บ้านไร่ อุ่นไอรัก

โดย: aom13



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 9 : ลูกนกพลัดรัง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

 ตรีศิลป์มองคนที่นั่งมาข้างเขา เมื่อจอดรถยนต์ตรงหน้าบ้านหลังกลางเก่ากลางใหม่ของการะเกด นัยน์ตาโตแฝงแววเศร้าของการะเกดมองไปรอบบริเวณบ้าน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลย หญิงสาวก็ถอนหายใจ แล้วหันมาบอกคนข้างๆ อย่างเกรงใจว่า

            “รบกวนคุณใหญ่ รอเก๋ตรงนี้ก็ได้นะคะ” ตรีศิลป์มองเธอด้วยสายตาดุๆ ตามแบบของเขา ก่อนจะส่ายหน้า

            “พี่เข้าไปด้วยดีกว่า เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยกันทัน”

            “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ” การะเกดตัวลีบ กับน้ำเสียงและสายตาของเขา ตรีศิลป์ไม่เหมือนตรีศรพี่ชายคนรองของตรีทิพย์เลยแม้แต่น้อย ทำให้เธอไม่กล้าเรียกเขาว่าพี่ เลี่ยงมาใช้คำว่าคุณแทน   ตรีศิลป์ดูน่าเกรงขามและดูท่าทีชาเฉย นัยน์ตาคมดุของเขาทำให้การะเกดไม่กล้า แม้แต่มองสบตาด้วย คนอะไรก็ไม่รู้หน้าดุจริงๆ สมแล้วกับที่เป็นถึงครูฝึกของนักเรียนเตรียมทหาร หญิงสาวคิดในใจ ก่อนจะเดินลงมาจากรถพร้อมๆ กับชายหนุ่ม

            ร่างสูงใหญ่ของตรีศิลป์แทบจะบังร่างบางไว้ได้มิด เขาแอบมองคนที่เดินนำทางเขาเข้าไปในบ้านอย่างลอบสำรวจ เจ้าหล่อนตัวเล็กกว่าน้องสาวเขามาก คงสูงสักร้อยห้าสิบนิดๆ เองล่ะมั้ง ผมยาวดำมันเป็นประกายยาวประบ่า เอวเล็กจนแทบจะรวบจับได้ด้วยมือเดียว ตรีศิลป์คิดในใจเธอเจอเหตุการณ์เลวร้ายมามากขนาดนั้นก็น่าสงสารและเห็นใจมาก ดีที่ว่าสู้จนเอาตัวรอดมาได้  ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของคนเลวแบบนั้น

            การะเกดมองไปรอบๆ บ้าน ประตูติดล็อคกุญแจ หญิงสาวภาวนาว่าขอให้กุญแจสำรองยังอยู่ในที่เดิมของมัน เธอควานมือเข้าไปตรงใต้กระถางต้นไม้ที่วางอยู่หน้าบ้าน แล้วก็อมยิ้มเมื่อพบกับสิ่งที่ต้องการ

            “แม่ไม่อยู่แบบนี้ก็ดีเหมือนกันค่ะ เก๋เขียนจดหมายบอกแม่ไว้แล้ว จะได้รีบเก็บของแล้วก็ไปกับคุณใหญ่เลย”

            “อืม...” ตรีศิลป์ตอบสั้นๆ เขามองเก้าอี้ไม้ที่อยู่หน้าบ้าน ก่อนจะบอกกับการะเกดด้วยน้ำเสียงทุ้มว่า 

”เดี๋ยวพี่รอข้างนอกนี่ก็แล้วกัน ตามสบายนะ”

            “ค่ะ” การะเกดรีบเดินเร็วๆ เข้าไปในบ้าน ประตูห้องนอนของเธอยังเปิดกว้างอยู่อย่างนั้น  หญิงสาวเม้มปาก มองห้องที่เป็นที่พักพิงมานานตลอด 20 ปีอย่างอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเริ่มลงมือเก็บข้าวของที่มีอยู่น้อยนิด น้ำตาใสๆ เริ่มไหลรื้นขึ้น เมื่อจับกรอบรูปที่วางหัวเตียงขึ้นมาดู มีรูปของกาจ บิดา และแตง รวมถึงตัวเธอสมัยเด็กๆ หญิงสาวลูบไล้กรอบรูปอย่างคิดถึงความทรงจำเก่าๆ ที่แสนมีความสุข ครอบครัวที่อบอุ่นของเธอคงกลับคืนมาไม่ได้อีกแล้ว การะเกดคิดอย่างเศร้าๆ ก่อนจะเก็บรูปนั้นใส่กระเป๋าไปด้วย…

            แตงถึงกับย่นคิ้วเมื่อเห็นรถยนต์สีขาวมาจอดอยู่ตรงหน้าบ้านของเธอ หญิงวัยกลางคนรีบก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปในบ้าน แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นชายหนุ่มหน้าตาดี ที่นั่งอยู่ตรงหน้าบ้าน ประตูบ้านเปิดกว้างไว้ แตงเดินเข้าไปหาชายหนุ่มทันที

            “มาทำอะไรที่นี่ แล้วคุณเป็นใคร”

            “ผมเป็นพี่ชายของน้องเล็ก เพื่อนของการะเกดครับ” ตรีศิลป์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะยกมือไหว้แตง ที่ไม่ยอมรับไหว้ตอบ นางท้าวเอว แถมมองกวาดไล่ไปทั้งตัวคนตรงหน้า มองกวาดใบหน้าคมเข้ม นัยน์ตาคมดุ ผิวคร้ามแดด และหุ่นกำยำของตรีศิลป์ ชนิดหัวจรดเท้ากันเลยทีเดียว

            “อ้อ...” แตงหรี่ตา ความคิดบางอย่างแล่นวาบ หรือแบบนี้กันนะลูกสาวตัวดี ถึงไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง คงจะเพราะไอ้หนุ่มตรงหน้านี่ด้วย สมหมายเองก็บอกว่าการะเกดไม่ได้เรียบร้อยเหมือนที่คิดหรอกนะ เขาเห็นว่าการะเกดอ้างว่าไปทำงานที่จริงก็แอบไปเที่ยวกับหนุ่มๆ

            แตงเคืองลูกสาวมาก ว่าจะหาโอกาสไปจับผิดการะเกด แต่ก็ไม่ประจวบเหมาะสักที นี่แม่ลูกสาวคงจะแกล้งสำออยแล้วให้ไอ้หนุ่มนี่มาส่งสินะ ยิ่งเห็นภาพการะเกดที่หิ้วกระเป๋าออกมาจากห้อง แตงก็ยิ่งโมโห นางปรี่เข้าไปหาบุตรสาวทันที และยื้อหูกระเป๋าไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างก็เงื้อใส่บุตรสาว เพราะความเข้าใจตามภาพที่เห็นทันที

“จะไปไหนนังตัวดี หอบข้าวหอบของแบบนี้จะหนีตามผู้ชายใช่ไหม?” การะเกดถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ กับคำพูดของมารดาที่กล่าวหาเอาแบบนั้น

“เก๋เปล่านะคะแม่”

เพี๊ยะ! เสียงฝ่ามือของมารดาตบลงมาที่แก้มของบุตรสาวทันที ด้วยความโมโหจัด ตรีศิลป์เห็นเหตุการณ์ดังนั้นเขาก็ลุกขึ้นจากที่นั่งราวกับติดสปริง

“หนอย อ้างว่าไปนอนกับเพื่อน ที่จริงแกไปนอนกับพี่ชายเพื่อนใช่ไหม พี่หมายเขาเตือนฉันเรื่องแกแล้วแต่ฉันไม่เคยฟัง กลับไปห้องนะเก๋ ไม่ต้องออกไปไหน”

“เก๋อยู่ที่นี่ไม่ได้” การะเกดยกมือกุมแก้มข้างที่ถูกตบ น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาทันที เสียใจที่มารดาไม่ฟังเธอเลย และเสียใจที่มารดามองเธอตกต่ำถึงเพียงนั้น นี่ผู้เป็นมารดาไม่รู้จักนิสัยบุตรสาวที่ลี้ยงดูมาตลอดยี่สิบปีเลยใช่ไหมนี่ การะเกดคิดแล้วก็ยิ่งเสียใจ

“ทำไมแกจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ ฉันเป็นแม่แก แกเป็นลูกฉันแกต้องอยู่กับฉัน กลับเข้าห้องไปนะ” แตงไล่บุตรสาวอีกรอบ หากแต่การะเกดยังยืนนิ่ง นัยน์ตาตัดพ้อจนผู้เป็นมารดาใจหาย แตงเห็นว่านั่นเป็นการที่การะเกดขัดขืน จึงเงื้อมือใส่หน้าบุตรสาวที่กำลังน้ำตาเริ่มไหลรินอีกรอบ

“หยุดก่อนดีกว่าไหมครับ?”

มือแข็งแรงมาจับข้อมือของนางไว้ทัน ก่อนที่มันจะกระทบหน้าของการะเกด ตรีศิลป์ก้าวมาขวางระหว่างแตงกับบุตรสาวทันที ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่เขาเห็น ทำให้ชายหนุ่มต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างอดไม่ได้ แตงมองเขาอย่างไม่พอใจทันที

“มีปัญหาอะไรเหรอไง ฉันจะทำอะไรลูกฉันก็ได้”

“อืม...ผมว่าคุณกำลังเข้าใจผิด” ตรีศิลป์พูดเสียงเรียบๆ นัยน์ตาคมดุของเขาทำให้แตงรู้สึกเกรงๆ ขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่วายท้าวเอวใส่ชายหนุ่ม แล้วตวาดเสียงแหว

“ไม่ผงไม่ผิดหรอก ไอ้เก๋หอบข้าวของออกจากบ้าน แถมตัวคุณเองก็มารับ แบบนี้จะให้เข้าใจว่ายังไง ถ้าไม่ให้เข้าใจว่าหนีตามกันน่ะ”

“เธออยู่ที่นี่ไม่ได้ เพราะว่าจะโดนพ่อเลี้ยงข่มขืน แถมแม่ก็ไม่เคยจะเชื่อเลย เป็นผม ผมก็อยู่ไม่ได้” แตงหรี่ตาอย่างไม่พอใจ นางหันไปเล่นงานบุตรสาวทันที

“นี่แกไปพูดอะไร เอาอะไรมาพูดว่าพี่หมายจะข่มขืนมัน จะมากเกินไปแล้วนะเก๋!” การะเกดน้ำตาร่วงพรู เมื่อได้ยินประโยคนั้นจากมารดา เธอพูดเป็นเสียงสะอื้น เมื่อพยายามอธิบายกับผู้บังเกิดเกล้า

“เก๋พูดเรื่องจริงค่ะ แม่”

“โอ๊ย! แกอย่ามาใส่ร้ายพี่หมายนะ เขาเอ็นดูแกจะตาย”

“ถ้าอย่างนั้น ผมจะพาเก๋ไปแจ้งตำรวจ เขาคงจะมาพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือเปล่า” ตรีศิลป์เลิกคิ้ว แตงถึงกับสะอึกและลังเล แต่ยังไงเธอก็เลือกจะเชื่อสมหมายมากกว่าการะเกด

“เอ่อ...”

“แล้วเก๋จะไปทำงานกับผม ไม่ได้หนีตามผม อ้อ...” ตรีศิลป์ล้วงกระเป๋าหนังสีดำของเขาขึ้นมา ก่อนจะนับเงินจำนวนหนึ่งแล้วส่งให้กับแตง

“นี่ครับ ถือว่าเป็นค่าจ้างล่วงหน้าบางส่วนของการะเกด เธอไปทำงานกับผมจริงๆ เพื่อจะได้หนีจากที่แย่ๆ แบบนี้ ไปกันดีกว่าการะเกด” ชายหนุ่มทำเสียงเย็นชาใส่แตง และดึงมือการะเกดพร้อมกับถือกระเป๋าของเธอ เดินผ่านหน้าแตง ที่ยังยืนเม้มปากแน่นถือเงินไว้อยู่อย่างนั้น หญิงวัยกลางคนเดินกระแทกเท้าออกมาทันที เมื่อตรีศิลป์และการะเกดพ้นบ้านของเธอไปแล้ว ก่อนจะตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า

“ไปกันเลย! ไม่ต้องกลับมาอีกนะปีกกล้าขาแข็งแล้วนี่ ที่นี่ไม่ต้องรับเด็กโกหกแบบแก ฉันจะถือเสียว่าฉันไม่เคยมีลูก”

“แม่” การะเกดครวญออกมาอย่างสิ้นหวัง น้ำตาไหลพรั่งพรูจนตรีศิลป์อดสงสารไม่ได้ เขาบีบมือหล่อนเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ดึงร่างบางมากอด การะเกดปล่อยโฮกับอกกว้างของเขา ร้องไห้อย่างไม่อายชายหนุ่มเลย รู้แต่ว่าตอนนี้เธอเสียใจมาก มารดาคงจะเกลียดเธอมากแล้ว เธอคงจะกลับมายังบ้านที่เป็นที่รักอีกไม่ได้แล้ว แขนเรียวโอบรอบร่างเขาแน่น สะอื้นกับอกกว้างเหมือนเป็นเด็กเล็กๆ ที่ขวัญเสียหนีภัยมาพึ่งพิงเขา

ตรีศิลป์ถอนใจ เขานึกโกรธแตงที่ไม่ฟังความจากบุตรสาวเลย อย่างว่าคนนั่งคุยกับคนนอนคุยมันไม่เหมือนกัน แต่นี่ก็เกินไป มือใหญ่เขาลูบหลังไหล่ให้อย่างปลอบประโลม คนในอ้อมแขนช่างน่าสงสารและบอบบางราวกับลูกนกหลังรัง เขาปล่อยให้เธอร้องไห้จนกว่าจะเงียบ และให้ความอบอุ่นกับการะเกดเป็นเหมือนคำปลอบใจจากเขา ...

เมื่อการะเกดเงียบแล้ว ชายหนุ่มก็ส่งผ้าเช็ดหน้าให้เธอซับน้ำตา หญิงสาวรับมาซับน้ำตาพร้อมกับสูดน้ำมูกเสียงดังพรืด ตรีศิลป์ต้องกลั้นยิ้มเมื่อเห็นกิริยาแบบเด็กๆ ของเธอเข้า เขาพูดเสียงทุ้มๆ ว่า

“กลับไปบ้านกันดีกว่า ที่นี่ไม่ต้อนรับเก๋ แต่ก็มีที่ที่ต้อนรับเก๋อยู่นะ“ การะเกดมองคนพูดก่อนจะหน้าแดง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมตัวไปกอดเขาและให้เขาปลอบ

 ตายแล้ว! ทำไมถึงทำอะไรเป็นเด็ก ๆ แบบนั้นนะยัยเก๋

การะเกดคิดในใจ  คำว่าบ้านที่ตรีศิลป์พูดฟังดูอบอุ่นอย่างประหลาด หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะขึ้นรถตามเขาไป หญิงสาวมองเหม่อไปเมื่อนั่งรถกลับไปยังบ้านการุณการ

 ตรีศิลป์ลอบมองใบหน้าสวยหวาน ที่มีแต่ร่อยรองของความเศร้าหมองแล้วแอบถอนใจ เพื่อนรักของแม่น้องสาวช่างเป็นเด็กสาวที่มีชีวิตอาภัพจริงๆ เขาคงจะช่วยได้บ้างในเรื่องการหางานให้ทำสินะ ตรีศิลป์คิดในใจ

เขาอยากจะทำดีกับการะเกดเพื่อล้างเรื่องแย่ๆ ออกจริงๆ แต่จะทำอย่างไรล่ะ เขาไม่เคยเอาใจผู้หญิงคนไหนนอกจากมารดาและน้องสาวเสียด้วยสิ ความเย็นชา หน้าเฉยของเขาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ไม่มีสตรีคนไหนกล้าเข้ามาใกล้ ตัวตรีศิลป์เองก็ไม่อยากเข้าใกล้ใครนักเพราะรำคาญ และประสบการณ์รักที่เคยผิดพลั้งทำให้เขาปิดหัวใจ และแทบจะหลงลืมการอ่อนโยนกับผู้หญิงไปเสียแล้ว มาคิดได้อีกทีก็เพราะคนข้างๆ นี่แหละ

 บ้าน่า ...การที่เขาช่วยให้เธอได้งานทำก็ดีถมเถแล้วนี่ ไม่เห็นต้องทำอ่อนโยนและอยากปกป้องเธอเลย ความรักมันเจ็บนะนายใหญ่ จำไม่ได้แล้วหรือไง ตรีศิลป์คิดก่อนจะเม้มปาก และทำหัวใจให้เลิกสนใจคนข้างๆ ไปในทันที...

 

.............................................................................................................................................

 

            “อะไรเยอะแยะไปหมดเลยน่ะเล็ก” การะเกดอุทาน เมื่อเห็นจำนวนถุงเสื้อผ้าที่กองอยู่บนเตียงของตรีทิพย์ เจ้าตัวยังสนุกกับการเอาชุดนั้นชุดนี้มาทาบให้กับเพื่อนรัก ตรีทิพย์ยิ้มแล้วเอาเสื้อสีขาวแขนตุ๊กตา มีโบว์สีหวานผูกที่แขนมาดูอย่างชื่นชม

            “ตัวนี้เหมาะกับเก๋จัง ใส่แล้วคงจะสวยหวานมากเลย”

            “เดี๋ยวก่อนสิเล็ก มันไม่มากไปหน่อยเหรอ จะให้เราหมดนี่เลยนะ เราเกรงใจ” การะเกดว่า ตรีทิพย์ส่ายหน้า ก่อนจะทำหน้าดุๆ ใส่เพื่อนรัก

            “ไม่มากไปหรอก ที่เพื่อนจะให้เพื่อนน่ะ นะเก๋ รับไปเถอะ นี่เป็นของขวัญจากเราในโอกาสที่เก๋ได้เริ่มงานใหม่ เริ่มชีวิตใหม่ไง ถ้าไม่เอานะเราจะโกรธ”

            “ขอบใจมากนะ เล็กดีกับเราจริงๆ“ การะเกดทำท่าจะน้ำตารื้นขึ้นมาอีกรอบ แต่ตรีทิพย์รีบห้ามไว้เสียก่อน

            “อย่าร้องไห้นะเก๋ ขี้แยจังเลยหมู่นี้ พรุ่งนี้เก๋ก็ต้องไปกับพี่ใหญ่แล้ว เราคิดถึงเก๋จังเลย”

            “เราก็คิดถึงเล็ก ไม่รู้จะทำงานให้พี่ใหญ่ของเล็กได้ไหม” การะเกดคิดอย่างกลุ้ม ๆ กลัวว่าจะทำงานได้ไม่ดี เกรงใจทั้งตรีศิลป์และตรีทิพย์ โดยเฉพาะคนแรก นัยน์ตาดุ ๆ ของเขาทำให้รู้สึกกลัวเกรงเขาอยู่ไม่น้อย

             แต่ผู้ชายที่ดุดันน่าเกรงขามอย่างตรีศิลป์ กลับมีบางมุมที่อบอุ่นจนการะเกดอดเก็บไว้ระลึกถึงไม่ได้ อ้อมอกของเขาอบอุ่นและอ่อนโยน แม้จะไม่มีคำพูดปลอบโยนสักคำก็ตามที แต่มันก็ทำให้การะเกดรู้สึกไม่อ้างว้าง เมื่อตอนที่มารดาปฏิเสธเธอ ใบหน้านวลเริ่มมีสีแดงเรื่อๆ เมื่อนึกถึงเจ้าของอ้อมอกอุ่นที่ใช้เป็นที่พึ่งพิงเมื่อวาน ตรีทิพย์เอียงคอเมื่อมองใบหน้าแดงเรื่อของเพื่อนรัก

            “ทำไมอยู่ๆ หน้าแดงล่ะเก๋”

            “เปล่า ไม่มีอะไร” การะเกดรีบปฏิเสธ หากแต่ใบหน้ากลับยิ่งแดงมากขึ้น เธอไปนึกอะไรแบบนั้นได้ยังไงกันนะ หญิงสาวรีบไล่ความรู้สึกแปลกๆ  นี้ไปเสีย ก่อนจะเสทำเป็นมองกระโปรงสีฟ้าลายจุดขาวในมือ แล้วเอ่ยชมอย่างจะเอาใจคนซื้อมาให้

“สวยจังเลยเล็กตัวนี้น่ะ”

            “เข้ากับเสื้อตัวนี้ดีด้วย พรุ่งนี้เดินทางใส่ชุดนี้เลยนะเก๋ เราอยากเห็น”

            “ได้จ้ะ เราตามใจคนให้อยู่แล้ว” การะเกดพูดยิ้มๆ ทำเอาคนฟังยิ้มแป้นอย่างถูกใจ เธอแอบมองใบหน้าหวานใสของเพื่อนรัก พรุ่งนี้จะแปลงโฉมการะเกดให้งามพริ้งเลยทีเดียว อยากจะรู้ว่าพี่ชายใหญ่จะว่ายังไงบ้างนะ เธอกวาดตามองการะเกดที่อยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวเก่าๆ กับกางเกงขาสั้นครีม ผมยาวรวบไว้ง่ายๆ หน้าเป็นมันเพราะกำลังยุ่งกับการเตรียมตัวเก็บข้าวของ

นางฟ้าอย่างตรีทิพย์ จะเนรมิตนางซินอย่างการะเกด เอาให้พี่ชายใหญ่อึ้ง ตะลึงไปเลย… ตรีทิพย์คิดในใจอย่างนึกสนุก....

 

..........................................................................................................................

           

            “เอาน้ำพริกไปไว้กินด้วยนะตาใหญ่ แม่วาเขาตำให้เราเลย น้ำพริกนรกกุ้งของโปรดเราน่ะ เก็บไว้ได้นาน นี่ก็เสื้อไหมพรม แม่ถักไว้ให้เห็นว่าทางโน้นหนาวมาก นี่พวกอินทผาลัม ตอนพ่อเขาไปใต้ซื้อมาไว้หลายกล่องเลยของโปรดเรา” ลัดดาหอบข้าวของออกมาจากบ้าน และจาระไนให้ลูกชายฟังว่ามีอะไรเป็นอะไรบ้าง ตรีศิลป์กลับไร่องุ่นของเขาวันนี้ เพราะทิ้งมาหลายวันแล้ว ตอนนี้จอมกำลังเตรียมดูเครื่องยนต์สำหรับเดินทางไกลอยู่ ตรีศิลป์ขับรถเองเพราะไม่ค่อยไว้ใจจอม

            “โอย...อิจฉาจังเลยครับแม่” ตรีศรแกล้งร้องดังๆ ด้วยความอิจฉา เลยโดนมารดาตีแขนเอาด้วยความหมั่นไส้ แถมค้อนให้อีกขวับ

            “อะไรกันน่ะตารอง”

            “ก็อิจฉาพี่ใหญ่น่ะสิครับ กลับมาบ้านไม่กี่วัน แม่ได้กลิ่นอะไรไหมครับ?” ตรีศรทำจมูกฟุดฟิต ทำเอาลัดดาต้องทำจมูกสูดกลิ่นตามลูกชายไปด้วย ก่อนจะย่นคิ้ว

            “ไม่ได้กลิ่นอะไรนี่ตารอง”

            “จริงๆ น่ะเหรอครับแม่” ตรีศรอมยิ้ม แล้วกอดร่างท้วมๆ ของผู้เป็นมารดาแล้วหอมแก้มท่านดังฟอด ก่อนจะก้มศีรษะให้มารดาพิสูจน์

 “นี่ไงครับ หัวผมเอง เหม็นเลยพอพี่ใหญ่มา”

            “บ้าจริงๆ ตารองนี่” ลัดดาหัวเราะกิ๊ก แล้วกอดร่างสูงใหญ่ของบุตรชายคนรองแรงๆ อย่างหมั่นเขี้ยว ตรีศรช่างเย้าแหย่ ไม่เหมือนตรีศิลป์ที่มักจะยิ้มเฉย นานครั้งหรอกถึงจะมีอารมณ์ปล่อยอารมณ์ขันสักที ไม่รู้ว่าบุตรชายคนโตติดบุคลิกเฉยๆ ขรึมๆ นี่มาจากใคร ลัดดาแอบคิดสงสัย เพราะลูกสาวคนเล็กเองก็เป็นจอมยุ่งและร่าเริงมาก เวลาอยู่กันสามคนมักจะหาเรื่องซนๆ แผลง ๆ กับพี่ชายคนรองเรื่อย ส่วนตรีศิลป์ได้แต่มองน้องๆ และห้ามเท่านั้นเอง เวลาที่ซนกันเลยเถิด

            “พี่กลับแล้วล่ะ ทีนี้แม่จะได้เอาใจนายแทนไง” ตรีศิลป์หัวเราะ ตรีศรย่นจมูกเขากอดมารดาแน่นแบบแกล้งๆ จนลัดดาต้องหยิกเอาถึงยอมปล่อย

            “ไม่หรอกครับพี่ใหญ่ ไม่เคยเอาใจผมหรอก เคยแต่บ่นๆๆๆ เสียมากกว่า”

ลัดดาค้อนให้บุตรชายคนรองอีกรอบ นางมองลูกชายที่สวมเสื้อยืดพอดีตัวสีขาว กางเกงยีนสีซีด รองเท้าผ้าใบ ผมทรงยาวระต้นคอของตรีศรแล้วก็ย่นจมูก แถมยังเจาะหูอีกข้างเสียด้วย อย่างนี้จะไม่ให้บ่นได้อย่างไร ยังไม่นับเรื่องบรรดาสาวๆ น่าปวดหัวของบุตรชายอีกด้วย อาจจะเพราะความที่เป็นภรรยาทหาร ลัดดาเลยพลอยติดความมีระเบียบมาด้วย ยิ่งพอเห็นบุตรชายคนโตสวมเสื้อแจ๊กเก็ตยีนตัดผมสั้นเรียบร้อย กับมาดเซอร์ๆ ของตรีศรเลยอดเปรียบเทียบไม่ได้

            “จะไม่ให้แม่บ่นได้ยังไง เราทำแต่ละเรื่องน่ะ”

            “แหม...เรื่องอะไรล่ะครับ” ตรีศรเลิกคิ้วอย่างล้อเลียนให้มารดา

“มันหลายเรื่องจัด จนผมจำไม่ได้ แม่ก็ขยันบ่นจัง จำได้ไหมครับว่าเคยบ่นผมซ้ำเรื่องหรือยัง”

            “ดูน้องเราเถอะตาใหญ่ พาไปอยู่ไร่ด้วยอีกคนไป๊ วันๆ แหย่แต่แม่ให้โมโห จนแม่ชักจะรำคาญแล้วนะเนี่ย” ลัดดาออกปากไล่ ตรีศิลป์หัวเราะ มารดากับตรีศรมักจะกระเซ้าเย้าแหย่กันแบบนี้เสมอ

            “ไล่ผมเสียแล้ว จะว่าไปผมก็อยากจะไปเที่ยวอีกนะครับพี่ใหญ่ ไร่องุ่นบรรยากาศดี ว่าจะพาสาวๆ ไปเที่ยวด้วยสักคน พี่ใหญ่จะว่าไหมครับ?”

            “ไม่ว่าหรอก” ตรีศิลป์พูดยิ้มๆ ลัดดาทำตาขวางใส่บุตรชายคนรองทันที ตรีศรเลยรีบแก้ต่าง

            “พาน้องเล็กไปต่างหากล่ะครับ แม่อย่าเพิ่งบ่นผมนะครับ ขานั้นติดน้องเก๋มาก คงคิดถึงกันแย่เลย ฝากพี่ใหญ่ดูแลเพื่อนให้น้องสาวเราด้วยนะครับ แม่ตัวดีเขาหวงเพื่อนคนนี้ของเขามาก” นัยน์ตาคมดุวูบไหว เมื่อได้ยินน้องชายพูดถึงสตรีสาวบอบบาง หากซ่อนไว้ด้วยความแข็งแกร่งบางอย่าง การะเกด จริงสินะ วันนี้เธอต้องเดินทางไปกับเขาด้วย

            “พี่ใหญ่ขา ขอโทษนะคะที่ช้าไปหน่อย เล็กมัวแต่เคี่ยวเข็ญยัยเก๋ให้รับของฝากไปด้วยน่ะค่ะ” เสียงใสๆ ของน้องสาวดังขึ้น พร้อมกับหญิงสาวร่างบางที่เดินข้างๆ น้องสาว ทำเอาตรีศิลป์หรี่ตาและอดมองเธอนิ่งนานไม่ได้ วันนี้ทำไมการะเกดถึงดูเป็นสาวและสวย...มากขนาดนี้กันนะ

            ร่างเล็กบางในชุดเสื้อแขนตุ๊กตาสีขาวพอดีตัว คอวี กระโปรงเป็นชั้นๆ สีฟ้าลายจุดขาวสั้นเหนือเข่า ผมยาวถูกตรีทิพย์จับถักเปียครึ่งศีรษะอวดใบหน้ารูปไข่ ริมฝีปากรูปกระจับเป็นสีชมพูเรื่อแบบไม่ต้องแต่งแต้มด้วยวัยสาว นัยน์ตากลมโต วันนี้มีประกายของความกังวลฉาบไว้ เมื่อเผลอมองสบตาเขา การะเกดก็ก้มลงหลบทันที

            ตรีศิลป์แอบถอนใจ ดูเหมือนเจ้าหล่อนจะกลัวๆ เขาอย่างไรก็ไม่รู้สิ อาจจะเพราะสายตาดุๆ ของเขาก็ได้ ก็มันเป็นแบบนี้นี่นา ห้ามได้ที่ไหนกัน ตาเขาคมกริบจนเกือบดุอย่างนี้ บางทีไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มันดุ แต่คนมองสบก็กลัวเขากันทุกที ตรีศิลป์คิดในใจ  แม่สาวน้อยตัวเล็กเพื่อนรักของน้องสาวเขาคนนี้ ก็คงกำลังกลัวกับสายตาเขาเหมือนกันสินะ

            “วันนี้หนูเก๋สวยจังเลยลูก” ลัดดาทักทายยิ้มๆ ทำเอาการะเกดถึงกับหน้าแดงด้วยความเขิน ความจริงไม่ได้ตั้งใจจะแต่งตัวสวยหรอก แต่เพื่อเอาใจเพื่อนรัก การะเกดจึงยอมเป็นตุ๊กตาให้ตรีทิพย์บงการเรื่องเสื้อผ้า หน้าผม ดูเหมือนเพื่อนรักจะบรรจงแต่งตัวให้เป็นพิเศษ แถมจับการะเกดแต่งหน้าอ่อนๆ เสียด้วย

            “ฝีมือเล็กเองค่ะ เก๋ชอบทำตัวโทรมๆ เล็กเลยแปลงโฉมให้” ตรีทิพย์แอบขยิบตากับพี่ชายรอง ที่แอบยกนิ้วโป้งให้เธอ เหมือนจะเป็นสัญญาณบอกว่าเยี่ยมไปเลย

            “พี่คงจะต้องเดินทางแล้วนะ เพราะเดี๋ยวถึงโคราชค่ำ” ตรีศิลป์ว่า เขาแอบมองร่างบางของการะเกดด้วยความชื่นชมเหมือนกัน ถ้านัยน์ตากลมโตหวานนั่นเป็นประกายแห่งความสุขแทนที่ความเศร้า จะสวยน่ารักมากขนาดไหนหนอ ตรีศิลป์เผลอคิด ขณะที่ลอบมองใบหน้ารูปไข่ของการะเกดที่ยืนกับน้องสาว

            “เดินทางดีๆ นะคะพี่ใหญ่ น้องเล็กขอกอดทีหนึ่งก่อนนะคะ” ตรีทิพย์ผละจากเพื่อนรัก ไปกอดรอบร่างกำยำของตรีศิลป์อย่างรักใคร่ ตรีศิลป์ยิ้มแล้วลูบศีรษะน้องสาวอย่างเอ็นดู เจ้าตัวยังไม่วายพูดฝากฝังเพื่อนรักกับพี่ชายใหญ่ด้วย

 “พี่ใหญ่ฝากดูแลเพื่อนน้องเล็กด้วยนะคะ”

            “อืม...” ตรีศิลป์ตอบสั้นๆ เขาอดมองใบหน้าหวานๆ ของการะเกดไม่ได้ ตรีทิพย์ย่นจมูกให้พี่ชายก่อนจะหัวเราะกิ๊กอย่างล้อเลียน

            “อืม...อีกแล้ว อืม...ของพี่ใหญ่แปลว่าตกลงน้องเล็กตู่เอาเลย ถ้าน้องเล็กไปเยี่ยมเก๋ หวังว่าพี่ใหญ่คงไม่ใช้งานเพื่อนน้องเล็กหนักนะคะ เก๋ตัวเล็กนิดเดียวเอง อย่าใช้ไปเก็บองุ่นนะ น้องเล็กฝากงานให้ไปทำบัญชี”

            “หึ หึ” เจ้าของเสียงหัวเราะนี้คือตรีศร เมื่อเห็นหน้าพี่ชายใหญ่ที่ครึ่งยิ้มครึ่งดุพิกล เมื่อมองน้องสาวหลังจากฟังคำฝากฝังเสร็จลง เขาโคลงหัวน้องสาวคนเล็กไปมาอย่างอดไม่ได้

            “เจ้ากี้เจ้าการนักนะเราน่ะ ไปบังคับนายจ้างได้ยังไงกัน จริงไหมครับพี่ใหญ่”

            “อืม” ตรีศิลป์ตอบสั้นๆ ทำเอาสองพี่น้องอดขำกิ๊กไม่ได้ ยิ่งนึกถึงตอนมารดาเล่าเรื่องนายจอมกับไข่พะโล้ ที่ทำให้นายกินเกือบเดือนก็ยิ่งขำ ไอ้เพราะคำว่าอืม ...ของพี่ชายนี่แหละเฮ้อ....

            “ขับรถดีๆ นะตาใหญ่ ไว้มาเยี่ยมบ้านอีกนะลูก” มารดาว่าก่อนจะตรงเข้ามากอดลูกชายคนโตอย่างอาลัยอีกคน ตรีศิลป์ตอบยิ้มๆ

            “ครับ”

            “ไว้ไปถึงที่โน่นโทรมาด้วยนะครับพี่ชาย” ประโยคนี้เป็นของตรีศรที่ตบบ่าพี่ชายเบาๆ

 “ผมจะได้รู้ว่าพี่ชายถึงโดยสวัสดิภาพ”

            “อืม...ได้” ตรีศิลป์ยิ้มที่มุมปาก ส่วนตรีศรโดนลัดดาหยิกเอา โดยหาว่าปากไม่ดีพูดเป็นลาง ตรีทิพย์ผละจากพี่ชายคนโตไปหาเพื่อนรัก แล้วกอดร่างบางไว้แน่น น้ำตาทำท่าจะไหลออกมาอีกรอบ เมื่อนึกว่าต้องจากการะเกดไปนาน เธอพึมพำเสียงเครือ

            “โทรมาหาเราบ้างนะเก๋ แล้วเราจะไปเยี่ยมเก๋นะ พี่ใหญ่ใจดี เราเชื่อว่าพี่ใหญ่ดูแลเก๋ได้”

            “จ้ะ” การะเกดตอบสั้นๆ ภาพความทรงจำวันที่เธอทะเลาะกับมารดาวาบขึ้นมา เธอเองก็เชื่อว่าตรีศิลป์คงเป็นที่ปกป้องคุ้มภัยของใครต่อใครได้ จากบุคลิกเอาจริงของเขา ความอบอุ่นที่เขามอบปลอบโยนเธอจากความเศร้า หญิงสาวแอบมองใบหน้าคมสัน ที่กำลังยกมือไหว้ล่ำลากับมารดา และจัดแจงดูแลเรื่องกระเป๋าเดินทางที่จอมเอาขึ้นรถอยู่

            “ไปกันได้แล้วครับ” ตรีศิลป์หันมาเรียกหล่อน การะเกดบีบมือตรีทิพย์ที่จับมือเธอไว้ด้วยความอาลัย เธอเองก็รู้สึกเคว้งคว้างเหมือนกันที่ตัดสินใจแบบนี้ ต้องไปอยู่กับคนที่รู้จักเพียงแค่ไม่กี่วัน เธอจะทำงานให้เขาได้ดีไหมนะ สารพัดความกังวลเกือบทำให้การะเกดเลิกล้ม แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า ต้องยืนด้วยขาของตนเองเสียที วัยยี่สิบปีของเธอมันก็พร้อมที่จะทำงานเพื่อเลี้ยงตัวเองได้แล้ว หญิงสาวคิดอย่างมุ่งมั่น เธอหันมายิ้มเศร้าๆ ให้กับเพื่อนรักคนที่ช่วยเหลือเธอทุกอย่าง

            “ไปแล้วนะเล็ก”

            “โชคดีนะเก๋” ตรีทิพย์ปาดน้ำตาก่อนจะยิ้มกว้างให้กับการะเกด เธอโบกมืออำลาให้กับเพื่อนและพี่ชาย

“ขับรถดีๆ นะคะพี่ใหญ่ ฝากเพื่อนน้องเล็กด้วย”

            “ครับ” ผู้เป็นพี่ชายตอบสั้นๆ เมื่อเห็นว่าผู้โดยสารทั้งสองคือการะเกดกับจอม นั่งเรียบร้อยแล้วเขาก็ออกรถ เพื่อตรงไปยังไร่การุณการทันที

            “พี่รองว่าจะได้เรื่องไหมคะ?” ตรีทิพย์แอบกระซิบกับพี่ชายคนรอง เมื่อมองตามหลังรถกะบะของตรีศิลป์ ที่แล่นไปยังจุดหมายปลายทาง ตรีศรยักไหล่

            “ไม่รู้สิ ก็ต้องดูกันต่อไป เอาน่า เราสองคนยังมีเวลาเป็นกามเทพอีก ไว้อีกสองเดือนน้องเล็กปิดเทอมเราค่อยไปไร่พี่ใหญ่กัน”

            “ได้เลยค่ะ” ตรีทิพย์พยักหน้า เธออมยิ้ม นัยน์ตาเป็นประกายอย่างนึกสนุก กระบวนการได้การะเกดมาเป็นพี่สะใภ้ อีกสองเดือนได้เริ่มแน่ๆ 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"นิยายรักหวานๆ ละมุน ระหว่างนายทหารหนุ่มกับสาวน้อยแสนอาภัพ ขอบคุณที่อุดหนุนนะคะ "

aom13


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha