แรงแค้นบ่วงเสน่หา

โดย: รมย์ธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : แม่เลี้ยงคนใหม่


ตอนต่อไป

ณ. บ้านเทพพระคุณ บ้านหลังใหญ่ย่านใจกลางเมือง ท่ามกลางความวุ่นวายของเหล่าแม่บ้านและคนสวนที่กำลังยุ่งอยู่กับการทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ พร้อมที่จะต้อนรับว่าที่นายหญิงคนใหม่ของบ้านเทพพระคุณ ร่างหนาของชายหนุ่มวัยสามสิบสองกำลังยืนหน้าตาหงุดหงิดไม่มีความสุข

นี่มันอะไรครับคุณพ่อ ผมไปดูงานต่างประเทศแค่สามเดือน กลับมาคุณพ่อก็จะแต่งงานใหม่ กับผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่าผมเนี่ยนะเจ้าของเสียงคือ ภีมเดช เทพพระคุณ หรือ ภีม ลูกชายของผู้เป็นเจ้าของบ้านหลังงาม ซึ่งกำลังขึ้นเสียงใส่บิดาเพราะไม่เห็นด้วยกับงานวิวาห์ที่กำลังจัดขึ้น

พ่อแก่แล้ว แถมโรคภัยก็รุมเร้า มีแกมาช่วยทำงานพ่อก็โล่งใจ อยากได้ใครสักคนมาดูแลชีวิตบั้นปลายภาคภูมิ เทพพระคุณ ชายวัยหกสิบห้าปีกล่าว ก็ด้วยพักหลังลูกชายยุ่งอยู่กับงานที่บริษัท ทำให้ไม่มีเวลาดูแลใส่ใจ เขาจึงจำต้องหาใครสักคนมาดูแลแทนลูกชาย

ก็ทำไมไม่หาที่อายุไล่เลี่ยกันสักหน่อย ไม่ใช่รุ่นราวคราวลูก แบบนี้หล่อน

เข้ามาหวังผลชัดๆผู้เป็นลูกส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย มองดูก็เห็นลิ้นไก่ของคนที่กำลังเข้ามาเป็นแม่เลี้ยงของตัวเอง

เธอไม่ได้เต็มใจจะแต่งงานกับพ่อสักเท่าไรหรอก พ่อเองก็สงสารเธอ พ่อแม่ไม่มีเป็นเด็กดี แถมตลอดเวลาที่พ่อป่วย ลูกไม่อยู่ เธอก็ดูแลพ่ออย่างดี เหมือนพ่อได้กลับไปเป็นหนุ่มอีกภาคภูมิกล่าวด้วยน้ำเสียงเอ็นดู ยามที่นึกถึงหน้าหวานของหญิงสาวที่ตนเองหลงใหล ซึ่งอีกไม่นานก็จะได้เชยชม

“งั้นถ้าเอ็นดูนักรับเป็นลูกบุญธรรมยังจะดีกว่าภีมเดชเสนอความคิดใหม่ให้ ไม่สนใจว่าการ์ดเชิญมางานแต่งจะถูกแจกไปเรียบร้อยแล้วก็ตาม

พ่อไม่ได้รู้สึกกับเธอเหมือนลูกนี่ พ่ออยากได้เธอมาดูแลทุกอย่าง มาเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจผู้เป็นพ่อหันมาส่ายหน้า แววตาของเขาลุกโชนไปด้วยความปรารถนาในร่างของหญิงสาว

คุณพ่อหลงเธอชายหนุ่มมองแววตาของบิดาแล้วส่ายหน้า มองยังไงก็ไม่เห็นความรักที่ยั่งยืนของคนสองคนที่ต่างวัยขนาดนี้

“แกไม่เข้าใจหรอก หัวอกคนแก่ อยากได้รับการเอาใจใส่” ชายสูงวัยกล่าวอย่างตัดพ้อ ทำเมินหน้าหนีใส่ลูกชายที่คัดค้านหัวชนฝา

ผมไม่อยากจะเชื่อเลย แล้วงานแต่งก็กำลังจะถูกจัดขึ้นในอีกไม่กี่วัน ผม

เป็นลูกแท้ๆแต่รู้คนสุดท้ายภีมเดชทิ้งตัวนั่งลงโซฟาอย่างขัดใจ เมื่อมองไม่เห็น

ทางที่จะขัดขวางงานวิวาห์นี้ได้

พ่อเห็นแกยุ่งกับงาน ก็เลยไม่ได้ให้คนส่งข่าวไป เชื่อพ่อเถอะแกเจอเธอแล้วแกจะหลงรักชายสูงวัยเดินตามมานั่งข้างลูกชายกล่าวเสียงอ่อยๆ

ไม่มีวัน หนูตกถังข่าวสารแบบนั้น ผมรักไม่ลงชายหนุ่มเบ้ปากอย่างเต็มกลืน นึกหน้าตาผู้หญิงใจง่ายขายตัวให้ผู้ชายอายุราวพ่อ คงจะจนตรอกจริงๆ

ให้โอกาสเธอหน่อยสิผู้เป็นพ่อรู้นิสัยของบุตรชายเป็นอย่างดี เขาเป็นคนตรงจนแทบจะขวานผ่าซากด้วยซ้ำ แถมยังจงเกลียดจงชังพวกคดโกง หรืออยากรวยทางลัด แต่กับเธอคนนั้นในความรู้สึกของเขานั้น มีความผูกพันอย่างบอกไม่ถูก

“บอกเธอแล้วกัน ผมจะจับตาดูเธอตลอดเวลา” ภีมเดชกล่าวจบก็ลุกหนีบิดาออกไปจากห้องทำงานทันที แต่เมื่อเดินออกไปเห็นคนในบ้านกำลังวุ่นวายก็ยิ่งหัวเสีย ทำเอาเขาต้องขับรถคันหรูออกไปจากบ้าน เพื่อจะได้พ้นหูพ้นตาสิ่งเหล่านั้นไป

ณ. คอนโดหรูใจกลางเมือง รถคันหรูของภีมเดชขับเข้ามาจอด ชายหนุ่มหน้าตาหงุดหงิดเดินเข้าไปภายในตึกสวย สวนทางกับชายหนุ่มรูปงามอีกคนที่กำลังเดินออกมา ซึ่งส่งยิ้มให้กันเล็กน้อยก่อนจะแยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง

ชายหนุ่มกดลิฟต์สุดหรูขึ้นไปยังชั้นที่แฟนสาวของตัวเองอยู่ กุญแจห้องที่ต่างฝ่ายต่างมีกันคนละพวงทำให้เขาเปิดเข้าไปได้โดยง่าย แต่ภายในห้องพักกลับว่างเปล่า ได้ยินแต่เสียงน้ำฝักบัวที่อยู่ในห้องน้ำเปิดอยู่ ดูเหมือนหวานใจของเขากำลังอาบน้ำอยู่เป็นแน่

“อุ้ย...พี่ภีม ไม่คิดว่าจะมาหาเร็วแบบนี้” การะเกด ชัยณรงค์ หรือ เกด หญิงสาวอายุยี่สิบเก้าปีเดินออกมาจากห้องน้ำ เธอเป็นหญิงสาวผมยาวทำสีโศก ปากนิดจมูกหน่อย รูปร่างเล็กกะทัดรัดแต่ความอวบอิ่มของเธอไม่เป็นสองรองใคร

เธอเป็นหลานสาวของ จักรี ชัยณรงค์ เพื่อนและหุ้นส่วนในบริษัทของบิดา ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เริ่มคบหากันก็เมื่อชายหนุ่มเริ่มทำงานรับช่วงต่อจากบริษัทของบิดา หญิงสาวได้ยินเสียงประตูห้องของตัวเองจึงเดินออกมาด้วยว่าใครถือวิสาสะเดินเข้าไปในห้องพัก ด้วยผ้าขนหนูที่นุ่งหมิ่นเหม่

“อะไรกัน ถ้าไม่คิดว่าเป็นพี่แล้วทำไมนุ่งผ้าขนหนูแบบนี้ออกมาล่ะ” ชายหนุ่มตอบเสียงห้วนท่าทางหงุดหงิดไม่หาย มองดูเรียวขางามขาวเนียนของแฟนสาวที่คบหากันมาหลายปี ทั้งไม่พอใจกับการแต่งตัว แต่อีกใจก็ปรารถนาลูบไล้เพราะห่างมานาน

“ก็เพราะรู้ว่าเป็นพี่ไงคะ แกล้งถามไปงั้นแหละ” การะเกดเห็นชายหนุ่ม

ท่าทางหัวเสีย ก็เดินยิ้มหวานเข้ามาหาเกาะเกี่ยวแขนล่ำของชายหนุ่มอย่างแนบแน่น “เป็นอะไรไปคะพี่ภีม”

“พี่หงุดหงิด” ชายหนุ่มทิ้งตัวนั่งลงที่โซฟาตัวใหญ่สีส้มสุดหรู เริ่มมองหาเครื่องดื่มแอลกลฮอล์มาดื่มแก้กลุ้ม

“เรื่องที่คุณพ่อพี่ภีมจะแต่งงานใหม่เหรอคะ” หญิงสาวกล่าวอย่างรู้ใจ นั่งลงเคียงข้างไขว้ขาอวดเรียวขางามอย่างจงใจ

“ก็ใช่นะสิ รู้ไหมยัยนั่นอายุเท่าไร” แต่ชายหนุ่มกลับไม่มีอารมณ์จะเหลียวมอง หันไปพูดจาใส่อารมณ์กับแฟนสาวอย่างหาที่ระบาย

“ได้ข่าวว่าอายุเท่าๆกับเกดนี่” หญิงสาวใจเย็นเอามือลูบผมเงางามของชายหนุ่ม เอ่ยน้ำเสียงหวานฉ่ำหมายจะให้ชายหนุ่มใจเย็นลงด้วยกิริยาของตัวเอง

“ก็ใช่ไง แล้วจะให้พี่นับหล่อนเป็นแม่เลี้ยงเหรอ” ภีมเดชยังคงหัวเสียส่ายหน้าไปมา ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด ยิ่งพูดถึงก็ยิ่งไม่พอใจ

“อย่าไปคิดมากเลยค่ะ ตามใจคุณพ่อท่านหน่อยท่านแก่มากแล้ว” เสียงหวานพยายามพูดจาออดอ้อน รู้ดีว่าแฟนหนุ่มถ้าลองหัวเสียอะไรขึ้นมาก็จะร้อนดังเปลวไฟ

“ตามใจแบบนี้จะไหวไหม” ชายหนุ่มถอนหายใจ เหมือนตอนนี้หันไปทาง

ไหนก็มีแต่คนเข้าข้างบิดา จะมีใครไหมที่ไม่เห็นด้วยกับงานวิวาห์ครั้งนี้เหมือน

อย่างเขา จะมีใครบ้างที่เห็นแผนการร้ายของหนูตกถังข้าวสารจากผู้หญิงเหลี่ยมจัดเหมือนอย่างตน

“อย่าไปสนใจเรื่องคุณพ่อมากนักเลยค่ะ ตั้งแต่พี่กลับมาไม่สนใจเกดเลยนะ” การะเกดพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ จับใบหน้างามของแฟนหนุ่มหันมาสบสายตากับตนเองอย่างลึกซึ้งและมีความหมาย พร้อมทำน้ำเสียงอ้อยอิ่งเหมือนกำลังถูกเขาหมางเมิน

“น้อยใจเหรอจ้ะ” ชายหนุ่มเห็นหน้าตาน้อยอกน้อยใจของแฟนสาวก็เชยใบหน้างามขึ้นมามอง ห่างหายไปนานหลายเดือน ความรู้สึกภายในของเขาก็เริ่มโหยหาร่างงามนี้ไม่น้อยเหมือนกัน

“ค่ะ น้อยใจนิดหน่อย” หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ ทำสายตาวิงวอนเหมือนเด็กน้อยกำลังเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่ แต่ก็ขยับเรียวขาเปล่าเปลือยของตัวเองบดเบียดความอวบอิ่มเข้าหาชายหนุ่มอย่างจงใจ

“เหงาไหมพี่ไม่อยู่ตั้งหลายเดือน” ชายหนุ่มมองอาการของหญิงสาวออก เริ่มรู้สึกร้อนระอุขึ้นมาในทันที ลืมเลือนความหงุดหงิดที่ก่อตัวขึ้นไปก่อน ตอนนี้เริ่มสนใจความเร่าร้อนที่กำลังโหมกระหน่ำ

“มากเลยค่ะ” กรเกดพยักหน้าเบาๆ ท่าทางเขินอายที่ต้องเปิดเผยความรู้สึกร้อนรุ่มภายในให้ชายหนุ่มรับรู้ ถึงจะมีสัมพันธ์สวาทกันมาแล้วแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะมีจริตจะก้านตามประสาผู้หญิง

“แอบมีใครหรือเปล่า” ปากก็เอ่ยถามเหมือนจะไม่วางใจ แต่ปลายนิ้วก็ลูบไล้ผิวเนื้อเนียนนุ่มที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นจากสบู่ที่เธอเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จเมื่อครู่

“ไม่มีทางหรอกค่ะ พี่ก็รู้จักเกดดี” หญิงสาวยิ้มหวานตอบกลับ ซบใบหน้างามลงที่อกกว้างของชายหนุ่ม มือบางก็โอบกอดรอบเอวไว้อย่างแนบแน่น

“ยังไม่ดีเท่าไร ขอพี่ทำความรู้จักอีกรอบแล้วกัน” ชายหนุ่มกระซิบบอกน้ำเสียงแหบพร่า กลิ่นหอมกรุ่นเย้ายวนชวนให้หลงใหล มือหนากระตุกผ้าเช็ดตัวที่ปิดบังสัดส่วนออกจากร่างบาง ความอวบอิ่มของเธอก็สัมผัสกับผิวเนื้อแขนของเขาในทันที

ร่างบางถูกโน้มกายนอนหงายอยู่บนโซฟาตัวสวย ชายหนุ่มใช้ริมฝีปากเข้าครอบงำยอดถันที่ชูชันเชิญชวนเขาให้ลิ้มรส หญิงสาวสะท้านกายเฮือกด้วยความเสียวซ่าน ยิ่งเมื่อปลายนิ้วของเขาเลื่อนลงต่ำขยับไปสัมผัสกับความอ่อนไหวที่กลางลำตัวของเธอก็ยิ่งทำให้ร่างบางสะดุ้งด้วยความเสียวซ่าน

“คิดถึงพี่มากขนาดนั้นเลยเหรอ ดูสิยังไม่ทันทำอะไรเลย” ชายหนุ่มกระซิบ

บอกที่ยอดถัน เมื่อปลายนิ้วของเขาสัมผัสถึงความชุ่มชื่นจากกลางลำตัวของร่างงาม

“ค่ะ ก็ไปตั้งหลายเดือน พอมาเจออีกทีก็ร้อนวาบไปทั้งตัวตั้งแต่เจอหน้า” การะเกดพยักหน้าเบาๆ ใบหน้าแดงซ่านส่ายไปมาเมื่อชายหนุ่มแตะติ่งไตของตัวเองภายใต้กลีบกุหลาบ

“งั้นเดี๋ยวพี่จะจัดการให้หายอยากเลยนะจ้ะคนดี” ชายหนุ่มกระดกปลายลิ้นเลียริมฝีปากราวกับกระหาย ส่งปลายลิ้นไล้เลียรอบถันจนเปียกชุ่ม

“อย่าช้าเลยค่ะพี่ภีม เกดจะทนไม่ไหวแล้ว” หญิงสาวกล่าวน้ำเสียงสะท้าน เปิดเรียวขารับการรุกล้ำของชายหนุ่มอย่างเต็มใจ

ปลายนิ้วเรียวจมดิ่งเข้าไปในความชุ่มชื่นของหญิงสาว เขาสอดประสานจังหวะเข้าออกจากช้าและเร็ว จนหญิงสาวต้องแอ่นสะโพกรับความเสียวซ่านที่ชายหนุ่มปรนเปรอ เสียงครางพอใจดังไม่หยุดมือบางจิกทึ้งที่เส้นผมหนานุ่มของชายหนุ่มอย่างอดกลั้น

แล้วไม่นานร่างบางก็กระตุกเมื่อปลายนิ้วเรียวของเขานำพาเธอไปสู่สวรรค์ ชายหนุ่มไม่รอช้าปลดกางเกงของตัวเองออกจากร่างแล้วสอดแทรกความกำยำเข้าหาหญิงสาวทันที ความชุ่มชื่นของเธอทำให้ไม่ยากต่อการเข้าหา สะโพกหนาใส่

จังหวะร้อนแรงอย่างหนักหน่วง

หญิงสาวพาดเรียวขาลงที่บ่าของชายหนุ่ม เอาหมอนรองสะโพกเอาไว้ยิ่งเพิ่มความลึกล้ำในท่วงท่าอันร้อนแรงของทั้งสอง สองมือหนากอบกุมความอวบอิ่มของเธอไม่หยุด บีบเคล้นคลึงเคล้าตามอารมณ์ความปรารถนาที่รุนแรงและพุ่งพล่านไม่หยุด

เสียงโซฟาดังเอียดอ๊าด พร้อมเสียงจังหวะที่เนื้อหนังกระทบกันดังไม่หยุดแถมยังเร่งจังหวะร้อนแรงมากยิ่งขึ้น หญิงสาวเสียวสะท้านเพราะความเสียดสีภายในที่แนบชิด แต่ก็ยังร้องเรียกหาความร้องแรงให้ชายหนุ่มใส่จังหวะอย่างไม่หยุดหย่อน

ไม่นานร่างบางก็กระตุกอย่างรุนแรงอีกครั้ง ชายหนุ่มผ่อนเรียวขางามลงต่ำ แล้วก้มลงจูบไซ้ตามซอกคอขาวเนียนตบท้ายด้วยจูบหวาน สะโพกหนาก็ใส่จังหวะไม่หยุดหย่อน จนกระทั้งขนกายลุกชันไปทั้งตัว เป็นสัญญาณความเสียวซ่านที่มาถึงจุดหมายปลายทาง

ชายหนุ่มรีบถอนกายออกมาปลดปล่อยความเร่าร้อนบนกายของหญิงสาวทันที เพราะถึงจะรักแค่ไหนแต่เขาก็ยังไม่พร้อมที่จะมีภาระในตอนนี้ พร้อมทอดสายตามองดูร่างบางหายใจหอบหนักด้วยความเร่าร้อน สายตาลุกโชนเหมือน

ความกระหายยังไม่หมดสิ้น

“มองอะไรเกดอีกคะ” การะเกดช้อนสายตามองดูชายหนุ่มที่มองดูเรือนร่างของเธออย่างกับไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน

“พี่ทำเกดเลอะเทอะ” ชายหนุ่มกล่าวน้ำเสียงจริงจังเหมือนจะรู้สึกผิด น้ำเสียงเต็มไปด้วยเลศนัยกับความร้อนแรงภายในที่ยังไม่หยุด

“เดี๋ยวก็ไปล้างสิคะ” หญิงสาวแกล้งพาซื่อถาม ทั้งที่ภายในรู้ความหมายเป็นอย่างดี ก็ตั้งแต่ไหนแต่ไรปกติก็ไม่เคยจบที่รอบเดียวสักที

“ให้พี่ล้างชดเชยให้นะ” ภีมเดชกล่าวความจริงจากใจออกมา ลุกขึ้นทำขึงขังถอดเสื้อของตัวเองออกจนหมด เผยความกำยำทั้งอกกว้างและกล้ามเนื้อ

“แหมมม...” หญิงสาวชันกายลุกขึ้นมายิ้มให้ชายหนุ่มที่ยังร้อนแรงไม่เปลี่ยนไป

“มาเถอะคนดี ที่รักของพี่” ชายหนุ่มช้อนร่างบางขึ้นมาแล้วเดินตรงไปยังห้องน้ำ แล้วเสียงความร้อนแรงก็ดังกระหึ่มพร้อมกับเสียงจังหวะของน้ำที่ถูกกระทบกับผิวเนื้อของทั้งสองคน

หลายวันต่อมาที่บ้านหลังหนึ่งย่านชานเมือง เป็นบ้านหลังเก่าสภาพโทรม มีเนื้อที่เล็กน้อยให้ปลูกต้นไม้พอร่มรื่น หญิงสาวผมยาวดำสลวย รูปร่างหน้าตาดีผิวพรรณผุดผ่องเพราะดูแลตัวเอง  เธอคือ ธยานี เอื้อไพบูรณ์ นางพยาบาลสาวที่กำลังจะไปเป็นนายหญิงของบ้านตระกูลเทพพระคุณ กำลังนั่งเก็บข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองลงกระเป๋า

โดยมีหญิงสูงวัยคนหนึ่งรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายกับหญิงสาวกำลังปาดน้ำตาช่วยหลานสาวเก็บข้าวของอยู่อย่างไม่เต็มใจ เธอคือ นวลฉวี เดชวิชาญ น้องสาวของมารดาผู้ล่วงลับของหญิงสาว ซึ่งรับหน้าที่ดูแลหลานสาวตั้งแต่มารดาของธยานีจากโลกนี้ไปด้วยโรคร้าย

“น้าไม่เห็นด้วยเลยนะที่หนูจะใช้วิธีนี้” หล่อนกล่าวน้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล

“มันเป็นวิธีเดียวที่ปรางจะได้แก้แค้น” หญิงสาวที่มีแรงแค้นอยู่ฝังลึกภายในใจ กล่าวน้ำเสียงหนักแน่น สายตาของเธอหันไปมองรูปครอบครัวที่เคยถ่ายร่วมกัน แต่ตอนนี้ไม่มีท่านทั้งสองให้เห็นอีกต่อไป ก็เพราะคนตระกูลเทพพระคุณ ที่ทำให้เธอต้องตกระกำลำบากอยู่หลายปี

“แก้แค้นแล้วยังไง พ่อกับแม่เราก็ไม่ได้ฟื้นขึ้นมานะหลาน” นวลฉวีจับมือหลานสาวที่กำลังรูดซิปกระเป๋าลากของตัวเองมากุมไว้มั่น

“ปรางทราบค่ะ แต่ปรางจะไม่ยอมให้ตระกูลเอื้อไพบูรณ์หมดสิ้นไปกับคำ

ว่าล้มละลายเพราะคนชั่วอย่างนั้น” แต่หลานสาวชักมือกลับหันไปเก็บข้าวของต่อ ไม่สนใจคำคัดค้านของน้าสาวเพราะความตั้งใจที่มุ่งมั่นว่าจะแก้แค้นให้กับบิดามารดาที่จากไป

“เอาตัวเข้าไปแลกมันคุ้มแล้วเหรอ” คราวนี้เป็นเสียงของชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องของน้องสาว ในมือถือมีดและแอ๊บเปิ้ลอยู่กำลังตั้งท่าจะกินแต่ก็แวะมาพูดคุยกับน้องสาวช่วยมารดากล่อมให้เธอเปลี่ยนใจกับการแต่งงานเพื่อการแก้แค้นในครั้งนี้ เขาคือ ปรีชา เดชวิชาญ ลูกชายของนวลฉวี ผู้เป็นพี่ชายของหญิงสาว

“ถ้าได้แก้แค้น ยังไงก็คุ้ม” ธยานีตอบพลางยกกระเป๋าลงจากที่นอน ส่งให้พี่ชายช่วยถือเอาลงไปข้างล่าง มองดูนาฬิกาที่ใกล้ถึงเวลาคนขับรถของบ้านใหญ่จะมารับเต็มแก่

“ปราง บ้านนั้นมีลูกชายด้วยนะ เกิดมันบ้าๆ ทำอะไรแกทั้งพ่อทั้งลูก” ชายหนุ่มยังคงหั่นแอ็บเปิ้ลกินเข้าปาก มองดูน้องสาวด้วยใบหน้าบึ้งตึง

“ก็ดีพ่อลูกก็คงจะต้องฆ่ากันตายเพราะแย่งปราง” หญิงสาวใจเด็ดยิ้มอย่างสะใจ

“มันจะไม่อย่างนั้นน่ะสิ” พี่ชายส่ายหน้าหวั่นน้องสาวจะไม่ทันคน ถูกสอง

พ่อลูกเล่ห์จัดหลอกฟันแล้วก็เฉดหัวออกจากบ้านมาอย่างหมา

“ไม่รู้ล่ะ มาถึงขนาดนี้แล้ว ปรางไม่ถอยหรอกค่ะ” ธยานีส่ายหน้าอย่างไม่หวั่นเกรง แล้วเสียงแตรของรถคันหรูที่เพิ่งขับมาเทียบจอดก็ดังขึ้น หญิงสาวเดินไปเปิดผ้าม่านดูแล้วยิ้มอย่างสะใจ ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึงเสียที “สงสัยจะมาแล้วมั้ง”

“ปราง...” นวลฉวีน้ำเสียงสั่นเครือ เดินมากุมมือของหลานสาวไว้แน่น เพราะรักดังลูกสาวคนหนึ่ง ก็เลี้ยงกันมาตั้งแต่มัธยม

“ไม่ต้องห่วงค่ะน้านวล ตาแก่น่ะเป็นโรคหัวใจ ต้องกินยาทุกคืน ปรางตั้งใจว่าจะเอายานอนหลับให้กินไปด้วย น้านวลก็ให้ปรางมาตั้งเยอะ ยังไงก็คงรอดตัวไปได้บ้าง” ธยานียิ้มอย่างอ่อนโยน บีบมือตอบกลับน้าสาว เอ่ยแผนการที่ตัวเองวางเอาไว้เอาตัวรอดยามดึกให้คนเป็นห่วงได้โล่งใจ

“จะรอดสักกี่คืน” เสียงพี่ชายก็ดังขึ้นขัดความตั้งใจของน้องสาว ก็ยิ่งทำให้นวลฉวีทำหน้าลำบากใจหนักกว่าเดิม หันไปมองหน้าลูกชายสลับกับหลานสาวของตัวเอง

“คนเป็นโรคหัวใจ จะมาทำอะไรแบบนั้นไม่ง่ายหรอกนะพี่ปลื้ม” ธยานีตวัดสายตาใส่ปรีชา แล้วหันมาทำสายตาอ่อนโยนกับน้าสาวอีกครั้ง “ไม่ต้องห่วงปรางหรอกค่ะน้านวล ปรางเอาตัวรอดได้แน่ๆ”

นวลฉวีเหมือนจะวางใจ แต่เมื่อเสียงของลูกชายดังขึ้นอีกครั้งสีหน้าของเธอก็ถอดสีเหมือนเคย

“รอดจากพ่อ แล้วลูกเขาล่ะ” ด้วยเพราะตัวเองเป็นผู้ชายก็ย่อมรู้ดีว่าฤทธิ์เดชมีมากแค่ไหน ถ้าลองอยากจะได้ใครก็ต้องหาทางฟันได้ทุกรายไป

“เขาคงไม่มายุ่งอะไรกับปรางหรอกค่ะ ยุ่งมากก็เอายาให้กินอีกคน อีกอย่างเขาคงไม่ชอบขี้หน้าปรางสักเท่าไรหรอก” หญิงสาวหันมาตอบชักจะเริ่มหงุดหงิด เข้าใจว่าพี่ชายห่วง แต่ทำไมชอบพูดจาชักใบให้เรือเสีย ทำให้นวลฉวีใจคอไม่ดียามที่ตนจากลา

“แต่น้า...” คำพูดของน้าสาวจุกขึ้นมาที่ลำคอ ตื้นตันไปด้วยน้ำตาแห่งความเสียใจ เวลาที่ต้องจากลาใกล้เข้ามาทุกที

“วางใจนะคะ ยังไงปรางจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด และจะมาหาน้าบ่อยๆ”ปรางกล่าวอย่างหนักแน่นอีกครั้ง แล้วหันไปออกคำสั่งกับพี่ชาย “ปรางไม่อยู่ดูแลน้านวลด้วยนะ”

“ที่แกฝากน่ะ แม่พี่นะ ไม่ต้องห่วงหรอก” ชายหนุ่มส่ายหน้าเดินมาบอกน้องสาว มือก็ยกขึ้นโอบกอดมารดาของตัวเองเอาไว้

“ก็เห็นวันๆเอาแต่เที่ยวเล่นจีบสาวๆ ไม่ค่อยอยู่บ้านดูแลน้านวลเลย”

ธยานีกล่าวเหน็บแนมพี่ชายพร้อมหันไปมองค้อนใส่

“นั่นมันมีแกอยู่ฉันก็วางใจสิ” ชายหนุ่มทำกรอกตาไปมา แล้วโยนซากแอ๊บเปิ้ลที่กินหมดแล้วลงถังขยะ วางมีดลงที่โต๊ะข้างเตียงเตรียมพร้อมจะช่วยน้องสาวยกกระเป๋า

“ดี ต่อไปปรางไม่อยู่ดูแลน้านวลดีๆล่ะ” หญิงสาวทำพูดจาเหมือนออกคำสั่ง รู้ดีนิสัยพี่ชายชอบเที่ยวดึกดื่นกลัวจะทิ้งน้าสาวให้ต้องอยู่ลำพัง

“แม่ ดูมันสั่งผมยังกับเป็นน้องมันเลย” ชายหนุ่มหันไปฟ้องมารดาของตัวเอง ทำหน้าจุ้ยปากใส่เหมือนไม่รับปากตามที่สั่งเอาไว้

“เอาน่าทั้งสองคน ขอน้ากอดหน่อยนะลูกนะ” นวลฉวีส่ายหน้าใส่เด็กทั้งสอง ชอบทะเลาะกันตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ก็รู้ดีว่ารักกับมากแค่ไหน

ไม่นานกระเป๋าของหญิงสาวก็ถูกยกขึ้นรถคันหรู ธยานีกอดลาน้าสาวและพี่ชายอีกครั้ง ดวงตาของนวลฉวีแดงก่ำยังทำใจไม่ได้ถึงการจากไปเพื่อแผนการบางอย่างของหลานสาว “ดูแลตัวเองดีๆนะลูก ถ้าไม่ไหวก็กลับมาอยู่กับน้า ที่นี้ต้อนรับหลานเสมอ” หล่อนสั่งเสียน้ำเสียงสั่น

“ค่ะ น้านวลไม่ต้องห่วงนะคะ” หญิงสาวตอบรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ถึงจะใจหายแต่ก็รู้ดีว่าแผนการใหญ่รอตัวเองอยู่ ต้องทำใจให้มั่นคงและเข้มแข็งเอาไว้

“ถ้าคนบ้านนั้นทำอะไรแกขึ้นมา โทรหาพี่เลยนะ พี่จะไปช่วย” ปรีชาทำสายตาไม่ไว้วางใจ มองดูคนขับรถที่นั่งอยู่ในรถแล้วสั่งน้องรัก

“คงจะมาทันหรอก” หญิงสาวทำขมวดคิ้วใส่คำพูดของพี่ชาย ราวกับเขาจะหายตัวไปช่วยเหลือตัวเองทันในยามที่ต้องการ

“นี่พี่พูดเพราะเป็นห่วง อย่าชักใบให้เรือเสียสิ” ชายหนุ่มทำหน้าเคร่งใส่อย่างจริงจัง ไม่คิดพูดเล่นในยามที่คับขันแบบนี้

“ค่ะ” น้องสาวก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับ แล้วเดินไปขึ้นรถคันหรู จากนั้นก็กดกระจกลงสั่งเสียก่อนรถจะเคลื่อนตัวออกไป “เจอกันที่งานแต่งงานนะคะ”

“จ้า” สองแม่ลูกยืนรับปากโบกมือให้กับผู้จากลา

ธยานีสูดลมหายใจเข้าปอด รู้สึกใจหายที่ต้องบอกลาบ้านที่อยู่มาตั้งแต่วัยรุ่น หลังจากที่บิดาจากไปมารดาก็ย้ายมาอยู่กับน้าสาวในบ้านหลังนี้ ซึ่งสามีของน้าเองก็เสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุนานแล้ว และจากเด็กสาวที่เพียบพร้อมอย่างธยานีต้องมากัดก้อนเกลือกิน

ไม่ได้เรียนอย่างที่ใจหวัง แถมมารดายังมาจากโลกนี้ไป ทำให้ต้องมาเรียนพยาบาลตามที่น้าสาวแนะนำเพื่ออาศัยใช้เป็นอาชีพที่มั่นคงในอนาคต และตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วสินะที่เธอจะต้องเดินหน้าแผนการแก้แค้นคนที่ทำให้ชีวิตครอบครัว

ของเธอต้องพังพินาศ

และแผนการก็มาถึงเกือบครึ่งทางแล้วไม่อาจจะหันหลังกลับได้ เธอลงแรงไปตั้งหลายเดือนตั้งแต่รู้ว่าภาคภูมิป่วยเป็นโรคหัวใจและเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลที่ทำงานอยู่ และเธอก็ทำทุกทางที่จะเข้าไปดูแลชายชราเป็นการส่วนตัว ทำตัวออดอ้อนออเซาะต่างๆนาๆให้อีกฝ่ายหลงเสน่ห์

แล้วเมื่อเขาหลงใหลความเยาว์วัยของตน จนขอแต่งงานในที่สุด ถึงจะเป็นแผนการที่เสี่ยงแต่ก็คุ้มค่าที่จะลอง คนตัวเปล่าอย่างเธอไม่มีอะไรที่จะเสียอยู่แล้วนอกจากชีวิต ส่วนศักดิ์ศรีนะเหรอ หล่อนกำลังจะไปเอากลับมาให้กับตระกูลเอื้อไพบูรณ์

ไม่นานรถคันหรูก็ขับมาเทียบจอดบ้านหลังใหญ่หรูหรา ธยานีมองบ้านหลังนั้นอย่างคุ้นเคยเป็นอย่างดี อยู่ๆน้ำตาแห่งความคิดถึงโหยหาก็เอ่อขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ก็จะไม่ให้คิดถึงได้อย่างไรในเมื่อบ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านของเธอมาก่อน ก่อนที่บิดาจะถูกโกงจนหมดตัว

แล้วก็คงถูกขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้สิน จนภาคภูมิช้อนซื้อมาเป็นของตัวเอง หน้าด้านซะไม่มี ที่อยู่กินบนบ้านของคนอื่นอย่างสุขสบาย ขณะที่เจ้าของเขาต้องไปตกระกำลำบาก หล่อนคิดในใจด้วยความคับแค้น สายตามองดู

บ้านหลังใหญ่ที่ถูกตกแต่งใหม่

“พ่อคะ แม่คะ ปรางได้กลับมาที่บ้านของเราแล้วค่ะ ปรางสัญญานะคะ ว่าจะต้องเอาบ้านของเรากลับคืนมาให้ได้” หญิงสาวให้คำมั่นกับตัวเอง

แล้วเหล่าคนทำงานในบ้านก็เดินออกมายืนเรียงรายต้อนรับนายหญิงคนใหม่ของบ้าน ตามด้วยร่างหนาของชายสูงวัยเดินถือไม้เท้าออกมาด้วยใบหน้าสดใส ที่ได้เห็นว่าที่เจ้าสาวยืนด้วยแววตาเป็นประกายที่ได้เห็นบ้านหลังงามของตัวเอง

“นี่คุณธยานี อิ่มรัก ซึ่งจะเปลี่ยนมาเป็น ธยานี เทพพระคุณ ในวันพรุ่งนี้ ใช่ไหมจ้ะ” ชายสูงวัยกล่าวน้ำเสียงก้องกังวานมีอำนาจ แนะนำว่าที่ภรรยาของตัวเองให้กับคนในบ้านได้รู้จัก

“ค่ะ” หญิงสาวยิ้มน้อยๆ กับนามสกุลที่เขารู้จัก ก็เพราะเป็นนามสกุลมารดาของตัวเอง หล่อนกลัวเขาจะจำนามสกุลพ่อได้แล้วแผนจะแตกจึงจำต้องกลับมาใช้นามสกุลแม่เพื่อกลบเกลื่อน

“และคุณปรางจะมาเป็นคุณนายของบ้านหลังนี้ ขอให้ทุกคนเคารพและเชื่อฟังคุณปรางเหมือนอย่างที่เชื่อฟังฉันเข้าใจไหม”

“ค่ะ / ครับ” คนรับใช้ตอบรับอย่างว่าง่าย

“ขอบคุณมากนะคะที่ออกมาต้อนรับ ต่อไปขอฝากตัวด้วยค่ะ” ธยานีกล่าวอย่างนอบน้อม

เสียงรถคันหรูถูกเร่งเครื่องขับเข้ามาด้วยความรวดเร็ว ทำเอาทุกคนหันไปมอง เพราะขนาดเข้ามาในบริเวณบ้านก็ยังอุตส่าห์ขับยังกับอยู่บนถนนไฮเวย์ แล้วก็เหยียบเบรกเสียดังเอี๊ยดแสบแก้วหูน่ากลัวจะเบรกไม่อยู่ ทำเอาคนที่ยืนอยู่ใจหายใจคว่ำ

ร่างสูงที่ก้าวลงมาจากรถก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นบุตรชายคนเดียวของภาคภูมิ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานในครั้งนี้อย่างแรง ชายหนุ่มสวมแว่นตาสีดำสนิท ปิดประตูรถดังโครมแล้วเดินตรงเข้ามา สายตาภายใต้แว่นของเขามองดูว่าที่แม่เลี้ยงอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ

 


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เมื่อเธอแม่เลี้ยงคนใหม่ย่างก้าวเข้ามาในบ้านด้วยอายุที่อ่อนกว่าเขา ชายหนุ่มจึงไม่อาจจะวางใจ ไม่เชื่อว่าเธอมาด้วยใจรักบิดา แผนการแก้แค้นของเธอจะสำเร็จหรือไม่ต้องติดต่ออ่านค่ะ"

รมย์ธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha