บ้านไร่ อุ่นไอรัก

โดย: aom13



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 15 : ทำไมต้องชอบดุ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

การะเกดมองขนมในถาด ซึ่งเป็นฝีมือเธออย่างภูมิใจ ศรีสมรเองก็สูดกลิ่นหอมของคุกกี้เนยถั่ว และคุกกี้มะพร้าวฝีมือของหญิงสาว ที่กางตำราทำเอาเอง แล้วชมเปาะ

            “หอมจังหนูเก๋ หน้าตาน่ากินดีด้วย ป้าว่าถ้าทำเยอะๆ เราขอนายใหญ่ทำไปขายแขกที่ไร่คุณอ้นดีไหม” การะเกดหัวเราะ แล้วส่ายหน้า

            “ไม่ดีหรอกคะป้าศรี แค่ถือวิสาสะทำขนมในครัวคุณใหญ่ เก๋ก็กลัวเขาจะดุเอาแล้ว” การะเกดว่า ศรีสมรหัวเราะ แล้วหยิบคุกกี้ในถาดขึ้นมาเป่าให้คลายร้อน เพื่อจะลองชิมฝีมือแม่ครัวหัดใหม่อย่างการะเกดดู

            “ไม่หรอกจ้ะ เตาอบทิ้งไว้นานจนจิ้งจกเข้าไปไข่ หนูเก๋ก็เห็น นายใหญ่ไม่เคยใช้สักที ป้าก็ทำแต่อาหารไทยๆ ไม่เคยทำอาหารฝรั่ง มีคุณจิลด์คราวก่อน ก็มาแสดงฝีมือทำไก่อบแบบฝรั่งของเธอแค่ทีเดียวนั่นแหละ” ชื่อของจิณห์นิภาทำให้การะเกดรู้สึกแปลกๆ หญิงสาวอดถามอย่างอยากรู้ไม่ได้

            “คุณจิลด์สนิทกับคุณใหญ่มากนะคะป้าศรี เธอสวยมากเลย เก๋เห็นยังนึกชอบ”

            “คุณจิลด์น่ะเหรอจ๊ะ “ ศรีสมรกัดคุกกี้ ก่อนจะชมออกมาอีกรอบ

“อร่อยนะหนูเก๋ หวานมันตรงตำราเลย ทำขายได้เลยนะเนี่ย...พูดถึงคุณจิลด์ ก็สนิทกับคุณใหญ่เหมือนกันนะ เธอชอบมาทานข้าวเช้าด้วยบ่อยๆ เพราะส่วนมากจะมาหานายตอนเช้าและหายกันไปทั้งวัน เห็นว่านายจ้างมาจากเมืองนอกเลย เพื่อมาดูเรื่ององุ่นที่นายจะทำไวน์ จะว่าไป” ศรีสมรหันซ้ายหันขวา เมื่อเห็นว่าปลอดจากผู้เป็นนาย ก็กระซิบกับการะเกดเสียงเบา

“ป้าเองก็นึกอยู่เหมือนกันนะ ว่านายใหญ่จะชอบพอกับคุณจิลด์หรือเปล่า แต่ก็ดูเหมือนนายใหญ่จะเฉยๆ คุณจิลด์เสียอีก บางทีทำเหมือนสนิทกับนายใหญ่มากจนเกินไป ตอนแรกๆ น่ะ เธอกอดแล้วก็หอมแก้มนายใหญ่แบบในหนังเลยนะ ไอ้จอมมันบอกว่าอยากเป็นนายใหญ่ คงจะวูบวาบพิลึกเวลาโดนทักทายแบบนั้น แต่นายใหญ่พูดเลยว่าที่นี่เมืองไทย ทักทายแบบเมืองไทยดีกว่า ป้าก็รู้เลยว่า คุณจิลด์นะกินแห้วแน่ๆ ถ้าคิดมายุ่งกับนายใหญ่ เล่นพูดเสียขนาดนี้”

            การะเกดหัวเราะกิ๊กกับคำพูดของศรีสมร หญิงสาวอดรู้สึกโล่งใจไม่ได้ เมื่อได้ยินคำบอกเล่าจากหญิงสูงวัย ทำไมต้องดีใจด้วยนะ ที่รู้ว่าเขากับจิณห์นิภาเป็นแค่นายจ้างกับลูกจ้าง  สถานภาพเหมือนกันกับเธอ นี่มันอะไรกันนะการะเกด ทำไมต้องยิ้มด้วย เมื่อรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรกัน

             การะเกดพยายามข่มยิ้มไว้ เลิกคิดเรื่องของผู้ชายตัวสูง นัยน์ตาคมดุที่มักจะมาสร้างความรู้สึกประหลาดให้กับเธออยู่เรื่อยๆ หญิงสาวรับขนมที่ศรีสมรแกะจากถาดแล้วส่งมาให้ ก่อนจะกัดชิมเบาๆ พลางพยักหน้า

            “อร่อยเหมือนกันนะคะ แสดงว่าเก๋ผสมถูกส่วน ถึงออกมาอร่อยแบบนี้”

            “เอาไปให้นายใหญ่ชิมดูสิหนูเก๋ เสิร์ฟกับน้ำส้มเย็นๆ นายใหญ่น่าจะชอบ นายใหญ่อยู่ใต้ซุ้มสร้อยอินทนิลตรงหลังบ้านนะจ้ะ ค่าที่เรามาขโมยครัวนายใหญ่ใช้ไง ที่เหลือป้าจะเอาใส่โหลไว้ แป้งยังเหลือ เดี๋ยวเรามาอบกันอีกนะ จะขอไปให้ลูกชายมันด้วย อร่อยดีจริงๆ”

            “ได้ค่ะ เดี๋ยวเก๋เอาไปให้คุณใหญ่นะคะ” การะเกดจัดคุกกี้ใส่จาน พร้อมกับน้ำส้มที่รินออกมาจากตู้เย็นในครัว ศรีสมรชะโงกมองตามหลัง หญิงวัยกลางคนอมยิ้ม ก่อนจะพูดกับตัวเองเบาๆ

            “กับคุณจิลด์ ไม่ใช่แน่ ๆ แต่กับหนูเก๋ นายมาทานข้าวเย็นด้วยทุกวันแบบนี้ อืม...ชักจะน่าสงสัยแหะ”

           

..........................................................................................................................................

 

            การะเกดมองหาร่างสูงใหญ่ของตรีศิลป์ ตามที่ศรีสมรบอก เธอมองไปที่ซุ้มสร้อยอินทนิลกำลังออกดอกสีม่วงระย้าสวยทั้งซุ้ม ใบดกหนากันแดดได้ดี ตรีศิลป์กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงเก้าอี้ใต้ซุ้มจริงๆ ด้วย การะเกดอดหน้าแดงเรื่อไม่ได้ ภาพเหตุการณ์เมื่อวาน ที่เขาพาเธอขึ้นหลังเจ้าลมแล้งพากลับบ้านมาด้วย ทำให้หญิงสาวอดระลึกถึงแล้วใจเต้นรัว กับสัมผัสใกล้ชิดแบบนั้นไม่ได้ เขาจะรู้สึกเหมือนเธอบ้างไหมนะ แต่จากสีหน้าเรียบเฉย เหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรของตรีศิลป์  ทำให้การะเกดสำนึกได้ว่า เขาคงทำไปแบบไม่รู้สึกอะไร เขาคงจะเห็นเธอเป็นเหมือนน้องสาวมากกว่าหญิงสาว

             การะเกดลอบถอนใจ เอ็ดตัวเองที่คิดอะไรเพี้ยนๆ เธอต้องเจียมตัวเจียมใจ ตรีศิลป์คงไม่มาสนใจเด็กกะโปโลอย่างเธอ ขนาดสตรีสาวสวยสะพรั่งอย่างจิณห์นิภา ตรีศิลป์ยังไม่รู้สึกรู้สมอะไรด้วย แล้วตัวเธอเล่า การะเกดแอบมองตัวเอง ที่วันนี้อยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงขาสั้นเหนือเข่าสีเขียวขี้ม้า ผมยาวทำเป็นผมเปียสองข้าง แล้วถอนใจ เธอก็แค่เด็กสาว หน้าตาธรรมดา ไม่มีอะไรที่ชวนมองว่าเป็นสาวแล้วสักนิด

แล้วนี่คิดอะไรวุ่นวายนะยัยเก๋ แต่เขาก็อยากดูประทับใจราวกับเจ้าชายทำไมกันเล่า ผิดด้วยหรือที่จะคิดชื่นชมเขา อีกใจหนึ่งก็เถียงค้านขึ้นมา …

            หญิงสาวเดินไปคิดไป ก้าวขายาวๆ เพื่อตรงไปหาเขา เพลิดเพลินกับความคิดของตัวเอง ทำให้ไม่ได้มองระวังทาง ก่อนที่หญิงสาวจะถึงตัวตรีศิลป์ การะเกดก็สะดุดเข้ากับไม้ที่วางเอนค้ำซุ้มสร้อยอินทนิลอยู่ จนหน้าคะมำ เซถลาเข้าหาชายหนุ่มที่หันขวับมาทันที

            “ว้าย!”

            “ระวังน้องเก๋”

 มือใหญ่คว้าเธอมารวบไว้ ก่อนที่การะเกดจะกระแทกพื้น เสียงถาดขนมและแก้วน้ำส้มตกกระจายเกลื่อนพื้น หญิงสาวนั่งเอียงเสียหลักอยู่บนตักกว้างเพราะถูกเขาคว้ามารวบไว้ กลิ่นกายของเขาที่การะเกดเคยนึกชอบกรุ่นเข้ามาให้ได้รู้สึก หญิงสาวเผลอมองใบหน้าคมสันของเขานิ่ง มองนัยน์ตาคมกริบที่เคยส่งประกายดุดัน แต่ตอนนี้มันกลับระยับด้วยประกายบางอย่าง ที่มีแต่เจ้าของเท่านั้นที่รู้ว่ามันส่งประกายอะไร

เขามองไล่ไปตามใบหน้ารูปไข่ นัยน์ตากลมโต จมูกโด่งเรียวเล็ก ริมฝีปากรูปกระจับจิ้มลิ้ม เครื่องหน้าจุ๋มจิ๋มที่เมื่อมองรวมกัน กลายเป็นผู้หญิงสาวหน้าหวานแอร่ม เรือนร่างเธอไม่ได้เพรียวบางเหมือนที่เขาเห็น เมื่อได้สัมผัสเข้าแบบนี้ เธอโตเป็นสาวแล้วอย่างที่ศรนารายณ์ว่า ไม่ได้เป็นเด็กเลย ชายหนุ่มบอกกับตัวเอง เป็นหญิงสาวที่น่ารัก น่าปกป้องเป็นอย่างมาก

             ชายหนุ่มเผลอหลุบมองริมฝีปากสีเรื่อ นัยน์ตาเขาเหมือนสะกดเธอไว้ เขาอยากจะรู้ว่ากลีบปากละมุนของเธอ จะนุ่มหวานเพียงไหนกันนะ ตรีศิลป์ตกใจกับความคิดของตัวเอง ที่ฟุ้งซ่านเตลิดไปไกล แต่เขาก็ห้ามมันไม่ได้ นี่แรงดึงดูดมหาศาลจากไหนกันที่ทำให้เขาอยากใกล้แต่เธอ การะเกด สาวน้อย...

            การะเกดมองใบหน้าคมเข้มที่มองไล่ไปทั่วใบหน้าเธอ หญิงสาวเองก็เผลอมองเขานิ่งนาน ลืมตัวไปแล้วว่าตัวเองอยู่ในสภาพไหน ริมฝีปากอิ่มเรื่อเผยอขึ้นเหมือนจะถามเขาว่าทำไม ถึงรู้สึกอะไรแบบนี้กันนะ หัวใจเต้นแทบไม่เป็นจังหวะอยู่แล้ว

             ตรีศิลป์มองริมฝีปากอิ่มตาปรอย ก่อนจะก้มลงมาต่ำเรื่อยๆ การะเกดเองก็เหมือนกำลังรอคอย เธอมองนัยน์ตาคมกริบคู่นั้นของเขาที่ค่อยๆ ใกล้เข้ามา เหมือนจะสะกดเธอไว้ด้วยนัยน์ตาคู่คม จนหญิงสาวไม่อาจต่อต้านได้ การะเกดจึงหลับตาเสียเลย ไม่รู้เลยว่ามันยิ่งทำให้คนตรงหน้าลืมตัวมากขึ้น ริมฝีปากได้รูปของเขา เคลื่อนเข้าใกล้ริมฝีปากอิ่มเรื่อของคนตรงหน้า ใกล้ขึ้น ...ใกล้ขึ้น...

            “นายใหญ่ เฮ้! เอาใบสั่งถังหมักไวน์มาให้ นายใหญ่! อยู่ตรงไหนนะ เห็นจอมบอกว่าอยู่บ้านนี่หว่า”

เสียงโหวกเหวกเรียกเจ้าของบ้านให้ลั่นของศรนารายณ์ เหมือนจะทำให้ตรีศิลป์และการะเกดรู้สึกตัว เขาผละจากเธอ การะเกดเองก็ลนลานลงมาจากตักกว้าง แล้วพึมพำขอบคุณเขาเสียงแผ่ว ใบหน้าหวานแดงเรื่อ เมื่อนึกถึงกิริยาเมื่อครู่ของคนตรงหน้า

            ตรีศิลป์ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนไม่ได้ทำท่าทีแปลกๆ อะไรกับการะเกดเลย หากแต่หัวใจเขามันเต้นไม่เป็นจังหวะ

อะไรกันน่ะนายใหญ่ ทำไมถึงเกือบจะลืมตัวไปแล้วแบบนั้น นั่นน่ะ เพื่อนรักของน้องสาวที่มาฝากฝังมานะ แล้วนายจะทำบ้าอะไร 

เขาโทษว่าการะเกด เป็นสาเหตุของการที่เขาไม่เป็นตัวของตัวเอง และเริ่มทำอะไรแปลกๆ มากขึ้นทุกวัน ชายหนุ่มตะโกนตอบเพื่อนรักทันที

            “อยู่ตรงนี้ หลังบ้าน ตรงซุ้มสร้อยอินทนิล”

            “โห...อยู่เสียได้บรรยากาศเลยนะนายใหญ่ อ้าว! คุณเก๋” ศรนารายณ์เดินเร็วๆ มาตามเสียงของตรีศิลป์ เมื่อเห็นว่าเพื่อนรักอยู่กับใคร ก็ยิ้มทักทายการะเกด สาวน้อยกำลังยืนหน้าตาแดงเรื่ออยู่ข้างเพื่อนของเขา หน้าตาดูแปลกๆ พิกล ส่วนตรีศิลป์เองก็ทำหน้าแดงๆ บึ้งๆ มองแล้วก็ให้นึกฉงนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับทั้งสองคนกันนะ

            ศรนารายณ์หรี่ตา ก่อนจะอมยิ้ม ก็เพื่อนรักเขาเล่นมาอยู่ใต้ซุ้มดอกไม้ ที่กำลังออกดอกพราวสวยขนาดนี้ กับสาวน้อยหน้าหวานสองต่อสองเสียด้วย

 เอ...หรือนายใหญ่อยากจะสร้างบรรยากาศ หึ หึ

            “สวัสดีคะคุณอ้น เอ่อ...เดี๋ยวเก๋เก็บของก่อนนะคะ คุณอ้นอย่าเพิ่งเข้ามา แก้วแตกน่ะค่ะ” การะเกดว่าแล้วรีบก้มลงเก็บเศษแก้ว และเศษขนมที่กระจายเกลื่อน      

“ระวังนะน้องเก๋” เสียงทุ้มทักเธออย่างห่วงใย พร้อมกับร่างของเขาที่ลงมาก้มอยู่ข้างๆ เธอด้วย ตรีศิลป์ทิ้งหนังสือในมือวางไว้ ก่อนจะมองหาเศษแก้วไปด้วย ชายหนุ่มฉีกกระดาษหนังสือพิมพ์ที่อ่านเสร็จแล้ว วางทิ้งไว้ตรงนั้นเพื่อใส่เศษแก้ว

            “มีอะไรกันเหรอเนี่ย”

 ศรนารายณ์เห็นสองหนุ่มสาวช่วยกันเก็บของ ที่เกลื่อนกระจายก็วางเอกสารลงบนโต๊ะ พร้อมกับช่วยการะเกดเก็บเศษแก้วไปด้วย     

            “เก๋ซุ่มซ่ามสะดุดขาซุ้มแล้วทำแก้วแตกนะคะ คุณใหญ่กับคุณอ้นไปคุยกันที่อื่นดีกว่าไหมคะ เดี๋ยวเก๋จัดการตรงนี้ให้”

            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ช่วยเก็บ” ตรีศิลป์ตอบสั้นๆ

“ระวังเศษแก้วด้วยล่ะ มันเล็กมองไม่ค่อยเห็น”

            “ค่ะ อุ้ย! “ ไม่ทันขาดคำ เศษแก้วเล็กๆ ก็ปักเข้ากับนิ้วของการะเกด เธอชักนิ้วออกทันทีอย่างตกใจ เลือดสีแดงเข้มไหลออกมาทันที ตรีศิลป์จับมือเรียวเล็กไปมองอย่างเป็นห่วง พลางเอ็ดการะเกดเสียงดุๆ

            “พี่บอกแล้วว่าให้ระวัง เข้าบ้านไปล้างแผล ทางนี้พี่จัดการเอง” ชายหนุ่มล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋า และพันนิ้วให้เธอเพื่อห้ามเลือดง่ายๆ

            “เอ่อ...”

            “เข้าบ้าน! ไปทำแผลให้เรียบร้อย พี่จัดการทางนี้ได้” ตรีศิลป์พูดเสียงเข้ม การะเกดจึงค่อยๆ ลุกขึ้นเอาเศษแก้วที่รวบรวมได้และถาดขนมเปล่า เดินหงอยๆ กลับเข้าบ้านไป ศรนารายณ์มองเพื่อนรักที่ถอนใจ และมองตามหลังร่างบาง ก่อนจะทักยิ้มๆ

            “ดุไปหรือเปล่า นายใหญ่”

            “อะไร?” ตรีศิลป์ย่นคิ้ว ศรนารายณ์หัวเราะเบาๆ นัยน์ตายาวรีของเขามองกวาดไปทั่วพื้น เมื่อไม่เห็นว่ามีสิ่งใดหลงเหลืออยู่แล้ว เขาก็ปัดมือเข้ากับกางเกงลวกๆ แล้วลุกขึ้นยืน ตรีศิลป์ทรงตัวลุกขึ้นยืนตาม เขาเอาเศษแก้วที่เก็บได้ และรับจากมือของศรนารายณ์ ห่อไว้เพื่อจะเอาไปทิ้งเขาวางมันง่ายๆ ไว้บนโต๊ะ

            “เป็นห่วงน้องเขาก็พูดดีๆ สิ เอ็ดเสียงดังจนเขาหน้าเสีย”

            “หืม?” ตรีศิลป์มองหน้าเพื่อน เมื่อสบสายตารู้ทันของศรนารายณ์ เขาก็เมินหลบก่อนจะทำเป็นพูดถึงเรื่องอื่นแทนทันที

            “อืม นายเอาเอกสารมาให้แล้วเหรอ? คราวนี้เรียบร้อยดีใช่ไหม” เมื่อเห็นว่าตรีศิลป์เริ่มพาเขาไปไกลจากเรื่องของตัวเอง ศรนารายณ์ก็หัวเราะ

            “เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งชวนคุยเรื่องงาน มาคุยกันเรื่องของนายก่อน”

            “เรื่องอะไร?” ตรีศิลป์ทำไก๋ ศรนารายณ์มองใบหน้าคมสันของเพื่อน แล้วส่ายหน้า

            “นายนี่เย็นชาชะมัด หน้าก็ตาย จะทำหน้าไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว ไปอีกนานไหมนายใหญ่”

            “ตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่อ้น” ตรีศิลป์เงยหน้าขึ้นจากเอกสาร ที่เขาทำเป็นก้มลงมอง แล้วมองสบตากับเพื่อนรัก

             ศรนารายณ์หัวเราะ แล้วยักไหล่ เขากำลังอยากทดสอบใจของเพื่อนสนิท ผู้เคร่งขรึมของเขาดูเสียแล้ว ขนาดจิณห์นิภาผู้มีเสน่ห์เปี่ยมล้น ชายหนุ่มยังชาเฉย แล้วกับสาวน้อยหน้าหวานนามว่าการะเกด เพื่อนรักเขากลับมีท่าทางแปลกๆ พูดถึงทีไร ตรีศิลป์มักจะทำเหมือนโมโห และไม่อยากให้พูดถึงเอาดื้อๆ เพราะอะไรกันนะ แถมเมื่อวานทำงานกันอยู่ดีๆ ตรีศิลป์ก็ดูนาฬิกาแล้วรีบควบเจ้าลมแล้งกลับบ้าน บอกจะรีบมากินข้าวเย็นกลัวคนรอ ศรนารายณ์อยากจะรู้ว่าคนรอที่ทำให้ตรีศิลป์ทิ้งงานออกมาได้นั่น คือการะเกดหรือเปล่า?

            “ไม่มีอะไรหรอก ฉันก็บ่นไปเรื่อยแหละ จะว่าไปพนักงานใหม่เด็กฝากของนาย ก็น่ารักดีนะ  จีบได้ไหม? ใหญ่”

            “ไม่ได้!” ตรีศิลป์ตอบกลับทันที แบบไม่ต้องคิดอย่างรวดเร็ว จนศรนารายณ์แอบยิ้ม เขาแกล้งทำหน้าผิดหวัง

            “ทำไมล่ะ ว้า...ฉันชอบด้วยสิ นายเป็นแค่นายจ้างเขานะไม่ใช่พี่ชายเขา ทำไมต้องห้ามฉันด้วย หืม...หรือจะกันเอาไว้เอง”

            “น้องเขายังเด็ก” ตรีศิลป์ยกประโยคเดิมมาอ้าง

            “เด็กอะไรกัน สาวต่างหาก นายอย่าห้ามเลย ของแบบนี้อยู่ที่น้องเค้า จริงไหม”

            “อย่ายุ่งกับเขาเลยน่า นายอ้น” ตรีศิลป์มองเพื่อนตาขวาง นัยน์ตาคมดุฉายแววไม่พอใจเมื่อมองเพื่อนรัก ที่กำลังนัยน์ตาเต้นยิบๆ อย่างกลั้นขำคนปากไม่ตรงกับใจตรงหน้า ที่ขยันหาเหตุผลมาอ้างเสียจริง

            “ถ้าจะยุ่งล่ะ”

            “หืม?”

            “ล้อเล่นน่า โอย ...ทำไมต้องทำตาดุใส่ฉันขนาดนั้นด้วยใหญ่ กลัวจริงนะโว้ย น้องเขาไม่เด็กแล้วหรอก นายเองก็รู้ดี จริงไหม?” ศรนารายณ์ตบบ่าเพื่อนรักเบาๆ เลิกการเย้าแหย่ตรีศิลป์ไว้แต่เพียงเท่านั้น เพราะดูเหมือนชายหนุ่มจะเริ่มโกรธเอาจริงๆ

            “สำหรับฉัน น้องเก๋ก็เหมือนน้องสาว เพราะว่าน้องเก๋เป็นเพื่อนน้องเล็ก น้องเล็กฝากฝังฉันมา” ประโยคนี้เหมือนชายหนุ่มตอกย้ำกับตนเอง หัวใจเขามันเริ่มสั่น และคิดอะไรแปลกๆ เข้าไปทุกวัน บางทีก็เผลอทำอะไรตามหัวใจ ก่อนที่สมองจะทันสั่งเสียด้วย

            “ฉันจะรอดูนะ ว่านายจะคิดกับเขาได้แค่นั้นหรือเปล่า?” ศรนารายณ์พูดเบาๆ ตรีศิลป์ไม่ได้ตอบเขาและชวนคุยเรื่องเอกสารในมือ ถ้าตรีศิลป์ได้ยินประโยคนั้นเข้า ชายหนุ่มก็แกล้งทำเป็นเฉยเสีย

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"นิยายรักหวานๆ ละมุน ระหว่างนายทหารหนุ่มกับสาวน้อยแสนอาภัพ ขอบคุณที่อุดหนุนนะคะ "

aom13


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha