บรรณาการรัก CEO

โดย: ณรีรัช



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 10 : รัก???...


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 10

หลังจากมื้อเย็นจบลง เอสเตอร์ให้วินเซนต์พาเจสซี่กลับคฤหาสน์เพื่อไปเตรียมตัวจะไปกระบี่ในวันพรุ่งนี้ ส่วนตัวเขาจะอยู่เป็นเพื่อนแม่เลขาสาว ถึงแม้เจนิชจะปฏิเสธว่าเธออยู่คนเดียวได้ แต่เอสเตอร์ก็อ้างว่าเจนิชยังไม่หายดีและข้อมือก็ยังใส่เฝือกอยู่ จำเป็นต้องมีคนอยู่ด้วย ซึ่งเจสซี่ก็เห็นดีเห็นงามไปกับเอสเตอร์ เมื่อสองเสียงประสานกัน เจนิชก็เลยต้องยอมให้เอสเตอร์อยู่ด้วยในคืนนี้

หลังจากเจสซี่และวินเซนต์กลับไปแล้ว เจนิชก็หยิบหนังสือมานั่งอ่านที่โซฟา เอสเตอร์เห็นท่าทางที่เมินเฉยของเธอ เขาอมยิ้มและเดินไปหยิบหนังสือมานั่งอ่านตรงข้ามกับเธอ แต่เอสเตอร์กลับไม่สนใจหนังสือในมือเลยซักนิด เขาเอาแต่นั่งมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามอย่างไม่วางตา จนคนถูกมองเริ่มจะอึดอัด

“คุณจ้องฉันทำไมคุณเอสเตอร์ บนหน้าฉันมีตัวหนังสือให้คุณอ่านเหรอ คุณถึงได้มองหน้าฉันมากกว่าที่จะสนใจหนังสือในมือของคุณ” เจนิชเอ่ยถามเขาทั้งๆ ที่สายตาของเธอยังคงจับจดอยู่กับหนังสือในมือ และเริ่มจะทนไม่ไหวที่ถูกเอสเตอร์จ้องมองมานานหลายนาที

“หนังสือมันน่าเบื่อน่ะ ไม่เหมือนใบหน้าของคุณที่มองกี่ครั้งๆ ก็ไม่เคยเบื่อ” เอสเตอร์พูดทั้งๆ ที่ยังจ้องมองเธออยู่ เจนิชเหลือบตาขึ้นมาดูเขาแว่บหนึ่ง แล้วก็หันไปสนใจหนังสือต่อ แต่เอสเตอร์ก็ยังคงนั่งจ้องมองเธอจนเธอเริ่มจะรำคาญ เลยนั่งหันข้างให้เขา แล้วหยิบหมอนใบเล็กๆ ขึ้นมาปิดบังหน้าตัวเอง

เอสเตอร์ยิ้มขำกับท่าทางของเธอ “มองแค่นี้ก็หวงด้วย ถ้างั้นผมไม่มองก็ได้” เอสเตอร์พูดจบก็วางหนังสือลงบนโต๊ะ แล้วลุกขึ้นเดินไปนั่งลงข้างๆ เธอ แล้วหันหลังเหยียดขาเอนตัวนั่งพิงหลังของเธอ แล้วเอามือจับแขนเธอไว้ข้างหนึ่งเพื่อไม่ให้เธอลุกหนีเขา

เจนิชหันควับไปมองเจ้านายหนุ่มแล้วตวัดเสียงแข็งใส่เขา “นี่คุณฉันไม่ใช่โซฟานะ จะมาพิงฉันทำไม ลุกไปเดี๋ยวนี้เลย และก็ปล่อยมือของคุณด้วย”

“เฮ้อ! สบายจัง เราอย่าเพิ่งมาทะเลาะกันเลยนะ ผมขอนั่งพิงคุณแบบนี้สักพัก พักเดียวจริงๆ” เอสเตอร์พูดจบก็หลับตาลง

เจนิชเองก็นั่งนิ่งเงียบให้เขาได้พิงเธออย่างสบาย เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเธอถึงต้องยอมนั่งให้เขาพิงเธอแบบนั้น ทั้งๆ ที่ถ้าเป็นคนอื่นๆ เธอคงโวยวายไปแล้ว แต่กับเอสเตอร์ไม่ว่าเขาจะทำอะไร ทำไมเธอจะต้องยอมเขาเรื่อยไปสิน่า มันหงุดหงิดแต่ก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ๆ

เจนิชนั่งนึกไปก็ยิ้มไปโดยที่ไม่รู้ว่าเอสเตอร์ได้ลุกขึ้นนั่ง และเขากำลังนั่งมองหน้าของเธออยู่

“มีความสุขมั๊ย” เอสเตอร์ถามเธอเมื่อเห็นเธอกำลังนั่งยิ้มออกมา

“อือ...” เจนิชที่กำลังยิ้มคิดอะไรเพลินๆ พอได้ยินคำถามเธอก็เผลอตอบเขาไปโดยที่ไม่รู้ตัวพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ แต่พอรู้สึกตัวก็รีบปรับสีหน้าแล้วหยิบยกหนังสือขึ้นมาอ่าน เพื่อหลบสายตาที่หวานเยิ้มของเขา เธออายที่เผลอพูดความในใจตอบเขา

เอสเตอร์ยิ้มกว้าง เขาหยิบหนังสือในออกจากมือเธอแล้ววางบนโต๊ะ  แล้วมองใบหน้าหวานที่อยู่ตรงหน้า เอสเตอร์เอามือจับมือของเธอทั้งสองข้างมากุมเอาไว้  ก่อนจะถามเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “คุณชอบผมมั๊ยเจนิช”

เจนิชตาเบิกกว้างขึ้น ใจเต้นรัว มือไม้สั่นไปหมด เมื่อโดนเอสเตอร์จู่โจมแบบนี้ เธอสั่นจนวางตัวไม่ถูก แก้มนวลทั้งสองข้างเริ่มจะมีสีที่เข้มขึ้น เอาอีกแล้วอาการประหม่าเข้ามาทำลายความมั่นใจของเธออีกแล้ว เจนิชนั่งนิ่งไม่ตอบเขาเธอหลุบสายตาลงเพื่อหนีสายตาที่ฉ่ำเยิ้มของเขา

เอสเตอร์เอามือเชยคางของเธอขึ้น เพื่อให้เธอสบตากับเขา “ตอบผมมาสิเจนิช คุณชอบผมรึเปล่า ผมบอกคุณไปแล้วว่าผมชอบคุณ มันไม่แฟร์เลยนะที่คุณรู้ความในใจของผมคนเดียว คุณบอกผมมาสิที่รัก คุณชอบผมมั๊ย”

เจนิชเบือนหน้าหนีเขา เธอนึกไปถึงคำพูดที่เขาพูดกับเจสซี่เมื่อวาน ว่าเขาไม่ได้คิดอะไร ขอบตาก็แดงร้อนผ่าวจนมีน้ำตาเอ่อออกมา

เอสเตอร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ที่เห็นน้ำตาของเธอ “คุณร้องไห้ทำไม คุณไม่ได้ชอบผมเหรอ หรือว่าผมบังคับคุณมากเกินไป ผมขอโทษคุณนะเจนิช อย่าร้องไห้เลยนะที่รัก ผมขอโทษ” เอสเตอร์กอดเธอเอาไว้แนบอก เพียงแค่เห็นน้ำตาของเธอ เขาก็เกือบจะใจสลาย รู้สึกสงสารเธอจับใจ

เจนิชได้แต่นิ่งอยู่ในอ้อมกอดของเขา น้ำตาไหลมาอาบสองข้างแก้ม ท่ามกลางความรู้สึกสับสนที่เจือปนกับความรู้สึกผิด แต่อีกใจเธอก็ต้องการและปรารถนาในตัวเขา

เอสเตอร์ปล่อยเธอออกจากอ้อมกอดแล้วเอามือจับไหล่ทั้งสองข้างของเธอเอาไว้ ก่อนจะเอามือขึ้นปาดเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเธอ “อย่าร้องไห้เลยนะ ผมขอโทษ ในเมื่อคุณยังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร ผมรอได้ แต่ผมอยากให้คุณรู้เอาไว้ว่าผมชอบคุณ ผมชอบคุณนะเจนิช” เอสเตอร์พูดจบก็กดจูบซับน้ำตาเธอทั้งสองข้าง แล้วยังจูบไปทั่วๆ ดวงหน้าหวานอย่างเอาแต่ใจ

ไฟปรารถนาในตัวของเอสเตอร์เริ่มตีตื้นขึ้นมา เมื่อริมฝีปากของเขาสัมผัสเข้ากับริมฝีปากบางของเธอ เขากดจูบดูดดึงริมฝีปากทั้งบนและล่างจนพอใจ แล้วจึงส่งลิ้นร้อนเข้าไปทักทายลิ้นเล็กแถมยังกวาดชิมความหอมหวานที่เขาติดใจ เมื่อเคยได้สัมผัสมาแล้วก่อนหน้านี้

เจนิชเองก็เริ่มจะควบคุมตัวเองไม่อยู่เธอเริ่มตอบรับสัมผัสจากเขามือทั้งสองข้างเริ่มที่จะโอบกอดร่างกำยำ และยังลูบไล้ไปตามกล้ามเนื้อที่แข็งแรงของเขา รสจูบของเอสเตอร์มันช่างหอมหวานรัญจวนใจ พาให้สติของเจนิชล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

เอสเตอร์ เริ่มจะเอนตัวเองพิงกดทับให้เจนิชนอนลงกับโซฟา เขาถอนปากออกมากดจูบไปตามดวงหน้า ใบหูและซอกคอขาวที่หอมกรุ่นกลิ่นกายสาว แถมยังเผลอจูบทำรอยมัดจำเอาไว้ มือทั้งสองข้างก็เริ่มที่จะลูบไล้ไปตามส่วนเว้าส่วนโค้งดั่งนาฬิกาทราย เจนิชแทบไม่รู้ตัวซะด้วยซ้ำว่าเสื้อผ้าของของเธอเริ่มจะหลุดลุ่ยด้วยมือของเอสเตอร์

เอสเตอร์กดจูบทำรอยต่ำลงมาถึงเนินอกทั้งสองข้าง เขาใช้มือบีบเค้นตามแรงอารมณ์ เอสเตอร์กดจูบและเอาปากครอบครองตามใจปรารถนา  สร้างความเสียวซ่านให้กับเจนิชจนเธอต้องเผลอครางออกมา มันยิ่งทำให้เอสเตอร์ได้ใจ เขาเริ่มกดจูบต่ำลงไปเรื่อยๆ จนไปถึงหน้าทองขาวนวลแบนราบ เจนิชบิดตัวไปมาด้วยความเสียวซ่าน เมื่อเอสเตอร์ใช้ลิ้นร้อนจูบทักทายรอยบุ๋มของสะดือ 

“อา...” เสียงร้องครางแสนเซ็กซี่ของเจนิช เป็นชนวนจุดไฟปรารถนาของเอสเตอร์ได้เป็นอย่างดี เขาเลื่อนใบหน้าขึ้นมาที่เนินอกแล้วใช้ปากครอบครองสองเต้าอย่างเอาแต่ใจ จนคนใต้ร่าง เริ่มร้องครางและบิดตัวด้วยความเสียวซ่านไม่หยุดนิ่ง

จนเมื่อเอสเตอร์เลื่อนมือลงไปลูบไล้ที่ขาของเธอ สติของเจนิชจึงเริ่มกลับมา เธอลืมตาขึ้น และเอามือจับมือของเขาเอาไว้ เอสเตอร์ลืมตาทันที

“ทำไมล่ะ หรือว่าคุณไม่ต้องการ”

“เราอย่าสานต่อเลยนะคะ มันผิดค่ะ ผิดอย่างมหันต์” เจนิชพูดจบก็ผลักอกของเอสเตอร์ออก แล้วลุกขึ้นเดินหนีเขา แต่เอสเตอร์คว้าแขนของเธอเอาไว้ได้ทัน

“มันไม่ผิดหรอกนะถ้าเรารักกัน”

เจนิชได้ยินก็น้ำตาร่วงทันที เธอสะบัดแขนออกแล้วเดินหนีเขาเข้าไปในห้องของเธอ นอนร้องไห้ด้วยความรู้สึกผิดต่อเจสซี่ และเสียใจที่ตนเองเผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเขา

เอสเตอร์ได้แต่นั่งนิ่งมองตามหลังเธอไป ผิดอย่างมหันต์เหรอ ทำไมเจนิชถึงพูดแบบนั้นนะ รึว่าเจสซี่พูดอะไรกับเธอ...

เอสเตอร์นั่งคิดทบทวนอะไรบางอย่างอยู่สักพักก็เดินเข้าห้องของตนเอง

ช่วงสายๆ ของวันต่อมา หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเจนิชเดินออกมาจากห้องนอนของเธอ เห็นเอสเตอร์นั่งเลื่อนแท็บเล็ตไปมาก็แปลกใจ เพราะนี่มันไม่ใช่วันหยุด “คุณไม่ไปทำงานเหรอคะ”

“ไม่ล่ะ เมื่อวานผมเคลียงานเสร็จหมดแล้ว วันนี้ก็น่าจะไม่มีอะไรมากเลยขอพักสักวัน”

“อ้าวแล้วคุณวินเซนต์ไม่เหงาแย่เหรอคะที่ต้องทำงานคนเดียว”

“วินเซนต์ไปส่งเจสซี่ที่กระบี่ เมื่อกี้เพิ่งโทรมาบอกว่ากำลังจะขึ้นเครื่องกว่าจะกลับก็คงเย็นๆ คุณไม่ต้องห่วงหรอกนะ ผมเคลียงานทุกอย่างเสร็จหมดแล้วล่ะ ถ้ามีเรื่องด่วนอะไร เดี๋ยวคุณพิมพ์แพรเขาก็จะโทรมาบอกเอง คุณพักให้เต็มที่เถอะ เอ่อ... แล้วแขนของคุณเป็นยังไงบ้าง”

“ก็ดีค่ะ ใส่เฝือกอ่อนแบบนี้ดีกว่าแบบเก่า อิสระดี เบาด้วยนะ”

“งั้นคุณก็คงไปงานคืนนี้ได้”

“งานคืนนี้เหรอ งานอะไรกันคะ”

“งานเลี้ยงกรรมการผู้ถือหุ้นน่ะ เราจัดกันเป็นประจำทุกปี งานนี้มีแต่พวกคณะกรรมการฝ่ายบริหาร และหุ้นส่วนคนสำคัญ พวกพนักงานไม่มีหรอกนะ คุณไม่ต้องกลัวว่าจะเจอพวกปากมากเอาคุณไปเม้าท์ คุณขาดงานหลายวันคงจะยังไม่รู้ เพราะหนังสือแจ้งคงยังไปไม่ถึงก่อนที่คุณจะลางาน แต่ไม่เป็นไร คุณพักผ่อนเถอะนะ เดี๋ยวตอนเย็นเราค่อยไปงานด้วยกัน วินเซนต์จะมารับ 1 ทุ่มตรง คุณเตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกัน แต่งตัวสวยๆนะ เอาแบบเซ็กซี่ขยี้ใจผมเลยเป็นไง” เอสเตอร์พูดยิ้มๆ

เจนิชค้อนควับให้เขาแล้วเดินถือแก้วกาแฟไปนั่งที่โซฟาพร้อมๆ กับบ่นอุบอิบ “เซ็กส์เสื่อมสิไม่ว่า” ก่อนจะหยิบรีโมททีวีมาเปิดดูรายการต่างๆ ของสถานี

“คุณไม่อยากกลับบ้านเหรอเจนิช ตั้งแต่คุณย้ายมาผมยังไม่เห็นคุณกลับบ้านเลยสักครั้ง”

เจนิชหันมามองหน้าเขาอย่างเซ็งๆ แล้วยกแขนข้างที่ใส่เฝือกชูให้เอสเตอร์ดูเป็นคำตอบ “ถ้าที่บ้านฉันรู้เป็นเรื่องใหญ่แน่ ฉันจะรอให้หมอเอาเฝือกออกก่อนแล้วค่อยกลับ ไม่อย่างนั้นชีวิตคุณวุ่นวายแน่ๆ”

เอสเตอร์นั่งฟังพร้อมๆ กับนึกภาพตามไปด้วย เขานึกไปถึงคุณย่าน้อยคนที่ดูท่าจะรักและเป็นห่วงหนูเจมากที่สุด และจะต้องคอยปกป้องเธอทุกครั้งเวลาที่หนูเจโดนพ่อของเธอดุ จนเผลอพูดชื่อของคุณย่าของเจนิชออกมา

“คุณย่าน้อย” เจนิชได้ยินเธอหันควับมาหาเขาทันที

“คุณรู้จักชื่อของคุณย่าฉันด้วยเหรอคะ” เจนิชถามเขาพร้อมๆ กับจ้องจับผิด เอสเตอร์หยุดนิ่ง เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาหลุดปากพูดชื่อของย่าน้อยออกไป เลยพยายามคิดหาตัวช่วยและเขาก็นึกออก

“ก็... คุณจ๋าเคยเล่าให้ผมฟัง ว่า... ตอนเด็กๆ เวลาที่เธอและน้องสาวโดนคุณพ่อดุ ย่าน้อยก็จะมาช่วยเอาไว้ทุกครั้ง ใช่รึเปล่าล่ะ ผม...จำได้” เจนิชพยักหน้าตอบรับเขาเบาๆ แต่สายตาของเธอก็ยังคงจ้องหน้าเขาอยู่

เจนิชนึกแปลกใจที่เอสเตอร์บอกว่าพี่สาวของเธอเคยเล่าให้ฟัง ทั้งที่ปกติจารินจะไม่ค่อยเล่าเรื่องของคนในครอบครัวให้ใครฟัง นอกจากว่าคนนั้นจะเป็นคนที่สนิทจริงๆ แต่ก็คงอย่างนั้นมั๊งเพราะพี่สาวของเธอทำงานกับเขามานาน อาจจะสนิทกันพอประมาณถึงได้เล่าให้เขาฟัง

เจนิชหันกลับมาสนใจจอทีวีที่อยู่ตรงหน้า เอสเตอร์เลยเป่าปากออกมาอย่างโล่งอกที่เธอไม่ติดใจอะไร เกือบไปแล้วมั๊ยล่ะ...ตะวัน!

จนเมื่อถึงเวลาที่เอสเตอร์และเจนิชต้องไปงานเลี้ยง วินเซนต์จึงเปิดประตูเข้ามาในห้องเพื่อมาตามเอสเตอร์และเจนิชลงไปขึ้นรถ วินเซนต์เดินเข้ามาก็พบกับเอสเตอร์ที่นั่งไขว่ห้าง ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ เขากวาดตามองหาเจนิชไปรอบๆห้องแต่ก็ไม่พบ เลยพอรู้ว่าทำไมเจ้านายของเขาถึงนั่งทำหน้าเหมือนโลกจะแตกแบบนี้

“คุณเจยังแต่งตัวไม่เสร็จอีกเหรอครับ” เอสเตอร์ไม่พูดตอบเขา แต่ก็พยักหน้าเบาๆ เป็นคำตอบให้วินเซนต์

“คุณคงนั่งรอเธอนานมากแล้วสินะถึงได้ทำหน้าสดชื่นแบบนี้”

“หนึ่งชั่วโมงกับยี่สิบนาที อ่อ... เกือบจะยี่สิบเอ็ดล่ะ” เอสเตอร์ยกข้อมือขึ้นมาดูเวลา และทำหน้าเซ็งตอบลูกน้อง เขาเบื่อที่จะต้องมานั่งรอผู้หญิงแต่งตัวเป็นที่สุด เขาไม่รู้ว่าพวกเธอใช้เวลาทำอะไรกันนักหนา ทั้งๆ ที่พอแต่งออกมาก็เหมือนเดิมทุกครั้ง ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน เขาคิดว่าเจนิชคงจะไม่เป็นแบบนั้น แต่เปล่าเลยเจนิชกลับแต่งตัวนานกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เขาเคยรอด้วยซ้ำ เอสเตอร์เลยหงุดหงิดและนั่งทำหน้าเบื่อโลกให้ลูกน้องของเขาได้เห็น

“กว่าจะไปถึงฉันว่างานคงเลิกพอดี...”เอสเตอร์พูดยังไม่ทันจบ เสียงหวานๆ ของเจนิชก็พูดแทรกขึ้นมา พร้อมๆ กับปรากฏตัวให้เขาได้ยลโฉมเธอ

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า ก็แขนของฉันเจ็บอยู่ก็เลยช้าไปหน่อย รอนิดรอหน่อยทำบ่นไปได้ คุณนี่ไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย...” เอสเตอร์และวินเซนต์ต่างหันไปตามเสียงหวานๆ ของเจนิช แล้วทั้งสองคนต่างก็นั่งนิ่งอึ้ง ตกตะลึงไปกับความงามที่ได้เห็น

เอสเตอร์มองจ้องเจนิชราวกับต้องมนต์ วันนี้เธอดูสวยและเซ็กซี่มากก จนเขาอยากจะลากเธอกลับเข้าห้องไปบดขยี้ตามอำเภอใจ

เดรสสั้นรัดรูปผูกคอสีชมพูอ่อนมันช่างขับผิวของเธอ ให้ยิ่งดูขาวผ่อนนวลเนียนจนน่าสัมผัส  ยิ่งตรงหน้าอกที่ผ่าเว้ากว้างจนมองเห็นร่องกลางและเนินอก โชว์เนินเนื้อขาวเนียนจนทำให้นึกภาพไปถึงไหนต่อไหน บวกกับเลื่อมที่ปักตรงช่วงคอ ยิ่งขับให้ผิวของเธอขาวผ่องขึ้นทันตา

แค่ด้านหน้าเอสเตอร์ก็นิ่งอึ้งตกตะลึงจนแทบจะอดทนข่มความต้องการจะไม่ไหวอยู่แล้ว แต่พอเจนิชหมุนตัวโชว์ด้านหลังเท่านั้นแหละ เลือดกำเดาของเอสเตอร์แทบจะพุ่งออกมา เอสเตอร์ได้แต่นั่งตาค้างและลอบกลืนน้ำลายเพื่อข่มความต้องการ ที่มันกำลังจะทำให้เขาต้องพังพินาศ ถ้าเขาเผลอทำตามความเรียกร้องของมัน

ก็ด้านหลังของเธอน่ะ มันว่างเปล่าไร้เนื้อผ้าปกปิด ปล่อยโล่งโชว์แผ่นหลังขาวเนียนจนถึงช่วงเอวน่ะสิ จะมีก็เพียงเชือกสีชมพูพันไขว้กันไปมาเพียงสองสามเส้น แล้วสะโพกของเธอมันก็ช่างกลมกลึงจนเขาเองยังต้องเผลอกำมือเอาไว้ซะแน่น

วินเซนต์เองก็ยังตกตะลึงไปกับความงามตรงหน้า แต่เขาก็ยังพอมีสติควบคุมตัวเองได้บ้าง นั่นเพราะเธอไม่ใช่ของเขา วินเซนต์หันไปมองเจ้านาย  จนแอบเห็นเจ้านายหนุ่มลอบกลืนน้ำลายหลายต่อหลายครั้ง แถมยังกำมือเอาไว้แน่น อาการแบบนี้วินเซนต์รู้ได้ทันทีว่าเจ้านายของเขา กำลังตกที่นั่งลำบากเข้าให้แล้วววว

เจนิชหมุนตัวโชว์ให้สองหนุ่มได้ดูความงามของเธอ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แสนจะเซ็กซี่  แล้วยังยักคิ้วหลิ่วตาให้ทั้งสองหนุ่มอีกด้วย “ฉัน... ผ่านมั๊ยคะ”

เอสเตอร์และวินเซนต์พยักหน้าตอบรับเธอเบาๆ จนเมื่อเอสเตอร์ได้สติเขาจึงปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินไปโอบเอวของเธอพาเธอเดินออกไป  เจนิชมีท่าทีขัดขืนเล็กน้อยเมื่อโดนเอสเตอร์โอบเอว แต่เธอก็ยอมเดินตามแรงฉุดของเขาแต่โดยดี เพราะเอสเตอร์กระซิบข้างหูเธอเป็นเชิงขู่

“คุณจะยอมให้ผมเดินกอดเอวคุณออกไป หรือว่าจะให้ผมลากคุณเข้าห้องเดี๋ยวนี้! เลือกเอา! เจนิชหันไปมองหน้าคนเอาแต่ใจอย่างไม่สบอารมณ์ แต่เอสเตอร์รึจะสน เขาสนแค่ให้เธอยอมทำตามที่เขาสั่งเท่านั้นก็พอ

แม้แต่นั่งในรถเอสเตอร์ก็ยังกอดเอวเธอและรั้งตัวของเจนิชให้มานั่งติดกับเขา พอเจนิชขยับออกห่างเอสเตอร์ก็กระชากรั้งตัวเธอให้มาติดกับเขาอีกครั้ง พร้อมทั้งมองจ้องหน้าของเธอ ส่งสายตาที่ดุดันข่มขู่ จนเจนิชต้องยอมทำตาม

“คืนนี้คุณสวยถูกใจผมมาก ผมขอยืมควงซักคืนนะ...ที่รัก” เอสเตอร์ยื่นหน้ามากระซิบข้างๆ หูของเจนิช เจนิชหันไปมองและเริ่มจะดิ้นขัดขืน เอสเตอร์เลยต้องพูดขู่เธออีกครั้ง

“อย่าขัดผม ไม่งั้นผมจะจูบ เดี๋ยวนี้!” คำขู่ของเอสเตอร์มันได้ผล เจนิชหยุดนิ่งยอมนั่งเป็นตุ๊กตาเคียงข้างกับเขา ตอนนี้เธอทำได้เพียงแสดงสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์เท่านั้น แต่เอสเตอร์นี่สิเขาหน้าระรื่นดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

จนเมื่อรถยนต์ของเอสเตอร์แล่นเข้าไปจอดในงาน เจนิชตาลุกวาวขึ้นทันที ก็จะไม่ให้เธอตาค้างได้ยังไงกันล่ะ เมื่อกองทัพสื่อต่างยืนรอถ่ายรูปอยู่ด้านนอกรถมากมายซะขนาดนั้น แล้วถ้ารูปของเธอหลุดออกไปทางบ้านเธอต้องรู้เรื่องนี้แน่ๆ แล้วคำถามที่น่าปวดหัวจะต้องตามมารุมทึ้งเธออีกแน่ๆ เลย เฮ้อ!

“คุณทำใจรึยังเจนิช อย่าได้ขัดขืนเชียวนะ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้เธอได้ขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับแน่ๆ เธอคงรู้นะว่าฉันพูดจริงและทำจริง” เอสเตอร์กระซิบขู่สมทบเธออีกครั้ง

เจนิชจึงทำได้เพียงแค่ปลงตก ถ้าอะไรจะเกิดมันก็คงต้องเกิดล่ะว๊า เพราะบางทีข่าวของเธออาจจะไม่โดดเด่นพอก็ได้ และถ้าเธอยอมทำตามที่เอสเตอร์สั่ง อย่างน้อยๆ ข่าวมันก็คงจะอยู่ในหน้าของสังคมไฮโซ และคงเป็นช่องเล็กๆ เป็นหน้าที่คนทางบ้านของเธอไม่ค่อยจะสนใจอ่าน และมักจะข้ามไปอ่านหน้าอื่นเสมอๆ ดีกว่าดื้อดึงขัดขืนเขาแล้วต้องมาขึ้นหน้าหนึ่ง ให้คนที่บ้านและคนทั้งประเทศได้รับรู้ และมันคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้... T_T

 

........................................................................................


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องราวยังมีอีกมากมาย ทั้งเข้มข้น พลิกผันและลุ้นระทึกในทุกๆ ตอน มาเติมเหรียญแล้วไปลุ้นต่อด้วยกันด้วยกันนะคะ"

ณรีรัช


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha