต่คนละขนาน ตอนนี้บุรุษหนุ่มทีไข้สูง ตัวร้อนราวกับไฟ เหงื่อผุดเป็นเม็ดซึมผิวกายจนเปียก สีหน้าซีเซียวลงเรื่อย ริมฝีปากแห้งผาก  ไร้สติครบประการ กอปรตัวยังสั่นสะท้าน

       ซีเหยาจัดการแต่งกายใหม่ ให้ดูทะมัดทะแมง รวบปลายแขนเสื้อขึ้นสูง รวบผมเป็นมวยใหญ่ปักปิ่นให้แน่นหนา

      อี้เทาเข้ารวบแขนอีกข้างจื่อถงกดลงกับเตียง “อาชู เจ้ากดอีกด้าน พิษนี้เข้าทางแผล ตอนนี้ท่านอ๋องไร้สติสมประดี ถึงจะรู้สึกตัว แต่มีโอกาสอาละวาดได้ ซีเหยา รีดพิษจากแผล”

        อาจารย์สั่งมาเช่นนั้น แต่ครั้งนี้เป็นสิ่งที่ลำบากใจและเจ็บไม่ต่างกัน นางต้องทำจื่อถงเจ็บ ขืนไม่ทำเขาต้องตาย ฝ่ามือนางเย็นเฉียบ ดวงตารื่นนํ้า พลันกระพริบตาถี่ๆ ไล่นํ้าตาออกในเวลาอันสั้น หันมาหาจื่อถง แล้วลงมือกดลงหน้าท้อง

        จื่อถงร้องลั่นจวน สะบัดตัวออกจากการจับกุม ดิ้นทุรนทุรายเจ็บปวดแสนสาหัส ซีเหยากัดเม้มปากจนเลือดซึม กลิ่นคาวคลุ้งในปาก ทรมานไม่ต่างกัน เขาเจ็บ...นางก็เจ็บ แต่สู้กลิ่นโลหิตจื่อถงไม่ได้ นางออกแรงกับบาดแผล อยากจะหยุดกระทำมิให้เขาทรมาน แต่นี่เป็นหนึ่งวิธีที่จะต้องรักษาชีวิต

      “ปล่อยข้า!!!” จื่ออ๋องตวาดลั่น แววตาที่เห็นรางๆ ไม่แจ่มชัดว่าเป็นใคร รู้เพียงตอนนี้ถูกทำร้ายอย่างเจ็บปวด ร่างกายปานจะสลายลง เมื่อพิษที่เหลือแล่นตำหัวใจ เต้นระรัวราวกับเต้นเผื่ออนาคตให้หมดในคราเดียว

      กว่าจะผ่านพ้นช่วงเวลาหนักอึ้งได้ ต่างเหงื่อตกไปไม่น้อย จื่อถงพยายามดิ้นให้หลุด สองคนความคุมร่างไว้แทบจะเอาไม่อยู่ หน้าดำหน้าแดงออกแรงไปโข บัดนี้สงบลงได้เพราะไข้เล่นงาน เขายังไม่พ้นอันตราย หากยังมีไข้อยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ หัวใจที่กลางอกจะทนไม่ไหวเอา

       แม้อากาศด้านนอกจะเย็นยะเยือกปานใด กลับไม่ช่วยอันใด

       ซีเหยาตั้งหน้าตั้งตาเย็บแผล ไม่พูดอะไรตั้งแต่จื่อถงล้มป่วย นางเอาแต่ดูแล เช็ดตัว และทายาดูดพิษ ต้มยาไว้หม้อใหญ่ ทุกอย่างต้องใช้เวลาเคี่ยวกรำ

       หลายคนไม่อาจสงบลงได้ อาชูยืนเฝ้านอกห้อง อี้เทาดูหม้อยา

       ซีเหยานั่งลงกับพื้น ยกแขนพาดเตียงเกยคางทับ แลดูบุรุษผู้ถูกปองร้าย นางแตะหน้าผากของเขาเย็นลงเล็กน้อย “อย่าเป็นอะไรเลยนะจื่อถง เจ้าต้องสู้ เชื่อมั่นฝีมือหมออย่างข้าใช่หรือไม่” ซีเหยาข่มกลืนก้อนนํ้าตาลงท้อง สูดลมหายใจใหม่ “ถ้าเชื่อข้า จื่ออ๋องของข้าต้องเชื่อมั่นตัวเองด้วย ช่วยดีขึ้นโดยเร็ว อย่าทิ้งข้าไว้อีกคน”

       จบคำใบหน้าหญิงสาวซีดเผือดซุกลงช่องแขน สะอื้นผะแผ่วในห้อง ข้างๆคนไม่รู้เป็นตาย



ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"“จื่อถง! จับตรงไหนของเจ้าเอามือออกนะ โอ้ยเล่นบ้าอะไร ตรงนั้นอย่า ปล่อยข้า กล้าอีกอย่าหาว่าไม่เตือน” แลเห็นว่านางโกรธจัด ยามมองเห็นสีทาปากตนเองติดบนปากจื่อถงแล้วน่าอายนัก นางพยายามใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง ลบล้างรอยจูบเมื่อครู่ให้ออก แต่กลับถูกจูบใหม่ ใช้มือกระทำการอุกอาจ"

ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha