บ้านไร่ อุ่นไอรัก

โดย: aom13



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 16 : เริ่มรู้ใจ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

การะเกดมองซองสีขาวที่บรรจุเงินเดือน เดือนแรกอย่างปลื้มใจ นี่เป็นน้ำพักน้ำแรงของการะเกด ที่ได้มาจากวิชาความรู้ที่เล่าเรียนมา หญิงสาวเปิดซองออกนับเงินแล้วก็ย่นคิ้ว ตรีศิลป์ให้เงินเดือนเธอตั้งหนึ่งหมื่นสองพันบาท ซึ่งนับเป็นเงินเดือนที่สูงมาก เธอไม่เคยพูดคุยเรื่องเงินเดือนกับเขา แต่ก็จำได้ว่าเขามอบเงินส่วนหนึ่งให้มารดาไปบ้างแล้ว เขาบอกกับมารดาเองว่าเป็นค่าจ้างของเธอ

             การะเกดรู้สึกไม่สบายใจ ที่เขาให้เงินเดือนเธอสูงมากขนาดนี้ หญิงสาวแอบเหลือบมองตรีศิลป์ ที่ยื่นซองเงินเดือนให้กับรตี เธอยกมือไหว้ชายหนุ่มพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง

            “ขอบคุณค่ะนายใหญ่ วันนี้ขอรบกวนนายใหญ่ออกไปในเมืองหน่อยนะคะ หนูจะส่งเงินให้กับพ่อ กลัวเก็บไว้แล้วใช้หมดน่ะค่ะ ยิ่งกินเก่งๆ ใช้เก่งๆ อยู่ด้วย”

            “ถ้างานไม่มีอะไรก็ไปได้” ตรีศิลป์เอ่ยอนุญาตสั้นๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน เขาตรวจรายการเงินเดือนของพนักงานเรียบร้อยแล้ว ตรีศิลป์มักจะไปที่ไร่มากกว่าจะเข้ามายังสำนักงาน วันนี้เป็นวันที่จ่ายเงินเดือนชายหนุ่มเลยมาแต่เช้า หลังจากจัดสรรให้จอมเอาเงินเดือนไปจ่ายคนงานเรียบร้อยแล้ว เขาก็จ่ายซองเงินเดือนให้สองสาวเอง ชายหนุ่มคว้าหมวกขึ้นจะสวม การะเกดเห็นว่าตรีศิลป์ปิดสมุดและสวมหมวกเหมือนเตรียมตัวจะไปที่ไร่ เมื่อชายหนุ่มลุกขึ้นยืน หญิงสาวก็ร้องเรียกชายหนุ่มไว้ก่อน

            “คุณใหญ่ ขอเก๋คุยด้วยหน่อยได้ไหมคะ”

            “มีอะไรครับน้องเก๋?” ตรีศิลป์หันมองคนหน้าหวานที่เรียกเขาไว้ น้ำเสียงเขาที่พูดกับเธอ ทอดอ่อนอย่างอ่อนโยน เมื่อเห็นร่างบางเดินมาใกล้ รตีเห็นสองหนุ่มสาวเหมือนจะคุยอะไรกันที่เป็นส่วนตัว จึงค่อยๆ เลี่ยงออกไปด้านนอก ปล่อยสองหนุ่มสาวไว้ตามลำพัง

            “เรื่องเงินเดือนของเก๋ มันเยอะไปหรือเปล่าคะ” การะเกดตัดสินใจพูด เพราะไม่อยากทิ้งเรื่องไว้ค้างคาใจ ตรีศิลป์ย่นคิ้วชายหนุ่มส่ายหน้า

            “ไม่เยอะไปหรอกครับ พี่ให้ตามสมควร”

            “แต่เก๋ว่า เดือนแรกคุณใหญ่ให้เก๋มากไป เก๋จำได้ว่าคุณใหญ่ให้เงินแม่เก๋ไปบ้างแล้ว”

            “พี่ก็ยังยืนยันว่าเงินเดือนที่ให้น้องเก๋ พี่ให้ตามสมควร” ตรีศิลป์พูด เขาไม่ชินกับการมีคนมาคัดค้าน เรื่องที่เขาตัดสินใจแล้วแบบนี้ ตามแบบนายทหารที่เคยแต่เด็ดขาดกับผู้ใต้บังคับบัญชา  เขาถือว่าสิ่งที่เขาตัดสินใจแล้วเป็นเด็ดขาด

            “แต่ว่า...” การะเกดพยายามค้าน หล่อนกินอยู่ฟรีกับเขา แทบไม่ต้องใช้เงินอยู่แล้ว แล้วนี่มาให้เงินเดือนตั้งมากมาย การะเกดเห็นว่ามันมากเกินไป

            “พี่เป็นคนพิจารณาไปแล้ว และพี่ไม่ต้องการคำปฏิเสธ พี่ยืนยันว่าให้ตามสมควร” ตรีศิลป์พูดแค่นั้น ด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ก่อนจะเดินก้าวยาวๆ ออกไปจากสำนักงานโดยไม่มองคนหน้าหวานอีกเลย

            “คนอะไรก็ไม่รู้ ทั้งดุ ทั้งเผด็จการ” การะเกดบ่นพึมพำ แล้วเดินกลับไปนั่งยังที่ของเธอ   หญิงสาวมองซองเงินเดือนซองหนาก่อนจะถอนใจ ในใจเริ่มนึกถึงผู้เป็นมารดา ยังไงก็อยากจะส่งน้ำพักน้ำแรง ที่เรียกได้ว่าเป็นก้อนใหญ่ก้อนแรกในชีวิต แบ่งให้มารดาใช้จ่ายบ้าง แม้ว่าท่านจะโกรธการะเกดมากก็ตาม แต่ยังไงผู้เป็นแม่ก็เป็นแม่ของเธอเพียงคนเดียว

             “อยากให้เยอะก็ดีเหมือนกัน เราจะได้มีเงินเก็บเยอะๆ จะได้เอามาเรียนต่อด้วย” เธอย่นจมูกแล้วเขย่าซองเงินเดือน เหมือนกับว่ามันเป็นตัวของตรีศิลป์

“พี่ชายของเล็กทำไมดุนักนะ เคยฟังใครบ้างไหมเนี่ย?”

            “นายใหญ่ไปแล้วล่ะสิน้องเก๋ ใครทำอะไรให้โกรธก็ไม่รู้ ควบลมแล้งหน้าดุไปเลย” รตีว่า หลังจากแอบแวบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า มาเป็นกางเกงขายีนขายาว กับเสื้อตัวยาวลายสวย ถือโอกาสตอนตรีศิลป์คุยกับการะเกด ปั่นจักรยานกลับบ้านเปลี่ยนชุดสวยมาเสียเลย บ้านพักของอยู่ในไร่ ใกล้ๆ กับสำนักงาน จึงทันเห็นตรีศิลป์ควบขี่เจ้าลมแล้งทำหน้าตาเครียดๆ เหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่าง วิ่งสวนไปอย่างรวดเร็ว

            ใครจะกล้าทำให้โกรธเล่า...การะเกดนึกในใจ ตัวเองนั่นแหละ...หน้าดุขนาดนั้นใครเขาจะกล้าไปทำให้โกรธ มือเรียวควานไปที่กระเป๋ากระโปรงยีนสั้นที่สวมอยู่ มือสัมผัสกับผ้าผืนหนึ่งในนั้น การะเกดนึกได้ว่าตั้งใจจะคืนให้เขา หลังจากซักรีดให้เรียบร้อยแล้ว ผ้าเช็ดหน้าที่ตรีศิลป์ใช้ห้ามเลือดให้

             หญิงสาวอดยิ้มไม่ได้ ตรีศิลป์เป็นคนแปลก บางทีก็ชอบทำเฉยๆ แต่บางทีก็อ่อนโยน บางทีก็มาทำให้ใจเต้นประหลาด อย่างบอกไม่ถูก รตีเห็นใบหน้าเหม่อๆ ของการะเกด ก็ตีความเอาว่า บางทีสาวน้อยหน้าหวานคนนี้ อาจจะถูกตรีศิลป์ดุเอาก็ได้ จึงลูบแขนเรียวอย่างปลอบโยน

            “นายใหญ่ดุเอาเหรอน้องเก๋ ถ้าอย่างนั้นเราไปเที่ยวในตัวเมืองกันดีกว่า ดีไหม นายใหญ่บอกไม่มีงานก็ไปได้ อิ อิ ถือโอกาสหนีเที่ยวเสียเลย อยากมาดุน้องสาวเรา อู้งานดีกว่า พี่จะไปส่งเงินให้พ่อด้วย ไปหาอะไรอร่อยๆ กินกัน เห็นว่าน้าจอมจะไปที่ย่าโมพอดีเลย จะได้พาน้องเก๋ไปเที่ยว ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองของเราชาวโคราช ขากลับเราค่อยกลับกันเอง”

            “ดีเหมือนกันคะ” การะเกดยิ้มให้กับคนปลอบ ที่ขยันชวนไปหาอะไรทานอยู่เรื่อยๆ รตีหันไปเก็บของ และเริ่มสาธยายถึงของอร่อย ที่ตั้งใจพาการะเกดไปชิมในตัวเมืองนครราชสีมา

            “พี่จะพาไปกินขนมอร่อยๆ ส้มตำอร่อยๆ แถวแยกเต็กฮะ แหล่งรวมของอร่อยเลย เดี๋ยวเจ้าแม่จะพาน้องทัวร์ชิมอาหารเอง แหะ แหะ พี่กินเก่งไปไหมน้องเก๋”

            “ไม่หรอกค่ะ” การะเกดขำกิ๊ก มองหุ่นอวบๆ ของคนที่ยกตัวเป็นเจ้าแม่ แล้วก็อมยิ้มพลางส่ายหน้า รตีเป็นคนน่ารักมากๆ คนหนึ่ง ที่ใจดีกับเธอมาก

            “ดูพุงเสียก่อน แต่ก็ไม่สนใจหรอกน้องเก๋” รตีว่า เธอมีความสุขกับอาหารการกิน การทำงาน และสภาพความเป็นอยู่ จนแทบไม่ต้องการอะไรอีกให้มันเยอะแยะ ตามประสาคนอารมณ์ดี ไม่คิดอะไรมาก

“พี่นะไม่มีคนมาจีบก็ไม่สนใจ ขอแค่ให้ได้กิน อิ อิ ผู้ชายไม่ทำให้ท้องอิ่ม”

            การะเกดอดหัวเราะออกมาอีกรอบไม่ได้ คราวนี้หัวเราะจนต้องซับน้ำตา รตีเองก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย สองสาวลงมือเก็บข้าวของ  การะเกดมองตัวเองที่สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นหลายทาง กระโปรงยีนสั้น รองเท้าส้นเตี้ยง่ายๆ ดูแล้วก็ไปไหนได้ไม่อายใคร หญิงสาวสะพายกระเป๋า ก่อนจะเดินตามรตี ไปยังรถของจอมที่จอดรอพวกหล่อนอยู่

            “ไปกันเลย สาวๆ ไปไหว้ย่าโมกัน” จอมชวนขึ้นรถด้วยน้ำเสียงยิ้มๆ

 

....................................................................................................................................

            การะเกดยกแก้วน้ำเย็นขึ้นจิบ หลังจากทานอาหารมื้อบ่าย ต้องเรียกว่าอย่างนั้น เพราะรตีพาเธอไปเที่ยวจนเกือบๆ ทั่วตัวเมืองโคราช เมื่อจอมให้พวกเธอลงตรงประตูชุมพล ที่เป็นที่ประดิษฐานของอนุสาวรีย์คู่บ้านคู่เมืองเมืองโคราช

            สองสาวไปสักการะย่าโม ก่อนที่รตีจะพาการะเกด เริ่มทัวร์ของกินอร่อยตามที่โฆษณา และไปทำธุระเรื่องโอนเงินที่ไปรษณีย์ การะเกดแบ่งเงินส่วนหนึ่งส่งธนาณัติให้มารดา

            หลังจากทำธุระเรียบร้อย สองสาวก็พากันมานั่งตรงร้านส้มตำในย่านแยกเต็กฮะ ที่มีของอร่อยหลายอย่าง การะเกดได้ขนมถ้วยฟูไปถุงใหญ่ ตั้งใจจะเอาไปฝากศรีสมรและตรีศิลป์

            “เย็นแล้วนะน้องเก๋ ตายแล้ว เพลินเชียว” รตีอุทานอย่างตกใจ เมื่อมองนาฬิกาข้อมือบอกเวลาเกือบบ่ายสามโมงแล้ว

            “กลับกันเลยไหมค่ะ เก๋กลัวจะถึงค่ำ”

            “จ้ะ ต้องหารถกลับกันเองด้วย ไปกันเถอะ พี่ขาเก็บตังค์ด้วย” เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว   รตีกับการะเกดก็เดินออกมาจากร้าน รตีเดินผ่านหน้าธนาคาร แล้วก็ดึงให้การะเกดหยุดเดิน

            “น้องเก๋ขอพี่ไปทำธุระที่แบงค์แป๊บ พี่เพิ่งจะนึกได้ว่าต้องทำบัตรเอทีเอ็มใหม่”

            “ได้ค่ะ” การะเกดเดินตามรตีเข้าไปในธนาคาร เธอนั่งรอรตีไปติดต่อเจ้าหน้าที่ และอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วยเพื่อฆ่าเวลา

            “อ้าว! คุณเก๋ มาทำอะไรที่นี่น่ะครับ” เสียงทุ้มเอ่ยอยู่ข้างๆ ทำให้การะเกดลดหนังสือพิมพ์ในมือลง แล้วหันไปมองเจ้าของเสียง ก่อนจะยิ้มกว้างให้

            “สวัสดีค่ะคุณอ้น เก๋มาไหว้ย่าโมกับพี่รตีน่ะค่ะ” ศรนารายณ์มองหารตี แล้วก็มองบรรดาข้าวของที่กองอยู่ข้างๆ กับการะเกด แล้วก็อมยิ้ม

            “เชื่อว่ามากับรตีแน่ๆ ของกินเยอะขนาดนี้”

            “นินทาอะไรรตีคะ คุณอ้น” รตียืนทำหน้างออยู่ข้างหลังศรนารายณ์ เพราะทันได้ยินประโยคนั้นพอดี ชายหนุ่มหันไปมองเจ้าตัว แล้วเลิกคิ้ว

            “ก็บอกว่ามากับรตีแน่ๆ ถุงขนมเยอะขนาดนี้”

            “แหม...” รตีหัวเราะ

“ดีเลยค่ะคุณอ้น พวกเรากำลังหารถกลับบ้านพอดี ไปด้วยคนได้ไหมคะ”

            “ได้สิ! คุณเก๋อยากไปเที่ยวไร่กึ่งรีสอร์ทของพี่ไหมครับ จะได้ดูว่าพอจะสวยเท่าไร่นายใหญ่ได้ไหม”

            “ไปสิคะคุณอ้น” ประโยคนี้เป็นของรตี

“ขนมเค้กที่รีสอร์ทคุณอ้นอร่อย พ่อครัวคนเก่ายังอยู่ใช่ไหมคะ”

            “นี่สิรตีตัวจริง เจอหน้าก็ถามหาของกินก่อนเลย” ศรนารายณ์หัวเราะก๊าก ทำเอารตียิ้มเขิน ส่วนการะเกดก็กลั้นขำ

            “แหม ไม่อย่างนั้นจะหุ่นดีขนาดนี้เหรอค่ะ คุณอ้น ว่าแต่ว่าพ่อครัวทำขนมคุณอ้นนี่คนเดิมนะคะ”

 

...........................................................................................................................................

 

            ศรนารายณ์ลอบมองใบหน้าสวยใสของคนข้างๆ เธอเป็นเด็กสาวที่หน้าตาน่ารักมากเลยทีเดียว ชายหนุ่มอมยิ้มเมื่อนึกถึงอาการแปลกๆ ของเพื่อนสนิท สาเหตุจะมาเพราะคนข้างๆ นี่หรือเปล่านะ ชายหนุ่มคิดในใจ

            “คุณเก๋ทำงานกับนายใหญ่เป็นยังไงบ้างครับ เพื่อนผมดุเอาหรือเปล่า”

            “ไม่หรอกค่ะ” การะเกดตอบยิ้มๆ ก่อนจะลอบถอนใจ

 ดุสิน่า.... คนอะไรก็ไม่รู้ นับวันเธอยิ่งรู้สึกแปลกๆ กับพี่ชายคนโตของเพื่อนรัก

            “นายใหญ่ก็แบบนี้ล่ะครับ มักจะทำตัวไม่ค่อยถูกกับผู้หญิงน่ารักๆ  หึ หึ”

            “อย่างนายใหญ่น่ะ รตีกลัวจะขึ้นคานน่ะสิคะ” รตีว่า ศรนารายณ์หัวเราะเสียงดังอย่างถูกใจ ส่วนการะเกดได้แต่อมยิ้ม

 “อยู่กับนายใหญ่มาก็หลายปี ยังไม่เคยเห็นนายใหญ่มีแฟนเลยค่ะ”

            “นายเราเขาอกหัก สมัยเก่าโน่น เลยไม่จีบสาวอีกเลย สงสัยมันจะขี้เกียจ”

            “อย่างนายใหญ่เคยมีแฟนด้วยเหรอคะ โอ๊ย...นึกไม่ออก” รตีหัวเราะ การะเกดนิ่งฟัง เรื่องของตรีศิลป์ ทำให้อยากรู้ความเป็นมา นี่อาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขามักจะทำหน้าขรึมๆ อยู่ตลอดก็ได้ แถมชอบเอ็ดเธออีกด้วย

            “อ้าว! มีสิ นายใหญ่มันก็หล่อนะ หล่อที่สุดในรุ่นนักเรียนเตรียมทหารด้วย” ศรนารายณ์ว่า เขาเป็นนักเรียนเตรียมทหารเหมือนกับตรีศิลป์ แต่ต้องกลับมาทำธุรกิจไร่องุ่นต่อจากที่บ้าน เนื่องจากผู้เป็นพี่ชายของเขา เสียชีวิตไปเพราะอุบัติเหตุ ทำให้ศรนารายณ์ไม่อาจเป็นทหารตามที่ตัวเองใฝ่ฝันไว้ได้ แต่ชายหนุ่มก็คิดว่าคุ้มแล้วที่ได้ไปเรียนรู้ การใช้ชีวิตตามแบบลูกผู้ชาย ในช่วงเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียม

            “แล้วยังไงต่อคะ” รตีชะโงกหน้าอย่างอยากรู้จากเบาะหลัง หน้าเธอแทรกมาตรงเบาะกลางทันที

            “ก็นายใหญ่กับพี่ร่วมรุ่นคนหนึ่ง ชอบกับลูกสาวผู้พันในค่ายน่ะ ทั้งนายใหญ่ทั้งพี่เขาเลยชอบผู้หญิงคนเดียวกัน นายใหญ่รักเขามากเลยนะ รักแรกด้วยไง หมอไม่ค่อยพูดค่อยบอกใครหรอก ผู้หญิงเสียอีกที่เป็นฝ่ายบอกรักนายใหญ่ก่อน แต่อย่างว่านายเราโรแมนติคเป็นเสียที่ไหน สุดท้าย น้องคนนั้นก็ทิ้งนายใหญ่ไปกับรุ่นพี่”

            “โห...แต่นายใหญ่ก็เจ็บเสียนานเลยนะคะเนี่ย ไม่ยอมมีใครอีกเลย”

            “มันเสียใจมากไง เพราะเขาสัญญากับมันต่างๆ นานา “ศรนารายณ์ถอนใจ เขาละไม่เล่าให้หญิงสาวทั้งสองฟัง ว่าฝ่ายหญิงสัญญาว่าจะแต่งงานกับเขาทันที ที่เขาเรียนจบนักเรียนนายร้อย ตรีศิลป์จริงจังมาก แต่แล้วรักแรกของตรีศิลป์ก็ท้อง กับนักเรียนนายร้อยรุ่นพี่ ที่จบก่อนตรีศิลป์ปีหนึ่ง เจ้าหล่อนคบผู้ชายทั้งสองคนพร้อมๆ กัน เพียงแต่เพื่อนรักของเขา เลือกที่จะให้เกียรติผู้หญิง  ไม่ยอมแตะต้องให้มีราคี กลับกลายเป็นว่าต้องกินแห้วเสียนี่ แล้วก็ไม่ยอมมองใครอีกเลย

            “อืม...ความรักนี่มันทำให้คนฝังใจมากเลยนะคะ” การะเกดพูดขึ้นเบาๆ เธอเห็นใจตรีศิลป์ เขาเป็นคนจริงจังกับทุกเรื่อง น่าจะเจ็บปวดมากกับความรักครั้งแรก ที่ลงเอยแบบนั้น

            “แต่บางที มันก็ผ่านมานานมากเกินจะไปจำนะครับ ถ้าเป็นความรักที่แย่ๆน่ะ” ศรนารายณ์ว่า

 “คนเราควรจะเริ่มต้นใหม่บ้าง มัวแต่อยู่กับอดีตมากไปจะเริ่มต้นได้ยังไงกัน”

            “น่าสงสารนายใหญ่เหมือนกันนะคะ รตีคิดว่านายใหญ่จะไม่เคยรักใครเสียอีก”

            “เก๋ก็สงสารคุณใหญ่ค่ะ” การะเกดถอนใจหลังจากฟังเรื่องราวจบลง ตรีศิลป์คงยังเจ็บปวดไม่หาย ถึงกลายเป็นคนเงียบขรึมไม่สนใจใครแบบนี้

            “สงสารก็ช่วยให้นายใหญ่หายโสดสิครับ” ศรนารายณ์พูดขึ้นลอยๆ สองสาวฟังไม่ถนัด เพราะรตีเอาถุงขนมมายื่นให้การะเกด การะเกดได้ยินแว่วๆ เลยถามชายหนุ่มอีกรอบ

            “อะไรนะคะ”

            “ถึงไร่ผมแล้ว สวยไหมครับ นายใหญ่ปลูกราชพฤกษ์ แต่ผมปลูกกัลปพฤกษ์ ไร่หมอมีแต่สีเหลือง ของผมสีชมพูล่ะ หึ หึ” ศรนารายณ์ว่ายิ้มๆ เขาปลูกต้นกัลปพฤกษ์ไว้ตลอดทางเข้าไร่ ตอนนี้ยังไม่ออกดอก เพราะยังไม่ถึงฤดูของมัน รตีเป็นคนยืนยันเพิ่มอีกคน

            “สวยสิค่ะคุณอ้น แต่เสียดายตอนนี้ไม่มีดอก บานไล่ๆ กับไร่ของนายใหญ่ด้วย สองไร่นี้มีแต่ไม้ยืนต้นที่เป็นไม้ดอกสวยๆ ทั้งนั้นเลย”

            “คุณเก๋รอดูตอนช่วงมีนา นะครับ ดอกไม้ที่ไร่ผมกับนายใหญ่แข่งกันสวยเลย”

            “อยากเห็นเร็วๆ จังเลยค่ะ”

            “รับรองได้เห็นแน่ๆ ค่ะ” รตีว่า เมื่อศรนารายณ์จอดรถที่หน้าไร่กึ่งรีสอร์ทของเขา การะเกดมองไปรอบๆ ไร่องุ่น ที่ร่มรื่นไปด้วยพรรณไม้นานาของชายหนุ่ม ก็มองอย่างชื่นชม ที่นี่ก็สวยไม่แพ้ไร่ของตรีศิลป์ มีดอกไม้ปลูกไว้เยอะกว่าและมีบ้านพักสวยๆ ปลูกสร้างไว้ด้วย

            “ไปที่ร้านกาแฟดีกว่าน้องเก๋ ไร่นี้กาแฟอร่อย ขนมเค้กก็อร่อย” รตีดึงแขนการะเกด เดินเข้าไปยังร้านกาแฟ ที่ตกแต่งไว้อย่างน่ารัก ด้วยไม้ซุงทั้งหลัง เธอสั่งขนมของโปรดทันทีอย่างไม่มีรอ

            ศรนารายณ์คว้าซองเอกสารลงมาจากในรถแล้วล็อก ก่อนจะเดินไปหาการะเกดกับรตี แต่เสียงม้าที่ควบเข้ามาใกล้ พร้อมกับคนที่อยู่บนหลังของมัน ก็ทำให้เขาต้องหยุดยืนรอ พร้อมกับยิ้มกว้างให้กับคนที่โหนตัวลงมาจากหลังม้า

            “นายใหญ่ มาดูโรงไวน์เหรอ?”

            “อืม” ตรีศิลป์ถอดหมวกออก ก่อนจะผูกลมแล้งไว้กับต้นไม้แถวนั้น พร้อมกับลูบต้นคอมันเบาๆ รตีกับการะเกดเดินออกมาจากร้านกาแฟของศรนารายณ์พอดี เขามองไปที่การะเกดพลางย่นคิ้ว ศรนารายณ์รีบพูดขึ้นทันที

            “ฉันไปเจอสองสาวที่นี่ในเมืองนะ เห็นว่าไปไหว้ย่าโมกัน เลยพามาเที่ยวไร่เสียเลย รตีเขาติดใจขนมไร่ฉัน”

            “อ้อ” ตรีศิลป์ตวัดสายตาคมกริบมองการะเกด รตีถึงกับอุทานเมื่อเห็นหน้าเขาเข้า

            “นายใหญ่ แหะ รตีมาซื้อขนมกินน่ะค่ะ พอดีติดรถคุณอ้นกลับมา ไปในเมืองกับน้องเก๋มา คุณใหญ่ไม่ว่านะคะ”   

            “ฉันชวนน้องเก๋มาเที่ยวไร่เองแหละ” ศรนารายณ์พูดยิ้มๆ ก่อนจะยักคิ้วให้กับตรีศิลป์ ชายหนุ่มเลยหัวใจกระตุก นึกประโยคที่ศรนารายณ์เคยพูดขึ้นได้ว่า เขาสนใจการะเกด

            “ถ้าอย่างนั้นน้องเก๋กลับพร้อมพี่เลยก็แล้วกัน เย็นแล้ว” ตรีศิลป์พูดสั้นๆ เขาเริ่มขวางหูขวางตาเพื่อนรัก บอกไม่ถูกว่าทำไม ศรนารายณ์กับรตีมองตากันโดยไม่ได้นัดหมาย การะเกดพูดแย้งขึ้นว่า

            “จะกลับยังไงล่ะค่ะ เอ่อ ...คุณใหญ่ขี่ลมแล้งมา”

            “ก็กลับกับพี่นี่แหละ ลมแล้งรับน้ำหนักไหว น้องเก๋เบาตัวนิดเดียว

”ตรีศิลป์พูดแค่นั้น แล้วจูงมือการะเกดไปเลยดื้อๆ โดยไม่ฟังเธอพูดอะไรต่อ เขาปลดเชือกของลมแล้ง และส่งการะเกดขึ้นหลังม้าก่อน ส่วนตัวเขาโหนขึ้นตามหลัง โอบร่างบางไว้กลายๆ ในอ้อมแขนอบอุ่น ก่อนจะกระตุ้นให้ม้าวิ่งไปอย่างรวดเร็ว ออกจากไร่ของศรนารายณ์ ชายหนุ่มมองสบตากันกับรตี ก่อนที่รตีจะบ่นขึ้นเบาๆ

            “ทิ้งกันเสียอย่างนั้นแหละ คุณอ้น ดูสิ ไปกันสองคนเลย”

            “นายใหญ่ทำยังกับพวกคาวบอยเลยแหะ หึ หึ เท่ห์จริงๆ นายเราน่ะ แต่ปากไม่ค่อยตรงกับใจ ให้ตายสิ อย่างนี้ต้องแหย่บ่อยๆ ให้รู้จักหัวใจตัวเอง” ศรนารายณ์มองตามหลังสองหนุ่มสาวที่เห็นลิบๆ ก่อนจะคิดอะไรในใจอย่างนึกสนุก

 

........................................................................................................................................

 

            การะเกดอดหน้าแดงเรื่อไม่ได้ ขณะที่ชายหนุ่มช่วยเธอลงจากหลังลมแล้ง เมื่อกลับมาถึงไร่การุณการแล้ว ตรีศิลป์ทำเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่จะรับใครต่อใครมาซ้อนข้างหน้า เวลาที่เขาขี่เจ้าลมแล้ง เจ้าลมแล้งวิ่งเร็วปร๋อ การะเกดต้องโอบรอบตัวเขาไว้แน่น เหมือนว่ากอดเขา แต่จะอ้าปากค้าน เขาก็ส่งตัวเธอขึ้นหลังม้าเสียแล้ว เธอทันห้ามเสียที่ไหน ยิ่งอยู่บนหลังลมแล้ง เธอก็เหมือนถูกจับเข้าที่จองจำ เพราะไม่กล้ากระดุกกระดิกเนื่องจากกลัวตก เขาทำหน้าตาเฉย แต่เธอใจเต้นเกือบตาย เมื่อชายหนุ่มปล่อยมือจากเอวบางได้ การะเกดก็อุทานเหมือนเพิ่งนึกได้ ว่าทิ้งรตีไว้ที่ไร่ของพงศ์พชร

            “ตายล่ะ พี่รตีจะกลับยังไงก็ไม่รู้”

            “เขากลับเองได้น่า วันหลังจะไปในเมืองก็บอกพี่นะ” ตรีศิลป์พูดเสียงห้วนๆ การะเกดย่นคิ้ว

            “เอ๊ะ“

            “คือว่า...” ชายหนุ่มพยายามหาเหตุผล ในการอธิบายว่าทำไมเขาถึงต้องสั่งแบบนั้น

 “รถราไร่เราก็มี จะได้ไม่ต้องไปกวนนายอ้นเขา”

            “พอดีเก๋ติดรถน้าจอมไปกับพี่รตีน่ะค่ะ แล้วเราสองคนก็จะกลับเอง บังเอิญไปเจอคุณอ้น”

            “นั่นแหละ เป็นอันว่าจะเข้าเมืองก็มาบอกพี่” ชายหนุ่มพูดย้ำ ก่อนจะยื่นมือใหญ่อบอุ่นให้

 “ส่งมือมาให้พี่ดีกว่า มืดแล้วด้วย ทางมันรก”

            “ค่ะ” การะเกดส่งมือให้เขาอย่างว่าง่าย นี่ก็อีกอย่าง อืม ...ทำไมเขาต้องชอบมาทำอะไรแบบนี้กับเธอด้วยก็ไม่รู้

            การะเกดบ่นกับตัวเองในใจ หน้าเป็นสีเรื่ออยู่ในความโพล้เพล้ ของยามพระอาทิตย์ตก  แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้ไม่เห็นว่าเธอหน้าแดง ต้นเหตุก็เพราะความอบอุ่นจากมือเขานั่นแหละ รวมถึงสิ่งที่เขาทำด้วย

            “แต่ว่าเรื่องเข้าเมือง เก๋ไม่อยากกวนใจคุณใหญ่จริงๆ นะคะ” การะเกดพูดขึ้นอีกรอบ เธอไม่ค่อยชอบนักหรอก ที่เขามาสั่งทุกเรื่องแบบนี้ มือเรียวคว้าไปที่กระเป๋ากระโปรงยีน แล้วเหมือนนึกได้ว่ามีสิ่งที่ต้องคืนให้เขาอยู่ด้านใน

            “ไม่ได้เรียกว่ากวนใจ” ตรีศิลป์ว่า นัยน์ตาคมกริบเป็นประกายวับในความสลัว

 “พี่เต็มใจ”        

“ทำไมคุณใหญ่ถึงดีกับเก๋นักคะ” การะเกดตั้งคำถาม เธอกลั้นใจฟังรอคำตอบ หัวใจแทบจะหยุดเต้น นี่ลืมตัวถามอะไรเขาไปนะ หญิงสาวต่อว่าตัวเอง จะบ้าแล้วยัยเก๋...

            “อืม…” มือใหญ่ของตรีศิลป์ บีบกระชับมือเรียวเล็กอย่างลืมตัว ขณะที่พูดเสียงทุ้ม...อบอุ่น การะเกดไม่เห็นหน้าเขาเพราะความสลัวของยามอาทิตย์อัศดง

            “พี่รับฝากน้องเก๋มาจากน้องเล็ก พี่ก็ต้องดูแลให้เต็มที่”

            “คะ?”

            “พี่ดูแลทุกคนในไร่การุณการ เหมือนเป็นคนหนึ่งในครอบครัว ยิ่งน้องเก๋เป็นเพื่อนสนิทกับน้องสาวพี่ พี่ก็ยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ”

            “เก๋ขอบคุณมากนะคะ” การะเกดพูดเสียงเบา หัวใจอบอุ่นกับคำว่าดูแลเป็นพิเศษของเขา  ทำไมหัวใจต้องเต้นแรงด้วยนะ เขาคงเอ็นดูและรักเราแบบน้องสาว หญิงสาวบอกกับตัวเอง แต่ก็อดยิ้มไม่ได้

            “มีอะไรให้พี่ช่วย บอกได้เสมอนะครับ”

            “ค่ะ เอ่อ คุณใหญ่คะ นี่ผ้าเช็ดหน้าของคุณใหญ่ เก๋ซักให้แล้วเรียบร้อยค่ะ” การะเกดหยุดเดิน ก่อนจะส่งผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าให้เขา ตรีศิลป์เลิกคิ้ว แล้วรับมันใส่คืนไว้ในกระเป๋าเสื้อ เขามองท้องฟ้า ที่ดวงดาวเริ่มขึ้นมากระพริบทักทาย เขาอยากให้ทางกลับถึงบ้านทอดยาวกว่านี้อีกหน่อยหนึ่ง เมื่อเห็นแสงไฟที่ลอดมาจากตัวบ้าน เขาก็ต้องปล่อยมือเรียวเล็กนั่นเสียแล้ว

            “วันนี้ไม่รู้ว่าแม่ศรีจะทำอะไรให้พวกเรากินนะ” ชายหนุ่มพูดขึ้นลอยๆ

            “เห็นบอกว่าจะทำไก่ทอด กับแกงเขียวหวานน่ะค่ะ”

            “พี่อยากจะทานไข่เจียวหมูสับ” เหมือนเป็นสิ่งแรกที่เขาขอให้เธอทำอาหารให้ หญิงสาวหันมามองใบหน้าคมสันอย่างแปลกใจ ปรกติตรีศิลป์ไม่ค่อยสนใจ เรื่องอาหารการกินสักเท่าไหร่ อย่างนี้แสดงว่าต้องอยากทานมากแน่ๆ

            “เดี๋ยวเก๋ทำให้ค่ะ ของในตู้คงจะมี”

            “ขอบคุณนะครับ”

ตรีศิลป์เปิดประตู แล้วเข้าไปในบ้านพร้อมๆ กันกับเธอ ร่างบางผละเข้าไปในครัว ชายหนุ่มแอบมองตามหลังร่างบาง เขาเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาในหัวใจ นั่นคือความรู้สึก เกิดอยากจะเห็นว่าเป็นเธอทำอาหารให้ทานทุกมื้อ ทานอาหารกับเขาทุกมื้อ เขาคงจะมีความสุขมาก เมื่อนึกถึงความเป็นจริงบางอย่าง ชายหนุ่มก็ลอบถอนใจ

             การะเกดอายุเท่าน้องสาวเขายังเด็กนัก แล้วเขาจะเริ่มต้นกับยังไง ไอ้รอน่ะ รอได้อยู่แล้ว  แต่เขากลัวว่าจะมีใครมาคว้าเธอไปเสียก่อน ก็คนอย่างเขาแสดงความรักไม่ค่อยเป็น หวานก็ไม่ค่อยหวาน จีบสาวไม่เป็นด้วย

แล้วจะเริ่มต้นอย่างไรดี ตรีศิลป์เอ้ย! เด็กนักเรียนเตรียมทหารกี่รุ่นๆ ไม่เคยถอย แต่กับสตรีหน้าหวานนัยน์ตาสวย ที่มีนามว่าการะเกด ทำไมถึงกลัวนักก็ไม่รู้...


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"นิยายรักหวานๆ ละมุน ระหว่างนายทหารหนุ่มกับสาวน้อยแสนอาภัพ ขอบคุณที่อุดหนุนนะคะ "

aom13


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha