(จบ)เล่ห์พยัคฆ์🔞(จีนโบราณ)

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 49 : ตาต่อตา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

​...

       ยามดึกสงัดในตำหนักหลัง ซีเหยาเก็บผ้าเข้าตู้พลันถอนหายใจ  ที่นี่ดูอึดอัด จะกินจะเดินจะนั่งก็ต้องทำทีสงบ ปวดร้าวไปหมดทั้งตัว นางจึงเลือกจะออกไปรับลมด้านนอก เดินเช่นในตำหนักพักใหญ่ เดินเรื่อยเปื่อยมาถึงสวนหลัง

       บ่อนํ้ากว้าง มีเงาตะคุ่มอยู่สองคน เห็นไกลไม่ถนัด จึงเดินเข้าไปใกล้ ...ศิษย์พี่?...  เป็นที่น่าประหลาดใจ นางรีบนั่งลงข้างพุ่มไม้ ดักฟัง

       “จดหมายที่นางส่งให้ท่านอ๋อง กระหม่อมอ่านแล้วพะย่ะค่ะ แต่นำมาให้ท่านมิได้มันจะน่าสงสัย” เสียงหวังหยางสือลอยมาตามลม

       “มันเขียนว่าอะไร” ร่างอิสตรีถาม นั่นคือไทเฮา

        “ขอออกจากการเป็นชายา” หวังหยางสือเว้นช่วงแล้วพูดต่อ “นางถามถึงขุนนางต้วนอี้ กระหม่อมเห็นว่านางคงจะสงสัยไต้เท้าต้วนเพียงคนเดียว” เป็นหวังหยางสือไม่ผิด เขาบอกเนื้อความในจดหมาย ดีเท่าไหร่ที่นางป้องกันการส่งข้อความ เขาหักหลังนางซึ่งเป็นศิษย์น้องร่วมทุกข์ร่วมสุขมาสิบปี ดวงตาซีเหยารื้นนํ้า ปากสั่นระริก ข่มความผิดหวังเอาไว้เต็มอก หมายความว่าหากนางจะตลบหลไทเฮายากแล้ว จากจะเดินเข้าถํ้าเสือเพื่อเอาลูกเสือ กลับกลายเป็นถูกเสือล่อเข้าถํ้าโดยไม่ต้องออกแรงล่า

      มือเรียวกำหมัดแน่น เจ็บใจและเสียดายนัก แผนที่นางวางไว้ถูกคนที่ไว้ใจที่สุดคนหนึ่งทำลาย

       แผ่นเล็กๆของซีเหยาเสียววาบ มีดคมเล่มหนึ่งจ่อจี้เอว เสียงบุรุษยืนด้านหลังบอกนางด้วยนํ้าเสียงสามัญ “เจ้ารู้หมดแล้ว งั้นหรือ ตอบมาเจ้าเป็นใคร คุณหนูหลิน ใช่หรือไม่”

       นางยืนนิ่งไม่สะท้าน แววตาเกร็งเขม็งไปยังหยางสือที่เพิ่งรู้ตัวว่าซีเหยาแอบฟัง เขาผงะงัน ไร้คำพูดต่อศิษย์น้อง

        ซีเหยาละสายตาจากหยางสือ มองไปยังจุดอื่น ตอบคำถามจู่เกอ องค์รักษ์ของไทเฮา “เป็น แล้วอย่างไร ไม่เป็นแล้วอย่างไร ตอนนี้ข้าเป็นหมอ แล้วท่านองครักษ์รู้หรือไม่ ว่าการฝังเข็มผู้ป่วยต้องรู้อะไรบ้าง”

      คิ้วจู่เกอกระตุกขมวดเข้ากันเล็กน้อย แต่นางให้คำพูดแก่ทุกคน “ศิษย์พี่ ที่ท่านทำเพื่ออะไร ถ้าเป็นทรัพย์สิน ข้าก็ผิดหวังนัก ไทเฮาเพคะ ถ้าหากหม่อมฉันใช่พระองค์จะทำอย่างไร ไม่ใช่จะทำอย่างไร จะเป็นลูกสาวหลินซือหรูหรือไม่ ในตอนนี้ข้าเป็นหมอ เป็นหมอก็รู้จังหวะการฝังเข็ม!”

       ซีเหยาหันขวับกลับมาหาจู่เกอ ส่งปลายนิ้วหนีบเข็มหนึ่งเล่ม หมายจะสกัดการเคลื่อนไหว จู่เกอรู้ทัน รีบตอบกลับ สองมือเกื้อหนุน ตบหลังแขน สะบัดแขนนางพับเข้าลำตัวร่างบาง หมายจะให้เข็มพุ่งเป้าเข้าหาซีเหยาเสียเอง ทว่านางกำเข็มในช่วงเวลานั้น ใช้มืออีกข้างจี้เข็มเข้าจุดชาบนร่างบุรุษ จากนั้นก็หลบหลีกออกมาจากเงื้อมมือได้ รีบกระโดดเกาะขื่อแล้วปีนป่ายขึ้นวิ่งเหยาะแหยะไปตามหลังคา

        “ จับนางให้ได้ อย่าให้มีชีวิตออกจากตำหนักข้า!” ไทเฮาส่งเสียงดัง ชี้หัตถ์บอกตำแหน่งซีเหยาอยู่

       หญิงสาวควักเข็มออกมานับ ไม่ถึงสิบเล่ม คนด้านล่างเป็นทหารในอารักขา เกิดเหตุอันใดมันไม่ปริปากแน่ ทหารตามมาถึงด้านบน หญิงสาวยืนนิ่งพินิจพิเคราะห์เหตุการณ์ พวกมันรุมกันเข้ามาใกล้

        ...หนึ่ง…  อีกไม่ถึงจั้งมันก็จะถึงตัว มีดาบประดับเอวไม่ใช้งาน

        ...สอง…  ครั้นปีนมาถึงประชิดตัวแล้ว บนหลังคาอันแข็งแกร่งนี้จะรับนํ้าหนักได้เท่าใด ...สาม…   ซีเหยากระโดดขึ้นทุ่มนํ้าหนักลงกระเบื้องหลังคาตำหนักหักเปราะ ทานรับไม่ไหว เกิดรอยร้าวกระทันหัน หล่นลงเบื้องล่างกระแทกข้าวของภายในดังโครมคราม ซีเหยามีร่างที่เบากว่าทหารทุกนาย หล่นลงทับคนอยู่ด้านล่างที่ตกกระแทกลงไปก่อน

      โอดครวญกันระงม เจ็บทั่วกาย นางแน่นิ่ง จุกอักจากแรงกระแทกลงมา นอนแน่นิ่งไม่อาจขยับ

      ไทเฮาเข้ามาถึงจุดที่นางอยู่ ดูพักตร์นางมีแต่รังสีอำมหิตแผ่กระจาย สาดแววเนตรแลซีเหยาเย้ยหยัน “เจ้าโง่เง่าเสียจริง ที่กล้าห่างจากจื่อถง ให้ข้าได้เข้าแทรก ถึงเวลาขจัดเจ้าเสียที ครั้งแรกคิดว่าจะให้เจ้าหลินซีเหยาเป็นพระอัครชายาของจ้าวสุน หวังจะกำจัดอวี้หลันออกจากลูกข้า แต่เจ้ากลับถูกจื่อหรานเอาไปเสียได้”

      ซีเหยายิ้มแล้วลุกนั่งท่าทางยังสบาย ดวงตาสุกสกาวหรี่มองนางไม่กลัวอาญา “เสียดาย ที่หม่อมฉันไม่เดินไปตามหมากชีวิตของพระองค์ สามารถคิดไม่ได้นี่ใครกัน” หญิงสาวทำไม่รู้ไม่เห็น “ว่าแต่ จื่อหรานนี่ใครหรือ หม่อมฉันไม่เคยได้ยิน เป็นคนที่พระองค์เคยกำจัดหรือไม่ แต่หากจะฆ่าหม่อมฉันตอนนี้ย่อมได้ แต่หลังคาคงจะเป็นเรื่องใหญ่แน่นอนเพคะ เป็นรูเบ้อเริ่มเชียว ไทเฮาต้องหาคำอ้างกับจักรพรรดิจนหัวหมุนเลยแหละ ว่าทำไม่ถึงเกิดเหตุการณ์นี้ได้ หากพระองค์บอกไปว่าโจรบุกล่ะก็ จักรพรรดิต้องสืบ เรื่องนี้จะเข้าหูจื่อถงทันที และคนที่หายไปอย่างหม่อมฉันคงไม่พ้นมาเกี่ยวเรื่องนี้ ถึงไทเฮาจะอ้างไปว่าใช้ให้หม่อมฉันไปทำงานนอกวังให้  สุดท้ายมันจะเป็นเรื่องใหญ่อยู่ดี จะซ่อมเองไม่ได้ด้วยต้องแจ้งกรมพระคลังที่จ้าวจื่อหานกำลังประจำการแทนจื่อถง เฮ้อยุ่งยากจังเลย กับการเบิกงบเนี่ย จัดการเงินเองไม่ได้ก็อย่างนี้แหละ ลำบากหน่อย”

        “นังเจ้าเล่ห์! แกหายไปจากมันงั้นหรือ หมายความว่า จดหมายนั่น” ไทเฮายกปลายหัตถ์เพ่งเล็งนาง ร่างสตรีสูงวัยสั่นเทาด้วยโกรธกริ้ว

       “มีข้อความซ่อนอยู่ แต่เรื่องนั้นหม่อมฉันมิอาจบอก” ซีเหยาพูดบางทดลองขยับกาย เจ็บแปล็บที่เข่าหัว นี่นางเข่าเคล็ดเข้าแล้ว เนื้อตัวชํ้าไปหมด ทั้งแดงถลอกไปหลายจุด แต่ถือว่าไม่สูญเปล่า อีกอย่าง แผ่นหลังแสบนัก คงเป็นรอยครูดเมื่อตอนตก

       “หึ ได้ ข้ามีสิ ข้ออ้าง หยกมังกรที่ตัวเจ้ากับบันทึกที่อยู่กับข้ามันบ่งบอกว่าเจ้าบุกรุก จะแก้แค้นให้ครอบครัว” ไทเฮาสวรลดังลั่น หลังจากแม่นมฝูดึงเข็มออกจากร่างจู่เกอได้ หญิงร่างท้วมก็เข้ามา ล้อมซีเหยาด้วยทหารหลายนาย

       “ฮ่าๆๆๆ” ซีเหยารู้สึกปลอดโปร่งยิ่งเมื่อกลับมาเป็นตัวเอง ทำอย่างที่ถนัด นางกางแขนออกกว้าง ผายมือยักไหล่ไม่กังวลยิ้มย่อง “ข้าบอกท่านหรือว่าข้าเป็นใคร เกิดข้าเป็นแค่สาวใช้เล่าหรือเป็นแค่คนอื่น? ฮ่าๆ ไทเฮา ไหนเล่าหยกมังกร หาให้เจอนะ หาไม่เจอท่านจนมุมแน่ๆ แล้วพระองค์คิดหรือว่าที่หม่อมฉันลงทุนถึงเพียงนี้มิได้ผ่านการไตร่ตรองนึกคิดดีแล้ว”

       แม่นมฝูตะบึงเข้าหาทันที ดึงเสื้อผ้าหาของกลับไม่พบ สำรวจดูทุกซอกบนร่างกาย มีแต่สายตาจ้องแม่นมฝูไม่วางตา “ไหนเล่าหยกมังกร”

       แม่นมฝูถูกนางสบประมาทด้วยแววตา และนํ้าเสียงแค่นเอ่ย ช่างน่าเจ็บใจต่อหญิงสาวผู้นี้ยิ่ง “ไทเฮา หาไมเจอเพคะ”

      หัตถ์ไทเฮาพุ่งเข้าปลายคางซีเหยา บีบคั้นพลันกดร่างลงพื้นอย่างเหลืออด พระเนตรแดงกํ้า พระโอษฐ์สั่นระริก “หยกอยู่ไหน!” นางเขย่าร่างซีเหยามองไทเฮาไม่สะท้าน “บอกสิ! เจ้าวางแผนอะไร!”

        “หยกอยู่ที่อดีต แผ่นข้ากำลังเดิน” ซีเหยาตอบเท่านั้น ทำเอาวรกายสั้นสะท้านกริ้วโกรธ อยากจะบีบคอซีเหยาให้หมดลมไป

        “เอามันไปขังกับจินอิ๋ง พรุ่งนี้เช้าหารถม้าส่งพวกนางสองคนไปขายต่างแคว้น”

       จื่อถงถามจ้าวสุนถึงที่อยู่ซีเหยา ตอบตามไทเฮาว่าไว้ก่อนว่ารบกวนนางหาโสมชั้นดีมาบำรุงร่างกาย จื่อถงควบม้าตะบึงออกนอกวัง หาในป่าไม่พบ ใช่ว่าไม่กว้างใหญ่ไพศาล จะหาอย่างไรถึงจะได้พบกันเล่า

      เขากลับมาที่จวน จะเปลี่ยนเสื้อผ้าออกหา กระนั้นก็คว้าผ้าห่มออกจากเตียง เพื่อหาที่นั่ง มันรั้งเอาหมอนไปด้วย เผยห่อกระดาษสีขาวซุกซ่อนไว้ เขาจึงคลี่ออก มีหยกเนื้องามอยู่สองชิ้นอยู่ในที่เดียวกัน

       สาวใช้เดินมาพร้อมจดหมายสองฉบับ นางก้มหน้างุดส่งยื่นจดหมายไปเบื้องหน้า “ท่านอ๋อง ข้าน้อยทำความสะอาดห้องของท่านซีเหยาที่เคยพักเมื่อครั้งบาดเจ็บ นางเขียนเอาไว้บนโต๊ะ ข้าน้อยเอามาให้ และมีอีกฉบับมาจากนอกวังเจ้าค่ะ”

       “อืม” จื่อถงลุกขึ้นมาใกล้นาง หยิบจดหมายเอาไว้  “เรียกหมอจางด้านนอกมาให้ข้าด้วย”

      “เจ้าค่ะ”

       สาวใช้ทำตามสั่ง จากนั้นอี้เทาก็เข้ามา ถึงเวลาตรวจร่างกาย แต่ชายหนุ่มบอกไม่ต้อง คลี่กระดาษของซีเหยาอ่าน ที่นางเขียนเมื่อนานมาแล้ว “ข้าจะกลับไปจวนท่านเหลียง คืนนี้ต้องเอาชีวิตเขาฟื้น แต่ชีวิตหมอหลวงผู้นี้อยู่ในอันตราย ฉะนั้นข้าจะอยู่ในคุก เพื่อสืบหาข้อมูล ได้ข่าวว่าเขาเป็นคนมีคุณธรรมสูง และเขาเป็นผู้อาวุโสเทียบเท่าอาจารย์ทั้งสองของข้า ข้าต้องทำทุกทางให้เขามีชีวิตอยู่ อย่าลืมหากวันหนึ่งข้าไม่ได้สอบคำเขาด้วยตัวเอง ฝากเจ้าด้วย”

      จดหมายฉบับที่สองถูกเปิดอ่าน มีข้อความด้านใน “เมื่อรถม้ามาถึงนอกเมืองหลวง เมฆาล่อยล่องบนผืนนภา ทิวทัศน์งดงามยิ่ง เมื่อตะวันออกสู่ตะวันตก ณ ตรงข้าม”

       จื่อถงมองจริงจังกับอี้เทา “ไปที่ท้ายเมือง ท่านเยี่ยหยูรอข้าอยู่ ท่านช่วยไปรับนางมาพำนักที่โรงเรียนแพทย์ด้วย ข้าจะส่งทหารไปคุ้มกัน ตอนนี้ต้องไปหาท่านเหลียงเสียที แล้วจะส่งอาชูไปช่วยนางออกจากตำหนักไทเฮา”

     ครั้นจื่อถงจะออกห้อง อี้เทารีบลุกยืน ถามต่อรวดเร็ว “เหตุใดนางถึงอยู่ที่นั่น”

      “นางถอดหยกพยัคฆ์และมังกรไว้หมายถึงคนที่ทำร้ายข้าจะหมายหัวนาง และเป็นคนมีอำนาจพอจะลบล้างหนึ่งชีวิตได้ง่าย หากนางถือของชิ้นนี้ไว้การตายนางจะเร็วขึ้น ข้าต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เสร็จก่อนวันชมบุปผา ทุกอย่างพร้อมหน้าแล้ว ข้าต้องเปิดคดีสิบสามปีก่อนด้วย อยู่นิ่งไม่เป็นมักรื้อเรื่องเสียจริง จะให้ข้าโกรธใครกัน”

         ม้าห้อตะบึงตามเมือง ผู้คนขวักไขว่จับจ่ายตลาดย่านการค้า จื่อถงเร่งร้อนสะบัดแส้ลง มันทะยานไปด้านหน้าเอาเป็นเอาตาย เหล่าผู้คนแตกตื่น แผงหน้าร้านออเต็มได้ผู้คนหลบหลีกฝีเท้าอาชา เกวียนขนผักล้มระเนระนาด  กระจัดกระจายทั่วพื้นถนน กระนั้นแล้วบุรุษร่างสีขาวหาเหลียวแลไม่ ด้านหลังมีคนตามอยู่ เขาต้องสละคนผู้นั้นให้ห่างตา

      จื่ออ๋องควบม้าอ้อมทั้งป่าผ่านเมืองข้ามแม่นํ้า ในที่สุดก็พ้นได้ เขาผูกม้าไว้ในป่า เพื่อให้จู่เกอสะกดรอยตามไม่ได้

      จื่ออ๋องเข้าเมืองอีกครั้ง แวะเวียนไปจวนตระกูลเหลียง ผ่านประตูใหญ่ ฮูหยินรีบออกมาต้อนรับ จื่อถงกระซิบถามหาหมอเหลียงทันที นางมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจื่อถงจะคลี่ผ้าห่อตรามังกรให้นางดูด้วยสีหน้าเรียบเฉย

      ฮูหยินใหญ่เบิกตาตะลึงอึ้งมี่ รีบสำรวมกาย เชื้อเชิญจื่อถงเข้าห้องนอน

       สาวใช้องหน้ากันงุนงง พวกนางไม่รับทราบว่าเหลียงติงลี่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งการอยู่การกินของฮูหยินใหญ่นางเลือกจะรับประทานอาหารในห้องนอน เพื่อจะได้ส่งอาหารให้สามีที่หลบซ่อนได้กินอะไรบ้าง  พวกนางเห็นหนึ่งหนุ่มหนึ่งฮูหยินหม้ายเข้าห้องปิดประตูเงียบก็เดาไปต่างๆนานา

      ในห้องลับผ่านใต้เตียงมีบานประตูที่ผนัง หากจะเข้าต้องลอดใต้เตียง จื่อถงไม่ถือสา หมอบมุดเข้าด้านในลงสู่บันไดยาวสู่ห้องโอ่โถงมีโต๊ะเก้าอี้และเทียนหลายเล่ม

      ร่างเหลียงติงลี่เองกำลังนั่งอ่านหนังสือ ที่มีเพียงแสงเทียนส่อง ชายแก่เห็นจื่อถงเข้ามาตกใจเล็กน้อย หวั่นเกรงว่าจะมาดีหรือร้าย

      จื่อถงสังเกตห้องทึบแล้วแนะนำว่า “ตลอดที่ผ่านมา ไยไม่ใช้นํ้ามันวาฬจุดตะเกียงแทน เกิดท่านไม่อยู่มีคนบุกเข้ามาทีหลังเขาจะรู้ว่าท่านยังไม่ตาย”

       เหลียงติงลี่ลังเลจะตอบคำ ไม่รู้ทราบว่ามาด้วยเจตนาใด แต่เมื่อถามดี ต้องตอบเชิงแลสีหน้าที่นิ่งสงบนั่น “เอ่อ..ท่านอ๋อง อันตัวข้ามิได้เป็นข้าหลวงแล้ว จึงไม่อยากสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ”

       “บอกซีเหยาก็ได้นี่” จื่อกล่าวเรียบเฉย “นางเป็นชายาข้า อีกอย่างตอนนี้นางอยู่ในอันตรายในตำหนักไทเฮา ข้าต้องการกระชากหน้ากากมันก่อนงานชมบุปผา”

       เหลียงติงลี่ชะงักเล็กน้อย เลิกคิ้วชวนสงสัยตอนนี้ยังไม่เข้าใจอะไรดี แต่ชายหนุ่มก็ยื่นหลักฐานพิสูจน์ให้ดู พลางบ่นกระปอดกระแปด  “ทำไมข้าต้องมาบอกอะไรซํ้าซากเล่า”

         ในกรงขังลากรถม้า ขนอิสตรีสองคนขึ้นไป นางสองคนอีกหนึ่งชายถูกยาสลบชนิดหนึ่ง ไทเฮาได้มาจากหมอเหอ ตอนนี้กรงขังบนรถลากกำลังเคลื่อนออกไปในยามวิกาล สู่พวกเขาไปทางใต้ของแคว้น หมายจะส่งไปให้พ้นตัว และไม่มีสิทธิ์กลับมาเรียกร้องอะไรได้อีก

      หวังหยางสือตื่นขึ้น เขานั่งตรงข้ามกับซีเหยาและจินอิ๋งในกรง ไม่อาจใช้เสียงเรียกได้ จึงยกปลายเท้าสะกิดนางให้รู้สึกตัว

      ไม่ช้าก็รู้สึกตัว มองไปด้านนอกสว่างแล้ว ป่าดงพงไพรที่นี่ที่ใดไม่เคยผ่าน ไม่คุ้นตา นางมองไปรอบด้าน แล้วย้อนกลับมามองตัวเอง สำรวจหญิงสาวข้างกายก็รู้แจ้งว่าเป็นจินอิ๋งที่สามีนางตามหาทั่วเมือง ฝั่งตรงข้ามมีหยางสือมองนางด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย ซีเหยาเบนหน้าหนี มิสบตาเขา

        คิ้วเรียวเข้มหยางสือขมวดเล็กน้อย “ขอโทษ” เขาไม่อยากส่งเสียงให้คนคุมด้านนอกรู้ ไม่รู้ว่ามันเป็นใคร แต่ถ้ามันจำเป็นต้องพูดกับนางบ้าง

        “อ้อ ช่างมันเถอะ อย่างไรก็อยู่สภาพนี้แล้ว พูดไปก็แก้ไขอดีตไม่ได้”

        “แต่ข้าไม่ได้ตั้งใจ” หยางสือคลานเข่า เชิงก้มหน้าสำนึก “ข้าทำเพื่อเจ้า ...แต่ข้าไม่ฉลาดเหมือนเจ้า จึงรู้เท่าไม่ทันคน”

       “ทำเพื่อข้าหรือ นอกจากบอกนางว่าข้าเป็นใครแล้วท่านกล้าอ่านจดหมายข้าไปบอกนาง หากข้าไม่คิดป้องกันขึ้นมา ข้าจะตายไปแล้วหรือ” นางตวัดสายตาแข็งกร้าว นํ้าเสียงไม่อ่อนข้อ นางผิดหวังจากหยางสือมากจริงๆ “ข้าเห็นท่านเป็นเหมือนพี่ชาย แต่ท่านทำร้ายความรู้สึกข้า”

       “เลิกเถียงกันเถอะน่า น่ารำคาญ อยู่กับพวกเจ้านอกจากไม่มีอะไรดีแล้วยังมีแต่ซวย” จินอิ๋งรู้สึกนานแล้ว แต่นางเอาแต่เงียบหลับตาฟัง จากนั้นปลายนิ้วเรียวก็ชี้หน้าซีเหยา “เพราะเจ้า ทำให้ข้าอยากทำลายเจ้า ข้าถึงมาอยู่ในสภาพนี้ หากท่านพี่จื่อถงไม่ผลักไสข้า ข้าคงจะไม่ทำอย่างนี้ เพราะมีเจ้าเข้ามาทำลายชีวิตข้า”

       หวังหยางสือหมายจะปกป้องซีเหยา จะก่นว่ากลับ แต่ปากก็ไม่ทันซีเหยาอยู่ดี นางตอบกลับทันทีว่า “คนอย่างพวกเจ้าเคยทำอะไรที่มันดีบ้าง นอกจากลงมือทำเรื่องไม่มีความคิดแล้วยังกล่าวโทษคนอื่นอย่างหน้าไม่อาย แสดงว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยกระทำอันใดให้ตัวเองได้ภาคภูมิ ถึงได้ไม่รู้ว่าสิ่งใดควรทำไม่ควรทำ”

      จินอิ๋งถลึงตาโต ปากสั่นระริก อยากตอบกลับ แต่คำซีเหยามันตอกปักลงกลางใจ จุกอักในลำคอจนหน้าแดงหน้าดำ โกรธเกรี้ยวแต่ทำอะไรไม่ได้ ซีเหยาเล่นจ้องหน้านางไม่สะท้าน ไม่มีความหวาดกลัวหรืออะไรที่ทำให้เห็นว่าตัวนางอ่อนแอ

       จินอิ๋งแค่นเสียง “หึ! ปากเจ้ามันก็พูดไม่คิดเหมือนกันถึงไม่รู้ว่าข้าเป็นลูกบุญธรรมแม่ทัพ”

       ซีเหยาแค่นเสียงกลับยิ้มย่อง “ปากเจ้าก็ไม่รู้กาลเทศะเช่นกัน ถึงไม่รู้ว่าข้าเป็นบุตรสาวตระหลินตัวจริง และเป็นพระอัครชายาขององค์ชายหก ถึงได้กล้าหาญเอาหยกปลอมไปยื่นส่ง”

       จินอิ๋งอึ้งงัน ประโยคแรกทำหญิงสาวพ่ายรักตะลึง เรียบเรียงประโยคหลังต้องรีบเยาะเย้ย “เจ้าเป็นชู้กับองค์ชายรัชทายาทหรือนี่ จื่อถงรู้คงเสียใจแย่”

       หยางสือเกาหัวแกร็กๆ ชนิดฟังแล้วงง ซีเหยามุ่ยปาก ขมวดคิ้วเลิกขึ้น “จะเสียใจทำไม ก็จื่อถงนั่นแหละ องค์ชายรัชทายาทตัวจริง ส่วนอีกคนที่ทุกคนเข้าใจนั้นเป็นหมากของจื่อถงชื่อว่าตงเฉิน เป็นบุตรชายตระกูลเฉินเจ้าเมืองตะวันออกต่างหาก”

       ซีเหยาเอ่ยอย่างสบายปลอดโปร่งคล้ายไม่ตกใจต่อคำพูดตัวเอง แต่อีกสองคนที่ฟังบนรถม้ารูปทรงกรงขังอึ้งงันไปแล้ว  ครั้นพวกเขาเงียบพินิจให้ถ้วนถี่ก็ไม่มีอันใดมาไขให้กระจ่าง  จะต่อความก็ดูไม่มีอะไรดี พวกเขามีแต่สีหน้าความใคร่รู้อยู่เต็มไปหมด แม้จะกลืนลงท้องให้หายไปกลับผุดขึ้นมาใหม่

        จากนั้นชายผู้ดูแลขบวนขนทาสก็เดินมาหยุดหน้ากรง ใช้ดาบฟาดที่กรงเหล็กข่มขู่ดังเคร้ง! หน้าตาเหมือนชาวบ้านไม่ก็โจรป่าที่ดิบเถื่อน “คุยอะไรกัน!” มันตวาดจนจินอิ๋งตัวหงอ “แถวนี้จะองค์หญิงองค์ชายก็ช่างปะไร ตอนนี้ข้าใหญ่ หุบปากเงียบ เก็บแรงไว้ทอดกายให้ผู้ชายเถอะ”

      ชายอีกคนยื่นถุงนํ้ามาให้ สั่งให้ดื่มแก้กระหาย จินอิ๋งหยิบฉกดื่มคนแรก ดังอึกๆในลำคอ จากนั้นก็ยกแขนเสื้อเช็ดปาก ส่งให้หยางสือดื่มตาม เขาเหลือไว้ให้ซีเหยาอีกโข หวังจะให้นางแก้กระหาย ละล้าละลังจะส่งลงท้อง นางนิ่งมองถุงนํ้าอย่างครุ่นคิด “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ข้าไม่ใส่พิษหรอก” ชายผู้นั้นบอกแล้วหยิบนํ้าจากนางไปดื่มให้ดู แล้วส่งกลับให้

      ซีเหยาจึงวางใจ ดื่มมันอย่างช้าๆจนหมด จากนั้นสีหน้านางก็แปรเปลี่ยน รสชาติสามัญกลิ่นสามัญ สีสามัญ แต่ที่ไม่สามัญ คือในท้องนางเริ่มร้อน ซีเหยาตวัดสายตามองมันที่แค่นเสียงหัวร่องอหงาย ชี้พวกเขาทั้งสาม “นํ้าน่ะมันมีพิษ แต่ข้ากินยาแก้ก่อนจะส่งให้เจ้าไง ฮ่าๆ อยากได้ยาแก้ต้องถึงกระโจมชายแดนทางใต้ คืนนี้พวกข้าจะเลือกเจ้าทั้งสองนางไปสนองหน่อย ได้สมใจแล้วจะคืนยาแก้ให้ พวกเจ้าทั้งสองมีราคีมาแล้ว ไม่ผิดสังเกตแน่นอน อ้ออีกอย่าง หากเกินสิบสองชั่วยามไปแล้วไม่ได้ยาถอนก็เตรียมกระอักเลือดได้เลย”

         “ไอ้ชั่วแกมันเลว!!” หยางสืออารมณ์เดือด ลุกขึ้นเขย่ากรงขังสอดขาจะออกไปเตะหน้าพวกมันสักครั้งให้สมใจ แต่มันกลับชักดาบฟันขา กางเกงสีขาวเทาถูกสะบั้นคมดาบลง กรีดเนื้อผ้าผ่านเข้าผิวหนัง กรีดเนื้อกายฉีกขาดเลือดไหลซึม “อ้าาาก!!”

      กลิ่นเลือดคลุ้งขึ้นแตะจมูก ร่างหยางสือทิ้งลงในกรงดังเดิม นั่งตัวหดขดตัวงอ ทัดทานบาดแผลไม่ไหวร้องจ้ายิ่งกว่าเด็ก ซีเหยารีบเข้าไปหาหยางสือ เรียก “ศิษย์พี่” อย่างตกใจ

       “เฮอะ! จำเอาไว้นะ อย่ามากำแหงกับพวกข้าพ่อค้าทาสสมิงพรายเป็นอันขาด” ชายผู้นั้นชี้หน้าเย้ยหยัน กร่างอ้างตัวว่าใหญ่ 

เริ่มราชกิจ จื่อหานหน้าดำเครียดหนักต่อสิ่งที่สืบได้ เขาไปสมทบกับจื่อถงที่โรงเรียนแพทย์ พบเห็นคนผู้หนึ่ง ดวงหน้าผุดผาดสง่างาม ร่างอรชร สวมชุดสีฟ้านั่งรอด้านในพร้อมพี่เลี้ยง และซินแสผู้หนึ่ง

        สอบถามที่ข้องใจไปค่อนคืนกว่าจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง

              ท้องพระโรง

      อาชูออกไปสืบข่าวหาซีเหยาป่านนี้ยังไม่กลับ พยานปากสำคัญยังไม่มา จื่อถงจึงทำทีเงียบ และรายงานถึงเรื่องการจัดงานบุปผาต่อไป

      จ้าวสุนทอดเนตรดูจื่อถง สีหน้าไม่สู้ดี มีร่องรอยของการอดหลับอดนอนกอปรคิ้วขมวดน้อยๆตลอดยามที่ทำงาน หรือจะหวั่นวิตกเรื่องซีเหยา นางไปหาโสมที่ใดป่านนี้ยังไม่กลับ ขบคิดอยู่จึงทอดพระเนตรมองพระอัยยิกาหลังม่านฉากลายดอกท้อ พันธุ์ไม้โปรด

           “ฝ่าบาท ขอทูลเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้สืบหาแทนจื่อถงพะย่ะค่ะ” แม่ทัพจื่อหานถือป้ายตำแหน่งทอดเท้าออกมายังกลางท้องพระโรง

       “ได้เรื่องว่าอย่างได้โปรดบอกมาเลย”  จ้าวสุนเปิดโอกาสได้เต็มที่ นี่คือสิ่งที่ซีเหยาลงทุน พระองค์อยากเห็นผลการกระทำนาง

       “ที่ดินไร่นานั้นเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา ชาวนาได้ขายให้แก่พ่อค้าถึงสามคน มีที่ดินของชาวบ้านทั้งหมดสามสิบแปดแห่งที่ขาย จากนั้นพ่อค้าจึงทำการส่งให้ราชวังเป็นผู้ครอบครองทั้งหมดยี่สิบแห่ง แต่ในเอกสารที่ดินชาวบ้านมีเพียงสิบห้า เหลืออีกห้าแห่งไม่ทราบที่ไปมา พอสงสัยเรื่องนี้จึงออกสืบลับๆกับขุนนางทั้งวังหลวง พบมีขุนนางสามคนได้ที่ทำไร่เพิ่ม มีท่านเหอไป๋หนึ่งแห่ง ท่านต้วนอี้สาม แต่ท่านลู่มีสอง หากคำนวณให้ดีมันเกินมาหนึ่ง ซึ่งหมายความว่ามีหนึ่งคนครอบครองที่ดินข้าราชการและขายไปแล้วหนึ่งคน หนึ่งในสามเป็นผู้บริสุทธิ์”

       เหอไป๋ โจวต้วนอี้ และใต้เท้าลู่ต่างมีสีหน้าซีดเผือด

       ใต้เท้าลู่เสนอตัวออกมา ถือป้ายน้อมนบกล่าวว่า “ฝ่าบาท ที่ดินนั้นเป็นเพราะบำเหน็จจากพระองค์ข้ากระหม่อมจึงซื้อไว้เพื่อลูกหลานในอนาคต ได้โปรดทรงไตร่ตรองด้วย”

       “แน่นอน คนโกงกินข้าจะไม่ไว้!” จ้าวสุนกล่าวเสียงดังตบหัตถ์ลงที่ประทับดังตึง! ใต้เท้าน้อยใหญ่ขวัญผวา “แล้วท่านสืบได้มากน้อยเพียงใด?”

       “ทั้งหมดพะย่ะค่ะ” จื่อหานถือหนังสือรายชื่อและหมายเหตุลงในนั้น แล้วถอยออกมา ให้เวลาพระองค์ได้อ่าน กระนั้นจึงสาวความต่อ “สืบหาแล้ว ที่ดินจากท่านหมอเหอนั้นเป็นของชาวบ้านจริง ชาวบ้านแซ่หวงผู้นั้นขายให้ชายเศรษฐี และชายเศรษฐีส่งที่ขายแก่ราชสำนัก ด้วยบัญชีปากเปล่า” หมอเหอผงะ หัวใจเจียนจะดับวูบ ร่างร้อนผ่าว เลือดในกายเต้นไม่สมประดี

      จื่อหานจึงเท้าความที่ดินต่อ “และส่วนที่เหลือคือใต้เท้าต้วนอี้ฮุบเอาไว้ทั้งหมด และขายใช้หนี้การพนันไปแปลงหนึ่ง”

      ต้วนอี้ตกใจรีบก้าวออกมาด้วยร้อนรน รีบประคองมือถวายแก่จ้าวสุนที่เงียบ “ฝ่าบาท กระหม่อมได้รับการถวายงานแก่ไทเฮา พระองค์ทรงมอบเป็นบำเหน็จพะย่ะค่ะ”

       เมื่อนางถูกโบ้ยมาทางนี้ ดวงเนตรวาวขึ้นพลัน รีบหาข้อรักษาพันธมิตรแก่ขุนนาง มิเช่นนั้นต้วนอี้จะเป็นงูที่ลอบกัดนาง “ใช่ข้าปูนบำเหน็จให้เอง หายสงสัยหรือยัง”

       “ด้วยผลงานอันใดหรือพะย่ะค่ะไทเฮา” จื่อถงเงียบมานานกล่าวบ้าง เหยียดยิ้มบาง

      จ้าวสุนทอดเนตรแลอ๋องจื่อ บัดนี้กลับมีท่าทีสงบ ไม่มีแววล้อเล่นอีกแล้ว

       “ตอบกระหม่อมและข้าราชบริพารท่านอื่นได้รัลทราบด้วยได้หรือไม่” คำนี้จื่อถงว่ามา ทำไทเฮาอึกอัก  “งานที่ทำถวายคงใหญ่หลวง มิเช่นนั้นคงไม่ถึงขึ้นยกที่ดินมากมายให้ จริงไหมท่านโจว” โจวต้วนอี้ถูกเล่นงานกลับ สายตาจื่อถงสงบจนน่าสะพรึง

      “เสด็จแม่ ทรงตอบให้กระจ่างทีพะย่ะค่ะ” จ้าวสุนหันไปทวงถาม

      “งาน…” ไทเฮาทรงคิดไม่ทัน

       จื่อถงว่าต่อ “ท่านต้วนทำงานใหญ่ให้ชิ้นหนึ่งหรือ หากเป็นเช่นนั้น พระองค์ไม่ทูลบอกฝ่าบาทแต่กลับหยิบทรัพย์สินบ้านเมืองไปอย่างง่าย”

      “เจ้ากล้าตำหนิข้าหรือ” ไทเฮากริ้ว ชี้หัตถ์สั่น

      จื่อถงยังคงสงบ ยิ้มบางๆ “มิบังอาจ” จื่อถงเดินออกมาจากแถว ยืนกลางท้องพระโรงข้างจื่อหาน “ว่าด้วยสาเหตุนี้ข้ากระหม่อมถูกทำร้ายอย่างไม่สามัญ ที่หมู่บ้านเล็กๆนั่นไม่มีซ่องโจร เพราะข้ากระหม่อมเคยผ่านทางนั้นมาแล้วกับหมอเหยา จึงรู้ดี การที่กระหม่อมออกค้นหาที่ดินนั้น กลับถูกทำร้าย และใช้อาวุธมีดสั้นหมายจะเอาชีวิต หากมิใช่เพรากระเทือนถึงผลประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสียมันคงไม่ออกโรง หากผู้ร้ายหมายจะทำลายองค์รัชทายาทคงไม่เพ่งเล็งมาที่กระหม่อมเพียงผู้เดียว และมีดเล่มนั้นคือมีดที่ใช้กับกระหม่อมในวันที่มีชายคนหนึ่งเข้าไปจวนตระกูลเหลียง เพื่อฆ่าท่านเหลียง แต่ทำไม่ได้จึงหนีไปแล้วมีอีกคนดักกระหม่อมด้วยมีดเล่มนี้”

      มหาขันทีเดินเข้ามาใกล้ แล้วหยิบไปถวายจ้าวสุน จักรพรรดิพินิจทอดเนตร พลันเหลือบหาจื่อถง ...ที่ผ่านมาเข้าใช้หัวตลอดเวลาเลยหรือถึงได้ทำการตัดสินได้เร็วเพียงนี้…  “คนร้ายเป็นใคร”

       จื่อถงมองจ้าวสุนมิละวาง “จู่เกอ องครักษ์ไทเฮาพะย่ะค่ะ ซึ่ง”

      “บังอาจ องครักษ์อยู่กับข้าตลอดเวลาจะไปฆ่าคนได้อย่างไร เจ้าเห็นหน้ามันเองรึ” ไทเฮามิอาจทน หยัดวรกายโต้เถียง

       “กระหม่อมไม่เห็น” เขาตอบ

        ไทเฮากระตุกพระโอรษฐ์

       จื่ออ๋องกล่าวต่อ “แต่ท่านเหลี่ยงเห็น”

       “จื่อถง ท่านเหลียงตายแล้ว” จักรพรรดิท้วงทัก

      “นั่นเพราะมีคนหมายจะฆ่าอย่างที่กระหม่อมบอก เรื่องจอกชาที่ไร้ยางยี่โถว มันถูกเปลี่ยนตอนท่านเหอไป๋โต้เถียงกับซีเหยา และคนที่หยิบเปลี่ยนคือ” จื่อถงชี้ไปที่องครักษ์ไทเฮา “จู่เกอปลอมเป็นนักเรียนที่เข้าสอบนั่นเอง เพราะกระหม่อมให้อาชูไปเอามาจากห้องเขาเอง”

      อาชูถือถาดใส่จอกชามา ใบนั้นหมอเหลียงได้ดื่ม แต่จู่เกอแค่นเสียงหัวเราะ “ขออภัยท่านอ๋อง องครักษ์ตํ่าต้อยไม่อาจหาญไปทำเช่นนั้น อีกอย่างยางยี่โถวใครก็เอามาทาไว้แล้วยัดเยียดให้ข้าน้อยก็ได้นี่”

       “นั่นสิ ชุดนํ้าชาย่อมต้องมีมาเป็นชุดจริงหรือไม่ เช่นนั้นส่งจอกนี้กับกานํ้าชาในวันนั้นมาตรวจสอบคงจะรู้กัน” บัดนี้จู่เกอเถียงไม่ออก หลักฐานคาตา จื่อถงยิ้มแป้นมือไพล่หลังแล้วเข้าเรื่องใหญ่ “เจ้าทำงานให้ไทเฮานี่ หรือรับงานนอกด้วยหรือ เป็นไปไม่ได้ ท่านเหลียงมีโรคหัวใจเป็นสิ่งประจำตัว การที่รับยางยี่โถเข้า เอาไว้ไม่ทันก็ตาย การที่ท่านเหออาสารักษาแต่ผิดวิธี ท่านเหอมิได้อยากจะรักษา แต่อยากทำให้เขาตายเร็วขึ้นต่างหาก รู้ชัดด้วยการกระทำนี้ เขาเป็นหมออันนี้ย่อมรู้ดี อันไหนตาย ไม่ตาย และการที่ท่านเหลียงพบเรื่องอย่างนี้คงไปรู้เรื่องของไทเฮาเข้า”

       “จื่อถง จะว่าอะไรระวังหมิ่นประมาทด้วย อยากรู้ทำไมไม่ปลุกเหลียงติงลี่ขึ้นจากหลุมมาเล่า” พระนางแน่พระทัยว่าไม่มีอะไรให้สืบต่อจึงท้าทาย

      กระนั้นแล้วจื่ออ๋องปรบมือไม่กี่ครั้ง ร่างชายแก่ก็เดินเข้ามา ตะลึงตะไลกันทั่วหน้า มีแต่จื่อหานที่ตกใจมาก่อนนั้นแล้ว บัดนี้จึงมีแต่ระทึก นึกในใจ ...หลินซีเหยา เจ้ามีสมองไม่เบา…

       “กระหม่อมถวายบังคมฮ่องเต้ ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี” เหลียงติงลี่น้อมนบ  จ้าวสุนทรงตกพระทัยหนัก งุนงงกันทั้งวัง

      “ลุกขึ้น”

      “ขอบพระทัย” หมอเหลียงยืนหยัดพลัน

       เสียงอึงอลดังทั่วท้องพระโรง จ้าวสุนรีบปรามให้เบาเสียงแล้วเริ่มไต่สวน “ท่านเหลียงท่านยังไม่ตาย ข้าดีใจนัก”

      “ทูลฝ่าบาท หมอซีเหยาเป็นอิสตรีที่เก่งราวบุรุษ นางช่วยชีวิตกระหม่อมได้ แต่นางอยากให้ข้าหม่อมมีชีวิตต่อ จึงสร้างเรื่องว่าข้ากระหม่อมตายแล้ว เพื่อรอวันนี้”

      “วันนี้?” จ้าวสุนสูดลมหายใจลึก ระทึกพระทัยอะไรเยี่ยงนี้หนอ เป็นละครชีวิตที่ซุกซ่อนเล่ห์กลนัก

       “ฝ่าบาท ขอคืนความเป็นธรรมแก่องค์รัชทายาท แก่พระอัยยิกาเยี่ยหยู และข้ากระหม่อมด้วย เมื่อสิบสามปีก่อนไทเฮารับสั่งให้เผาตำหนักเฟิงหวง ที่กระหม่อมรู้เพราะได้ยินไทเฮากับแม่นมฝูคุยกัน” ใต้เท้าเหลียงค้อมกายตํ่า หัวใจอ้อนวอนให้จ้าวสุนลงโทษพระมารดา

      จักรพรรดิอ้าโอษฐ์ค้าง ค่อยๆลุกขึ้นดำเนินพระบาทเข้าใกล้พระมารดา “เหตุอันใด ทำไม ไม่จริงใช่ไหมเสด็จแม่”

      “หึ! กล้าต้อนข้าได้ถึงเพียงนี้ จื่อถง มีสิทธิ์อะไรมารื้อเรื่องข้า” ไทเฮาตรัส เจ็บชํ้าพระทัยหนัก นางเป็นคนอุ้มโอรสเหมือนกัน ทนแบกรับคนรักมีผู้หญิงอื่น และเทิดทูนนางผู้นั้นมากกว่านาง ทิ้งให้เหงาลำพังที่ตำหนักคุนหนิง หากนางจะทวงเอาสิ่งที่ควรเป็นข้านางจะผิดอันใด

       “สิทธิ์ที่ท่านทำร้ายพระมารดากระหม่อม” จื่อถงบอกเด็ดขาด

      ทันใดนั้นหญิงผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา รูปร่างงดงามราวหงส์ในชุดสีแดง ตะลึงตะไลอีกรอบ สนมหยูหรืออดีตพระอัยยิกาจ้าวจื่อหราน ชายหนุ่มไปประคองนางเดิน และตอนนี้ร่างกายกลับสู่สภาพดีเต็มที่แล้ว นางจัดการทำตามระเบียบ “ถวายพระพรฝ่าบาท”

       “ท่าน… ยังอยู่” จ้าวสุนกล่าว

       พระมารดาจื่อถงพยักหน้าตอบด้วยรอยยิ้ม

      “สวรรค์ไม่ละทิ้ง ถือว่าดีแล้ว”

       เสียงสรวลดังกึกก้อง ไทเฮาเหลืออดยิ่ง นี้นางพ่าย นางทำอันใดไม่สำเร็จ ถึงได้ส่งสองสามคนมาทำร้ายพระทัยอีกแล้ว พระนางทอดเนตรมาไม่หลบ “ข้าแค่อยากให้ลูกข้าได้ดี ทำทุกอย่างให้สุนเอ๋อร์ทุกอย่าง แม้จะมีตราบาปก็ช่าง!”

      “ไม่ลองถามคนเป็นลูกบ้างเล่า ว่าข้าต้องการอะไร” จ้าวสุนเอ่ยอย่างอาลัย เจ็บปวดพระทัยหาใดเปรียบ “พานางคุมตัวไปขังที่ตำหนัก เอาไว้ให้ข้าไต่สวนอีกทีเอาต้วนอี้และหมอเหอไปด้วย”

       "ฝ่าบาท ได้โปรดอภัยให้กระหม่อมด้วย" ต้วนอี้และเหอไป๋รํ่าร้องอ้วนวอน แต่ไม่บังเกิดผล

      ทหารเข้าโอบวรกายจับไว้แน่น ด้วยพระทัยเจ้าคิดเจ้าแค้นก็กล่าวว่าอย่างสาสม “เอาเถอะจื่อหรานเอ๋ย สมใจเจ้าแล้ว แม่เจ้าก็ได้กลับมาแต่จะเสียคนรักไปแทน ฮ่าๆๆๆ ข้าส่งซีเหยาไปขายแคว้นอื่น ป่านนี้ถูกพ่อค้าค้าทาสจับตัวถึงไหนต่อแล้ว”

       ทุกสิ่งราวกับหยุดเดิน จื่อถงแข็งค้าง หัวใจร้อนยิ่งกว่าขุมไฟนรกโลกันตร์ คิ้วที่ขมวดแน่น เป็นห่วงและโหยหานางตลอดคลายตัวเลิกขึ้นสูง เป็นที่ประหลาดใจนัก จมูกเขาชื้นพิกล ดวงตารื้นและร้อนผ่าว เขาส่ายหน้าไม่อาจรับได้ มองหน้าพระมารดาที่เขย่าตัวเขาอยู่ มีเสียงดังแว่วเบาดุจขนนกดังมาจากปากนาง “จื่อถงไป!  ไปช่วยนาง!”

        ก้าวขาไปอย่างไม่รู้ตัว จื่อถงออกแรงวิ่งไปหาม้าเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด กระโดดปลิวขึ้นหลังอาชาไปไม่ลืมหูลืมตา

      ...เหยาเอ๋อร์ อย่าเป็นอะไรนะ...



ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"“จื่อถง! จับตรงไหนของเจ้าเอามือออกนะ โอ้ยเล่นบ้าอะไร ตรงนั้นอย่า ปล่อยข้า กล้าอีกอย่าหาว่าไม่เตือน” แลเห็นว่านางโกรธจัด ยามมองเห็นสีทาปากตนเองติดบนปากจื่อถงแล้วน่าอายนัก นางพยายามใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง ลบล้างรอยจูบเมื่อครู่ให้ออก แต่กลับถูกจูบใหม่ ใช้มือกระทำการอุกอาจ"

ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha