แรงแค้นบ่วงเสน่หา

โดย: รมย์ธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : จูบไม่หวาน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

หลังจากที่ทานอาหารกันเสร็จ คู่สามีภรรยาป้ายแดงก็เดินขึ้นมาบนห้องนอนของตนเอง ซึ่งคืนนี้หญิงสาวจะต้องนอนรวมห้องกับชายสูงวัย ห้องหอที่เคยเป็นห้องนอนของบิดามารดาตนเอง หล่อนพยายามสงบนิ่งและมีสติให้มากที่สุด ขณะที่คนอยากเข้าหอท่าทางอารมณ์ดีเดินเข้าไปอาบน้ำฮัมเพลง

หญิงสาวก็รีบเตรียมยาวางใส่แก้วพร้อมน้ำดื่ม เมื่อร่างหนาของชายสูงวัยเดินออกมาจากห้องน้ำ จงใจนุ่งผ้าเช็ดตัวเพียงอย่างเดียว ไม่คิดจะสวมเสื้อผ้าเพราะอย่างไรก็ต้องถอด ร่างชายอันเหี่ยวย่นทำเอาหญิงสาวรู้สึกเขินอายไม่กล้ามองได้แต่เบือนหน้าหนี

“พี่นึกว่าปรางจะเข้าไปอาบด้วยกัน” เขากล่าวอย่างคาดหวัง เชยใบหน้างามขึ้นมามองความเขินอายของเธอด้วยความรู้สึกเอ็นดู

“ปรางยังไม่กล้าหรอกค่ะ” ธยานียิ้มเจื่อนๆ ไม่กล้ามองร่างกายของผู้ชายที่อยู่ใกล้เพียงแค่ฝ่ามือเดียว รู้สึกใบหน้าร้อนวูบวาบทั้งหวั่นเกรงและขัดเขิน

“ตอนนี้ยัง แต่อีกหน่อยต้องไปอาบด้วยกันนะ” ร่างหนาประคองร่างบางให้ยืนขึ้นมาด้วยแววตาแห่งความปรารถนา

            หญิงสาวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ยิ้มเบาๆอย่างเขินอายรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ยิ่งเมื่อชายสูงวัยลูบต้นแขนแผ่วเบาทำแววตาเหมือนเสือร้ายเตรียมขย้ำเหยื่อ มือบางสั่นน้อยๆด้วยความหวั่นใจ แผนการเอาตัวรอดของเธอจะสำเร็จหรือไม่ในคืนแรก

            ภาคภูมิทำท่าจะโน้มใบหน้าเข้าหา หญิงสาวก็ยื่นแก้วยาในมือส่งตัดหน้า แล้วปลีกตัวออกจากวงแขนไปหยิบแก้วน้ำส่งให้ทันที “ทานยาก่อนนะคะ”

“อะไรกัน เวลาแบบนี้จะให้ผมทานยาเหรอ” เสือร้ายถอนหายใจ ทั้งที่ตั้งใจว่าคืนนี้จะไม่กินยาเพราะกลัวว่าจะหลับเป็นตายเพราะฤทธิ์ยา

“ไม่ทานไม่ได้นะคะ อาการกำเริบขึ้นมา คุณภีมจะต่อว่าปรางเอาได้” ร่างบางเอาลูกชายขึ้นอ้าง ให้อีกฝ่ายรู้สึกเหมือนไม่อยากเป็นตัวปัญหาให้กับเขา

“ทานแล้วมันง่วง แล้วจะผ่านคืนวิวาห์ไปได้ยังไง” ชายสูงวัยมองดูยาหลายเม็ดในกำมือแล้วพูดจาตัดพ้อ รู้ดีว่ายาแต่ละตัวแรงแค่ไหน จะเลือกไม่กินเม็ดที่ง่วงๆก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าเม็ดไหนง่วงมากง่วงน้อย

“ห่วงสุขภาพก่อนนะคะ ถ้าไม่ทาน ปรางก็ไม่ยอมเหมือนกัน” ธยานีทำ

เสียงแข็งใส่ราวกับเป็นห่วงสุขภาพของอีกฝ่ายเอามากๆ

“ก็ได้จ้ะ” สายตาเอาจริงของเธอทำเอาเขาต้องกรอกยาเข้าปาก แล้วดื่มน้ำตามลงไปอย่างไม่เต็มใจส่งแก้วคืนมองตาประหลักประเหลือกเหมือนเด็กน้อยที่ถูกขัดใจ

หญิงสาวลอบถอนหายใจแล้วยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี รับแก้วกลับมาวางไว้ที่โต๊ะหัวเตียง ทำท่าทางจะลุกหนีห่างแต่ก็ถูกมือหนาเหี่ยวย่นคว้าเอาไว้ได้ทัน “พี่ทานยาแล้ว ขอกอดปรางหน่อยนะคนดี”

“อื้อ เดี๋ยวสิคะ ปรางขออาบน้ำก่อน ไม่อยากกอดปรางตอนตัวหอมๆเหรอ” หญิงสาวใจเต้นแรงแต่พยายามคุมสติเอาไว้ ปลดมือของชายแก่อย่างสุภาพแล้วหันไปกล่าวอย่างใจเย็น

“นี่ก็หอมแล้ว” ภาคภูมิไม่ยอมปล่อย กลับกอดกระชับร่างงามพร้อมสูดดมความหอมของสาวแรกรุ่น ที่หมายจะเชยชม

“หอมอะไรคะ มีแต่กลิ่นกับข้าวนะ ปรางอยากมีคืนแรกที่สวยงาม” หญิงสาวเริ่มกายสั่นด้วยความหวาดหวั่น หันมาฝืนยิ้มให้ออกแรงปลดมือหนาออกอีกครั้ง หว่านล้อมด้วยวาจาเชิญชวนให้อีกฝ่ายตายใจ

“ก็ได้จ้ะ” ชายสูงวัยเข้าใจความเป็นสาวของอีกฝ่าย ยอมปล่อยอ้อมกอด

ไปอย่างเสียดาย มองดูร่างบางเยื้องกรายไปหยิบเสื้อคลุม

“ไปนอนรอบนเตียงเลยนะคะ เดี๋ยวปรางออกมาจากห้องน้ำแล้วให้ทายว่าจะใส่หรือไม่ใส่อะไร” หญิงสาวยิ้มหวานหันมากล่าวอย่างเย้ายวน พร้อมแกล้งเดินผ่านพลางปลดกระดุมเสื้อสวยให้เห็นผิวขาวเนียนน่าสัมผัส

“ทำแบบนี้อยากให้โรคหัวใจพี่กำเริบเหรอ” ชายผู้นอนรอบนเตียงขยับกายอย่างร้อนใจ วาดภาพยามร่างงามออกมาจากห้องน้ำ หล่อนจะใส่หรือไม่ใส่อะไรออกมาให้เขาได้มีลุ้นหรือเปล่า

“ก็ไม่รู้สิคะ” หญิงสาวเดินเข้าไปในห้องน้ำ ถอนเสื้อแล้วโยนออกมาให้ชายชราคิดไปไกลถึงร่างกายที่กึ่งเปลืองของเธอ

เกือบสิบนาทีที่หญิงสาวอาบน้ำอย่างจงใจจะใช้เวลาให้นานที่สุด เธอสวมเสื้อคลุมเดินออกมาอย่างไม่แน่ใจ มองดูชายสูงวัยที่ตอนนี้หลับสนิทอยู่บนเตียงกว้าง ธยานีถอนหายใจอย่างโล่งอกเดินอ้อมไปถอดเสื้อคลุมเผยชุดนอนรัดกุมที่ตนเองสวมใส่เอาไว้

แล้วทิ้งกายนอนลงที่โชฟาที่ที่เธอตั้งใจว่าจะเป็นที่นอนของเธอ เพราะไม่มั่นใจความปลอดภัยของตัวเองหากนอนร่วมเตียงกับชายสูงวัย เธอไม่ได้กลัวเลยว่าเขาจะตื่นมาเห็นก็ในเมื่อยานอนหลับที่ให้ไว้มันแรงพอที่จะทำให้หลับสนิทจนถึง

เช้า แล้วตัวเธอก็รีบตื่นก่อนเขาทุกครั้ง

หลายวันต่อมา บริษัท เทพพระคุณ บริษัทที่ทำเกี่ยวกับการจัดงานอีเว้นท์และทำโฆษณาต่างๆ ชายหนุ่มที่เป็นผู้สืบทอดกิจการกำลังนั่งดูยอดการรับงานตลอดสามเดือนที่ผ่านมา เขามีสีหน้าเคร่งเมื่อผลประกอบการในช่วงที่เขาไม่อยู่นั้นมันลดลงไปจนน่าตกใจ

“มันเกิดอะไรขึ้นครับ ผมไปดูงานไม่นาน งานที่คาดว่าจะได้กลับไม่ได้ ทั้งที่พูดคุยตกลงกันดีแล้วแท้ๆ แต่กลับไม่เซ็นสัญญากับเรา” เขาหันไปเอ่ยถามกับผู้ที่รับหน้าที่ดูแลบริษัทในช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่

“อาก็ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ๆทางลูกค้าก็ขอยกเลิก” จักรีทำหน้าเคร่งตามว่าที่หลานเขย ท่าทางกำลังรู้สึกผิดกับการบริหารงานของตนเองที่บกพร่อง

“เป็นไปได้ไหมว่าบริษัทเรากำลังมีคนทรยศ” ชายหนุ่มกล่าวอย่างระมัดระวัง หรี่สายตาครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้น

“อาว่าไม่น่ามีนะ เพราะคนที่รู้เรื่องการรับงานใหญ่ๆพวกนี้ก็มีแต่ระดับสูงๆ ซึ่งก็ทำงานกับเรามานาน” ชายสูงวัยกล่าวอย่างมั่นใจ เชื่อมั่นในการทำงานของผู้ร่วมงานที่ล้มลุกคลุกคลานมาด้วยกัน

“งั้นก็พวกระดับสูงเนี่ยแหละ อาจจะรู้หนทางดี ได้รับการไว้วางใจ” คน

หนุ่มไฟแรงกำลังหาข้อผิดพลาด ไม่มองข้ามความไว้ใจของคนรุ่นเก่า

“คิดมากไปแล้ว แต่ละคนคุณภาคภูมิไว้ใจทั้งนั้น เป็นคนสนิทก่อตั้งกันมาจะทำร้ายกันได้ยังไง” จักรีส่ายหน้าอย่างไม่คิดตาม

“ก็เพราะวางใจเกินไปไงครับ” ภีมเดชกล่าวอย่างมีเหตุมีผล ก็เพราะพ่อของตนอาจจะไว้วางใจผู้ร่วมบริหารมากเกินไป จนไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกสวมเขา

“เอาเป็นว่าถ้าหลานภีมกังวลอาจะสืบดูให้” ชายสูงวัยเสนอแนะ ไม่อยากให้เด็กรุ่นลูกรุ่นหลานมาสืบหาความผิดของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ซึ่งจะดูไม่เหมาะสม

“ครับ ที่ไว้ใจได้ที่สุดก็คงเป็นคุณอาแล้วล่ะ” ชายหนุ่มแววตาเป็นประกายกล่าวอย่างเชื่อใจอีกฝ่าย แล้วก้มลงมองดูเอกสารในมืออย่างไม่พอใจในแผนงาน

แต่แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสองคน // ก๊อก ก๊อก ก๊อก // เลขาร่างอวบเดินเข้ามาท่าทางสุภาพพร้อมกล่าวกับผู้เป็นนาย

“ขออนุญาตค่ะ คุณการะเกดขอพบ”

“อืม” ชายหนุ่มพยักหน้าปิดเอกสารในมือท่าทางพอใจกับการมาหาของแฟนสาว ขณะที่ผู้เป็นอาของหญิงสาวทำหน้าตาไม่สบายใจ

“หลานเกด หลานเข้ามาหาคุณภีมทำไมเวลางาน” เมื่อหลานสาวเดินเข้ามาถึงเขาก็ลุกขึ้นกล่าวเชิงตำหนิอย่างออกตัว

“คุณอาอยู่ด้วยเหรอคะ เกดจะมาพาแฟนเกดไปทานอาหารเย็นค่ะ” การะเกดยิ้มหวานให้ชายหนุ่มแล้วหันไปตอบผู้เป็นอา 

“ยังอีกตั้งชั่วโมง คุณภีมงานเยอะหรือเปล่า” จักรีมองดูนาฬิกาที่บอกเวลายังไม่สี่โมงเย็นด้วยซ้ำ หันไปมองว่าที่หลานเขยอย่างเกรงใจ

“ไม่หรอกครับ ผมนัดเกดไว้จริงๆ แต่หลังเลิกงาน” ชายหนุ่มส่ายหน้า ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาหวานใจพร้อมหอมแก้มแสดงความรักอย่างออกหน้าออกตา ทำเอาหญิงสาวยิ้มหวานกับความโรแมนติกที่เสมอต้นเสมอปลายของชายหนุ่ม

“มารบกวนคุณภีมแต่วัน เสียมารยาท” ผู้เป็นอาไม่วายหันไปตำหนิหลานสาว แต่ใจลึกๆก็แอบดีใจที่ชายหนุ่มรักหลานสาวของเขาปานจะกลืนกิน

“พอดีเกดมีงานด่วนเข้ามานะค่ะ เดี๋ยวจะไปงานไม่ทันต้องรีบไปดินเนอร์” หญิงสาวกล่าว หันไปบอกกับชายหนุ่มถึงเหตุผลที่ต้องมาก่อนเวลา

“แล้วทำไมไม่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง” จักรียังคงตำหนิไม่เลิก ส่ายหน้าให้หลานสาวที่มีเงินทองมากมายแต่ก็ยังรับงานพริตตี้ไม่เลิก

“ไม่เอาอ่ะ เกดเลือกไม่ได้ ตัดใจไม่ลง อิอิ” หญิงสาวกล่าวอย่างสนุกปาก พร้อมหน้าแดงระเรื่อโดยมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้เหตุผล

“ไม่ไหวเลยเรานี่” ชายสูงวัยส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับหลานสาว หันไปมอง

หน้าว่าที่หลานเขยอย่างเอือมๆ  

“ไม่เป็นไรครับ เอาเป็นว่าที่เหลือผมฝากคุณอาด้วยนะ” ชายหนุ่มโอบกระชับร่างบางอย่างแนบชิด หันไปสั่งงานกับคนไว้ใจก่อนออกมา

“ได้เลยคุณภีม ฝากหลานสาวด้วยนะ วุ่นวายตลอด” ชายสูงวัยรับปากแล้วส่ายหน้าเบาๆ ทำสายตาตำหนิหลานสาวตัวดี

“ครับ งั้นเราไปเถอะ” ชายหนุ่มหันไปหยิบโทรศัพท์ ที่วางอยู่ในโต๊ะทำงาน ล้วงกุญแจรถออกมาจากกระเป๋ากางเกงถือไว้ในมือแล้วโอบประคองร่างเย้ายวนออกไปจากห้องทันที

ไม่นานชายหนุ่มก็ขับรถมาถึงยังสถานที่ดินเนอร์ที่หญิงสาวเป็นผู้จองเอาไว้ ร้านอาหารสุดโรแมนติกที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สายลมโชยพัดผ่านเข้าปะทะใบหน้าให้ความสดชื่น โต๊ะที่จองไว้อยู่ริมแม่น้ำได้มองเห็นบรรยากาศโดยรอบยามที่พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน

“เป็นยังไงคะ บรรยากาศดีไหมคะ” หญิงสาวอิงกายเอ่ยถามชายหนุ่มหลังจากที่ทั้งสองนั่งที่โต๊ะและสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว

“ครับ น้องเกดไปหามาจากไหน” ชายหนุ่มพยักหน้าพอใจกับสถานที่สวยๆที่หวานใจของตนเองสรรหามาเพิ่มความโรแมนติกให้ความรักของตน

“ก็ติดใจเมื่อครั้งก่อนที่มา” การะเกดหันไปหยิบไวน์ที่พนักงานนำมาเสิร์ฟส่งให้กับชายหนุ่ม เผลอพูดออกไปโดยไม่ได้ยั้งคิด

“มากับใคร” ภีมเดชขมวดคิ้วเสียงแข็งใส่หญิงสาว หันไปมองตาขวางใส่อย่างไม่แน่ใจ หรือว่าระหว่างสามเดือนที่เขาจากไป ใจเธอจะเป็นอื่นไปเสียแล้ว

“มา... เป็นพีอาร์ให้สินค้าค่ะ เขาเลือกสถานที่นี้ เกดก็เลยรู้สึกชอบ” หญิงสาวเหมือนเพิ่งรู้สึกตัวกับวาจาล่อแหลมชวนให้คิดมาก หันไปยิ้มหวานราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับแฟนหนุ่มให้วางใจ

“ดีจังเลยนะ เป็นพีอาร์เนี่ยหาที่สวยๆไว้มาเที่ยวกับแฟนได้ไปในตัว” ภีมเดชพยักหน้าเบาๆ คิดในใจถึงเหตุผลที่สมควรแล้ว นึกขำตัวเองที่คิดมากไปใหญ่ ห่างกันแค่ไม่กี่เดือนวาจาแปลกๆที่หลุดออกมากลับทำให้เขาไม่แคลงใจเธอเสียได้

หญิงสาวยิ้มหวานกลบเกลื่อน มองดูอาหารที่เริ่มทยอยกันมาเรียงรายตรงหน้า พร้อมจัดแจงตักอาหารป้อนให้กับชายหนุ่มอย่างเอาใจ

“แล้วคืนนี้ต้องทำงานจริงๆเหรอ” ชายหนุ่มยกมือขึ้นโอบรอบบ่าของหญิงสาวเอาไว้อย่างหวงแหน โหยหาร่างเย้ายวนชวนวาบหวาม

“ค่ะ พอดีเป็นงานของพี่ที่สนิทกัน คนของเขาขาดเลยมาขอให้เกดไปช่วยหน่อย เกดเห็นใจก็เลยรับปากไป” หญิงสาวกล่าวด้วยท่าทางเห็นใจผู้ที่กล่าวถึง

“เพราะเกดเป็นแบบนี้แหล่ะพี่ถึงรัก” ชายหนุ่มมองดูยอดรักที่เป็นคนจิตใจงามชอบช่วยเหลือคนอื่นด้วยแววตาหลงใหล

“แล้วเมื่อไรจะมาขอสักทีล่ะคะ” ร่างบางเอ่ยกระเซ้าอย่างออดอ้อน เธอเองก็รอคอยวันวิวาห์กับเขามานานแล้วเหมือนกัน

ชายหนุ่มนิ่งไปพักหนึ่ง เพราะใจจริงแล้วการกลับมาของเขาครั้งนี้ตั้งใจว่าจะมาขอเธอแต่งงาน แต่ก็มีเรื่องไม่คาดฝันทำให้งานมงคลที่เขาเฝ้ารอเป็นอันต้องเลื่อนออกไปก่อน

“พี่ขอจัดการอะไรบางอย่างให้เรียบร้อยก่อน” ชายหนุ่มกล่าวเสียงแผ่วต่ำในลำคอ ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มจนหมดสายตาครุ่นคิด

“อะไรจะสำคัญกว่าการได้แต่งงานกับเกดอีกละคะ” การะเกดทำใบหน้าเง้างอน โอบสองมือรอบคอชายหนุ่มเอียงกายเอ่ยถามอย่างค้นหาคำตอบ

“กำจัดผู้หญิงคนนั้นออกไปจากครอบครัวของพี่ไง” น้ำเสียงของชายหนุ่มดุดันขึ้นมา แววตาชิงชังหญิงสาวที่ตอนนี้ผุดขึ้นในสมองของเขา

“จริงสิ ไม่เป็นไรค่ะเกดจะรอ” หวานใจพลันนึกขึ้นได้ ถอนกายออกมาอย่างเข้าใจความรู้สึก หันไปหยิบแก้วไวน์ของตัวเองขึ้นดื่มอย่างไม่ใส่ใจ

แล้วท่ามกลางบรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติก ยามค่ำคืนที่มองเห็นดวง

ไฟที่ประดับอยู่บนสะพานพระรามแปดก็ต้องจบลง เมื่อเวลางานของหญิงสาวเข้ามาใกล้เข้ามาทุกที ชายหนุ่มขับรถพาหญิงสาวมาส่งที่พักตามคำร้องขอของเธอ

“ให้พี่ไปส่งที่ทำงานไหม” ชายหนุ่มเอ่ยท่าทางอิดออดที่จะต้อลาจากหญิงสาว แม้จะช่วงเวลาสั้นๆกับการทำงานไม่กี่วันของเธอ ก็ทำให้เขาแทบขาดใจ เพราะด้วยบรรยากาศที่พาไปเมื่อครู่ ร่างกายของเขาอยากจะไปส่งเธอขึ้นเตียงมากกว่าทำงาน

“ไม่ต้องค่ะ ส่งที่คอนโดก็พอ งานเลิกดึก พี่ภีมจะได้ไม่ต้องห่วงเกดหลังเลิกงาน” หญิงสาวเสียงอ่อน เอื้อมมือบางไปสัมผัสใบหน้าของชายหนุ่มอย่างเอาใจ

“ครับ” ชายหนุ่มหลับตารับคำอย่างว่าง่าย สายตาเหมือนลูกหมาน้อยที่กำลังลาจากเจ้าของ ออดอ้อนหญิงสาวเป็นเด็กๆ

“ไปก่อนนะคะ” มือบางเปิดประตู พร้อมขยับกายเตรียมลงจากรถคันหรูของชายหนุ่ม

“เดี๋ยวสิ” แต่แล้วมือหนาของเขาก็ฉุดรั้งเธอเอาไว้ ดึงเข้ามาจูบประทับหวานฉ่ำแนบแน่นดูดดื่มปานจะกลืนกินจนแทบไม่อาจจะห้ามใจ

“อื้มมมม” หญิงสาวส่งเสียงครางในลำคออย่างพอใจความหวานจูบสุดท้ายของค่ำคืน มือไม้เริ่มปัดป่ายควานหาเรือนร่างอย่างโหยหาความวาบหวามที่มากขึ้น แต่มือบางก็ดันร่างหนาออกห่างอย่างหักห้ามใจ ส่งปลายนิ้วปาดรอยลิปสติกออกจากริมฝีปากของชายหนุ่ม แล้วจากไปทันที

บ้านเทพพระคุณ ไฟภายในบ้านที่ถูกเปิดไว้เพียงบางดวง สำหรับตามทางเดินให้ผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับเข้ามาได้มองเห็นทาง ลูกชายเจ้าของบ้านขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านเหมือนทุกครั้ง เขาเดินขึ้นบันไดบ้านเพื่อเข้าห้องนอนของตนเอง แต่กลับเห็นแสงไฟสลัวๆออกมาจากห้องหนังสือ ซึ่งเป็นห้องทำงานของบิดา

“คุณพ่อมาทำงานดึกๆ ดื่นๆ อะไรป่านนี้” ชายหนุ่มกล่าวกับตัวเอง แล้วเดินเข้าไปหาเงาคนเริ่มเด่นชัด ร่างที่ควรจะสูงใหญ่เหมือนบิดากลับเป็นร่างเล็กๆที่เขาไม่คุ้น และเงานั้นดูเหมือนจะได้ยินเสียงคน จึงเดินรีบร้อนออกมาจากห้องพร้อมปิดประตูอย่างระมัดระวัง

“จับได้แล้วนางโจร” ชายหนุ่มกล่าวเสียงกร้าว จับข้อมือบางเอาไว้มั่นสายตาลุกวาวราวกับมีชัย มองดูร่างงามอย่างสำรวจว่ามีอะไรติดไม้ติดมือออกมาด้วยหรือเปล่า แต่ก็พบเพียงชุดนอนแบบบางเบาสีขาวด้วยผ้าเนื้อดี ที่แนบเนื้อรัดรูปจนเกือบจะเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของเธอ

“คุณภีม ปล่อยนะดิฉันเจ็บ” เสียงของนางโจรสาวตามที่เขาเรียกดังขึ้นอย่างเจ็บปวด เมื่อข้อมือบางของเธอถูกเขาบีบรัดแน่นราวกับคีมเหล็ก

“มาทำอะไรลับๆล่อๆในห้องทำงานพ่อฉัน คิดจะขโมยของหรือไง ห๊า...” ชายหนุ่มแสยะปากถาม สายตาจับจ้องมองอย่างจับผิด ก้มใบหน้าเข้าหาจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆของร่างบาง ชวนโหยหาระคนสะอิดสะเอียดเพราะสมองสั่งการให้ชิงชัง

“ฉันเปล่า” หญิงสาวเบือนใบหน้าหนี กลิ่นไวน์จากริมฝีปากของชายหนุ่ม ทำเอาเธอหวาดหวั่นอารมณ์ขึ้นๆลงๆของลูกเลี้ยง

“แล้วเข้ามาทำไม” ชายหนุ่มเอ่ยถามน้ำเสียงหนักราวกับเป็นเจ้าหน้าที่สอบสวนหาความผิดจากผู้ต้องหา สายตาของเขาดุดันเกินกว่าจะสบสายตา

“ฉัน...” หญิงสาวรีรอจะตอบ ก็ตกใจกับการเจอชายหนุ่มอย่างไม่ได้ตั้งตัว ทำเอาไม่ได้คิดข้อแก้ตัวเอาไว้แต่เนิ่นๆ

“ตอบไม่ได้ล่ะสิ หึ...” ก็ยิ่งทำให้คนจ้องจะจับผิดได้ที เอาความคิดตัวเองใส่

“ทำไมจะตอบไม่ได้ ฉันเอาหนังสือเข้าไปเก็บ” แล้วใบหน้างามก็หันไปเชิดใส่พร้อมจะสู้ศึก เมื่อสมองอันชาญฉลาดคิดคำตอบได้อย่างรวดเร็ว

“หนังสืออะไรของเธอ” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว คิดไม่ทันตามคำตอบของหญิงสาว ก็ในมือของหล่อนไม่มีอะไรถือนี่นา

“ก็หนังสือที่อ่านให้คุณภาคฟังก่อนนอน” มืองามวางทาบอกของชายหนุ่ม ออกแรงดันร่างหนาออกห่าง แล้วพาร่างกายออกไปจากวงล้อมของผู้สอบสวน ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“พ่อฉันไม่ใช่เด็กๆนะที่จะมาอ่านนิทานให้ฟังกล่อมก่อนนอน” ภีมเดชแสยะยิ้มอย่างไม่เชื่อคำพูดของหญิงสาว นึกภาพตามแล้วขบขัน

คนอายุมากๆท่าทางเคร่งเครียดอย่างบิดาตนนะหรือจะมาให้ผู้หญิงอย่างหล่อนมาอ่านหนังสือให้ฟังเป็นเด็กๆ

“สายตาท่านไม่ดี เวลาท่านอ่านหนังสือนานๆ จะทำให้เมื่อยตานะคะ ฉันถึงอ่านให้ฟังท่านจะได้ผ่อนคลายด้วย” ธยานีกล่าวอย่างมีหลักการ มองชายหนุ่มอย่างมีชัยที่ตนเอาตัวรอดได้

“เอาอกเอาใจจริงนะ ทำไม กลัวไม่ได้เงินเหรอ” ภีมเดชกล่าวอย่างดูแคลนความรักของหญิงสาวที่มีต่อบิดา และดูถูกการกระทำของเธอที่หวังแต่จะรวยทางลัด

“ฉันทำหน้าที่ของฉัน...” หญิงสาวยืนกรานอย่างไม่อยากจะต่อปากต่อคำ แต่แล้วก็นึกสนุก หาคำพูดดีๆที่จะตอกกลับลูกชายเจ้าของบ้านให้หน้าหงายขึ้นมา

“อีกอย่าง...คุณจะไปรู้อะไร คุณพ่อคุณน่ะขี้อ้อนเหมือนเด็กๆจะตาย นอน

หนุนตักทุกคืนฟังบทความที่ฉันอ่านให้ฟัง แล้วก็หลับบนตักเหมือนเด็กๆ” หญิงสาวทำท่าถอนหายใจแล้วกล่าวราวกับความรักของตนนั้นหวานฉ่ำ ให้คนที่ชิงชังรู้สึกหมั่นไส้เล่นๆ

“ทุเรศ พูดมาได้ไม่อายปาก” ยิ่งฟังแล้วก็ยิ่งเห็นภาพตาม ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างสะอิดสะเอียด มองใบหน้างามที่ไร้ยางอาย

“อายทำไม มันเป็นเรื่องธรรมชาติ เหมือนคุณไง” ธยานีสะใจอย่างที่สุด ที่ได้เห็นชายหนุ่มที่จ้องแต่จะหาเรื่องตนกำลังอยู่ในภาวะแบบนี้ หล่อนก้าวเข้าหาอย่างท้าทาย มั่นใจตัวเองว่างานนี้เธอชนะใสๆ

“หน้าด้าน” ชายหนุ่มเองก็ก้าวเข้าหา กระแทกน้ำเสียงใส่ตามความหมายที่พูด จงเกลียดจงชังผู้หญิงคนนี้เป็นที่สุด

“ก็ไม่ต่างกันหรอก ดิฉันก็แค่คำพูด แต่คุณการกระทำ ไร้ยางอาย ฉันล่ะอายแทนท่านอุ๊บ...” หญิงสาวกล่าวต่อเชิดหน้าเชิดตาทำเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างเหน็บแนม ระลึกถึงสิ่งที่เขาทำในวันวิวาห์ของตนเอง

แต่แล้วก็ไม่ทันคาดคิด พูดยังไม่จบประโยคริมฝีปากงามก็ถูกบดขยี้จากชายที่จ้องจะเล่นงานเธอ ด้วยความแรงตามอารมณ์ที่พุ่งเข้าหา ทำให้ฟันกระแทกเข้ากับริมฝีปากจนรู้สึกได้ถึงเลือดข้นที่ซึมออกมาภายในปากของเธอ ซึ่งพยายาม

เม้มแน่นปกป้องโพรงปากของตัวเองจากปลายลิ้นที่พยายามรุกล้ำเข้ามา

ชายหนุ่มหมั่นไส้ริมฝีปากเชิดที่พยายามพูดจายียวนกวนอารมณ์ของตน บวกกันอารมณ์ที่ค้างคาจากแฟนสาวเมื่อครู่ทำเอาเขาจับใบหน้างามเข้ามาประทับจูบที่ไม่หวาน แต่ก็เนิ่นนานพอที่จะให้เธอกลืนกินคำพูดของตัวเองลงไป แล้วถอนออกมาพร้อมปาดริมฝีปาก

“ปากดีนัก พูดมาก ก็ต้องเจอแบบนี้” ชายหนุ่มแสยะยิ้มอย่างสะใจ เมื่อได้เห็นริมฝีปากที่ตอนนี้เจ่อเพราะแรงกระแทกเมื่อครู่

“ต่ำ” ธยานีกล่าวน้ำเสียงหนักๆด้วยความโกรธเคือง พร้อมสะบัดมือบางปะทะใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่ม ใบหน้าแดงซ่านด้วยความอับอาย

 “สูงนักหรือไงเธอน่ะ” ชายหนุ่มหน้าชาไปกับแรงตบ แต่ก็ไม่ได้คิดตอบโต้ เพียงแค่ยิ้มอย่างมีชัย มองดูเธอที่ตอนนี้กำลังโกรธจัดด้วยความสะใจ ตั้งใจว่าหากมือบางสะบัดมาอีกสักฉาดก็จะรับไว้แล้วดึงเข้ามาจูบอีกสักครั้งเป็นการสั่งสอน

หญิงสาวไม่ตอบพูดไม่ออก ดูเหมือนตอนนี้เธอกำลังหวั่นเกรงสิ่งที่จะตามมา ใจอยากจะตบอีกสักรอบให้หายแค้น แต่ก็กลัวผลที่จะตามมามันไม่คุ้มกันเลย

“อ้าวไม่ตอบเหรอ หึ” ชายหนุ่มได้ทีก็เย้ยหยันต่อ มองใบหน้างามที่โกรธ

จัดขึ้นเรื่อยๆ อย่างรอคอยฝ่ามือบาง ราวกับติดใจทั้งรสจูบและรสมือของเธอ

“บ้าที่สุด” สุดท้ายหญิงสาวก็ได้แต่สะบัดร่างงามเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ที่ซึ่งปลอดภัยที่สุดในตอนนี้

ยิ่งได้เห็นท่าทางของหญิงสาวคู่อริ ชายหนุ่มก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ เผลอยกมือขึ้นจับที่ริมฝีปากของตัวเอง โดยไม่มีความหมาย สูดลมหายใจเข้าปอดเหมือนพอใจอะไรบางอย่าง แล้วเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีเข้าห้องนอนของตัวเองไป

 

หลายวันต่อมา... ภายในห้องประชุมของบริษัทเทพพระคุณ ที่กำลังเคร่งเครียดไปกับการสรุปยอดค่าใช้จ่ายในไตรมาสที่สองซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ชายหนุ่มมองดูเอกสารที่ยังมองไม่เห็นช่องโหว่ แต่ก็พยายามคาดคั้นพนักงานถึงยอดจัดงานที่ลดลง

“ผมต้องการคำตอบว่าทำไม เซลล์ของเราไม่มีความสามารถพอหรือที่จะดึงลูกค้าเข้ามาเซ็นสัญญา” ชายหนุ่มกล่าวน้ำเสียงกระหึ่มดังกึกก้องไปทั่วห้อง น้ำเสียงที่ทำเอาพนักงานน้อยใหญ่รู้สึกเย็นวูบกันทั่วหน้า

“มันเหมือนมีอีกบริษัทมาตัดหน้าครับคุณภีม ให้ราคาต่ำกว่าในเนื้องาน

เหมือนกัน” เสียงของผู้ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายขายตอบอย่างหวั่นๆ

“แสดงว่าต้องมีคนเห็นสัญญาพวกนี้” ชายหนุ่มกวาดสายตาไปรอบๆห้องประชุมอย่างค้นหาเกลือเป็นหนอน

เหล่าผู้เข้าร่วมประชุมต่างพากันก้มหน้า หวั่นเกรงอารมณ์ของผู้เป็นเจ้านาย แม้ชายผู้นี้จะอายุน้อยและเพิ่งเข้ามา แต่ทุกคนก็ยอมกับการทำงานที่เฉียดขาดและระเอียดรอบคอบของเขา

“พวกคุณทุกคนไปหาคำตอบมา ประชุมครั้งหน้าถ้าไม่ได้คำตอบอีก ผมจะจัดการสอบสวนพวกคุณรายบุคคล” ชายหนุ่มกล่าวจบก็เดินออกจากห้องประชุมอย่างหัวเสีย หยิบมือถือขึ้นมาจะเปิดเสียงหลังจบการประชุมก็พบข้อความที่ส่งเข้ามาจึงเปิดอ่าน

“ขอโทษนะคะพี่ภีม งานของเกดยังไม่เสร็จเลย คืนนี้เราคงไม่ได้เจอกัน” ข้อความของการะเกดที่ฝากมากับเครือข่ายสังคมออนไลน์ในมือถือของชายหนุ่ม ภีมเดชเปิดฟังหลังออกจากห้องประชุมด้วยความรู้สึกผิดหวัง หลายวันมานี่แฟนสาวของเขาไม่ว่างที่จะเจอหน้ากันเลย

“จะว่างเจอกันเมื่อไร” ชายหนุ่มพิมพ์ข้อความถามกลับอย่างคาดหวัง อารมณ์ว้าวุ่นที่คุกรุ่นมาหลายวันยังไม่ถูกใครกำราบให้มอดลง

“งานเสร็จคืนนี้ค่ะ” ชายหนุ่มอ่านข้อความอย่างมีความหวัง ใจนึกจะนัดหญิงสาวเจอคืนนี้ ปลายนิ้วกำลังจะพิมพ์ข้อความส่ง คืนนี้เจอกัน... แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นพิมพ์

งั้นพรุ่งนี้เจอกันนะครับ...

คาดหวังว่าคืนนี้จะทำให้เธอแปลกใจ ยามที่คนรักทำงานเหนื่อยได้เจอเขาในห้องนอนพร้อมอาหารสุดพิเศษ หล่อนคงจะมีความสุขอย่างมากเลยทีเดียว ชายหนุ่มคิดอย่างกระชุ่มกระชวยเดินผิวปากเข้าห้องทำงานอย่างอารมณ์ดี ทำเอาพนักงานที่อยู่ในห้องประชุมต่างพากันสับสนท่าทางของเจ้านายที่เปลี่ยนอารมณ์ได้รวดเร็ว

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เมื่อเธอแม่เลี้ยงคนใหม่ย่างก้าวเข้ามาในบ้านด้วยอายุที่อ่อนกว่าเขา ชายหนุ่มจึงไม่อาจจะวางใจ ไม่เชื่อว่าเธอมาด้วยใจรักบิดา แผนการแก้แค้นของเธอจะสำเร็จหรือไม่ต้องติดต่ออ่านค่ะ"

รมย์ธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha