บรรณาการรัก CEO

โดย: ณรีรัช



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : เอาอีกแล้ววว...


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 3

หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา เจนิชทำงานได้ดีไม่มีผิดพลาด จนบางครั้งวินเซนต์เองยังเอ่ยปากชมเธอ จะมีก็แต่เอสเตอร์เท่านั้นที่ไม่เคยแม้แต่จะชมเธอสักครั้ง แต่เจนิชก็ไม่สนใจ แค่เขาไม่มาทำเจ้าชู้ก้อร่อก้อติดกับเธอมันก็ดีมากแล้ว

วันนี้เป็นวันหยุด เจนิชออกจากบ้านแต่เช้า เสาะหาคอนโด หรืออพารต์เม้นที่อยู่ใกล้ๆ กับที่ทำงาน เพราะเธอจะได้ไม่ขับรถไปกลับไกลๆที่กินเวลาร่วมสองชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน  เจนิชขับรถมาเรื่อยๆ เธอวนหาคอนโดที่ใกล้บริษัทที่สุด ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุดและถูกที่สุด เพราะเธอเพิ่งถอยรถยนต์คันหรูออกมา

เจนิชขับวนไปเรื่อยๆ จนไปเจอเข้ากับวินเซนต์ เขากำลังยืนกดโทรศัพท์หาเธออยู่พอดี เสียงโทรศัพท์ของเจนิชดังขึ้น เจนิชจอดรถอยู่ด้านหลังของวินเซนต์ เธอก้มดูโทรศัพท์แต่ไม่กดรับ แต่เธอเปิดประตูลงไปยืนตรงหน้าเขา

“เฮ้ย! คุณเจ! นี่คุณออกมาจากโทรศัพท์รึยังไง ถึงได้มายืนตรงนี้ได้”

“จะบ้าเหรอ นี่ฉันเพิ่งเลี้ยวรถออกมาจากในซอย ก็เห็นคุณยืนโทรศัพท์อยู่ตรงนี้ ก็เลยจะแวะทักทายซะหน่อย ไม่คิดว่าจะโทรหาฉัน แล้วคุณโทรหาฉันมีเรื่องอะไรหรือคะ ถ้าจะให้ฉันไปช่วยคุณกำจัดแม่บรรดานางแบบของเจ้านายคุณอีก ฉันไม่เอาด้วยนะ ฉันเหนื่อย!

“เปล่าครับ ผมไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอกน่า ผมรู้มาว่าคุณกำลังต้องการหาคอนโดที่อยู่ใกล้ๆ กับบริษัท นี่ผมก็เลยจะมาแนะนำคุณ”

“แล้วคุณรู้ได้ยังไง ว่าฉันกำลังต้องการหาคอนโด” เจนิชมองวินเซนต์อย่างสงสัย วินเซนต์เมื่อโดนจ้องก็เริ่มจะไปไม่ถูก เขายืนนึก เอ่อๆ อ่าๆ อยู่พักหนึ่งก็นึกถึงจารินได้

“ก็เมื่อวันก่อนผมเจอคุณจ๋า คุณจ๋าเธอเล่าให้ผมฟัง”

“จริงเหรอ พี่จ๋าบอกคุณแบบนั้นเหรอ”

“จ..ริ..งสิ คุณจ๋าเขาบอกผมมา ผมก็เลยมาแนะนำคุณ” วินเซนต์ลากเสียงยาว และเขาก็สามารถเอาตัวรอดได้ จนต้องแอบเป่าปากอย่างโล่งอก

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีสินะ ไหนคุณจะพาฉันไปที่ไหนล่ะ”

“คุณล็อครถก่อนสิแล้วไปกับผม ผมจะพาคุณไปดู”

“โอเค คุณรอฉันแป๊บนะคะ” เจนิชยิ้มให้วินเซนต์ก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าสะพาย ออกมา แล้วกดล็อครถ

“ไปกันค่ะ ฉันพร้อมแล้ว”

“ครับงั้นเชิญคุณผู้หญิงขึ้นรถเลยครับ” วินเซนต์เปิดประตูให้เจนิชขึ้นไปนั่งแล้วปิดประตูให้เธอ ก่อนจะวิ่งไปอีกฝั่งเพื่อทำหน้าที่สารถี

“แล้วที่คุณจะพาฉันไปนี่มันเป็นคอนโดของใครเหรอคะ” เจนิชหันมาถามชายหนุ่ม วินเซนต์นิ่งเงียบไปเกือบนาทีก่อนจะตอบกับเธอ

“เป็นคอนโดของเพื่อนผมครับ เขาไม่ได้อยู่ที่เมืองไทยแล้ว และตอนนี้ผมก็ดูแลอยู่ มีบ้างบางครั้งที่ผมจะไปพักที่นั้น แต่ก็นานๆ ทีครับ ผมเห็นว่ามันว่าง และคุณก็กำลังหาที่อยู่ก็เลยอยากแนะนำให้คุณไปอยู่ที่นั่น”

“แล้วถ้าเพื่อนของคุณกลับมาเขาจะไม่ว่าเอาเหรอคะ”

“ไม่หรอกครับ เพราะเขามีอีกหลายที่ เดี๋ยวเลี้ยวตรงซอยข้างหน้าก็ถึงแล้วครับ” วินเซนต์ขับรถเลี้ยวเข้าไปในคอนโดหรู ที่สร้างอยู่ริมแม่น้ำ เจนิชมองสังเกตรอบๆ  ทันทีที่ลงจากรถ

“ไปกันครับเดี๋ยวผมจะพาคุณขึ้นไปดูห้อง” วินเซนต์เอ่ยชวน เจนิชพยักหน้าแล้วเดินเคียงคู่ไปกับเขาจนมายืนตรงหน้าลิฟท์ ยามที่ดูแลคอนโดเดินผ่านมาเจอเข้าก็เลยเอ่ยทักเขา

“อ้าวคุณวินเซนต์ วันนี้พาสาวๆ มาเองเหรอครับ เห็นทุกทีจะเป็นคุณเอสเตอร์ คุณนี่ก็ตาถึงไม่เบาเลยนะครับ สวยสะเด็ดเลย” ยามที่ยืนอยู่ตรงประตูทางขึ้นคอนโดเอ่ยทักวินเซนต์ แล้วก็เดินผ่านไป

ส่วนวินเซนต์นั้นเขาแทบอยากจะกระโดดเตะเจ้ายามปากมากคนนี้ให้สลบไปเลย ที่เกิดอยากจะทักทาย ทั้งๆที่ ทุกๆ ครั้งที่เขามา มันไม่ค่อยจะสนใจทักทายเขาซะด้วยซ้ำ ฮึ่ย!

เจนิชได้ยินก็ย่นคิ้วหันไปเอาเรื่องกับเขา วินเซนต์ก็เลยต้องรีบแก้ตัวทันที “คุณเจอย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับ คุณเอสเตอร์เขาแค่พาน้องสาวของเขามาพักที่นี่เมื่อเดือนก่อน ไม่ใช่พวกสาวๆ ของคุณเอสเตอร์เลยนะครับ”

“เหรอคะ ฉันก็ยังไม่ได้ว่าอะไรคุณนี่คะ ฉันก็แค่สงสัยนิดหน่อย แล้วทำไมเจ้านายของคุณถึงไม่พาเธอไปพักที่วังของเขาล่ะคะ จะมาพักที่คอนโดนี้ทำไม แปลกจัง” เจนิชแกล้งถามกลับวินเซนต์

วินเซนต์ได้แต่ยืนนิ่ง เอาล่ะสิ เพราะเขาร้อนตัวเลยโดนเธอถามกลับแบบนี้ แล้วอย่างนี้เขาจะตอบเธอว่ายังไงดีนะ

ติ๊ง! ประตูลิฟท์เปิดออก และมาช่วยวินเซนต์ได้ทันการณ์ “เราไปกันดีกว่าครับ” วินเซนต์รีบเอ่ยชวนเธอให้เข้าไปในลิฟท์และทำมึนนิ่งเฉย เจนิชเองเธอก็ไม่ได้สนใจมากมายอยู่แล้ว ก็เลยทำเป็นเฉยๆ และลืมมันไป

จนเมื่อวินเซนต์พาเจนิชมาถึงห้อง เขาเปิดประตูพาเธอเข้าไปดูข้างใน

“โอ้โห! สวยมาก จัดห้องได้เลิศที่สุด เหมือนกับว่ามีคนอยู่เลยนะคะ เครื่องอำนวยความสะดวกครบครันเลย”

“อ๋อ ของพวกนั้นผมเป็นคนซื้อเข้ามาเองครับ และก็จัดตกแต่งเอาไว้ และให้แม่บ้านมาดูแลความสะอาดทุกวัน มันก็เลยเหมือนมีคนอยู่ เป็นยังไงบ้างครับ ถูกใจคุณเจรึเปล่า ถ้าคุณเจตกลงนี่ครับกุญแจกับคียการ์ด” วินเซนต์ยื่นกุญแจและคีย์การ์ดให้กับเธอ แต่เจนิชกลับมีทีท่าลังเล

“แล้วคุณจะคิดค่าเช่าฉันเท่าไหร่คะ ห้องหรูๆ แพงๆ แบบนี้ ฉันคงจ่ายคุณไม่ไหว”

“เรื่องนั้นไม่ต้องคิดมากครับ ผมให้คุณเจอยู่ฟรีๆ เลย ไม่คิดค่าเช่า ดีซะอีกห้องจะได้มีคนดูแล ผมจะได้ไม่ต้องจ้างแม่บ้าน นี่คุณช่วยผมประหยัดเงินเลยนะครับเนี่ยะ”

“จะดีเหรอคะ เจเกรงใจคุณ”

“ดีสิครับ แต่ถ้าคุณเจเกรงใจ แค่เลี้ยงมื้อกลางวัน วันนี้ผมก็พอครับ”

“โอเคค่ะ งั้นตกลงฉันจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ค่ะ” เจนิชยิ้มหวานๆให้เขา และรับกุญแจกับคีย์การ์ดมาถือเอาไว้ วินเซนต์เองก็โล่งอกที่เธอยอมตกลง ไม่เสียแรงที่เอสเตอร์สั่งให้เขาตกแต่งใหม่ทั้งหมด และมันก็ถูกใจเธอซะด้วยสิ

เจนิชและวินเซนต์ทานมื้อกลางวันดวยกันก็แยกย้ายกันกลับ เจนิชกลับไปขนข้าวของ เครื่องใช้ของเธอใส่เตรียมเอาไว้ในรถ เพราะวันพรุ่งนี้เธอจะขนของเข้าไปอยู่ตอนเย็นหลังเลิกงาน

เช้าวันถัดมาขณะที่เจนิชเพิ่งจะจอดรถที่ลานจอดรถของบริษัท เธอก้าวเท้าลงจากรถ และบังเอิญที่กระเป๋าสะพายของเธอไปปัดโดน เจ้าลูกบอลเล็กๆ เก่าๆ ของรัก ที่เธอพามันย้ายไปอยู่ที่คอนโดด้วย กลิ้งตกจากรถ และกำลังกลิ้งออกไปเรื่อยๆ เจนิชรีบวิ่งตามไปเก็บลูกบอล เธอเห็นว่ากำลังมีรถแล่นมา  เธอเป็นห่วงว่ามันจะโดนรถทับ เลยรีบวิ่งออกไปเก็บ...

เอี๊ยด!... เสียงเบรคของรถยนต์หรูดังขึ้น เอสเตอร์ก้าวเท้าลงจากรถอย่างอารมณ์เสีย ที่เห็นว่าคนที่วิ่งมาตัดหน้าเขาคือใคร

“นี่คุณจะบ้ารึยังไง ถึงได้วิ่งตัดหน้ารถแบบนี้ ไม่เห็นรึไงว่ามีรถกำลังวิ่งมา นี่ถ้าผมเบรกไม่ทันจะทำยังไง ห๊า!” เอสเตอร์ระเบิดอารมณ์ใส่เลขาสาว เจนิชรู้ตัวว่าผิดก็เลยต้องเอ่ยขอโทษเขา

“ฉันขอโทษค่ะ ฉันมัวแต่ห่วงของเลยไม่ทันได้ระวัง”

“ของอะไร มันสำคัญกว่าชีวิตของคุณเลยเหรอ”

“ค่ะ สำหรับฉันมันสำคัญมาก มันเป็นของที่เพื่อนของฉันให้ไว้ดูต่างหน้า นี่... ค่ะ” เจนิชยกมือโชว์ลูกเบสบอลเก่าๆ เล็กๆ ให้เอสเตอร์ดู

พอเอสเตอร์ได้เห็นเขากลับยืนนิ่งอึ้ง เขาจำมันได้ดี เพราะตัวเขาเป็นคนเอาให้เธอเองกับมือ แต่เขาก็ไม่คิดว่าเธอจะยังเก็บมันเอาไว้ แต่ที่สำคัญ เธอรักมันยิ่งกว่าชีวิตของเธอซะอีก...

“คุณเอสเตอร์ คุณเอสเตอร์คะ คุณเป็นอะไรรึเปล่า คุณ...”

“ผมไม่เป็นอะไร คุณรีบๆ เข้าไปเตรียมงานเถอะ” เอสเตอร์บอกกับเธอเสียงเรียบ และเดินกลับไปขึ้นรถ

“ค่ะ...” เจนิชตอบเขาอย่างงุนงง คนบ้าอะไรเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย จนเธอตามอารมณ์ของเขาไม่ถูก เจนิชรีบเดินเอาลูกบอลมาเก็บเอาไว้ที่รถ เอสเตอร์ก็ขับรถมาจอดเทียบคู่กับเธอ เขาเห็นเธอขนข้าวของอัดแน่นรถเต็มไปหมด ก็เลยอดขำไม่ได้

“นั่นคุณขนของมาหมดบ้านเลยรึยังไง อัดแน่นซะขนาดนั้น ที่คอนโดก็มีของใช้เอาไว้ให้แล้ว แล้วคุณยังจะขนอะไรมาอีกตั้งเยอะแยะ”

“นี่มันของใช้จำเป็นของฉันค่ะ ฉันดูแล้วว่าที่คอนโดไม่มี แต่เอ๊ะ! คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันจะย้ายไปอยู่คอนโด”

“ก็... ก็ผมรู้มาจากวินเซนต์ เมื่อวานวินเซนต์มันเล่าให้ผมฟัง”

“อ๋อ เหรอคะ ใช่สินะฉันลืมไปว่าวินเซนต์เขาเป็นลูกน้องของคุณ แล้ววันนี้เขาไปไหนซะล่ะคะ ถึงได้ปล่อยให้เจ้านายอย่างคุณขับรถมาเอง”

“ผมให้เขาไปทำธุระให้น่ะ สายๆ ก็คงตามมา”

“แล้วนี่คุณเดินตามฉันมาทำไม” เจนิชหันไปถามเอสเตอร์เสียงเขียว

“ก็นี่มันทางเข้าบริษัท แล้วทำไมผมจะเดินไปทางนี้ไม่ได้”

“แต่คุณกำลังเดินไปพร้อมๆกับฉันนะ”

“ก็เลขากับเจ้านายมันก็ต้องเดินไปด้วยกันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน”

“แต่นี่มันยังไม่ถึงเวลาเข้างาน ฉันกลัวว่าคนในบริษัทจะเก็บเอาไปนินทา เพราะฉะนั้นคุณหยุดอยู่ตรงนั้น ให้ฉันเดินเข้าไปก่อน แล้วคุณค่อยเดินเข้าไป”

“เฮ้ย! นี่มันบริษัทของผมนะ และผมก็เป็นเจ้านายของคุณ ทำไมผมจะต้องทำตามที่คุณบอก”

“ไม่รู้ล่ะ คุณต้องให้ฉันเดินเข้าไปก่อน อย่าเพิ่งเดินมานะ” เจนิชบอกกับเขาเสียงแข็งพร้อมๆกับค่อยๆ ก้าวเดินถอยหลังมองเขาอย่างระแวง

เอสเตอร์มองท่าทางของเธออย่างยิ้มๆ เขาเห็นว่าเธอเดินเข้าใกล้ประตูมากแล้ว เขาเลยเดินเข้าหาเธอ และร้องบอก “เจนิช คุณ...” แต่เจนิชกลับไม่เชื่อ เธอคิดว่าเขาแกล้งเธอ เลยรีบๆ สาวเท้า และหมุนกลับตัวจะเดินหนีเขา

“เจนิช! ระวัง!” เอสเตอร์พยายามร้องเรียกเธอแต่ไม่ทันแล้ววววว

ตุบ! โอ๊ย!หน้าและตัวของเจนิชชนกับประตูกระจกเข้าอย่างจัง จนตัวเธอเซ แต่ก็ยังสามารถยืนพิงผนังเอาไว้ได้ เจนิชค่อยๆ พยุงตัวเองมานั่งตรงม้านั่งใกล้ๆ ดีที่ว่ามันยังเช้าอยู่ เลยไม่มีใครมาเห็นเข้า เธอเอามือจับไปที่หน้าผาก ซึ่งเป็นส่วนที่โดนแรงที่สุด

“เจนิช คุณเป็นยังไงบ้าง” เอสเตอร์รีบเดินมาดูเธอด้วยความเป็นห่วง แต่พอเขาได้เห็นหน้าของเธอ เขากลับหัวเราะเสียงดังลั่น

“ฮ่า ฮ่า หน้าของคุณ... ฮ่า ฮ่า มัน... ตลก ยิ่งท่าของคุณเมื่อกี๊นะ... ฮ่า ฮ่า” เอสเตอร์หัวเราะไม่หยุด เจนิชเธออายจนเริ่มโมโหเขา เธอตวาดใส่เขาเสียงดังฟังชัด

“มันน่าขำมากรึไง ห๊า! หัวเราะอยู่ได้” เอสเตอร์ได้ยินก็พยักหน้าทั้งๆที่ยังหัวเราะอยู่ จนเจนิชเริ่มจะสงสัย เธอเปิดกระเป๋าแล้วหยิบกระจกขึ้นมาส่องดู

กรี๊ดดดด... นี่หน้าของฉันเหรอ...” เจนิชร้องกรี๊ดรับไม่ได้เมื่อเห็นใบหน้าของตนเอง ตรงหน้าผากและปลายจมูกมีรอยแดงสีคล้ำ ยิ่งตรงหน้าผากที่นูนออกมาเป็นก้อนอย่างเห็นได้ชัด แถมรอยลิปสติกสีแดงสดของเธอก็ยังเลอะเปรอะรอบๆ ปากอีก และขนตาปลอมที่เธอใส่ก็ยังหลุดมาติดเอียงๆ อยู่ตรงปลายคิ้ว ส่วนอีกข้างก็หางกระดกจวนจะหลุด แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เขาหัวเราะเธอได้ยังไงล่ะ

“พอ... พอได้แล้วหยุดหัวเราะได้แล้ว ฉันเจ็บ! จะถามกันซักคำก็ไม่มี หัวเราะอยู่ได้” เจนิชหยิบขนตาปลอมออกแล้วทิ้งมันไปในถังขยะข้างๆ แล้วหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาเช็ดลิปสติกที่เปรอะเปื้อนรอบๆ “ฮ่า ฮ่า ก็มันตลก อ่ะๆ ก็ได้ ผมจะพยายามหยุด ฮึ ฮึ”  เอสเตอร์อมยิ้มกลั้นเสียงหัวเราะ  แต่ก็มีเสียงเล็ดรอดออกมาเล็กน้อย จนเจนิชเหลือบตาขึ้นไปมองเขา เขาถึงหยุดแล้วถามเธอด้วยความเป็นห่วง

“ไหนคุณพอจะลุกขึ้นเดินไหวมั๊ย  มาเดี๋ยวผมช่วย” เอสเตอร์ค่อยๆ พยุงตัวเธอเดินเข้าไปในบริษัท แต่พอเดินผ่านบานประตู เขาก็เห็นรอยลิปสติกของเธอติดอยู่ เอสเตอร์ก็หลุดเสียงหัวเราะออกมา จนเธอต้องหันควับไปมองเขาด้วยสายตาเอาเรื่อง เอสเตอร์จึงหยุดและอมยิ้ม เดินพยุงตัวเธอไปจนถึงห้องทำงานของเขา

“ปล่อยฉันได้แล้ว ถึงแล้ว” เจนิชตวัดเสียงใส่ เอสเตอร์ได้ยินก็ปล่อยตัวเธอทันที ทำให้เจนิชที่ไม่ทันได้ระวังตัวต้องล้มลงไปนั่งกระแทกโซฟาอย่างแรง

“โอ๊ย! นี่คุณจะแกล้งฉันรึไงนะ เบาๆ ก็ได้ ฉันเจ็บ!” เจนิชตวัดเสียงใส่เอสเตอร์ เธอเอามือค่อยพยุงตัวให้นั่งตรงๆ

“ก็คุณบอกให้ผมปล่อย ผมก็เลยปล่อย” เอสเตอร์ตอบแล้วเดินตรงไปที่ประตู

“ช่างซื่อเหลือเกินนะ แล้วนั่นคุณจะไปไหน”

“ก็ไปเอายามาทาให้คุณยังไงล่ะ” เอสเตอร์ตอบแล้วเปิดประตูออกไป 10นาทีต่อมา เขาก็เดินกลับมาพร้อมๆกับกระเป๋าเครื่องปฐมพยาบาล และกาแฟสองแก้ว

“ไหนมาดูซิ โอ้โห! หัวคุณโนมากเลยนะเนี่ยะ ไม่ต้องใช้ยาแล้ว ต้องทำแบบนี้ถึงจะหาย” เอสเตอร์เอาผ้าห่อน้ำแข็งสองสามก้อน ที่เขาไปเอามาจากในห้องกาแฟ กดประคบไปที่รอยปูดบวมช้ำของเธอ มืออีกข้างก็จับศีรษะด้านหลังของเธอเอาไว้

“โอ๊ย! เบาๆ หน่อยสิ! ฉันเจ็บนะ” เจนิชร้องค้านเขาทันที

“อดทนหน่อยสิคุณ นี่ผมกำลังปฐมพยาบาลให้คุณอยู่นะ” เอสเตอร์พูดดุเธอเสียงเข้ม จนเจนิชยอมนั่งนิ่งเฉยให้เขากดประคบ จนสักพัก เขาก็เอาผ้าห่อน้ำแข็งออก แล้วหยิบผ้าผืนใหม่ขึ้นมาห่อกำเป็นก้อน แล้วเอาไปอังที่ปากของเขา แล้วเขาก็เป่าอังผ้าให้มันอุ่นร้อนแล้วเอาไปประคบที่รอบปูดนูนของเธอ ก่อนจะพูดดุเธอ เมื่อเธอเริ่มจะดิ้นขัดขืนไม่ให้ความร่วมมือกับเขา

 “นั่งนิ่งๆ สิ ทำตัวเองแท้ๆ คนเขาช่วยยังจะบ่นอีก มันน่าปล่อยให้หัวปูดเลยมั๊ย”  

คำพูดและการกระทำของเอสเตอร์ มันกลับทำให้เธอนึกถึงใครบางคน ที่เคยช่วยปฐมพยาบาลในลักษณะเดียวกันกับที่เขาทำ อีกทั้งคำพูดของเขายังเป็นคำๆ เดียวกันอีกด้วย เจนิชได้แต่นั่งนิ่งอึ้งมองหน้าเขา

เหตุการณ์ย้อนกลับไปเมื่อตอนเด็กๆ ตอนที่เด็กหญิงเจนิชลื่นล้ม เพราะไม่ยอมฟังเสียงร้องห้ามของตะวันเพื่อนเล่นของเธอ แต่ตะวันก็ยังมานั่งปฐมพยาบาลให้เธออีก

“หนูเจ นั่งนิ่งๆ สิ”เด็กชายตะวันเอาผ้ากดประคบไปที่รอยปูดที่ศีรษะของเด็กหญิงเจนิช

“ก็หนูเจเจ็บ ตะวันกดเบาๆ หน่อยสิ ฮือ... ฮือ” เด็กหญิงเจนิชร้องค้านเพื่อนชาย

“ทำตัวเองแท้ๆ คนเขาช่วยยังจะบ่นอีก มันน่าปล่อยให้หัวปูดเลยมั๊ย” เด็กชายตะวันกดผ้าที่ใช้ปากอังจนอุ่นลงบนรอยปูดนูน แล้วบ่นต่อว่า

“ไม่เอานะ ไม่เอา ตะวันกดเถอะหนูเจทนได้” เด็กหญิงเจนิชเอามือปาดเช็ดน้ำตาแล้วนั่งยิ้มให้เพื่อนชาย...

เหตุการณ์ปัจุบัน

“อ่ะเสร็จแล้ว อืมมันเริ่มยุบลงเยอะเหมือนกันนะ คุณทายานี่สักหน่อยเดี๋ยวก็กลับเป็นเหมือนเดิม...”

“พอ... พอได้แล้ว ฉัน.. ดีขึ้นแล้ว ขอบคุณ คุณมากนะคะ” เจนิชพูดสวนขึ้นมาจนเอสเตอร์ที่กำลังอธิบายต้องหยุดชะงัก และมองหน้าของเธอ

“ฉัน... ขอตัวไปเตรียมงานก่อน” เจนิชพูดจบก็เลยลุกเดินออกไป ปล่อยให้เอสเตอร์ต้องนั่งงง เขารู้สึกแปลกใจ และเริ่มนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเด็กๆ

“ใช่สิ นี่เธอคงนึกถึงตอนนั้นสินะหนูเจ” เอสเตอร์นังพึมพำคนเดียว แล้วยิ้มออกมา ก่อนจะเก็บอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเข้าในกล่องแล้วลุกขึ้นหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบ

หลังเลิกงานเจนิชเก็บของแล้วเดินตรงไปที่รถของเธอ เธอกดเปิดประตูแล้วลงไปนั่งประจำคนขับ เอสเตอร์ที่เดินตามเธอมาอย่างเงียบๆ ก็เปิดประตูเข้าไปนั่งข้างเธอทันที เจนิชหันมามองเจ้านายหนุ่มอย่างงงๆ

“คุณมาขึ้นรถฉันทำไม ฉันไม่มีเวลามาเล่นกับคุณหรอกนะ ลงไปได้แล้ว” เจนิชบอกกับเขาเสียงแข็ง แต่เอสเตอร์กลับอมยิ้มแล้วเอามือดึงสายเข็มขัดมาคาดตัวเขาเอาไว้

“ไม่ลง ผมจะไปช่วยคุณจัดห้อง ของตั้งเยอะคุณจะขนขึ้นไปได้ยังไง ให้ผมช่วยดีกว่า ผมแข็งแรงมากนะ” เอสเตอร์ยกแขนขึ้นมาทำท่าเบ่งกล้ามให้เธอดู

“ฉันขนคนเดียวได้น่า ไม่รบกวนคุณหรอก ลงไปได้แล้ว ฉันจะรีบไป เดี๋ยวจะมืด”

“ไม่! ผมจะไปช่วยคุณ ต่อให้คุณลากผมลงไป ผมก็ยังยืนยันว่าผมจะไปช่วยคุณ!” เอสเตอร์พูดจบก็อมยิ้มและยักคิ้วให้เธอ

“งั้นก็ตามใจ แล้วอย่ามาบ่นทีหลังก็แล้วกัน” เจนิชบ่นอุบแล้วยื่นมือไปกดปุ่มติดเครื่องยนต์ และขับรถตรงไปที่คอนโด

ระหว่างทางเอสเตอร์แกล้งแหย่เจนิชสารพัด ทั้งเอาศีรษะไปซบบ้างล่ะ กางแขนไปโอบตัวเธอบ้างล่ะ  เปิดเพลงแกล้งเธอบ้างล่ะ เจนิชเองเธอก็บ่นและโวยวายสารพัด มาตลอดทาง จนเมื่อมาถึงคอนโด เอสเตอร์และเจนิชก้าวลงจากรถ ลูกน้องของเอสเตอร์ที่ยืนรออยู่แล้วก็รีบเดินเข้ามาเปิดประตูรถขนของออกไป เจนิชที่ไม่รู้เรื่องก็โวยวายเป็นการใหญ่

“นี่ๆ พวกคุณเป็นใคร แล้วจะเอาของๆ ฉันไปไหน ปล่อยมือจากของๆ ฉันเดี๋ยวนี้นะ”

“เจนิชคุณมานี่เลย นั่นมันคนของผมเอง ปล่อยให้พวกเขาขนไปเถอะ ของตั้งเยอะจะขนขึ้นไปได้ยังไงกัน”

“แต่...”

“น่า ... ผมว่าเราตามขึ้นไปจัดห้องคุณกันดีกว่า” เอสเตอร์คว้าแขนของเธอแล้วรีบก้าวยาวๆ เดินนำออกไป ทำให้เจนิชต้องรีบก้าวเท้าเร็วๆ ตามเขา แต่พอเดินมาถึงหน้าลิฟท์ เอสเตอร์ก็ต้องหันไปตามเสียงเรียก

“คุณเอสเตอร์ เทย่ารอมารอคุณตั้งนาน คุณไปไหนมาคะ อย่าเสียเวลาเลยเทย่าว่าเราขึ้นไปข้างบนกันดีกว่า เดี๋ยวเทย่าจะบริการคุณให้เต็มที่เลยค่ะ แล้วนั่นใครกันคะ นี่อย่าบอกนะคะว่าเธอคือเด็กใหม่ของคุณ เทย่าไม่ยอมนะ แค่ยัยเรน่า กับยัยดารานั่น คุณก็แทบไม่มีเวลาให้เทย่าอยู่แล้ว แล้วนี่คุณยังจะมีคนใหม่เพิ่มมาอีก แล้วคุณจะเอาเวลาที่ไหนมาแบ่งให้เทย่าคะ”หญิงสาวแต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดเกาะแขนของเอสเตอร์แล้วหันมาจ้องมองเจนิชอย่างเอาเรื่อง

เอสเตอร์ถอนหายใจอย่างเซ็งๆ เขามองหาวินเซนต์และลูกน้องคนอื่นๆ แต่ก็ไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลย

เจนิชมองหน้าของเอสเตอร์ และมองกลับไปที่หญิงสาวสุดเซ็กซี่คนนั้น ก่อนจะเอามือกอดแขนของเอสเตอร์แล้วพูดจาเสียงเล็กเสียงน้อยออดอ้อนเขา

“คุณเอสเตอร์คะ เจว่าเราขึ้นข้างบนกันดีกว่าค่ะ อย่าไปสนใจของเก่าๆ เน่าๆ เละเทะ น่าเบื่อ แบบนั้นเลย เจว่าเราไปขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ดกันดีกว่านะคะที่รัก” เจนิชทำท่าส่งจูบให้กับเอสเตอร์ เธอกอดแขนของเขาไว้แน่น แล้วชำเรืองตามองหญิงสาวตรงข้าม

เอสเตอร์ย่นคิ้วมองเจนิชอย่างแปลกใจ แต่แล้วเขาก็อมยิ้มและร่วมแสดงละครกับเธอ เอสเตอร์เอามือสวมกอดแถมยังกดจูบที่แก้มของเจนิชก่อนจะหันไปพูดเสียงเข้มกับเทย่าเจนิชตาเบิกกว้างทันทีที่โดนเอสเตอร์จูบ แต่ก็ต้องพยายามฝืนยิ้ม เพราะอยู่ต่อหน้าของเทย่า

“เทย่าวันนี้คุณกลับไปก่อนนะ ผมไม่ว่าง เอาไว้แล้วผมจะโทรหาคุณเอง” เอสเตอร์พูดเสียงเข้มแล้วเดินกอดเจนิชเข้าลิฟท์ไป

เจนิชหันหน้าไปชำเรืองมองเทย่าอย่างเย้ยหยัน พร้อมทั้งโบกมือเยาะเธอ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในลิฟท์พร้อมๆ กับเอสเตอร์

เทย่ายืนกำหมัดแน่น แล้วร้องกรี๊ดๆ เสียงดังลั่น....

ภายในลิฟท์เอสเตอร์ยืนกอดเจนิชเอาไว้แน่น พร้อมๆกับยิ้มกรุ้มกริ่ม เจนิชพยายามผลักตัวของเขาออก แต่ก็ไม่เป็นผล

“ปล่อยฉันได้แล้วคุณเอสเตอร์”

“ไม่ปล่อย อยู่ดีๆ ก็ได้กอดสาวสวย ปล่อยก็โง่เต็มทนแล้ว”

“แต่ฉันบอกให้ปล่อย!” เจนิชพูดพร้อมกับกระทืบเท้าของเขาอย่างแรง

“โอ๊ย! นี่คุณบอกกันดีๆ ก็ได้ทำไมต้องทำรุนแรงด้วยนะ” เอสเตอร์ปล่อยตัวเธอแล้วมายืนกุมเท้าด้วยความเจ็บปวด

“ก็ฉันบอกคุณแล้วแต่คุณไม่ปล่อยเอง ช่วย...ไม่...ได้” เจนิชทำหน้าเยาะเย้ยเขาก่อนจะเดินออกไปเพราะประตูลิฟท์เปิดออกพอดี

เอสเตอร์ได้แต่ยืนฮึมฮำในใจ “อย่าให้ถึงที่ฉันบ้างก็แล้วกัน แม่เลขาตัวแสบ!

 

………………………………………………………


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องราวยังมีอีกมากมาย ทั้งเข้มข้น พลิกผันและลุ้นระทึกในทุกๆ ตอน มาเติมเหรียญแล้วไปลุ้นต่อด้วยกันด้วยกันนะคะ"

ณรีรัช


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha