บุปผาต้องมนตร์ 18+ นิยายจีนโบราณ -จบ-

โดย: เพลงมีนา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : ตอนที่ 4


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


ตอนที่ 4


                ร่างบางนั่งก้มหน้าก้มตาตวัดพู่กันคัดลอกตำราอย่างไม่สนใจว่ามีคนเดินเข้ามาหยุดมองอยู่ครู่ใหญ่  เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่เงยหน้าขึ้นมาง่ายๆ จึงกระแอมไอเรียกลูกสาวของตนเอง


                “เหนียงเอ๋อร์”


                “ท่านพ่อ” มู่ฟางเหนียงเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมเป็นประกายมีแววประหลาดใจที่เห็นบิดายืนจ้องหน้านางอยู่ “ท่านพ่อกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ เอ...นี่เวลาใดกัน ลูกยังไม่ได้เตรียมอาหารเลย”


                “สองวันมานี่พ่อเห็นเจ้าตั้งหน้าตั้งตาคัดลอกตำราแทบทั้งคืนทั้งวัน  เจ้าอยากได้ตำราแพทย์เล่มนี้จริงๆ รึ” 


ผู้เป็นพ่อได้แต่ส่ายหน้าไปมา จริงอยู่ว่าฐานะของสองพ่อลูกจะซื้อหนังสือแต่ละเล่มนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก แต่ก็มิได้หมายความว่าจะไม่สามารถซื้อมาครอบครองได้ สองสามวันก่อนลูกสาวไปดูอาการเคอหลิ่งหลินที่จวนแม่ทัพจ้าว ได้ตำราแพทย์มาสามเล่ม ได้ยินว่าฮูหยินอี้ซิ่วให้ยืมอ่านจะคืนเมื่อใดก็ได้ แต่ลูกสาวของเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านและคัดลอกบางส่วนที่นางไม่เคยรู้มาก่อน


                “ที่ผ่านมาเราสองคนพ่อลูกอยู่ไม่เป็นหลักแหล่งสองปีมานี่เราอยู่ติดที่ไม่ได้โยกย้ายไปไหน ลูกก็เลยอยากสะสมตำราแพทย์เหล่านี้ ทั้งความรู้ที่ท่านพ่อมีข้าก็คัดลอกไว้เป็นตำราศึกษาทบทวนความรู้ แต่ท่านพ่อไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ ถ้าถึงเวลาที่เราต้องเดินทาง ลูกจะเป็นคนแบกหนังสือเหล่านี้เอง”


                มู่หยางซัวมองลูกสาวที่แย้มยิ้มราวกับไม่น้อยเนื้อต่ำใจที่ตนเองต้องระหกระเหินติดตามบิดาไม่ได้ความอย่างเขา  เขานั่งลงใกล้ๆ ลูกสาว ปีนี้นางอายุสิบหกแล้ว เป็นสาวสวยงดงามแต่ยังสวมเสื้อผ้าเก่าๆ เต็มไปด้วยรอยปะชุน มือทั้งสองก็หยาบกระด้างเพราะต้องช่วยงานเขาอยู่เสมอ


                “ลูกขอโทษ” นางเอ่ยเสียงแผ่วแล้ววางพู่กันในมือลง


                “ขอโทษเรื่องอันใดกัน” ผู้เป็นพ่อขมวดคิ้วอย่างงุนงง


                “ลูกควรจะขึ้นเขาไปหาสมุนไพรกับท่าน  ไม่ควรเอาแต่ขลุกอยู่กับการคัดลอกตำราเหล่านี้”


                “พ่อไม่ได้คิดเรื่องนั้น” มู่หยางซัวส่ายหน้าไปมา “ลูกอยากอยู่ที่นี่ไหม”


                “อยู่ที่นี่?” นางทวนคำทำหน้างุนงงกับสิ่งที่ได้ยิน “ท่านพ่อหมายถึงอะไรเจ้าคะ”


                “เราเดินทางกันมานานแล้ว ถ้า...ถ้าลูกอยากอยู่ที่นี่ พ่อจะลองปรึกษากับเศรษฐีกู่หลินขอผ่อนซื้อบ้านหลังนี้ให้เจ้าอยู่”


                “ซื้อบ้านให้ลูกอยู่?แล้วท่านพ่อละเจ้าคะ”


                “พ่อก็อยู่กับเจ้านะแหละ” พ่อหัวเราะออกมา


                “ก็ท่านพูดเหมือนจะให้ลูกอยู่คนเดียวนี่เจ้าคะ” นางเบ้ปากน้อยๆ “ท่านอยู่ไหน ลูกอยู่นั้น ยกเว้นท่านพ่อจะมีภรรยาใหม่แล้วไม่ให้ลูกอยู่ด้วย”


                “เจ้านี่ก็ชอบผลักไสให้พ่อมีภรรยาเสียจริง”


                “ก็ลูกเป็นห่วงท่านนี่นะ” นางหัวเราะออกมา ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ เสียงร้องเรียกอยู่หน้าบ้านก็ดังขึ้น ครู่ต่อมาก็เจ้าของเสียงก็วิ่งถลาเข้ามาด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ


                “พี่ฟางเหนียง”


                “มีอะไรรึเสี่ยวสิง” มู่ฟางเหนียงถามเด็กชายวันสิบขวบที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา


                “วัว...วัวของข้ามันเจ็บท้องตั้งแต่เมื่อคืน ตอนนี้มันยังไม่ออกลูกมาให้ข้าเลย” 


                “เจ้าตัวนั้นนะเหรอ” นางถามอย่างนึกได้ บ้านของเสี่ยวสิงอยู่ไม่ไกลนัก นางจำได้เพราะว่าเด็กชายมักมาคุยเล่นกับนางบ่อยๆ บางทีก็จูงมือนางไปดูวัวที่พ่อยกให้เขาเป็นของขวัญ


                “วัวของข้า วัวของข้า” เด็กน้อยได้แต่พูดซ้ำๆ ยกแขนขึ้นปาดน้ำตาจนแก้มเปื้อนเปรอะมอมแมมไปหมด


                “ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวข้าจะไปดูเอง” นางจับมือเด็กน้อยแล้วลุกขึ้น “ท่านพ่อ เดี๋ยวข้ามานะ  ท่านหิวก็อุ่นกับข้าวกินไปก่อนนะเจ้าคะ”


                มู่หยางซัวโบกมือไล่ให้นางรีบออกไป ไม่เช่นนั้นเด็กชายคนร้องไห้จนตาบวมปูดเป็นแน่ มู่ฟางเหนียงถูกเด็กชายตัวจูงมือแล้วลากให้นางวิ่งตามมาอย่างรวดเร็ว และตามประสาเด็กที่มักจะใช้เส้นทางลัดมุดรั้วบ้านผู้อื่นแม้ต้องคลานสี่เท้าคล้ายสุนัขก็ตามที   หญิงสาวก็ยอมทำตามด้วยรู้ว่าเด็กน้อยร้อนใจนัก เขาหมายมั่นจะเป็นคนเลี้ยงวัว ตั้งแต่รู้ว่าวัวของตัวเองตั้งท้อง เขาก็ดูแลมันอย่างดีมาตลอด  เห็นวัวท่าทางไม่สบายก็มาตามนางไปดู ทั้งที่ก็รู้ว่าเป็นหมอรักษาคนไม่ใช่หมอรักษาวัว แต่เอาเถิดเด็กก็คือเด็ก เขามีความตั้งใจมุ่งมั่นดี นางก็ต้องสนับสนุนแม้การคลานจนเจ็บเข่าอย่างนี้ พอพ้นรั้วก็แหวกก่อหญ้าสูงทั่วศีรษะ แล้วก็ถึงเขตบ้านของเสี่ยวจิง เขาจูงมือนางกำมือของนางแน่นราวกับกลัวว่านางจะหนีไปเสียก่อน


                แม่วัวกระสับกระส่าย ส่งเสียงร้องตลอดเวลา เสี่ยวจิงหาหญ้าหรือฟางข้าวปูรองไว้ก่อนแล้ว นางเห็นคนอื่นเฝ้ายืนมองอย่างจนปัญญา ทำอย่างไรแม่วัวก็ไม่อาจเบ่งลูกออกมาได้เสียที หรือจะต้องเสียทั้งแม่และลูกไปพร้อมกัน


                “มาเถอะ ช่วยกันเอาเชือกมันมันไว้ก่อนเดี๋ยวมันจะถีบผู้อื่นเข้า” นางร้องสั่งให้พ่อของเสี่ยวจิงผูกเชือกล่ามแม่วัวไว้ นางเดินอ้อมไปด้านหลังยกหางวัว เพ่งมองอย่างพิจารณา ปกติลูกวัวจะยื่นขาหน้าออกมาก่อน แต่นี่...


                “เสี่ยวจิงไปเอาน้ำมันหมูมาเร็ว”  นางสั่งเด็กชาย เสี่ยวจิงรีบวิ่งไปทันที “ช่วยกันจับแม่วัวให้ดี ข้าต้องล้วงไปดึงขาลูกวัวเสียก่อน”  


                นางม้วนแขนเสื้อขึ้นจนถึงโคนแขนทั้งสองข้าง ท่อนแขนกลมเล็กดุจลำเทียน เมื่อเสี่ยวจิงถือหม้อใส่น้ำมันมาถึง นางก็ให้เด็กชายชโลมทั่วมือและแขน นางสบตากับผู้ใหญ่ที่ช่วยกันจับแม่วัวเป็นเชิงให้สัญญาแล้วสอดมือเข้าไปในช่องคลอดของวัว ลูบคลำจนรู้ว่าไหล่วัวติดอยู่ นางจึงออกแรงดึงขาหน้าของวัวให้ค่อยๆออกมาอย่างช้าๆ


                “ออกมาแล้วๆ” เด็กชายร้องอย่างดีใจที่เห็นลูกวัวหลุดออกมาจาก  แม่วัวร้องอย่างเจ็บปวดสะบัดไปมาจะเหยียบลูกเข้าให้ นางต้องรีบลากออกมาให้พ้นรัศมีเท้าของมัน แม่วัวสาวท้องแรกยังตื่นตกใจไม่ยอมมาเลียลูกวัว มู่ฟางเหนียงมองหาเศษผ้าสักพื้น แต่ด้วยความร้อนใจ นางฉีกชายกระโปรงของตนรีบเช็ดเมือกออกจากตัวลูกวัว


                “โชคดีที่ไม่มีเมือกอุดรูจมูก” นางพึมพำ ไม่นานนักลูกวัวก็ค่อยๆยืนขึ้นแม้แข้งขาจะสั่นก็ตาม แม่วัวเริ่มใจเย็นแล้วเดินมาเลียลูกของตน ลูกวัวเดินมุดเข้าไปดูดนมจากเต้าของแม่ทันที


                “เย้ๆ วัวของข้า” เสี่ยวจิงดีใจกระโดดโลดเต้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาร้องไห้จนตาบวมช้ำ


                “ขอบคุณแม่นางมู่ ลำบากเจ้าจริงๆ”


                “ไม่เป็นไร ข้าทำเท่าที่พอทำได้” นางถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วก็ก้มมองสภาพตัวเองทีเปื้อนเปรอะคราบคาวเลือดกับน้ำคร่ำของแม่วัว


                “เชิญเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด เอาชุดของลูกสะใภ้ข้าก็ได้ นางกับเจ้ารูปร่างพอๆกัน”


                “เห็นทีต้องรบกวนแล้ว” ดูสภาพนางตอนนี้แล้วคงกลับบ้านไปแบบนี้ไม่ได้แน่ นางยิ้มน้อยๆ แล้วเดินตามมารดาของเสี่ยวจิงไปในบ้าน นางเช็ดเนื้อตัวเอาคราบคาวออกแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ 


                “ข้าซักเสื้อผ้าชุดนี้แล้วจะเอามาคืนนะ” นางเอ่ยบอกเมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว


                “ถ้าไม่รังเกียจเจ้ายกชุดนี้ให้เจ้า ตอบแทนที่เจ้าอุตส่าห์มาช่วยทำคลอดแม่วัวให้”


                “ข้าไม่ได้รังเกียจแต่ข้าเกรงใจ ข้าเห็นเสี่ยวจิงร้องไห้อย่างนั้นจะไม่ช่วยก็ไม่ได้” นางหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงเด็กผู้ชายคนนั้นที่พยายามทำเข้มแข็งแต่ร้องไห้จนมอมแมมไปหมด


                “ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้เสี่ยวจิงไปส่งเจ้า” 


                มู่ฟางเหนียงยิ้มฝืด เรื่องนางเป็นคนหลงทิศหลงทางนั้นเป็นที่รู้กันไปทั่ว อยากจะห้ามแต่แม่ของเสี่ยวจิงก็เดินเร็วๆ ไปตามลูกชายแล้ว เด็กชายรีบวิ่งมาหาพร้อมรอยยิ้ม


                “ขอบคุณพี่ฟางเหนียง”


                “เรื่องเล็กน้อย” นางยิ้มเอ็นดูเด็กชาย “เสี่ยวจิงคราวนี่ไม่มุดรั้วอีกแล้วนะ เดี๋ยวเสื้อผ้าของแม่เจ้าจะขาดเป็นริ้วๆ ข้าเย็บแผลคนได้ แต่เย็บผ้าไม่เก่งเท่าแม่ของเจ้า”


                “ข้าทราบแล้ว” 


เขายื่นมือไปจับปลายนิ้วมือของนางแล้วจูงให้เดินไปด้วยกัน หญิงสาวหัวเราะเสียงใสออกมาแต่ก็ยอมเดินตามอย่างว่าง่าย มือข้างหนึ่งของนางจึงมีมือของเสี่ยวจิงจับไว้ ส่วนอีกข้างนางก็ถือเสื้อผ้าชุดเดิมของนางออกมาด้วย


                “เสี่ยวจิงเจ้าไม่ต้องจูงมือข้าก็ได้”


                “เดี๋ยวพี่สาวหลงทาง”


                “เจ้าเดินข้างๆแบบนี้ข้าไม่หลงหรอกนะ” นางหัวเราะแต่ก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนดี ไม่ล้อนางเหมือนคนผู้อื่น


                “ท่านพ่อกับท่านแม่บอกว่าท่านเป็นหมอหญิงที่เก่งมาก ทำไมท่านกลับจำเรื่องเส้นทางไม่ได้ล่ะ” เขาถามด้วยความอยากรู้


                “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” นางยิ้มเศร้าออกมา ก็พยายามแล้วนะ ขนาดใกล้แค่นี้นางยังจำไม่ได้ว่าต้องเลี้ยวซ้ายก่อนหรือเลี้ยวขวาก่อนกันแน่


                “คงเพราะแบบนี้ละมั้ง พี่สาวถึงยังไม่แต่งงาน”


                “หือ” นางเลิกคิ้วอย่างงุนงง “เจ้าว่าอะไรนะ”


                “พี่สาวก็สวยนะ แต่ยังไม่แต่งงานคงเพราะพี่สาวหลงทางง่ายนี่เอง”


                “คงจะใช่กระมัง” นางเออออไปอย่างนั้นแต่ก็อดขำกับความคิดของเด็กชายไม่ได้


                “แต่พี่สาวไม่ต้องห่วงนะ รอข้าโตกว่านี้อีกนิด ข้าจะแต่งงานกับท่านเอง”


                “เจ้าแน่ใจที่พูดแล้วรึ” นางกลั้นหัวเราะ ยิ่งเห็นท่าทางจริงจังของเขาแล้ว นางก็ต้องกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น นี่นางคงไปอวดบิดาให้สบายใจได้แล้วกระมังว่ามีหนุ่มน้อยมาขอนางแต่งงานแล้ว


                “เอาล่ะ เจ้าส่งข้าแค่นี้ก็พอแล้ว” นางเอ่ยบอกเมื่อเดินพ้นสี่แยกแล้ว


                “ได้อย่างไร ข้าต้องไปส่งพี่สาวถึงบ้าน”


                “เดินตรงไปนี่ก็ถึงบ้านของข้าแล้ว ข้าไม่หลงหรอก” นางส่ายหน้าไปมา แค่เดินตรงไปเรื่อยๆก็ถึงบ้านนางแล้ว ไม่ได้มีทางแยกให้นางสับสนเสียหน่อย “เจ้ารีบกลับไปดูลูกวัวของเจ้าเถิด เลี้ยงดูมันให้ดีจะได้มีสินสอดมาสู่ขอข้า”


                “ได้ๆ เช่นนั้นข้ากลับก่อนนะพี่สาว”


                “ไปเถิดๆ” 


นางโบกมือไล่ เห็นเขาหมุนตัววิ่งกลับไปแล้วนางก็หมุนเท้าเดินกลับมาทางเดิมของตน นึกถึงคำพูดของเด็กชายตัวน้อยแล้วอดยิ้มไม่ได้  ปีนี้นางอายุสิบหก ส่วนเขาสิบขวบเท่านั้น กว่าเขาจะอายุสิบหก นางก็อายุยี่สิบสอง ถึงตอนนั้นเด็กน้อยคงลืมคำพูดกับท่าทีจริงจังนั้นไปแล้ว โลกของเด็กมักเป็นเช่นนี้ คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่ต้องระแวงระวังอันใด ส่วนนางเองก็คงไม่ต้องไปใส่ใจกับคำพูดของเด็กน้อย ได้แต่เก็บมาคิดให้ยิ้มขำเป็นเรื่องเล่าตลกของวันวานก็พอ


พอเดินคนเดียวแล้วนางก็อดท่องอาการคนป่วยไม่ได้ นางเป็นอย่างนี้เสมอ เดินพึมพำคนเดียว คงเพราะแบบนี้ทำให้นางมักใจลอยคิดเรื่องอื่นจนลืมเส้นทางที่แม้จะเดินประจำก็ยังหลงออกบ่อยไป


“ฝ่ามือบอกโรค ฝ่ามือต้องรู้สึกนุ่มนิ่ม สบาย ไม่เปียก ไม่ร้อน ไม่เย็น ฝ่ามือร้อน มาจากอาการหยินพร่องของไตและหัวใจ ความหงุดหงิด ร้อนใน นอนไม่หลับ หรือฝันบ่อย  ฝ่ามือเย็น มาจากอาการพร่องของม้ามหรือไตหยาง ร่างกายอ่อนแอกลัวหนาว การดูดซึมอาหารไม่ดีเท่าที่ควร ฝ่ามือชื้นเปียกมาจากหัวใจและม้ามพร่อง ไฟในหัวใจร้อน ทำให้มีความรู้สึกตื่นเต้น และเป็นคนที่เหนื่อยง่าย ฝ่ามือแห้งมาจากอาการพร่องของม้ามและปอด ผิวจะแห้งกร้าน และไม่สบายง่ายด้วย...”


เสียงหวานชะงักไปเมื่อเห็นงูตัวยาวกำลังเลื้อยผ่าน เท้าทั้งสองหยุดนิ่งและดวงตาสีนิลหรี่ตามองว่าเป็นงูชนิดใดและจะหาทางจับมันกลับบ้านด้วย ทันใดนั้น มีดสั้นเล่มหนึ่งก็พุ่งผ่ากระแสลมปักฉึกที่หัวงู!  งูตัวยาวดิ้นรนอย่างน่าเวทนาเพียงอึดใจก็แน่นิ่งไป หญิงสาวอ้าปากค้างพอได้สติก็หันขวับไปทางด้านหลัง   เงาร่างของบุรุษอยู่บนหลังม้าทาบทับร่างของนาง หญิงสาวจ้องเขม็งจึงเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นั้น


“คุณชายจ้าว!


“มันตายแล้วล่ะ”  เขากล่าวย้ำเพราะเข้าใจไปว่านางกลัวจนขยับขาเท้าเดินต่อไม่ได้  นี่นางคงไม่ได้รอให้เขาประคองนางเดินหรอกใช่ไหม?


“ท่านทำมันตาย!” นางตวาดด้วยความโมโห


“เป็นข้า แล้วอย่างไร ถึงมันจะมีพิษหรือไม่แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นงูก็ไว้ใจไม่ได้” จ้าวจิ่นสือทำเสียงหงุดหงิด “ข้าควรได้รับคำขอบคุณหรือไม่”


“ท่านจะมาทวงคำของคุณทำไมกัน ในเมืองงูตัวนี้มันตายแล้ว!” นางเกรี้ยวกราดอย่างลืมรักษากิริยา “ข้ากำลังคิดจะจับมันเป็นๆอยู่นะ”


“จับงูเป็นๆ?” เขาขมวดคิ้วแล้วตัดสินใจกระโดดลงจากหลังม้า เขาเพิ่งกลับจากบ้านตระกูลเหวินผ่านเส้นทางนี้เห็นเพียงมีงูอยู่เบื้องหน้าหญิงสาว แต่ไม่รู้ว่าหญิงที่ยืนอยู่คนนี้คือบุตรสาวของท่านหมอมู่ 


“ใช่! ข้า-ต้อง-การ-งู-เป็น-เป็น” 


นางพูดเน้นย้ำทุกคำแล้วถลึงตามอง เมื่อเขาก้าวมาหยุดยืนเบื้องหน้าทำให้นางรู้สึกได้ทันทีว่าความสูงของนางนั้นแค่ปลายคางของเขาเอง จ้าวจิ่งสือไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินนัก ปกติผู้หญิงเจองูก็เอาแต่กรีดร้องน่ารำคาญ ไม่ว่าจะงูตัวเล็กหรือตัวใหญ่ มีพิษหรือไม่มีพิษ นอกจากเคอหลิ่งหลินแล้วเขาก็เพิ่งเคยเจอผู้หญิงที่ไม่กรีดร้องแต่เกรี้ยวกราดที่เขาไปฆ่างูตัวนั้นตายสนิท


“ทำดีไม่ได้ดี ไม่ช่วยเสียก็ดีหรอก” เขาพึมพำแต่จงใจให้นางได้ยิน เดินไปหยิบมีดสั้นของตัวเองออกจากหัวงูเจ้าปัญหาตัวนั้น   เก็บมีดสั้นเข้าที่แล้วมองนางด้วยหางตา


“ตำราที่ยืมไป หวังว่าเจ้าคงไม่ลืมเอามาคืนหรอกนะ”


“แน่นอน ข้ายืมสิ่งใดมาย่อมนำกลับไปคืนในสภาพเดิมไม่มีชำรุดแน่” นางโต้กลับอย่างหงุดหงิด นี่เขาพาลหาเรื่องนางใช่หรือไม่


“ข้ายังไม่เห็นคงเชื่อที่เจ้าพูดไม่ได้” เขาโต้กลับไม่ลดล่ะ นึกแปลกใจที่ตนเองเสียเวลาต่อปากต่อคำกับนางเช่นนี้


“อีกสองวันข้าจะเอาหนังสือไปคืน ท่านอยู่รอตรวจทุกหน้ากระดาษได้เลย!” นางพูดเสียงขุ่น ตวัดสายตาไม่แสดงอาการหวาดกลัวและนอบน้อมอย่างที่เคยเป็นมา


“ได้ ข้าจะรอเจ้า” เขากระตุกยิ้มที่มุมปากแล้วกระโดดขึ้นหลังม้า กระตุกบังเหียนแล้วควบม้าออกไปอย่างรวดเร็วไม่มีการหันมามองนางที่ยืนอยู่กับฝุ่นที่เขาทิ้งไว้


มู่ฟางเหนียงยกมือขึ้นโบกไปมาไล่ฝุ่นที่รู้ว่าเขาจงใจแกล้งนาง   นางมองงูตัวนั้นที่ตายสนิทแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ ใช้เสื้อเก่าที่ตัวเองที่ถือมาจับมันห่อใส่ผ้านั้นแล้วอุ้มมันกลับบ้านไปด้วย ถึงตายแล้วก็ยังใช้ได้อยู่ เพียงแค่เสียดายที่ไม่ได้รีดเอาพิษงูออกมาใช้ทำยาแก้พิษ


ผู้ชายอะไรกันโต้เถียงกับผู้หญิงแบบไม่ยอมรับความผิดของตนเอง แล้วยังมีหน้ามาทวงคำขอบคุณจากนางอีก!.


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เชิญพบกับนิยายรักจีนโบราณ "บุปผาต้องมนตร์" ภาคต่อของเรื่อง "บุปผาร่ายรัก""

เพลงมีนา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha