บ่วงรักสีน้ำผึ้ง [จบแล้ว]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : ตอนที่ 1-2


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

 “คนต่ำๆ อย่างแกฉันไม่มีวันเอามือของฉันไปถูกตัวแกหรอก นังแม่ม่ายหน้าด้าน” หญิงสาวที่ถือตนว่าดีกว่าใครๆเชิดหน้าขึ้น พร้อมกับกดยิ้มหยันที่มุมปาก

“หล่อนมันก็คุณหนูไร้สมอง พ่อแม่อุตส่าห์ส่งไปเรียนถึงเมืองนอกแต่นิสัยกลับต่ำไพร่กว่าฉัน ตกลงว่าหล่อนไปเรียนหาความรู้หรือไปเรียนอย่างอื่นมากันล่ะ ถึงได้กลับมาทำนิสัยแบบนี้ที่นี่” กรองทองในวัยสามสิบสามที่ต้องมาเป็นม่าย เพราะสามีอายุมากกว่าเธอสามรอบมาด่วนจากไปซะก่อน เลยได้แต่ว้าเหว่อยู่นาน กระทั่งได้พบกับพ่อเลี้ยงเมธาแห่งไร่ศศิรัตน์ ทำให้เธอมีความหวังว่าจะต้องแต่งงานกับพ่อเลี้ยงเมธาให้ได้ แต่ดันมามียายคุณหนูที่ใช้อำนาจพ่อคอยขัดขวาง ทั้งที่ตัวเองกำลังจะหมั้นกับนายแบบหนุ่ม ที่นักข่าวสำนักดังๆ หรือแม้กระทั่งนักข่าวท้องถิ่นต่างกระพือข่าวนี้กันเป็นเดือน พลางตวัดหางตาใส่พร้อมกับปากก็เบะออกอย่างรังเกียจอีกฝ่ายไม่ต่างกัน ที่คอยด่าว่าคนอื่นต่ำทั้งที่ตัวเองก็เดินดินเหมือนกัน!

“แก นังกรองทอง” พรรณนสาโกรธจนหน้าดำหน้าแดง

“หล่อนคิดจะทำอะไรฉัน” กรองทองเชิดหน้าใส่ เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมลดละให้กัน

“นังแม่ม่ายไพร่ สกปรก หน้าด้าน”

“หล่อนมันก็ไพร่ไม่ต่างจากฉันเท่าไรนักหรอก นังคุณหนูไร้สมอง”

“นังกรองทอง! แกด่าฉันเหรอ”

“ใช่! ฉันด่าหล่อนอยู่”

เสียงโต้เถียงระหว่างสองสาวยังคงตอบโต้กันไปมา โดยไม่สนใจฟังคำห้ามปรามของพ่อเลี้ยง ป้าริน และอ้อย แม่ครัวประจำบ้านพักหลังงาม ที่ทำจากไม้สัก แบ่งแยกห้องได้เป็นสัดส่วนและพื้นไม้ยังเงาวับ จนทำให้บ้านหลังนี้เป็นที่หมายตาของผู้มีเงิน ที่อยากจะได้ทั้งบ้านและที่ดินแห่งนี้ เพราะที่นี่อากาศเย็นสบายตลอดปี มีลำธารน้ำใสๆ อยู่รอบไร่ ทำให้นักธุรกิจจากทั้งในตัวเมืองลำปาง เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ต่างอยากจับจองพื้นดินแห่งนี้เพื่อสร้างรีสอร์ตเรียกให้นักท่องเที่ยวเข้ามา แต่กลับไม่มีใครได้ที่ดินผืนนี้ไป เมื่อพ่อเลี้ยงประกาศชัดว่าไม่ขาย และยังนำป้ายไปติดไว้หน้าไร่ว่า 'ไร่ศศิรัตน์ไม่มีวันขายให้ใคร' เพื่อตัดปัญหาบรรดาเศรษฐีที่ส่งคนมาติดต่อ หรือไม่ก็ส่งนายหน้ามาติดต่อ จะได้เลิกมายุ่งวุ่นวายกับไร่เขาเสียที

“กรองทอง แนนนี่ คุณสองคนหยุดเถียงกันได้แล้ว ผมรำคาญ” เมธาโพล่งขึ้นมาขัดจังหวะสองสาวที่อ้าปากเถียงกันฉอดๆ ด้วยสีหน้าเบื่อโลก ก่อนจะเดินลงจากบ้านไป แต่ยังไม่ทันจะเดินพ้นหน้าบ้าน ก็ถูกม่ายสาวกลิ่นหอมยั่วยวนโผเข้ามากอด พลางซบหน้าแนบกับอกกว้าง

“พ่อเลี้ยงจะไปไหนคะ” ม่ายสาวเอ่ยถามเสียงหวาน พลางเบียดตัวเข้าหากายแกร่งที่เต็มแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ เพียงแค่แนบชิดกายก็ร้อนวูบวาบ โดยมีสายตาลุกโชนของพรรณนสาจ้องมองอยู่ ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อม่ายสาวถูกดันออก แล้วถ้าเธอตาไม่ฝาด เธอเห็นแววตาโกรธขึ้งของพ่อเลี้ยงด้วย

“ขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบก็หมุนตัวเดินไปทันที ใจก็นึกโมโหหัวหน้าคนงานอยู่ไม่น้อยที่ไม่มาสักที ทั้งที่ความจริงแล้วยังไม่ถึงเวลามารับเลยต่างหาก ทางหัวหน้าคนงานจึงยังไม่ออกจากไร่ที่เข้าไปเก็บกาแฟกันตั้งแต่เช้า

“สมน้ำหน้า” พรรณนสาว่ากระทบคนที่ถูกทิ้งด้วยสีหน้าสะใจ

“หล่อนสมน้ำหน้าฉันหรือไง นังคุณหนู”

“ก็มีกันอยู่แค่สองคน แล้วแกคิดว่าฉันจะว่าใครห๊ะ!

“ฉันจะไปรู้ได้ไงว่าคนไร้สมองอย่างหล่อนอาจจะกำลังว่าตัวเองอยู่ก็ได้ ที่มาหาพ่อเลี้ยงแต่เช้า แต่สุดท้ายพ่อเลี้ยงก็ไม่สนใจ” พูดทิ้งไว้แค่นั้นก็เดินกลับไปที่รถ เพราะไม่อยากจะตอแยกับอีกฝ่ายที่นับวันจะหมาบ้าขึ้นทุกวัน แล้วอีกอย่างตอนบ่ายๆ เธอก็มีนัดกับชัยดิศร ลูกชายเพียงคนเดียวของท่านผู้ว่าฯ อีกด้วย แม้จะไม่ชอบน้องสาวของเขา แต่อย่างน้อยๆ การที่เธอคบหากับลูกชายท่านผู้ว่าฯ มันก็จะทำให้เธอปลอดภัยในระดับหนึ่ง เพราะชัยดิศรไม่มีทางยอมให้คนเป็นพ่อมาทำอะไรเธอ

“แน่จริง แกอย่าเพิ่งกลับสิ” พรรณนสารีบเดินลงมาหาเรื่องต่อ เพราะเธอก็อยากให้ยายแม่ม่ายคนนี้เลิกยุ่งกับพ่อเลี้ยงเมธาซะที

“ฉันไม่อยากคุยกับหมาบ้า” ขาดคำก็เปิดประตูรถเข้าไปนั่ง เพียงครู่เดียวรถคันงามมรดกอีกอย่างหนึ่งที่สามีวัยชราทิ้งไว้ก็เคลื่อนตัวออกไป ปล่อยให้อีกฝ่ายกรีดร้องอย่างเจ็บใจ ก่อนจะเดินกระทืบเท้ากลับขึ้นบ้านไปเอากระเป๋า เมื่ออยู่ต่อพ่อเลี้ยงก็ไม่สนใจ

“คุณแนนนี่จะกลับเลยเหรอคะ” สาวใช้ชื่อแหววทำเสียงดัดๆ ให้ดูจริต ถามลูกสาวท่านผู้ว่าฯ ที่หน้าบอกบุญไม่รับ ก่อนจะหันไปยิ้มกับเพื่อนร่วมงานชื่ออ้อย ที่ได้แต่ส่ายหน้าไปมาให้กับท่าทีของแหวว

“ใช่!” พรรณนสาตอบเสียงสะบัด เพราะแม่สาวใช้มายืนขวางทางอยู่ เลยต้องตอบแล้วให้มันไปไกลๆ

“แต่คุณแนนนี่หิวไม่ใช่เหรอคะ อยู่ทานข้าวที่บ้านพ่อเลี้ยงก่อนนะคะ วันนี้มีอาหารเยอะแยะเลยค่ะ ทั้งแกงอ่อมกบ นกตะคุ่มผัดเผ็ด ลาบหัวกิ้งก่า ผัดกะเพราอึ่งอ่าง เนื้องูแดดเดียวก็มา แล้วยังมีหนูนาย่างเกลือ เค็มน้อยๆ กินกับน้ำพริกฝีมือพี่อ้อย เด็ดสุดยอดไปเลยนะคะคุณแนนนี่” บอกกล่าวจบแล้วก็หันไปยิ้มให้กับแม่ครัวคนเก่ง ชอบใจที่ได้แกล้งอีกฝ่ายที่คิดจะมาจับพ่อเลี้ยง เพราะผู้หญิงแบบนี้ไม่เหมาะจะมาเป็นแม่เลี้ยงแห่งไร่ศศิรัตน์เลยสักนิด

“กรี๊ด!! นังบ้า แกกินไปคนเดียวเถอะ ทุเรศที่สุด” สิ้นเสียงแหลมบาดหู กระเป๋าในมือก็ฟาดลงบนศีรษะของแหววที่หลบไม่ทันเลยโดนฟาดไปเต็มๆ ก่อนที่สาวสวยจะเดินออกไป

“ยายคุณหนูบ้าฟาดมาได้ เจ็บนะโว้ย” สิ้นเสียงโอดครวญก็ถูกพี่อ้อยตำหนิยกใหญ่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของเจ้านาย คนใช้อย่างพวกเธอไม่มีสิทธิ์ไปยุ่ง

“เอาน้ำแดงไปให้คนงานไป แหวว” พูดจบก็เดินไปหยิบกระติกน้ำแข็งและน้ำหวานสีแดงหอมอร่อยมายื่นให้แหววที่ยังนั่งหน้าบูดอยู่บนพื้น

“ทำไมต้องเป็นฉันด้วยพี่อ้อย นี่ฉันเจ็บหัวอยู่เลยนะ” แหววโอดครวญหน้าตาเหยเก ซ้ำยังเจ็บใจยายคุณหนูไม่หาย

“ก็ใครใช้ให้แกไปยุ่งกับคุณแนนนี่ล่ะ นี่ก็ดีเท่าไรแล้วที่คุณแนนนี่ไม่ฟาดจนแกสลบ เอานี่ แล้วก็รีบไป” อ้อยเร่งเร้า เพราะตอนนี้คนงานน่าจะอยู่ที่โรงคั่วกาแฟกันหมดแล้ว คนไม่อยากไปเลยจำต้องเดินหิ้วกระติกสองใบไปให้คนงานในไร่ ที่ป่านนี้คนคงไปที่โรงคั่วกาแฟ หรือบางคนก็ออกไปจัดการงานตามหน้าที่ของตน

 

 “อ้อย พ่อเลี้ยงไปไหนล่ะ” ศร หัวหน้าคนงานวัยอ่อนกว่าพ่อเลี้ยงสามปีเปิดประตูรถกระบะออกมาแล้วถามหาพ่อเลี้ยง หลังจากเขามองไปยังที่นั่งประจำของพ่อเลี้ยงแล้วไม่พบ ทั้งที่ปกติหากรถที่ใช้ประจำส่งเข้าอู่ พ่อเลี้ยงจะนั่งจิบกาแฟรอบนชานบ้าน

“เดินไปที่ธารน้ำข้างบ้านครู่ใหญ่แล้วล่ะ พี่ลองไปตามดู แต่พี่ระวังอย่าไปพูดอะไรให้พ่อเลี้ยงหงุดหงิดเอาล่ะ เดี๋ยวระเบิดลง” อ้อยเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง เพราะเธอเดาว่าพ่อเลี้ยงยังคงอารมณ์ไม่ดีอยู่แน่ๆ หลังจากเช้ามาก็ต้องมาเจอสองสาวทะเลาะกันดังลั่นบ้าน

“พี่ตกข่าวอะไรหรือเปล่าอ้อย” ศรถามกลับหน้านิ่วคิ้วขมวด

“เมื่อเช้าเกิดสงครามชิงรักหักสวาทจ้ะพี่ พ่อเลี้ยงเลยโมโหตวาดใส่สองสาวเลยนะพี่ ฉันก็เลยเตือนๆ พี่ให้ระวังอารมณ์พ่อเลี้ยงหน่อย” อ้อยเอ่ยตอบแล้วยิ้มน้อยๆ เพราะเธอเองก็ไม่อยากจะเล่าอะไรมากมายนักหรอก แต่ที่ต้องบอกก็เพราะเป็นห่วงอีกฝ่าย

“คุณแนนนี่กับคุณกรองทองล่ะสิ” ศรคาดเดาก่อนที่อ้อยจะพยักหน้ารับเบาๆ แล้วบอกให้ศรรีบไปตามหาพ่อเลี้ยงเข้าไร่กัน เพราะตอนนี้ก็สายมากแล้ว

“ไปสิพี่” อ้อยเร่งเร้าเมื่ออีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่อยากไป และคงเป็นเพราะกลัวอารมณ์ของพ่อเลี้ยงแน่ๆ แต่จะว่าไปพี่ศรก็เจอมาทุกสถานการณ์แล้ว ไม่เห็นจะต้องกลัวว่าพ่อเลี้ยงจะเตะหรือถีบจนหน้าหงาย

“ถ้าพี่ไปแล้ว อ้อยคิดถึงพี่บ้างนะ”

“ไปเลย” อ้อยไล่แล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในบ้านช่วยงานป้ารินต่อด้วยใบหน้าเขินอาย ก่อนจะรีบปรับสีหน้าเมื่อเดินมาเจอป้าริน ที่คอยสั่งสอนว่าจะทำอะไรก็อย่าให้มันเกินงามนัก ส่วนศรก็เดินไปตามลำธารจนมาพบพ่อเลี้ยงนั่งอ่านหนังสือพิมพ์แล้วก็จิบกาแฟอยู่ที่ศาลาใกล้ลำธาร

“พ่อเลี้ยงครับ” ศรส่งเสียงมาก่อนตัว

“มาแล้วเหรอ”

“ถ้าผมไม่มา พ่อเลี้ยงจะเห็นผมยืนอยู่ตรงนี้เหรอครับ” ศรยิ้มหน้าทะเล้น เพราะนิสัยเขาเป็นอย่างนี้เลยทำให้โดนพ่อเลี้ยงเตะและถีบอยู่บ่อยๆ แต่พ่อเลี้ยงก็ไม่ได้เตะถีบจริงจัง

“วอนโดนบาทาอีกแล้วนะแก” เมธาจัดการพับหนังสือพิมพ์วางไว้ แล้วยกกาแฟขึ้นดื่มจนหมดแก้วก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทำเอาหัวหน้าคนงานถลาถอยหนีไปทันทีเช่นกัน

“อย่านะครับพ่อเลี้ยง วันก่อนโดนเตะไปยังไม่หายดีเลย” ศรทำท่าลูบสะโพกตัวเองหลังจากเมื่อวานเย็นโดนบาทาพ่อเลี้ยงเข้าจัง เพราะปากไม่ดีเรื่องสาวๆ ที่คอยมาหาถึงบ้านแต่พ่อเลี้ยงไม่สนใจใครเป็นพิเศษสักคน

'เอ...หรือว่าพ่อเลี้ยงจะมีคนรักอยู่แล้วตอนที่อยู่กรุงเทพฯ แต่ถ้ามีแล้วทำไมพ่อเลี้ยงไม่พามาอยู่ที่ไร่ด้วยซะเลย' ครุ่นคิดอยู่คนเดียวแต่ก็หาคำตอบไม่ได้ เพราะพ่อเลี้ยงไม่เคยพูดถึง หรือแม้แต่รูปสักใบก็ไม่เคยมีติดไว้ในบ้าน ทั้งที่พ่อเลี้ยงศิวาบอกให้รีบหาเมีย

“ปากแกมันวอนหาเรื่องไง เลยต้องโดนบาทาบ่อย” พูดจบก็คว้าหมวกคาวบอยมาสวม แล้วเดินนำหัวหน้าคนงาน เพื่อที่โรงคั่วกาแฟ

“ทำไมพ่อเลี้ยงไม่สนใจคุณแนนนี่ล่ะครับ เธอเรียนจบมาจากเมืองนอกเชียวนะครับ แถมยังเป็นถึงลูกสาวผู้ว่าฯ ผมล่ะสงสัยจริงๆ ว่าทำไมพ่อเลี้ยงถึงไม่จีบมาเป็นแฟน ที่ไร่จะได้มีแม่เลี้ยงซะที” ศรที่เดินตามมาติดๆ ถามออกไปแม้จะต้องโดนบาทาก็ตาม แต่เขาก็ต้องถามเพราะมันค้างคาใจ อีกอย่างพ่อเลี้ยงศิวาก็วานให้เขามาถามเรื่องนี้ด้วย ว่าตกลงเมธาจะจีบใครกันแน่ ระหว่างลูกสาวผู้ว่าฯ กับกรองทอง ที่ตกพุ่มม่ายมาหลายปี

“แกไม่เบื่อจะถามฉันบ้างหรือไง ไอ้ศร” พ่อเลี้ยงหนุ่มหันมาถามเสียงเข้ม แล้วใช่ว่าเขาจะไม่แต่งงานแต่เขารอใครบางคนที่เงียบหายไปนาน เขาอยากรู้ว่าเธอสบายดีหรือไม่ แล้วแต่งงานหรือยัง

'ไม่ ไม่มีทางที่หมวยจะแต่งงานไปแล้ว' เขาพยายามคัดค้านใจตัวเองที่คิดว่าเธอแต่งงานไปแล้ว

“ไม่เบื่อหรอกครับพ่อเลี้ยง ผมอยากรู้จะแย่แล้วว่าใครจะมาเป็นแม่เลี้ยง” ศรยิ้มทะเล้น ก่อนจะเดินไปเปิดประตูให้พ่อเลี้ยงเข้าไปข้างใน ส่วนเขาก็เดินกลับมาที่ประจำคนขับ

“ฉันไม่แต่งงาน” พ่อเลี้ยงหนุ่มพูดขึ้นเมื่อรถเคลื่อนออกมาได้สักพัก

“ไม่แต่งงานก็แย่เลยนะครับ” ศรหยุดรถแบบกะทันหันแล้วหันมามองพ่อเลี้ยงด้วยสีหน้าประหลาดใจ ใจก็หวั่นกลัวว่าพ่อเลี้ยงหนุ่มจะเป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกัน

“มันจะแย่ยังไงไอ้ศร” ถามด้วยสายตาดุๆ

“แย่ตรงที่ไร่ของพ่อเลี้ยงจะไม่มีคนมาสืบทอดต่อไงล่ะครับ ถ้าพ่อเลี้ยงไม่แต่งงาน” พูดไปแล้วใจก็ยังคิดวนเวียนอยู่แต่ว่าพ่อเลี้ยงเป็นเกย์...พ่อเลี้ยงเป็นเกย์ไม่เลิก

'ตายโหงแน่ ถ้าพ่อเลี้ยงเกย์ แถมกูก็โสดด้วย' ศรได้แต่ภาวนาขอให้พ่อเลี้ยงไม่ได้เป็นอย่างที่ตนคิด เพราะกลัวพ่อเลี้ยงจะมาปล้ำ เมื่อเขาชอบผู้หญิง           

“ฉันไม่ได้บอกว่าชาตินี้จะไม่แต่งงานนะไอ้ศร แกนี่มันวอนโดนถีบร่วงรถจริงๆ” เพราะเขารอเธอคนนั้นกลับมาแล้วจะสานสัมพันธ์กับเธอใหม่ และเขามั่นใจว่าเธอยังไม่มีใครแน่นอน

“โธ่พ่อเลี้ยงครับ อย่าถีบกันสิครับ แล้วที่ผมพูดไปก็แค่ตกใจ ว่าแต่พ่อเลี้ยงเล็งสาวคนไหนไว้ครับ ถ้าไม่ใช่คุณแนนนี่กับคุณกรองทอง” 

“ยุ่ง!

“อ้าว!

“แกต้องมาอ้าว ขับรถไป”

“บอกนิดเดียวก็ได้ครับพ่อเลี้ยง นะครับ ผมอยากรู้” ศรยังเซ้าซี้ เพราะถ้าหากตนรู้ว่าพ่อเลี้ยงมีสาวในดวงใจอยู่แล้ว จะได้คาบข่าวไปบอกพ่อเลี้ยงศิวาที่อยากอุ้มหลานจะแย่แล้ว แต่ก็ไม่มีลูกเป็นของตัวเองจึงได้มอบไร่ศศิรัตน์ให้กับหลานชายเพียงคนเดียวได้ดูแลต่อ และหวังให้หลานชายแต่งงานสร้างครอบครัวมีเหลนให้อุ้ม แต่เมธาก็ไม่แต่งงานเสียที

“ไอ้ศร!” คนไม่อยากบอกตวาดใส่

“ก็คนมันอยากรู้นี่ครับ

“ขืนแกยังเซ้าซี้ เดี๋ยวพ่อถีบร่วงรถ” พ่อเลี้ยงหนุ่มตั้งท่าจะทำอย่างที่พูดจริงๆ

“อย่านะครับพ่อเลี้ยง เดี๋ยวรถตกเขากันพอดี” ศรร้องห้ามเสียงหลง เมื่อเท้าของพ่อเลี้ยงมาที่หลังเขาแล้ว

“คราวหลังแกก็อย่าถามเรื่องนี้อีก ไม่งั้นฉันจะไม่พูดแต่จะถีบเลย!” พ่อเลี้ยงหนุ่มบอกเสียงห้วนจัด แต่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าคุณอาอยากอุ้มเหลนแค่ไหน แต่ไอ้เขาก็ยังไม่อยากแต่งงานตอนนี้ เพราะใจเขามันยังไม่เปิดรับใครเลย

“ครับพ่อเลี้ยง” ศรขานรับเสียงอ่อยๆ

“ดี!” พ่อเลี้ยงโต้กลับเสียงห้วน แล้วหันหน้าไปมองบรรยากาศนอกรถที่เต็มไปด้วยภูเขาปกคลุมด้วยต้นไม้เขียวขจีทั้งเล็กใหญ่สลับเรียงรายกันไป ก่อนที่ใจจะกระหวัดไปคิดถึงใครบางคน

'เธอลืมพี่แล้วจริงๆ งั้นเหรอ หมวย' พ่อเลี้ยงหนุ่มครุ่นคิดอยู่ในใจ ทั้งคิดถึงทั้งน้อยใจ ที่เธอไปโดยไม่ยอมบอก แถมยังไม่ร่ำลา ทั้งที่เธอก็มีเบอร์โทรของเขา แต่ทำไมไม่ติดต่อกันกลับมาบ้าง                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                         

อีกด้านหนึ่งของจังหวัดลำปาง กลุ่มคนที่กำลังนั่งล้อมวงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เพราะนานๆ ทีเพื่อนจะมากันครบ แต่มีอยู่หนึ่งคนที่ไม่ได้โต้ตอบกับเพื่อนสักพักแล้วเพราะยังจามไม่หยุด

“ฮัดเช้ย!!

“สงสัยจะมีคนคิดถึงไอ้หมวยแน่ๆ มันเลยจามไม่หยุด” บอล หนุ่มหน้าสวยพูดขึ้น ทำให้เพื่อนที่เหลือพากันหัวเราะ แล้วก็แซวเพื่อนสาวคนที่ถูกรุมแซว

'นอกจากเนตรแล้ว ยังจะมีใครคิดถึงไอ้หมวยคนนี้ได้อีก' คนถูกแซวพึมพำในใจ แล้วก็หันหน้าหนีไปทางอื่น เพราะไม่อยากให้เพื่อนเห็นสีหน้าที่กำลังน้อยใจของตัวเอง

'หมวยไม่ใช่สเปกพี่' คำนี้เธอยังจำได้ไม่เคยลืม


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนนะคะ รักคำโตๆ "

วรัมพร,หงสรถ


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha