บ้านไร่ อุ่นไอรัก

โดย: aom13



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 14 : นั่งเล่นริมบึง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

    การะเกดปิดสมุดในมือและหอบมันไว้ในอ้อมแขน พลางหันมาเก็บของลงกระเป๋าถือใบเล็ก หญิงสาวเริ่มทำงานเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เพราะทำงานมาได้เกือบเดือนหนึ่งแล้ว ตอนนี้การะเกดกับรตีสนิทกันแทบจะเป็นฝาแฝด หญิงสาวได้มีโอกาสไปเที่ยวรอบๆ นอกจากไร่องุ่นแห่งนี้บ้างก็เพราะรตีพาไป บางทีก็พากันไปทีตลาดตอนเย็น เพื่อไปซื้อของกินเล่นเล็กๆ น้อยๆ การะเกดมีความสุขมากที่ได้มาทำงานที่นี่ หญิงสาวคิดอย่างรื่นรมย์ เจ้านายของเธอ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ การะเกดก็อมยิ้มที่มุมปาก ตรีศิลป์มาทานอาหารเย็นกับเธอทุกวัน เขาไม่ค่อยจะกลับบ้านค่ำมากนัก แต่บางครั้งมาทานอาหารเย็นกับเธอ แล้วตรีศิลป์ก็ออกไปทำงานต่อ การะเกดอดคิดไม่ได้ว่า การที่เขากลับเร็วเพราะเขาจะกลับมาทานข้าวพร้อมกับเธอ เพราะกลัวเธอจะรอหรือเปล่า?

 บ้าน่า ยัยเก๋ เขาจะมาสนใจเราขนาดนั้นเลยเหรอ ...การะเกดอดหน้าแดงเรื่อไม่ได้ เมื่อคิดเรื่อยเปื่อยมาถึงตรงนี้

            “กลับกันเลยนะน้องเก๋ เย็นนี้ไปเที่ยวตลาดกันไหม พี่อยากไปหาอะไรมากินเล่น” รตีชวน การะเกดส่ายหน้า วันนี้เธอยังไม่อยากกลับบ้านพักนัก แต่ก็ไม่อยากไปตลาดกับรตี หญิงสาวอยากไปเดินเล่นรับลมเย็นๆ มากกว่า

            “ไม่ดีกว่าค่ะ เก๋อยากไปเดินเล่นริมบึงจังพี่รตี”

            “อย่าเพลินจนมืดค่ำนะ คนงานผู้ชายเยอะ ยังไงก็ปลอดภัยไว้ก่อน จริงสิ ตอนนี้น้าจอมอยู่ตรงโกดังเก็บองุ่นนะ ยังไงก็ให้น้าจอมไปส่งกลับบ้านล่ะน้องเก๋” รตีว่าอย่างเป็นห่วง เพราะปรกติเธอจะปั่นจักรยานไปส่งการะเกดเกือบทุกวัน ตัวสำนักงานกับบ้านค่อนข้างจะอยู่ห่างกันเกือบสองกิโลเมตร ตรีศิลป์กันที่พักผ่อนส่วนตัวของเขาไว้เป็นส่วนตัวจริงๆ

             การะเกดพยักหน้า ก่อนที่สองสาวจะช่วยกันปิดสำนักงาน และแยกย้ายกันไป รตีคว้าจักรยานมาขี่อย่างคล่องแคล่วไปตามทางที่ออกไปจากไร่ ส่วนการะเกด เธอหอบสมุดบัญชีในมือ มองนาฬิกาที่บอกเวลาสี่โมงครึ่ง ตรีศิลป์กำหนดเวลาทำงานในส่วนของเธอไว้ คือ แปดโมงเช้า เลิกสี่โมงครึ่ง หยุดเสาร์ อาทิตย์ การะเกดตอนนี้มีงานทำทั้งวัน และต้องเริ่มไปทำงานร่วมกับไร่พงศ์พชรด้วย เพราะทางตรีศิลป์และศรนารายณ์มีหุ้นส่วนด้วยกัน ศรนารายณ์อยากทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เลยต้องให้การะเกดที่เป็นพนักงานบัญชีของตรีศิลป์ รับรู้ถึงเอกสารทางการบัญชี ที่เขาและเพื่อนหุ้นด้วยกันด้วย

            หญิงสาวเดินไปเรื่อยๆ และมองทิศทัศน์รอบตัวไปด้วยอย่างมีความสุข  เธออยากจะผ่อนคลายบ้างโดยการไปนั่งชมธรรมชาติ หญิงสาวยังไม่เคยเดินไปริมบึง ที่จอมเคยอวดกล่าวถึงความงามของดอกราชพฤกษ์ยามบานไปทั่ว แต่ตอนนี้ดอกไม้ชนิดนี้ยังไม่บาน การะเกดเดินตามทางเล็กๆ ในที่สุดก็ถึงบึงที่จอมว่า

            “โอ้โห กว้างจัง” การะเกดมองไปทั่วผืนน้ำอย่างตื่นตา บึงนี้กว้างใหญ่มากจริงๆ มีบ้านหลังเล็กถูกปลูกไว้กลางน้ำ เรือถูกผูกไว้ พร้อมกับเจ๊ทสกีอีกลำหนึ่ง

            การะเกดสูดลมหายใจเข้าปอด ภาพที่เห็นเบื้องหน้าสวยงามอย่างบอกไม่ถูก มิน่าละจอมถึงชวนให้มาเที่ยว ที่นี่น่าจะเรียกได้เลยว่าบึง เพราะกว้างใหญ่มากเหลือเกิน ลมปะทะหน้าการะเกดให้ความเย็นสดชื่น หญิงสาวนั่งลงอย่างง่ายๆ ตรงใต้ต้นราชพฤกษ์ เธอสวมกระโปรงบานยาวสีน้ำตาลเข้มมา และเสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัว แขนจีบรูดมีโบว์ผูกไว้ ผมยาวรวบไว้เรียบๆ

            การะเกดไม่กลัวเปื้อนเลยที่นั่งลงบนหญ้านุ่มๆ หญิงสาวปล่อยใจไปกับธรรมชาติงดงามเบื้องหน้า เธอได้ยินเสียงนกร้อง จึงเงยหน้าขึ้นดู แล้วก็อมยิ้มเมื่อเห็นนกกระตั้วขนาดใหญ่มาทำรังอยู่บนต้นราชพฤกษ์ หญิงสาวมองพ่อนก และแม่นก ที่กำลังทำท่าน่ารักๆ อยู่บนต้นไม้ด้วยความเพลิดเพลิน นกชนิดนี้มีหน้าตาและลักษณะน่ารัก ทำให้มองไม่เบื่อเลยจริงๆ ปรกติจะไม่ค่อยมีในธรรมชาติแบบนี้ จอมบอกว่ามีคนงานซื้อมาแต่ตรีศิลป์บอกให้ปล่อย มันถึงมาทำรังกันที่นี่ ตามธรรมชาติ เพราะที่นี่มีอาหาร และไม่มีคนรบกวน       

การะเกดมัวแต่มองนกเพลิน จนเกือบลืมเวลา ยิ่งค่ำนกยิ่งบินกลับรัง การะเกดมัวแต่มองนกที่อยู่ตามต้นไม้ต่างๆ ว่ามีพันธุ์อะไรบ้าง ถ้าตรีศิลป์เปิดที่นี่ให้เป็นสวนดูนกย่อยๆ ก็คงได้เลยทีเดียว เพราะเท่าที่เธอเห็น แม้แต่นกกระสาก็ยังมาหากินที่ริมบึงแห่งนี้ด้วย

            เสียงฝีเท้าม้าที่วิ่งมา ทำให้การะเกดหันไปมองอย่างตกใจ ม้าตัวสีดำขนาดใหญ่โต มีปานสีขาวแต้มเล็กๆ ตรงหน้าผากของมันวิ่งมาหยุดลงตรงหน้าเธอ คนที่อยู่บนหลังม้าทำให้การะเกดอ้าปากค้างในความสง่างามของเขา ชายหนุ่มดูราวกับหลุดมาจากหนังตะวันตก ท่านั่งหลังตรงบนหลังม้าของชายหนุ่มสง่างามราวกับเจ้าชาย          

ตรีศิลป์ขยับหมวกปีกกว้างที่สวม มองสาวน้อยที่กำลังมองเขาอย่างตะลึงด้วยสายตาดุ ๆ ชายหนุ่มดูนาฬิกาที่ข้อมือ เกือบจะห้าโมงครึ่งแล้ว วันนี้พนักงานบัญชีของเขาเถลไถลจริงๆ ชายหนุ่มคิดในใจ เขากลับมาทานอาหารเย็นพร้อมกับเธอ ตอนหกโมงเย็นทุกวันจนเป็นนิสัยไปแล้ว ตรีศิลป์ก็บอกตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ว่าทำไมต้องอยากเห็นหน้าหวานๆ ของเธอที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาและเตรียมสำรับให้เขาด้วย ทั้งที่ปรกติบางทีชายหนุ่มแทบจะไม่สนใจอาหารเย็นเสียด้วยซ้ำ

            “มาทำอะไรน้องเก๋ ทำไมไม่กลับบ้าน”

            “เอ่อ...” การะเกดมองเขาสลับกับมองม้าตัวโต เธอตื่นเต้นที่ได้เห็นม้าตัวจริงชัดๆ แบบนี้ ช่างเป็นสัตว์ที่สง่างาม มัดกล้ามของมันดูแข็งแกร่ง ตาโตสีดำสนิทสวยมองเธอ แล้วหายใจฟืดฟาด  เหมือนจะถามเจ้านาย ว่าผู้หญิงที่มองมันแล้วอ้าปากค้างนี่เป็นใคร

            ตรีศิลป์มองสายตาเธอแล้วก็เลิกคิ้ว ชายหนุ่มซ่อนรอยยิ้มไว้ เมื่อเห็นสีหน้าเหมือนเด็กเจอสิ่งมหัศจรรย์ของเธอเข้า

อืม ...ก็เพิ่งจะยี่สิบนี่นา เฮ้อ...ชายหนุ่มแอบลอบถอนใจ พลางแกล้งทำเสียงขรึมๆ

            “นี่ลมแล้ง ม้าของพี่ ปรกติพี่จะขี่มันตรวจงานในไร่น่ะครับ”

            “อ้อ... นี่เองที่น้าจอมเล่าให้ฟัง สวยจังเลยค่ะ ชื่อก็แปลกด้วย” การะเกดมองม้าสีดำสง่าอย่างชื่นชม   ตรีศิลป์ยังไม่ลืมเรื่องที่เธอมานั่งเล่นที่นี่คนเดียว แม้จะในไร่ของเขาก็ตามที ใครจะรับประกันได้ว่าคนงานผู้ชายเกือบสี่สิบคนของเขา จะปลอดภัยสำหรับเธอ เจ้าตัวยิ่งหน้าตาน่ารักน่ามองอยู่ด้วย ชายหนุ่มเอ็ดเธอเอาทันที

            “น้องเก๋อย่ามานั่งที่นี่คนเดียวอีกนะ พี่ไม่อนุญาต”

            “เอ่อ...เก๋ขอโทษค่ะ” การะเกดทำตาโตอย่างตกใจ กับน้ำเสียงดุๆ ของเขา จำได้ว่าจอมบอกว่าเขาหวงไร่มาก ไม่ค่อยให้ใครมาจุ้นจ้าน หรือว่าเขาจะเห็นว่าการะเกดมายุ่งวุ่นวายในที่ส่วนตัวของเขานะ

             เมื่อเห็นหน้าซีดเซียวของการะเกด ตรีศิลป์ก็กลืนน้ำลาย ขยับจะอธิบายว่าทำไมเขาถึงห้าม แต่ก็เปลี่ยนใจ ชายหนุ่มเคาะบังโกลนให้ลมแล้งเดินไปใกล้ๆ กับการะเกดที่ยืนก้มหน้าอยู่ ก่อนจะกระแอมเบาๆ

            “มืดแล้ว กลับบ้านกันดีกว่า ไปพร้อมๆ กับพี่นี่แหละ”

            “ว้าย! หญิงสาวอุทานอย่างตกใจ เมื่อชายหนุ่มก้มลงคว้าเธอด้วยมือเดียวให้ขึ้นไปบนหลังม้าด้วยกัน ท่อนแขนแข็งแรงทรงพลังของตรีศิลป์ตวัดรอบเอวเล็ก ดึงทีเดียวการะเกดก็ลอยคว้าง

             หญิงสาวหน้าตาตื่นทันที มือเธอเกือบปล่อยสมุดบัญชีที่ถือไว้ แต่ตรีศิลป์ถือมันไว้ก่อนที่เธอจะปล่อยมันหลุดมือ แล้วเอายัดคืนใส่มือของการะเกด เธอนั่งซ้อนอยู่ตรงหน้าเขา เกือบจะเหมือนคนตัวโตโอบไว้กลายๆ เพราะเขาต้องจับสายบังเหียน ใกล้กันจนการะเกดได้กลิ่นสะอาด และหอมหวานเหมือนกลิ่นหญ้าหลังฝนตก อวลมากจากตัวเขา ทั้งที่ตรีศิลป์ทำงานมาทั้งวัน แต่กลิ่นเฉพาะตัวของเขา ก็ไม่ทำให้เธอรังเกียจที่จะอยู่ใกล้ชิดเลย กลับรู้สึกชอบด้วยซ้ำ หญิงสาวหน้าแดงเรื่อ ก่อนจะฝืนทำตัวให้ตรง เพราะไม่อย่างนั้น ก็คงเหมือนเธอซบลงกับอกเขาแน่ ๆ

อะไรกันนะนี่ ?

 สาวน้อยถามตัวเอง ใจสาวเต้นแรงจนแทบจะประทุ ส่วนตรีศิลป์กลับทำหน้าเฉยๆ เขาพูดเสียงทุ้ม บอกเธอเหมือนสิ่งที่เขาทำ มันเป็นเรื่องปรกตินักหนา

            “จับพี่แน่นๆ นะเดี๋ยวตก ลมแล้งมันวิ่งเร็ว ไปกันเถอะลมแล้ง” ชายหนุ่มเคาะส้นเท้าเป็นจังหวะ ม้าของเขาเริ่มออกวิ่ง การะเกดต้องจับต้นแขนแข็งแรงของเขาไว้แน่น ตรีศิลป์กระแอมก่อนจะพูดเบาๆ แต่ได้ยินว่า

            “อย่าจับแขนพี่ เดี๋ยวพี่บังคับม้าผิดทาง ถ้ากลัวตกก็โอบรอบเอวพี่ไว้นะ พี่ไม่อยากถึงบ้านค่ำ”

            ความกลัวทำให้การะเกดปล่อยจากต้นแขนเขา เป็นโอบรอบร่างหนาแกร่งนั้นไว้แทน แล้วหลับตาปี๋ เมื่อตรีศิลป์สั่งให้ลมแล้งวิ่งเร็วมากขึ้น การะเกดกลัวตกจนลืมอาย ลืมไปว่าเหมือนตัวเองกอดเขาไว้แน่น แถมซุกซบกับอกกว้างนั่นอีกต่างหาก ตรีศิลป์ลอบยิ้มขณะที่ควบขับเจ้าลมแล้งไปอย่างมีความสุข เขาแกล้งพาเธอไปทางอ้อม เพราะไม่อยากให้ถึงบ้านเร็วนัก ดูเหมือนจะเป็นการทำเหลวไหลผิดระเบียบวินัยครั้งแรก ของอดีตนายทหารหนุ่มนามว่าตรีศิลป์เลยทีเดียว...

 

.......................................................................................................................................

 

            “ถึงบ้านของเราแล้ว” เสียงทุ้มนุ่มนวลที่ดังขึ้น ทำให้การะเกดลืมตา เธอไม่เคยขี่ม้ามาก่อน  ความกลัวและการที่ม้าวิ่งควบเร็วๆ ทำให้การะเกดถึงกับเวียนหัว หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ และผละจากความอบอุ่นที่ซุกซบมาชั่วระยะหนึ่ง ก่อนจะบ่นเบาๆ

            “อุ้ย เวียนหัวจังเลยค่ะ”

            “หึ หึ เมาเหรอน้องเก๋ พี่เคยได้ยินแต่คนเมาเรือ เมารถ นี่น้องเก๋เมาการขี่ม้าเหรอครับ” ตรีศิลป์มองร่างบาง ที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหน้าเขาอย่างเอ็นดู การะเกดสะบัดหน้าไปมา ก่อนจะพยักหน้า

            “มึนจริงๆ นะคะคุณใหญ่ เก๋ไม่เคยขี่ม้า มันสั่นแรงๆ ขึ้นๆ ลงๆ ยังไงก็ไม่รู้ค่ะ”

            “เดี๋ยวนั่งตรงนี้สักครู่นะ พี่จะช่วยให้ลงจากเจ้าลมแล้ง”

ตรีศิลป์พูดก่อนจะโหนตัวลงจากม้า และเดินอ้อมด้านหน้าเจ้าลมแล้ง มาหาการะเกดที่นั่งนิ่งเหมือนหุ่นอยู่บนหลังลมแล้ง เพราะกลัวว่าจะตก ตรีศิลป์อ้าแขนออกรับ และบอกให้การะเกดโผมาหาเขา เหมือนกับว่าเขาเห็นเธอเป็นเพียงเด็กผู้หญิงเล็กๆ มากกว่าเป็นสาววัยแรกแย้มแบบนี้  การะเกดลังเลนิดหนึ่งกับอ้อมอกกว้างที่เปิดรับเธอ ใบหน้าซีดเผือดค่อยมีสีเลือดขึ้น เพราะความรู้สึกภายใน จนเมื่อตรีศิลป์เลิกคิ้ว และพูดย้ำอีกรอบเสียงทุ้ม

            “มาสิครับ ลงเองไม่ได้หรอก”

            “เอ่อ”

การะเกดลังเลอีกชั่วครู่ เจ้าลมแล้งเริ่มขยับ แถมหายใจฟืดฟาด การะเกดถึงกับรีบกระโจนลงในอ้อมแขน ที่อ้ารับของตรีศิลป์อย่างรวดเร็ว เธอกลัวตกหลังม้ามากกว่าอายเขาเสียแล้ว ตรีศิลป์อมยิ้ม ขณะที่ค่อยๆ วางคนในอ้อมแขนลงกับพื้นอย่างละม่อม แล้วแสร้งทำหน้าขรึมๆ ตามเดิม เขาพาการะเกดขี่ม้ามาลงเลยจากบ้านมาเล็กน้อย ที่คอกม้าของเจ้าลมแล้ง

            ชายหนุ่มลูบไล้คอมันเบาๆ ก่อนจะพึมพำคุยกับลมแล้ง ด้วยเสียงทุ้มอ่อนโยน การะเกดฟังน้ำเสียงที่เขาพูดกับมันแล้วอดนึกอิจฉาเจ้าม้าไม่ได้ ปรกติตรีศิลป์จะมีน้ำเสียงเฉียบขาด เรียบเฉย น้อยครั้งนักที่จะอ่อนโยนแบบนี้ เธอมองไปรอบๆ คอกม้าของลมแล้ง ที่สะอาด โปร่งสบาย มีฟางแห้งๆ ปูรองไว้เป็นที่นอนของมัน ลมแล้งสะบัดเนื้อตัวไล่แมลงสักครู่ แล้วเอาใบหน้าอันใหญ่โตซบกับบ่าเจ้านายอย่างแสนรู้ ตรีศิลป์หัวเราะเบาๆ ใบหน้าคมสันดุดันนั่นคลายความดุลงไปได้โขเลยทีเดียว เขาเกาหลังหูให้มัน ก่อนจะบอกลาม้าตัวโปรด และเดินมาหาการะเกดที่ยืนตาแป๋วมองเขาอยู่

            “หายเมาหรือยังครับน้องเก๋”

            “อ๋อ...ค่ะ ม้าคุณใหญ่สวยจังเลย” หญิงสาวมองเจ้าลมแล้งอย่างชื่นชม มันก้มลงกินน้ำในกระป๋อง ตรีศิลป์มองม้าด้วยสายตารักใคร่ ก่อนจะพยักหน้า

            “ลมแล้งเป็นม้าที่ดีมาก มันเป็นม้าสายพันธุ์โธโรเบรด ที่เป็นสายพันธุ์ม้าแข่งมาจากอังกฤษเลยนะครับ ปู่ของมันได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน Triple Crown ติดกันสองสมัยซ้อน เป็นสายพันธุ์ม้าที่ดีมาก ตอนนายอ้นเรียกไปดูตัวมัน พี่ไม่ลังเลเลยที่จะซื้อมา แม้จะแพงมากก็ตาม” เขามองลมแล้งอย่างภูมิใจ ในรูปร่างลักษณะที่เพรียว และสง่างามแข็งแกร่ง ลมแล้งฉลาด และเป็นม้าที่ดีจากสายพันธุ์ที่แข็งแรงเป็นเยี่ยม ฝีเท้ารวดเร็ว สืบทอดกันมาว่าเป็นม้าแข่งพันธุ์ดี   เขาไม่เสียดายเงินจำนวนมากที่ทุ่มซื้อมันมา แม้จะเพียงแค่ใช้งานในไร่ก็ตามที

            “คุณใหญ่ชอบม้ามากเลยนะคะ” การะเกดยิ้มเต็มที่ให้เขาเกือบจะเป็นครั้งแรก ทำให้คนมองถึงกับหัวใจกระตุก ยิ้มของเธอที่มอบให้เขาเหมือนแสงตะวันสาดส่องลงมาในความมืด

 “รวมถึงไร่องุ่น ไวน์ด้วย คุณใหญ่เป็นคนที่ทุ่มเทมาก”

            “อืม…” ตรีศิลป์แกล้งเมินหน้าหนีสายตาเธอ เขารู้สึกเก้อเขินกับคำชมนั่น มือใหญ่จับมือของคนข้างๆ มาจูงไว้ เขามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลง เหมือนจะหาข้ออ้าง ที่จะจูงมือการะเกดและพาเดินไปตามทางเล็กๆ ที่นำพาเธอและเขาไปยังบ้านไม้สัก

            “พี่จูงน้องเก๋ไปดีกว่า มืดแล้วทางคอกลมแล้งมีแต่หญ้ารกๆ พี่กลัวว่าจะมีงู”

            “ค่ะ” การะเกดมองมือเรียวเล็กของตัวเอง ที่อยู่ในอุ้งมือใหญ่อบอุ่นของเขา ใบหน้านวลแดงเรื่อ ไออุ่นจากมือเขาส่งมาถึงหัวใจ ขณะที่มองตามแผ่นหลังกว้างของตรีศิลป์ หญิงสาวแอบอมยิ้ม ปล่อยให้มือเรียวอยู่ในมือเขาอย่างไม่คัดค้าน หรือขัดขืนอะไร มันอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเลยจริงๆ

            หญิงสาวจึงเลือกจะเดินตามผู้นำทาง ที่พาเธอไปยังบ้านเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไรกันแม้แต่ประโยคเดียว แต่มีความสัมพันธ์และความรู้สึกบางอย่างก่อกำเนิดขึ้นอย่างเจือจาง ระหว่างหนุ่มสาวทั้งสองทีละนิด โดยที่คนทั้งคู่อาจจะไม่ทันรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ…

 

.........................................................................................................................................

 

            “พี่ใหญ่ขา เพื่อนน้องเล็กเป็นอย่างไรบ้าง เก๋ทำงานดีไหมคะ” เสียงใสๆ ที่ดังมาจากปลายสาย ถามรัวแทบไม่เว้นระยะให้คนตอบบ้างเลย ทำเอาตรีศิลป์หัวเราะหึ หึ ฝ่ายโน้นยังคงตั้งคำถามต่อไปอีก เมื่อเห็นพี่ชายคนโตเงียบ

 “เก๋สบายดีไหมคะพี่ใหญ่ เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ไหม เก๋ชอบไร่องุ่นไหม น้าจอมเป็นคนทำกับข้าวหรือเปล่า?” คำถามหลังสุดทำเอาตรีศิลป์ขมวดคิ้ว ว่าจอมมาเกี่ยวอะไรด้วย

            “ไอ้จอมทำกับข้าวมันแปลกตรงไหน?”

            “แหม...” ตรีทิพย์หัวเราะกิ๊ก แล้วแก้ความสงสัยให้กับชายหนุ่ม

 “น้องเล็กกลัวเก๋ได้กินแต่ไข่พะโล้น่ะสิคะ น่าสงสารแย่”

            “พี่มีแม่ครัว หึ หึ” ตรีศิลป์อดหัวเราะไม่ได้

“เพื่อนเราสบายดีน่า”

            “แล้วเอ่อ...” ตรีทิพย์ชักจะคิดไม่ออกว่าจะถามอะไรต่อไป เพื่อจะได้รู้เรื่องราวของไร่การุณการดี พี่ชายใหญ่ของเธอช่างพูดเสียที่ไหน การะเกดก็พอกันนั่นแหละ แล้วอย่างนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าสองคนนั่นคืบหน้ากันไปถึงไหนแล้วนะ หรือว่าต่างคนต่างอยู่กันหนอ

“คือว่า…”

            “ผมกับน้องเล็กจะไปที่ไร่อีกสองอาทิตย์นะครับพี่ใหญ่ น้องเล็กอยากไปเยี่ยมเพื่อน” ตรีศรแย่งโทรศัพท์น้องสาวไปคุยต่อทันที ก่อนจะหันมาขยิบตากับน้องสาวว่าเขาจัดการเอง

 “ว่าแต่ว่าพี่ใหญ่รังแกอะไรเพื่อนน้องเล็กหรือเปล่าครับ ไปทำหน้าดุๆ ใส่เขาหรือเปล่า”

            “หืม? ไม่หรอก” ตรีศิลป์อมยิ้ม เขาได้กลิ่นขนมหอมๆ ของขนมอบ ลอยมาจากห้องครัว วันนี้เป็นวันหยุดพักผ่อน และตรีศิลป์ก็เลือกที่จะอยู่บ้าน เขาได้ยินการะเกดคุยกับศรีสมรเกี่ยวกับตำราทำขนม เลยเลือกที่จะเตร่อยู่บ้าน แทนความตั้งใจเดิมที่จะไปส่งจิณห์นิภาที่สนามบิน

             ชายหนุ่มคิดถึงหน้าหวานๆ ของคนตัวเล็ก ที่ตอนนี้คงหน้าเป็นมันอยู่ในครัว ดูเหมือนหล่อนจะตั้งใจมาก แม้จะไม่มีใครเชิญหรือบอกกล่าวอะไร แต่ตรีศิลป์ก็จะนั่งหน้าเฉยทำเป็นอ่านหนังสือ อยู่ตรงใต้ซุ้มสร้อยอินทนิลของเขานี่แหละ ชายหนุ่มคิดในใจ เพราะยังไงเขาก็ต้องได้ชิมแน่ๆ

            “ไม่หรอกนี่ดุจริงๆ ใช่ไหมครับพี่ใหญ่” ตรีศรแหย่อีกรอบ

“ไม่ได้ดุเล่น ๆ ระวังน้องเก๋จะฟ้องน้องเล็กนะครับ”

            “เขาทำงานดี จะให้พี่ไปดุเขาได้ยังไง”

            “แสดงว่าพนักงานถูกใจ น้องเล็กเขาจะได้โล่งอก ในฐานะคนฝาก เขากลัวว่าพี่ใหญ่จะต่อว่าเหมือนกัน”

            “น้องเก๋ทำงานได้ดีมาก ละเอียด รอบคอบ พี่ต้องขอบใจน้องเล็กด้วยซ้ำที่แนะนำน้องเก๋มาทำงานให้กับพี่ เสียดายเหมือนกันที่เรียนไม่จบ”

            “ถ้าอย่างนั้นคนฝากก็โล่งใจ หึ หึ ผมไม่กวนแล้วครับ ไว้อีกสองอาทิตย์เจอกันนะครับพี่ใหญ่”

            “พี่ใหญ่ว่ายังไงบ้างพี่รอง” ตรีทิพย์เขย่าแขนพี่ชายคนรองทันที ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงเรื่ออย่างอยากรู้ ตรีศรส่งโทรศัพท์มือถือคืนให้น้องสาวแล้วเลิกคิ้ว ก่อนจะหัวเราะ

            “อะไรของเรา ที่ว่า ว่ายังไงน่ะ”

            “แหม...ก็พี่รองเอาไปแย่งคุยเองน่ะสิคะ น้องเล็กถามพี่ใหญ่ก็ไม่ค่อยตอบ ตกลงพี่รองว่าพี่ใหญ่คิดแบบไหนกับเก๋”

            “โห พี่ไม่ใช่เทพธิดาพยากรณ์หรือหมอดูฟันธงนะจ๊ะน้องสาว แค่ฟังเสียงพี่ชายตอบคำถามไม่กี่คำถาม จะได้หยั่งรู้ได้ถึงใจพี่ชายเราน่ะ”

            “ก็น้องเล็กใจร้อน” ตรีทิพย์หัวเราะบ้างจนแก้มบุ๋ม เธอย่นจมูกให้กับพี่ชายคนรอง

 “ตื่นเต้นจังเลยค่ะ อยากจะรู้จังว่าสองคนนั่นน่ะ จะชอบกันบ้างหรือเปล่า ไร่พี่ใหญ่นะโรแมนติคจะตาย ทั้งบึง ทั้งบ้านกลางน้ำ แถมพี่ใหญ่มีเจ้าลมแล้งอีกต่างหาก เวลาพี่ใหญ่ขี่เจ้าลมแล้งตรวจไร่ ยังกับพระเอกหนังคาวบอย หล่อเท่ห์จะตาย น้ำตกสวยๆ ท้ายไร่ ไร่องุ่นกว้างใหญ่  เหมือนในหนังรักเลยล่ะคะ บรรยากาศแบบนั้น”

            “แต่ว่าพระเอกของเรา จะยอมเล่นบทพระเอกหรือเปล่าก็ไม่รู้ แถมเราก็ไม่รู้ว่านางเอกเขาจะเล่นด้วยไหม? พี่ว่าเราสองคนจะยุ่งกับพี่ชายเราเกินไปหรือเปล่านะน้องเล็ก” ตรีศรพูดยิ้มๆ แล้วท้วงน้องสาว ที่ทำท่าฝันหวานไปไกลเสียแล้ว ตรีทิพย์หันมาค้อน

            “ไม่ยุ่งหรอกค่ะ เราสองคนกำลังทำหน้าที่กามเทพสื่อรักต่างหากละคะ น้องเล็กเชื่อแน่ๆ ว่าพี่ชายใหญ่ของเราน่ะ ยังไงก็ต้องลงจากคานแน่นอนงานนี้”

            “หึ หึ แม่จอมยุ่งเอ้ย! “ ตรีศรอดยีผมของน้องสาวอย่างหมั่นไส้ไม่ได้ จนผมซอยสั้นได้รูปของตรีทิพย์ยุ่งไปหมด หญิงสาวปัดมือพี่ชายให้วุ่น แล้วโวยวายเสียงดัง

            “พี่รอง แกล้งน้องเล็กอีกแล้ว”


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"นิยายรักหวานๆ ละมุน ระหว่างนายทหารหนุ่มกับสาวน้อยแสนอาภัพ ขอบคุณที่อุดหนุนนะคะ "

aom13


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha