บรรณาการรัก CEO

โดย: ณรีรัช



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 9 : แกล้ง...


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 9

รถยนต์หรูสัญชาติเยอร์มัน แล่นเข้ามาจอดหน้าคอนโดหรูที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง คนขับรถเปิดประตูเดินลงมาเปิดประตูด้านหลังให้กับเจ้านายหนุ่ม  เอสเตอร์ลงจากรถเดินมาหยุดยืนรอหญิงสาวที่นั่งคู่มากับเขา ลูกน้องของเอสเตอร์จึงวิ่งอ้อมมาเปิดประตูรถด้านหลังให้กับหญิงสาวที่นั่งเคียงคู่มากับเจ้านาย

เจนิชลงจากรถได้ก็เดินตรงเข้าไปในคอนโดทันทีโดยไม่หันไปมองเจ้านายของเธอเลยซักนิด เอสเตอร์มองตามหลังของหญิงสาวแล้วส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะรีบก้าวเท้ายาวๆ เดินตามหญิงสาว เพียงแค่ไม่กี่ก้าวเขาก็เดินตามเธอทันมาหยุดยืนคู่กับเธอตรงหน้าลิฟท์ แล้วหันไปมองหน้าเชิดๆ ของเธอ

เจนิชทำเป็นไม่สนใจเขา พอประตูลิฟท์เปิดออกเธอก้าวเท้าเข้าไปในลิฟท์ทันที เอสเตอร์เดินตามเธอเข้าไปในลิฟท์และยื่นมือไปกดปิด ก่อนจะไปยืนเบียดติดกับเธอที่มุมด้านใน เจนิชหันไปมองหน้าคนชอบแกล้ง

“ที่ว่างตั้งเยอะคุณจะมายืนเบียดฉันทำไม ขยับไปหน่อยได้มั๊ยคะ”

“ผมเป็นพวกขาดความอบอุ่นน่ะ ก็เลยต้องยืนติดกับคุณเพื่อให้ได้ไออุ่น แบบนี้” เอสเตอร์ไม่พูดเปล่าเขาขยับเบียดตัวเข้าหาเจนิช จนเธอแทบจะติดเข้าไปในมุมเลยทีเดียว

“แต่ฉันร้อนและอึดอัด” เจนิชพูดพร้อมๆกับสะบัดตัวเอามือผลักเขาให้ออกห่าง เอสเตอร์เลยต้องเลิกแกล้งเธอ เขาถอยออกมายืนข้างๆ เธอแทน

“ไม่ใช่ว่า กลัวจะห้ามใจไม่ไหวเวลาที่ต้องอยู่ใกล้ผมเหรอเจนิชหืม...” เอสเตอร์พูดและเลิกคิ้วขึ้นสูงทั้งสองข้าง รอฟังคำตอบจากปากของเลขาสาว  เขามองหน้าเธอเพื่อจะจับผิดคนปากไม่ตรงกับใจ

เจนิชเกิดอาการไปไม่เป็นเมื่อถูกเอสเตอร์เดาใจเธอถูก เธอก้มหน้ามองพื้นและพูดออกไปเสียงตะกุกตะกัก “ทะ...ทำไมฉันต้องห้ามใจ คะ...คุณอย่ามาพูดมั่วนะ เสน่ห์ของคุณมันไม่มีผลกับฉะ...ฉันหรอก”

เอสเตอร์ยิ้มออกทันทีที่เห็นอาการเก้อเขินไปไม่เป็นของหญิงสาว เขาเลยแกล้งเธอต่ออีกนิด เอสเตอร์เอามือจับใบหน้าของเจนิชให้หันมาสบสายตากับเขา เจนิชรีบหลับตาลงต่ำทันที เอสเตอร์เลยเอียงศีรษะไปสบสายตากับเธอและกระซิบพูดเสียงแหบพร่าที่ข้างหูของเลขาสาว

“แล้วทำไมต้องหน้าแดงและปากสั่นแบบนั้นล่ะ” เจนิชไม่ตอบเขา เธอหมุนตัวหันหน้าเข้ามุมตอนนี้อย่าว่าแต่ปากสั่นเลย ตอนนี้ทั้งตัวและจังหวะการเต้นของหัวใจของเจนิช แทบจะสั่นราวกับเครื่องเจาะถนนเลยทีเดียว เจนิชต้องแอบยืนเป่าปากเพื่อให้หัวใจของเธอเต้นช้าลง

เอสเตอร์ย่นคิ้วเมื่อเห็นแม่เลขาสาวหันหน้าเข้ามุม เขาจับหัวไหล่เธอทั้งสองข้าง และดึงให้ตัวเธอหันกลับมาหาเขา “มองตาผมสิเจนิช อย่าหลบตาผม”

เจนิชเหลือบตาขึ้นมองดูเขาแว่บหนึ่งก่อนจะพูดอย่างไม่เต็มเสียงนัก “ทำไมฉันจะต้องหลบ ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด”

เอสเตอร์ยิ้มเล็กน้อย “อาการแบบนี้... คุณชอบผม คุณชอบผมจริงๆ เหรอเจนิช”

เจนิชได้ยินเขาพูด ตาของเธอเบิกกว้างขึ้นทันที ก่อนจะปฏิเสธเขาแบบตะกุกตะกัก เพราะโดนเขาจ้องมองด้วยสายตาหวานเยิ้ม “บ้า! ฉะ...ฉันเนี่ยนะ ช...ชอบคุณ มะ...ไม่จริงเลยซักนิด” เจนิชพูดจบก็หมุนตัวหันหน้าเข้ามุมทันที ความมั่นใจมันหนีหายไปไหนหมดนะ ตอนนี้เธอเหมือนกับผู้หญิงที่ขี้ขลาด ขี้อายที่เธอเบื่อ และที่สำคัญ ไอ้คนบ้านี้รู้ว่าเธออายก็ยังแกล้งอยู่ได้ มันน่ารำคาญจริงๆ เลยเชียว

เอสเตอร์ก้มไปกระซิบใกล้ๆ ข้างหูเธอ “ถ้าอย่างนั้นคุณต้องหันมาสบตากับผม อย่าหลบหน้าผมแบบนี้”

“ฉันไม่ได้หลบหน้าคุณ” ติ๊ง! เจนิชพูดจบประตูลิฟท์ก็เปิดออก เธอเอามือผลักเขาให้ออกห่างแล้วรีบเดินหนีเขาออกมา

เอสเตอร์รีบเดินตามเธอมาอย่างรวดเร็ว และคว้าแขนของเธอเอาไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะเสียบคีย์การ์ดเปิดประตู เขาจะต้องจัดการคนปากแข็งให้ยอมรับสารภาพให้ได้  ฮึ! ฮึ! คราวนี้เธอเสร็จฉันล่ะ แม่ตัวแสบ

“เดี๋ยวมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน” เอสเตอร์ดึงแขนเธอให้เธอมาอยู่ตรงหน้าเขา แล้วดันตัวเธอติดกับผนัง และเอาแขนทั้งสองข้างค้ำยันผนังกั้นไม่ให้เธอหนีเขาไปได้ แล้วก้มหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของหญิงสาว จ้องเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเธอที่สั่นระริกไปมาด้วยความประหม่า

“ฉะ...ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ” เจนิชตอบเขาอย่างไม่เต็มเสียงนัก เธอประหม่าจนทำหน้าไม่ถูกและแทบจะหยุดหายใจเมื่อเอสเตอร์ก้มหน้าเข้ามาใกล้ๆ และห่างกันเพียงไม่ถึงคืบ จนเจนิชต้องหันหน้าหนีเขา

เอสเตอร์อมยิ้มกรุ้มกริ่ม เมื่อเห็นอาการเขินอายของแม่เลขาสาว “แต่ผมมี ตอบผมมาสิเจนิชว่าคุณ... ชอบผม... รึเปล่า” เอสเตอร์กระซิบถามเธอเสียงสั่นพร่า และมองสังเกตุความงามบนใบหน้าของเลขาสาวอย่างเคลิบเคลิ้ม

เจนิชไม่ตอบเขา เธอยังคงยืนนิ่งเงียบ เพราะประหม่าจนปากคอสั่นไปหมด ถ้าจะให้พูดไปก็คงฟังไม่เป็นคำพูด ในใจก็เต้นรัวยิ่งกว่าเสียงรัวกลองของนักดนตรีซะอีก

เอสเตอร์ยกยิ้มร้ายที่มุมปาก เพราะอาการของเธอมันเข้าทางของเขา “ถ้าคุณไม่ตอบผมจะจูบ” น้ำเสียงที่แหบสั่นพร่าของเขา มันทำให้เธอหายใจติดๆ ขัดขึ้นมาทันทีทันใด เพราะการเต้นของหัวใจก็มันรัวเร็วขึ้น และยิ่งเต้นเร็วหนักขึ้น เมื่อเอสเตอร์ก้มเอาริมฝีปากร้อนของเขามากดทับกับริมฝีปากบางของเธอและส่งลิ้นร้อนเข้ามาพันกับลิ้นเรียวเล็กของเธอ เขากวาดชิมความหอมหวานในโพรงปากของเลขาสาวจนอิ่มเอม ทั้งยังดูดดึงทั้งปากบนและปากล่างของเธออย่างเอาแต่ใจ และไม่คิดที่อยากจะปล่อยออก

“ทีนี้คุณจะตอบผมได้รึยังเจนิช คุณชอบผมรึเปล่า” เอสเตอร์พูดทั้งที่ปากของเขายังคงกดจูบประทับรอยอยู่ที่ริมฝีปากของเธอ และคลอเลียไปทั่วแก้มนวลทั้งสองข้าง หน้าผากของเขายังคงกดติดไปกับหน้าผากขาวนวลเล็กๆ ของเธอ หน้าของเอสเตอร์แทบจะไม่ออกห่างจากใบหน้าของหญิงสาว กลิ่นหอมอ่อนๆ ในตัวเธอมันเริ่มจะปลุกอารมณ์ของเขาให้ตื่น

เจนิชผู้หญิงที่ปากเก่งกล้า เย่อหยิ่งในศักดิ์ศรี และไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องแบบนี้มาก่อน พอโดนเอสเตอร์จู่โจมเข้าแบบนี้ เธอกลับทำอะไรไม่ถูก ความรู้สึกแปลกๆ มันเข้ามาขับไล่ความเก่งกล้าและรักศักดิ์ศรีของเธอ จนมันมลายหายไปหมดและแทบไม่มีเหลือ เธอได้แต่โอนอ่อนตามเขา

เอสเตอร์กดจูบไปทั่วๆ ใบหน้าหวานและซอกคอของเธออย่างเอาแต่ใจ แล้วจึงวกกลับมากดจูบสอดลิ้นร้อนพันกับลิ้นเรียวเล็กของเธออีกครั้ง มือทั้งสองข้างของเขาเปลี่ยนมาโอบกอดและลูบไล้ไปตามส่วนเว้าส่วนโค้งของเธออย่างรู้หน้าที่

“ผมชอบคุณ... เจนิช ให้คุณรู้ไว้ ว่าผม... ชอบคุณ แต่ผมจะไม่เร่งรัดคุณหรอกนะ ผมจะรอคุณจนกว่าคุณจะพร้อม ผมจะเลิกกับผู้หญิงทุกคน จะมีแต่คุณเพียงคนเดียวถ้าคุณตอบรับผม ตอบผมมาสิเจนิช ว่าคุณชอบผมรึเปล่าหืม... ที่รัก คุณชอบผมรึเปล่า” เอสเตอร์คลอเคลียหอมแก้มนวลซ้ำๆ และยังกดจูบดูดดึงปากบนและล่างของเธอไม่ยอมห่าง

เจนิชเริ่มที่จะควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอเริ่มปล่อยตัวปล่อยใจหลงใหลไปกับรสจูบของเขา มือของเธอทั้งสองข้างเริ่มโอบกอดไปรอบตัวเขา “ฉัน... ฉัน...ก็...” เจนิชพูดได้แค่นั้นบานประตูห้องก็ถูกเปิดออกและตามมาด้วยเสียงร้องของเด็กสาว

“แด๊ด...” ทั้งสองคนรีบผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว สติของเจนิชเริ่มกลับมา เธอรีบเดินหนีเข้าไปข้างในห้อง

เอสเตอร์มองหน้าของลูกสาวอย่างปลงตก เขาถอนหายใจอย่างเสียดายโอกาส  อีกนิดเดียวแท้ๆ เฮ้อ!

“เมื่อกี๊แด๊ดจูบเธอ แด๊ดไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเจสซี่” เจสซี่มองหน้าของบิดาคาดคั้นเอาคำตอบ 

เอสเตอร์มองหน้าบุตรสาวผู้เป็นอุปสรรค์ตัวจริงของเขากับเจนิช เขาเลยต้องค่อยๆ พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “มันไม่ใช่อย่างนั้นนะลูกรัก แด๊ดยังรักษาสัญญาของเราอยู่ แต่เมื่อกี๊แด๊ดก็แค่... จูบปลอบเธอเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรหรอกนะ” เอสเตอร์ยิ้มให้ลูกสาวเล็กน้อยพร้อมๆ ทั้งพยักหน้าให้ลูกของเขาเชื่อ

เจสซี่เห็นท่าทางของบิดาเธอก็เริ่มจะโอนอ่อน “จริงเหรอคะ แค่ปลอบจริงเหรอคะ”

“อืม แค่ปลอบจริงๆ ไม่มีอะไรหรอกนะ ถ้าแด๊ดจะมีใคร แด๊ดจะต้องบอกลูกสาวของแด๊ดก่อนอยู่แล้ว ลูกไม่เชื่อใจแด๊ดแล้วเหรอหืม...” เอสเตอร์ดึงบุตรสาวเข้ามาสวมกอด แล้วก้มหอมหน้าผากของเธอ เจสซี่ยิ้มออกทันทีเมื่อเจอมุกนี้ของผู้เป็นพ่อ

“ก็ได้ค่ะเจสซี่เชื่อแด๊ดค่ะ แต่ถ้าแด๊ดจะมีใครแด๊ดต้องบอกเจสซี่ก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นเจสซี่ไม่ยอมนะคะ”

“มันต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วจ้ะลูกรัก” สองพ่อลูกยิ้มให้กันอย่างเข้าใจ แต่คนที่ยืนแอบฟังอยู่ด้านหลังประตูกลับน้ำตาร่วงหล่น ทันทีที่ได้ยินคำสนทนาของสองพ่อลูก 

แค่ปลอบเท่านั้นเหรอ คุณแค่ปลอบฉันเท่านั้น...

เจนิชเอามือปาดเช็ดน้ำตา แล้วหันกลับเดินตรงไปที่ห้องนอนของตน จนสวนเข้ากับวินเซนต์ที่กำลังเดินถือจานอาหารออกมาจากในครัว เขายิ้มและเอ่ยทักทายเธอ “กลับมาแล้วหรือครับคุณเจ เป็นยังไงบ้างครับดีขึ้นรึยัง มาทานของว่างด้วยกันนะครับ นี่ผมจัดสุดฝีมือเลยนะ”

“ไม่ดีกว่าค่ะเจเพลียๆน่ะค่ะ เจขอตัวไปพักก่อนนะคะ” เจนิชพูดจบก็เดินไปเขาห้องของตนเองและปิดประตูกดล็อคทันที ก่อนจะทิ้งตัวเองลงบนเตียงนุ่ม ร้องไห้น้อยใจในคำพูดของเอสเตอร์ คนบ้า! ไอ้คนบ้า! ฮือ...

วินเซนต์มองตามหลังของเจนิชอย่างงุนงง แต่ก็เดินถือจานอาหารไปจัดวางบนโต๊ะ รอเจ้านายของเขา  สงสัยจะเพลียจริงๆ

สองคนพ่อลูกเดินคุยกันเข้ามาและนั่งลงที่โต๊ะอาหาร เจสซี่รีบนำเสนอเมนูอาหารที่เธอเป็นคนจัดการให้กับบิดาของเธอเพื่อเอาอกเอาใจเขา

“แด๊ดคะนี่ค่ะแซนวิชโรล เจสซี่ทำเองกับมือเลยนะคะ สุดฝีมือเลย แด๊ดลองชิมหน่อยนะคะ”

“อืมแด๊ดไม่ค่อยหิวน่ะ ขอแค่กาแฟสักแก้วก็พอมั๊ง”

“ได้ยังไงคะ เจสซี่ทำให้แด๊ดคนเดียวเลยนะ นะชิมของเจสซี่หน่อยนะคะ เจสซี่อุตส่าให้วินเซนต์เขาสอนทำตั้งนาน”

“อ่ะก็ได้ ไหนลองซักชินซิ”

“อร่อยมั๊ยคะ”

“อืมอร่อย มาเอาใจแด๊ดแบบนี้ต้องการอะไร ไหนลองบอกแด๊ดมาซิสาวน้อย”

“แด๊ดรู้” เจสซี่พูดเสียงอ่อยๆ เอสเตอร์พยักหน้าเบาๆ ตอบรับเธอ

“คือ... เมื่อคืนมัมโทรมาค่ะ มัมบอกว่าตอนนี้มัมอยู่เมืองไทย และมัมชวนเจสซี่ไปดำน้ำด้วยกันก่อนมัมจะกลับ และเจสซี่อยากดำน้ำมากค่ะ แต่เจสซี่เห็นว่าแด๊ดคงไม่มีเวลาพาเจสซี่ไป มันเป็นเพียง การดำน้ำตื้นดูปะการังเองค่ะ ไม่อันตราย และมันจะแวะมาส่งเจสซี่ก่อนกลับ แด๊ดไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เจสซี่สัญญาค่ะว่า เจสซี่จะทำตัวเป็นเด็กดี ไม่ก่อเรื่องปวดหัวให้ใครเลยค่ะ แด๊ดให้เจสซี่ไปนะคะ นะ”

“อืม... เอาไงดีล่ะ”

“แด๊ดจะให้เจสซี่ทำอะไรเจสซี่จะทำทุกอย่างเลยค่ะ ให้เจสซี่ไปนะคะแด๊ด”

“ลูกแน่ใจนะว่าจะยอมทำทุกอย่าง”

“ค่ะ เจสซี่จะทำทุกอย่างเลยค่ะ”

“โอเค แด๊ดอนุญาติ”

“เยส! เจสซี่รักแด๊ดที่สุดเลยค่ะ”

“แล้วลูกจะไปที่ไหนเมื่อไหร่”

“วันเสาร์นี้ ที่กระบี่ค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นวันพรุ่งนี้ลูกต้องยอมรับโทษจากแด๊ดก่อนนะ”

“โทษ โทษอะไรคะ”

“โทษที่ลูกทำให้เลขาของแด๊ดต้องลางาน และทำให้วินเซนต์ต้องมีงานเพิ่มขึ้น ถ้าลูกจะไม่ยอมรับโทษก็ได้นะ แต่ลูกก็จะไม่ได้ไปกระบี่”

“แล้วแด๊ดจะให้เจสซี่ทำอะไรคะ”

“พรุ่งนี้อยู่คอยดูแลคุณเจนิชทั้งวัน ให้ทำตามที่เธอบอกห้ามดื้อ ห้ามขัดใจ”

“แด๊ด! แต่ว่าเจส...”

“ถ้าอย่างนั้น แด๊ดจะโทรบอกมัมว่าลูกว่าไปไม่ได้”

“อย่าโทรนะคะ โอเคค่ะเจสซี่จะทำ”

“แน่ใจนะ”

“ค่ะ เจสซี่จะดูแลคุณเจนิชค่ะ”

เช้าของวันถัดมาบนโต๊ะอาหาร เจสซี่นั่งทำหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก เธอชำเลืองตามองบิดา ที่กำลังนั่งอ่านข่าวสารของบ้านเมืองทางธุรกิจผ่านแท็บเลต เอสเตอร์เหลืบตามองลูกสาวแว่บหนึ่ง

“ถ้าลูกไม่อยากทำก็ได้นะแด๊ดไม่บังคับ”

“เจสซี่จะทำค่ะ”

“รับปากแด๊ดแล้วต้องทำให้ได้ ไม่อย่างนั้น อด”

เอสเตอร์พูดบอกเลขาสาว ทันทีที่เห็นเธอเดินออกมาจากห้อง “เจนิช วันนี้เจสซี่เขาจะอยู่เป็นเพื่อนคุณนะ เขาอยากดูแลคุณเพื่อไถ่โทษที่เขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณต้องลางาน”

เจนิชได้ยินเธอรู้สึกแปลกใจเล็ก “แต่ฉันว่าฉันอยู่คนเดียวจะดีกว่านะคะ”

“อย่าปฏิเสธความตั้งใจของเธอสิ” เอสเตอร์พูดพร้อมกับพยักหน้าให้เจนิชรู้ว่าเขาพูดจริง

“ถ้าคุณพูดแบบนั้นก็ได้ค่ะ มีคนอยู่ด้วยก็ไม่เหงาดี”

“ถ้ามีเรื่องด่วนอะไรคุณโทรหาผมได้ตลอดเวลานะเจนิช” เอสเตอร์พูดจบก็เดินออกจากห้องไปพร้อมๆ กับวินเซนต์

“ค่ะคุณเอสเตอร์” เจนิชพูดพร้อมกับยิ้มอย่างผู้มีชัย  

ได้เวลาเอาคืนของฉันแล้ว....

“ฉันอยากดื่มชามาริยาจ แฟรส์ ช่วยชงให้ฉันหน่อยสิ”

“แต่ฉันไม่ใช่...”

“เอ... คุณเอสเตอร์จะขึ้นรถรึยังนะ” เจนิชแกล้งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเลื่อนหาเบอร์ขอเอสเตอร์ เจสซี่เห็นก็รีบร้องทัก

“โอเคก็ได้ ฉันจะชงให้คุณ” เจสซี่ลุกขึ้นยืน เธอเดินไปหยิบถ้วยชาและจานรองและกำลังหยิบกล่องของชามาริยาจ แฟรส์มาเปิดฝาออก

เจนิชแกล้งพูดแทรกขึ้นมา “อ๊ะ เดี๋ยวก่อน ฉันว่าเอามาร์โคโปโลดีกว่านะ” เจสซี่หันไปหาเลขาสาวแล้วเธอหยิบกระป๋องชาทั้งสองอันชูให้เจนิชเลือก

“ตกลงคุณจะเอาอันไหนคะ ฉันจะได้ชงถูก”

เจนิชทำท่าครุ่นคิด “อืม.... อันไหนดีนะ ชอบทั้งสองอันเลย”

เจสซี่เลยหันหลังกลับ “งั้นฉันจะเลือกให้คุณเอง มาร์โคโปโลดีที่สุด” เจสซี่เปิดกระป๋องชามาโคโปโลและกำลังหยิบถุงชาออกมา

“ไม่ฉันต้องการมาริยาจ แฟรส์”

“ค่ะ ฉันจะชงให้คุณเดี๋ยวนี้” เจสซี่จำยอมทำตามที่เจนิชบอกอย่างไม่เต็มใจนัก เธอจับโน่นวางนี้กระแทกไปมาตามอารมณ์โกรธ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะคำสั่งของบิดา และเพราะว่าเธออยากไปดำน้ำ เธอจะไม่ยอมให้แม่เลขามานั่งชี้นิ้วสั่งโน่นสั่งนี้เด็ดขาด ทางด้านเจนิช เธอนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มองดูเด็กสาวอย่างอารมณ์ดี

วันนั้นทั้งวันเจนิชเรียกหาเจสซี่ไม่ขาดปาก เจสซี่เองก็พยายามอดกลั้นอารมณ์โกรธและยอมทำตามที่เจนิชสั่งทุกอย่าง ถึงบางครั้งอาจจะมีเถียงกลับหรือประชดประชันไปบ้าง แต่เธอก็จำต้องยอมทำตามที่เจนิชสั่งแต่โดยดี ดั่งเช่นตอนนี้

“คุณหนูช่วยโทรไปที่ห้องอาหารทีสิคะ ฉันอยากทานสเต็กปลาแซลม่อน ถ้าคุณหนูอยากทานอะไรก็สั่งได้นะคะ”

“ในมือของเธอก็ถือโทรศัพท์อยู่ ทำไมไม่โทรสั่งเอง”

“ถ้าใช้มือถือโทรมันแพงค่ะ แล้วอีกอย่างที่นี่เขาใช้โทรภายในกันเพราะมันโทรฟรี และคุณหนูก็นั่งอยู่ใกล้ๆ โทรศัพท์ก็ช่วยโทรให้ฉันหน่อยนะคะ”

“เรื่องแค่นี้ก็ต้องให้ฉันทำมันจะมากไปแล้วนะ”

“ไม่มากหรอกค่ะ เรื่องแค่นี้เอง แต่ถ้าคุณหนูไม่ทำก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะได้โทรหาคุณเอสเตอร์ก็เท่านั้นเอง”

“อย่ามาขู่ฉันนะ”

“ฉันไม่ได้ขู่ค่ะ ฉันโทรจริงๆ นี่ไงคะ” เจนิชหันโทรศัพท์ให้เจสซี่ดู เธอกดโทรหาเอสเตอร์จริงๆ เจสซี่หน้างอง้ำ ขอบตาแดงผ่าวไปด้วยอารมณ์โกรธที่ไม่สามารถโต้ตอบเจนิชได้ เธอยืนขบกรามและกำหมัดแน่น และรีบร้องบอกเจนิชน้ำเสียงกระแทกกระทั้น

“โอเคฉันจะโทร” เจสซี่พูดจบก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรสั่งอาหาร เจนิชเลยกดปิดโทรศัพท์ ความจริงแล้วเธอไม่ได้โทรไปหาเอสเตอร์หรอก เพียงแต่เธอเปลี่ยนชื่อของเบอร์ส่วนตัวของเธออีกเบอร์ก็เท่านั้นเอง เรื่องอะไรที่เธอจะต้องโทรหาคนเจ้าเล่ห์พันนั้น

เจสซี่โทรสั่งอาหารให้เจนิชเสร็จก็เดินออกมายืนนอกระเบียงเพื่อร้องไห้ระบายความโกรธ เจนิชเดินตามมาทันเห็นเธอร้องไห้พอดี “คุณหนูโกรธฉันมากมั๊ยคะ แค้นฉันมากมั๊ย”

เจสซี่หันควับไปมองเจ้าของเสียง เธอตวัดกลับเจนิชเสียงดัง “เธอแกล้งฉัน ฉันเกลียดเธอ”

“ใช่ค่ะ อารมณ์แบบนี้ฉันก็เคยเป็น ทีนี่รู้รึยังล่ะคะ ว่าคนที่โดนแกล้งเขารู้สึกยังไง โกรธแค้นมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ข่มอารมณ์โกรธเอาไว้ และยอมทำตามทุกอย่าง มันทรมานใช่มั๊ยคะ”

“รู้แล้วจะมาตอกย้ำฉันทำไม มันสนุกมากนักเหรอ”

“มันไม่สนุกเลยค่ะ แต่ฉันแค่อยากให้คุณหนูรู้ ว่าที่คุณหนูแกล้งคนอื่น แล้วเขารู้สึกยังไง จะเจ็บแค้นมากแค่ไหน คุณหนูคะแกล้งคนอื่นมันไม่ดีนะคะ”

“ฉันเกลียดผู้หญิงทุกคนที่อยู่ใกล้แด๊ด ฉันไม่อยากได้แม่ใหม่ ฉันก็แค่ปกป้องของที่ฉันรัก ฉันรักแด๊ดและมัม อยากให้พวกเขากลับมารักกัน อยู่ด้วยกันเหมือนครอบครัวของเพื่อนฉันหรือคนอื่นๆ ไม่ใช่แยกทางกันแบบนี้ ฉัน...”

“แล้วทำไมคุณหนูไม่บอกพ่อกับแม่ของคุณล่ะคะ”

“ฉันเคยบอกแล้วแต่...”

“คุณหนูเจสซี่ ฉันไม่ได้อยากเป็นแม่ใหม่ของคุณหรอกนะคะ ฉันก็แค่ทำงานตามหน้าที่ของฉัน ทำตามเจ้านายสั่ง ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับคุณพ่อของคุณเลย คุณวางใจฉันได้ค่ะ”

“ฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่าเธอพูดจริง”

“ฉันสัญญาค่ะว่าเรื่องนั้นมันจะไม่เกิดขึ้น”

“ก็ได้ฉันจะยอมเชื่อเธอ”

“ค่ะ”

 กริ๊ง...กริ๊ง เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้น

“สงสัยพนักงานเอาอาหารมาส่งแล้ว เดี๋ยวฉันจะไปเปิดเอง” เจนิชทำท่าจะเดินออกไป แต่เจสซี่คว้าแขนเธอเอาไว้

“ไม่ต้องหรอกนะคุณเจ็บอยู่เดี๋ยวเจสซี่จะไปเปิดเองค่ะ” เจสซี่พูดจบก็เดินไปเปิดประตู เจนิชเลยยิ้มออก

“ขอบคุณนะคะ” เจสซี่พยักหน้าตอบรับเบาๆ พร้อมรอยยิ้มแล้วรีบเดินไปเปิดประตูให้พนักงานเอาอาหารมาวางบนโต๊ะ

อาหารมื้อนั้นทั้งสองคนนั่งทานด้วยกัน พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยเล็ดลอดออกมานอกห้อง จนทำให้คนที่ยืนแอบฟังอยู่หน้าประตูต้องยิ้มไปด้วย

วินเซนต์ที่เพิ่งเดินตามมาถึง เขาเห็นเอสเตอร์ยืนยิ้มอยู่หน้าห้องก็เลยเอ่ยถาม “อ้าว! คุณเอสเตอร์ทำไมไม่เปิดประตูล่ะครับ คุณลืมคีย์การ์ดเหรอครับ มาเดี๋ยวผมเปิดให้”

เอสเตอร์หันมายิ้มกับลูกน้องแล้วค่อยๆ เปิดประตูเข้าไป เจสซี่และเจนิชได้ยินเสียงเปิดประตู ทั้งสองคนก็หันมามองพร้อมๆกัน

“แด๊ด กลับมาแล้วเหรอคะ” เจสซี่ร้องทักบิดาอย่างดีใจ

“อืม วันนี้ไม่ค่อยมีงานแด๊ดเลยกะว่าจะมาทานมื้อกลางวันด้วยซักหน่อย แต่สงสัยจะไม่ทัน” เอสเตอร์มองอาหารบนโต๊ะที่เธอทั้งสองคนกำลังทาน

“ทันค่ะ นี่เจสซี่กับคุณเจเพิ่งทานได้แค่นิดเดียวเอง มาค่ะแด๊ดมานั่งรอก่อนนะคะ เดี๋ยวเจสซี่จะไปช่วยวินเซนต์จัดอาหารมาให้ แล้วพวกเรามาทานด้วยกันนะคะ”

“อืม เอาสิ แด๊ดก็เริ่มหิวแล้ว” เจสซี่รีบเดินไปช่วยวินเซนต์ในครัว เอสเตอร์มองตามหลังลูกสาวไปพร้อมๆกับยิ้มออกมา เขาหันกลับมาหาเลขาวสาแล้วยกนิ้วโป้งชูให้เธอทั้งสองข้าง เจนิชเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วยิ้มตอบรับเขา

อาหารมื้อกลางวันของวันนี้ ทุกคนทานด้วยกันอยากมีความสุขสนุกสนาน เสียงพูดคุย หัวเราะ เฮฮา  ปะปนคละคล้าไปกับอาหารรสเลิศ มื้อนี้จึงเป็นมื้อที่ทำให้เอสเตอร์มีความสุขที่สุดมื้อหนึ่ง จนเขาเผลอคิดไปจริงจังว่า ตอนนี้เขากำลังทานอาหารกับครอบครัวของเขาอยู่

เอสเตอร์มองดูเจนิชกับเจสซี่พูดคุยกัน ยิ้มให้กัน ทานอาหารด้วยกันอย่างมีความสุขจนเผลอคิดไปว่า   ถ้าเจสซี่กับเจนิชเข้ากันได้ดีแบบนี้ หนทางที่เขาจะจริงจังกับเจนิชก็คงจะราบรื่นสินะ เห็นอย่างนี้แล้วค่อยโล่งอกหน่อย คิดแล้วก็อยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆ จัง..

 

……………………………………………………..


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องราวยังมีอีกมากมาย ทั้งเข้มข้น พลิกผันและลุ้นระทึกในทุกๆ ตอน มาเติมเหรียญแล้วไปลุ้นต่อด้วยกันด้วยกันนะคะ"

ณรีรัช


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha