บ่วงรักสีน้ำผึ้ง [จบแล้ว]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 16 : ตอนที่ 9


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 9

 

 

 

สามวันต่อมา ชัยดิศรก็เดินทางมาที่บ้านของพ่อเลี้ยงหนุ่มพร้อมเงินห้าแสนบาท เพื่อเอามาแลกกับโฉนดที่ดินของเสี่ยคเชนท์ ที่พอมันรู้ว่าเขาจะซื้อก็มาคะยั้นคะยอขอเงินมัดจำค่าที่ไปหนึ่งล้านบาท ตอนแรกเขาก็ไม่คิดจะให้มันหากมันไม่ตกลงเรื่องที่ดินในราคาห้าล้านบาท แต่ด้วยความอยากได้เงินของเสี่ยคเชนท์ เขาจึงได้ที่ดินตรงนั้นในราคาถูกมาก

“สวัสดีครับคุณชัย” เจ้าของบ้านรูปหล่อกล่าวทักทายแขกหนุ่มแล้วเชิญให้นั่ง คนถูกเชิญพอนั่งเรียบร้อยก็วาดมือโอบไหล่ของม่ายสาวเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ โดยหารู้ไม่ว่าพ่อเลี้ยงไม่ได้คิดเกินเลยกับม่ายสาวขณะที่กรองทองก็พยายามปรามด้วยสายตาแต่ก็ไม่เป็นผล

“นี่เงินทั้งหมดห้าแสนบาทไม่รวมดอกเบี้ย แต่หากพ่อเลี้ยงจะคิดดอกเบี้ยเพิ่มตอนนี้ก็ได้นะครับ” ชัยดิศรพูดขึ้นเสียงเรียบ มือก็บีบไหล่ของม่ายสาวแรงๆ เพื่อบังคับไม่ให้เธอสะบัดไหล่ออก

“ผมไม่คิดหรอกครับ เพราะผมบอกกับเสี่ยไปว่าจะไม่คิดดอกเบี้ย” ว่าแล้วก็ส่งเงินให้ช้องนาง ที่กำลังอุ้มท้องได้หาเดือนเอาไปนับ และพอนับก็ครบตามจำนวน จึงหยิบโฉนดที่ดินของเสี่ยคเชนท์ที่เอามากู้เงินไปให้กับพ่อเลี้ยง

“พ่อเลี้ยงใจดีแบบนี้นี่เอง สาวๆ ถึงได้หลง” พูดจบก็หันไปมองคนข้างกาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาวที่อยากจะได้พ่อเลี้ยงหนุ่มคนนี้

“ไม่ถึงขนาดหรอกครับคุณชัย” พูดจบก็ยิ้มนิดๆ ก่อนจะยื่นโฉนดที่ดินของเสี่ยคเชนท์ให้กับอีกฝ่าย ที่รับมาอ่านแล้วกดยิ้มมุมปาก เพราะที่ตรงนี้ราคาหลักสิบล้านแต่ตนได้มาในราคาเพียงแค่ห้าล้านบาท จะว่าไอ้เสี่ยมันโง่ก็โง่จริงๆ ที่ยอมขายขาดทุน

“ว่าแต่พ่อเลี้ยงไม่คิดจะทำธุรกิจร่วมกับผมบ้างหรือครับ ผมยินดีนะครับหากพ่อเลี้ยงต้องการ” หลังจากดูโฉนดเรียบร้อย ชัยดิศรก็เงยหน้าขึ้นมาถามพ่อเลี้ยงหนุ่มด้วยความหวังว่าจะมีคนมาร่วมหุ้นอีกสักคน เพราะเขาเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าบิดาจะให้เงินมาลงทุนเท่าไหร่ แต่ในส่วนของกรองทองคงไม่มีปัญหาเรื่องเงินลงทุน

“ไม่ล่ะครับ แค่งานที่ไร่ผมก็ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นแล้ว” เมธาปฏิเสธแบบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา และเขาก็รู้เรื่องนี้ตั้งแต่ที่กรองทองปรึกษาเรื่องหนี้ของเสี่ยคเชนท์แล้ว ซึ่งเขาก็ยินดีจะคืนโฉนดให้ หากทางเสี่ยคเชนท์ยินยอมให้ชัยดิศรใช้หนี้แทน

“น่าเสียดายจริงๆ ครับ ผมกำลังอยากทำงานกับคนเก่งอย่างพ่อเลี้ยงอยู่พอดี          

“ผมก็ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้นหรอกครับคุณชัย”

“พ่อเลี้ยงถ่อมตัวเกินไปแล้ว แต่ผมก็คิดว่าสักวันผมกับพ่อเลี้ยงคงมีโอกาสได้ทำธุรกิจร่วมกันนะครับ” ชัยดิศรพูดเผื่อไว้ และหากมีโอกาสจริงๆ เขาก็คิดว่าพ่อเลี้ยงหนุ่มคงไม่ปฏิเสธ

“ครับ” ขานรับแค่สั้นๆ ก่อนจะเดินออกไปส่งอีกฝ่ายเมื่อเจ้าตัวขอตัวกลับ พร้อมกับบังคับให้กรองทองกลับไปด้วย เพราะเธอมาอยู่ที่บ้านพ่อเลี้ยงหลายวันแล้ว และเขาก็ไม่ชอบให้มาอยู่ด้วย ขณะที่กรองทองก็กลับไปกับชัยดิศรแต่เธอจะกลับมาอยู่ที่บ้านพ่อเลี้ยงต่อ เพราะที่ผ่านมาเธอยังไม่มีโอกาสใกล้ชิดพ่อเลี้ยง

หลังจากส่งทั้งสองกลับไปแล้ว เมธาก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน ก่อนจะโทรเรียกศรให้มาพบที่บ้าน กระทั่งศรมาถึงพ่อเลี้ยงหนุ่มก็สั่งให้เอาเงินไปเข้าธนาคาร ส่วนคนสั่งพอคว้าหมวกคาวบอยมาได้ก็ขึ้นรถเข้าไปในไร่พร้อมกับช้องนาง ที่ขอติดรถไปด้วยเพราะรถที่ขับมา ศรใช้ขับเข้าเมือง

“ป้าริน ป้าคิดออกหรือยังว่าใครจะมาอยู่ห้องเล็กข้างๆ ห้องพ่อเลี้ยง” หลังจากมองจนรถของพ่อเลี้ยงลับตาไปแล้ว แหววก็หันมาถามผู้อาวุโสกว่าด้วยความอยากรู้ เพราะห้องจัดเสร็จแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นมีใครมาสักที

“จะไปรู้ได้ไง แต่แกนี่นับวันยิ่งยุ่งเรื่องของเจ้านาย สักวันพ่อเลี้ยงจะไล่ออกเอา” ป้ารินส่ายหน้าเบาๆ หลังพูดจบ

“แสดงว่าป้าไม่อยากรู้เลย” แหววลอยหน้าลอยตาถามกลับ โดยมีอ้อยคอยฟังอยู่เพราะเธอก็อยากจะรู้เหมือนกัน แต่พอมาคิดๆ ดูแล้ว อาจจะเป็นคุณแนนนี่ก็ได้ ที่หายหน้าหายตาไปเลยตั้งแต่วันนั้นที่โดนพ่อเลี้ยงขอร้องให้กลับไป

“อยากรู้ แต่จะไปถามใครล่ะ หรือแกจะไปถามพ่อเลี้ยง งั้นก็ไปเลย จะได้โดนพ่อเลี้ยงยิงกลับมา” ป้ารินขู่และคงไม่เกินจริงนักหรอก หากแหววไปสาระแนถามพ่อเลี้ยง

“ฉันยังไม่อยากตาย ไม่ไปหรอก”

“งั้นก็แยกย้ายกันทำงานได้แล้ว อยากรู้อยากเห็นมันได้ทุกวัน อ้อยก็เหมือนกัน” พูดจบป้ารินก็เดินกลับเข้าครัว ที่วันนี้ตั้งใจจะทำขนมข้าวเหนียวเปียกลำไยให้พ่อเลี้ยงทาน ที่เพื่อนของพ่อเลี้ยงศิวาส่งคนนำลำไยมาให้ซะจนกินไม่ทัน

 

ช่วงเย็นของวัน ที่ถนนนอกเมือง เอโด้กำลังขับรถพาชัญญ่ากลับบ้าน หลังจากเขาและเธอตระเวนหาซื้อไม้เพื่อไปสร้างบ้านพักเพิ่ม แต่ทั้งสองเริ่มสังเกตได้ถึงความผิดปกติของรถกระบะสีดำที่ขับตามมานานแล้ว พอปล่อยมันแซงมันก็ไม่แซงไป

“เราจะทำไงดีล่ะ” ชัญญ่าเหลียวไปมองรถสีดำด้านหลังที่ขับมาจ่อท้ายเป็นระยะด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ กลัวว่าพวกมันจะขับเข้ามาชน

“ปล่อยให้พวกมันขับถามต่อไป ว่าแต่ในรถมีปืนหรือเปล่าครับ” เพราะเขาไม่ได้พกมาปืนมาด้วย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าการไปอยู่ที่รีสอร์ตจะทำให้เจอเรื่องพวกนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กลัวพวกมันหรอก ฝีมือขับรถของเขาก็ใช่ย่อย หากมันคิดจะขับไล่ล่า ได้เจอดีแน่

“หมวยจะลองหาดูค่ะ” ขาดคำก็เปิดลิ้นชักที่เต็มไปด้วยเอกสารอัดแน่นเต็มไปหมดแต่ก็ไม่มีปืนอยู่ในนั้น อีกอย่างเธอก็ไม่เคยได้ยินลุงพูดถึงปืนด้วยสิ หากไม่มีจะเอาอะไรไปสู้กับพวกมัน

“ว้าย!” เธอร้องเสียงหลงเมื่อพวกมันขับรถเข้ามาชนท้ายจริงๆ

“หาที่เกาะแล้วก็ก้มต่ำๆ ผมจะเริ่มอัดพวกมันแล้ว” ขาดคำก็หักรถเลี้ยวเข้าเส้นทางกลับบ้านที่คดเลี้ยวไปจนน่าเวียนหัว แต่หลังจากเขาขับเข้าออกมาได้สักพักถนนแค่นี้ก็ทำอะไรเขาไม่ได้อีกต่อไป ทางด้านรถกระบะสีดำก็เร่งเครื่องเข้ามาแล้วเบียดรถเข้าใส่หวังจะให้รถตกเขา หลังจากได้รับคำสั่งมาจากเสี่ยกิจจาว่าให้สั่งสอนพวกมันให้รู้ซะบ้างว่าอย่ามาทำเก่งที่นี่

“โอ๊ย! จะตายไหมเนี่ย” คนที่ก้มต่ำและตัวเอนไปเอนมาเพราะรถเหวี่ยงจากการถูกกระแทก ร้องออกมาเบาๆ พยายามหาที่ยึดไม่ให้ตัวเองเจ็บจากแรงกระแทก

“ก้มต่ำอีก!” เอโด้ร้องบอกเสียงดังลั่นรถ เมื่อถูกพวกมันยิงใส่ไม่ยั้ง

เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

“เดี๋ยวได้เจอดีแน่!” เอโด้คำรามกร้าวเมื่อเสียงปืนหยุดไป ก่อนจะมองผ่านกระจกก็เห็นว่าพวกมันกำลังจะเร่งเครื่องแซง เขาจึงเร่งเครื่องหนีไปรอทางโค้งลงเขา

“หมวยหาที่จับแน่นๆ” ขาดคำก็ขับรถส่ายไปมาไม่ให้รถที่ขับมาข้างหลังแซงไปได้ ทางด้านชัญญ่าก็พึมพำขอให้พ่อแก้วแม่แก้วช่วย ก่อนจะมุดลงไปนั่งยังที่พักเท้า เพราะเสียงปืนดังขึ้นมาอีกครั้ง

ส่วนคนภายในรถกระบะสีดำก็สบถอย่างหัวเสียที่แซงพวกมันไปไม่ได้สักที เพราะใกล้ถึงทางโค้งลงเขาแล้ว ก่อนจะหันไปเร่งให้เพื่อนที่ทำหน้าขับรีบๆ ขับแซงมันไป

“บ้าเอ๊ย! มึงขับเร็วๆ สิวะ เดี๋ยวก็เลยทางโค้งกันพอดี” สบถจบก็หันไปตบหัวคนขับรถ เพราะมันเกือบจะพาตกเขาแล้ว ขืนตกลงไปจริงๆ มีหวังตายห่ากันพอดี

“โอ๊ย! พี่มาตีหัวฉันทำไม” มันร้องโอดครวญแล้วพยายามเร่งเครื่องเพื่อแซงรถคันหน้าแต่ก็ไปไม่ได้เสียที พวกมันจึงขับไล่จี้ก่อนจะหาทางชนรถคันหน้าให้ตกเขา

โครม!!

เอี๊ยด!!

เสียงดังสนั่นสลับกันไปมา เมื่อรถสองคันเปลี่ยนกันขับเข้าไปกระแทกและเบียดจนเสียงล้อรถของกระบะสีดำเหยียบเบรกกะทันหันเมื่อรถกำลังจะตกไหล่ทางที่บนเหวลึก ก่อนจะสั่งให้คนขับรีบตามมันไปก่อนจะพ้นทางโค้งลงเขา

“เร็วสิวะ!” บรรจบตะโกนสั่งลูกสมุน ก่อนจะโผล่หน้าออกมานอกรถเล็งปืนไปที่ล้อรถด้านหน้าแต่ก็ยิงไม่ตรงสักที เพราะรถส่ายไปมา

ทางด้านเอโด้ก็มองไหล่ทางแล้วก็คิดหนัก ด้วยใกล้จะพ้นทางโค้งแล้วแต่ยังจัดการพวกมันไม่ได้ เพราะก่อนหน้ามันเบรกรถได้ทันไปซะก่อน

“มันยังตามมาอีกหรือเปล่าคะ” ชัญญ่าเงยหน้าขึ้นมาถามหลังจากไม่ได้ยินเสียงปืนแล้ว

“ยังตามอยู่ หมวยก้มหลบไปก่อน” สั่งจบก็ชะลอความเร็วและรอให้พวกมันขับตามมาทัน อึดใจต่อมาพวกมันก็ขับเข้ามาเบียด

“ลาก่อนนะพวก” ขาดคำอดีตบอดี้การ์ดหนุ่มก็เบี่ยงรถเข้าไปกระแทกรถอีกคันสองสามครั้ง พวกมันก็เสียหลักไถลตกเหวลงไป แต่ก็น่าเสียดายที่เหวนี้ไม่ลึก ก่อนที่เขาจะเร่งเครื่องเพื่อกลับบ้านพักในชั่วโมงต่อมา

ชัญญ่าเปิดประตูรถออกมาในสภาพหน้าซีดเผือด รู้สึกเวียนหัวจนอยากจะอาเจียน จนลุงกับป้าที่มาเห็นพอดีก็อดห่วงไม่ได้

“เมารถหรือไงเรา ถึงได้หน้าตาซีดเซียว” ดารินเอ่ยถามหลานสาว พลางล้วงหายาดมที่มีติดตัวเป็นประจำส่งให้

“ก็เมานิดหน่อยจ้ะป้า แต่เดี๋ยวก่อนนะป้า” จบคำก็มองสำรวจร่างกายตัวเอง พอไม่เห็นเลือดก็โล่งใจ ก่อนจะหันไปมองอีกคนที่ขับรถพากลับบ้าน เมื่อไม่เห็นเขาเป็นอะไรก็โล่งใจอีกครั้ง

“มีอะไรหรือเปล่า” รุ่งโรจน์ที่มองดูท่าทีของหลานสาวรู้สึกผิดสังเกตจึงหันมาถามผู้จัดการหนุ่มแทน กระทั่งได้รู้ว่ามีคนขับรถไล่ล่าแต่ก็รอดมาได้เพราะรถพวกมันตกเขาไปก่อน

“ต้องเป็นพวกเสี่ยกิจจาแน่ๆ ลุง” ชัญญ่าเอ่ยตอบเมื่อทุกคนเงียบไป และเธอก็ทุเลาจากอาการหน้ามืดแล้วด้วย และเธอก็คิดว่าเดาไม่ผิดนักหรอก ในเมื่อเธอไม่เคยไปมีเรื่องกับใคร

“แล้วจะเอายังไงกันดีล่ะ” ดารินพูดขึ้นเมื่อนำถาดน้ำเย็นเจี๊ยบวางลงแล้วหยิบแก้วน้ำยื่นให้หลานสาวและผู้จัดการหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล เพราะเขาคิดว่าต้องหามือดีมาช่วยซะแล้ว ด้วยเกรงว่าพวกมันจะเข้ามาทำร้ายคนในรีสอร์ต ซึ่งเขาคนเดียวคงดูแลไม่ไหวแน่

“ฉันจะเข้าเมืองไปหาซื้อปืนมาให้คนงานชายเอาไว้ป้องกันตัว เราล่ะพ่อหนุ่ม ใช้ปืนเป็นหรือเปล่า” รุ่งโรจน์เอ่ยถาม โดยไม่ทราบมาก่อนว่าผู้จัดการหนุ่มคนนี้อดีตเคยเป็นบอดี้การ์ดมาก่อน

“สบายมากครับคุณลุง” เอโด้ตอบยิ้มๆ

“ถ้างั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ” ขาดคำของผู้เป็นสามี ฝ่ายภรรยาก็ถือถาดน้ำเข้าไปเก็บในครัว เอโด้จึงเอ่ยบอกกับผู้อาวุโสว่าพรุ่งนี้เขาจะเข้าไปหาซื้อปืนด้วย ฝ่ายผู้อาวุโสจึงเห็นพ้องด้วย ก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายกัน

ชัญญ่าเดินขึ้นห้องพักไปอาบน้ำจนรู้สึกสบายตัวก็เดินมานั่งที่เก้าอี้ แล้วก็มองกล่องเก่าๆ บนโต๊ะที่เธอลืมไปเสียสนิทอีกครั้ง นานทีเดียวกว่าที่เธอจะเปิดกล่องดู ข้างในมีภาพถ่ายเก่าๆ ในวัยเด็กของเธอกับเนตรและพี่เมธาอยู่หลายใบ พร้อมกับโทรศัพท์เครื่องเดิมที่เธอเก็บเอาไว้ตั้งแต่ออกจากบ้านหลังเก่าที่กรุงเทพฯ เพื่อเดินทางไปหาป๊ากับม้าที่เมืองจีน

“ยังใช้ได้หรือเปล่าเนี่ย” ว่าแล้วก็จัดการกดเปิดเพราะแบตหมด เธอจึงนำไปชาร์ตเพื่อตรวจดูว่ามีใครฝากข้อความอะไรไว้หรือไม่ จากนั้นก็กลับมาล้มตัวลงนอนมองหน้าตุ๊กตาคิตตี้ตัวใหญ่ที่สภาพค่อนข้างเก่ามากแล้ว

'ป่านนี้พี่ทำอะไรอยู่นะ' พึมพำกับตัวเองแต่ก็ไม่กล้าโทรไปถามไถ่ เพราะกลัวว่าคนทางนั้นจะคิดว่าเธอคิดถึง แม้ว่าจะคิดถึงจริงๆ ก็เถอะ เพราะตลอดเวลาที่เจอเรื่องร้ายมาเมื่อช่วงเย็น เธอก็นึกถึงแต่หน้าพี่เมธา

ติ๊ด...ติ๊ด...

เสียงเรียกเข้าดังเตือนให้เจ้าของตื่นจากภวังค์ที่กำลังหวนคิดถึงวันเก่าๆ เมื่อครั้งยังอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ แล้วคนที่อยู่ในใจพี่เมธาก็คือ...เพื่อนรักของเธอ

“หมวยนอนหรือยัง” เมธาส่งเสียงทุ้มนุ่มมาตามสาย หลังจากคิดว่าวันนี้จะไม่โทรมากวนเธอแต่ก็อดคิดถึงไม่ได้ เลยต้องโทรมาขอฟังเสียงให้ชื่นใจก่อนนอน

“ยัง” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่สดใสทำเอาคนฟังนึกห่วง

“หมวยเป็นอะไรหรือเปล่า บอกพี่ได้นะ” เขาอาสาด้วยความเต็มใจและยินดีอย่างยิ่งที่จะรับฟังทุกเรื่อง ขณะที่ชัญญ่าก็คิด ชั่งใจว่าจะเล่าดีหรือเปล่า กระทั่งถูกคาดคั้นเธอจึงเล่าให้ฟังจนหมดเปลือก แต่ไม่ได้เล่าว่าคนที่มาเป็นผู้จัดการรีสอร์ตคนใหม่เป็นใคร

“พี่จะหามือดีไปช่วยดูแล ยังไงหมวยก็บอกอาโรจน์ไว้ด้วยแล้วกัน คงไม่เกินสามสี่วันพี่จะเป็นคนพาไปเอง แล้วก็รับหมวยกลับมาด้วย”

เมธาจัดแจงเองเสียเสร็จสรรพ ขณะที่ชัญญ่าก็ได้แต่อ้าปากค้าง เพราะไม่ได้คิดจะให้พี่เมธามารับแต่เธอจะขับรถไปเอง จะได้มีรถขับกลับมาเยี่ยมลุงกับป้าโดยไม่ต้องรบกวนพี่เมธา

“หมวยขอบคุณนะที่พี่จะส่งหาคนมาดูแลลุงกับป้า ส่วนเรื่องไปทำงานกับพี่เมธา หมวยขอขับรถไปเอง เวลาจะกลับมาเยี่ยมลุงกับป้าจะได้ไม่ต้องหารถขับกลับมา” เธอรีบหาเหตุผลมาอ้าง

“ไม่ได้!

“ทำไมพี่ต้องเสียงดังใส่ด้วยล่ะ”

“พี่ไม่มีทางยอมให้หมวยขับรถมาเอง”

“ก็แล้วทำไมจะไม่ได้”

“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ เข้าใจหรือเปล่าหมวย แล้วถ้าไม่เชื่อฟังพี่ เจอหน้าเมื่อไรพี่จะลงโทษเราให้หนักเลย” เขาขู่เสียงกร้าว

“ก็ได้ๆ” ชัญญ่าบอกอย่างยอมแพ้ เพราะไม่อยากเถียงด้วย ก่อนที่เธอจะบอกลาโดยอ้างว่าง่วง ทั้งที่หลังจากวางสายแล้วเธอก็นอนลืมตาแป๋ว ครุ่นคิดเรื่องที่เจอมาไปต่างๆ นานาทั้งกลัวทั้งกังวล กว่าจะข่มตาหลับลงได้ก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนกว่า

 

เช้าวันต่อมา คุณธัญญามาศออกมานั่งรอบุตรสาวคนรองเหมือนเช่นทุกวัน เมื่อลูกสาวหายหน้าหายตาไปไม่ยอมกลับบ้าน โทรไปก็ไม่รับ ทำเอาหัวอกคนเป็นแม่แทบแตกสลาย ด้วยกลัวว่าลูกสาวจะเป็นอันตราย ก่อนจะใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง เมื่อสาวใช้วิ่งเข้ามาบอกว่ารถของคุณแนนนี่กลับมาแล้ว

พรรณนสาเดินเข้าบ้านด้วยสภาพหน้าตาเหมือนคนไม่ได้นอน เพราะที่เธอหายไปก็เดินทางไปกรุงเทพฯ กับเพื่อนกะทันหันเลยไม่ได้บอก และก็เที่ยวเพลินจนไม่อยากสนใจอะไร อีกอย่างเพื่อนก็ไม่อยากให้รับโทรศัพท์ด้วย เธอเลยตามเลย แม้จะรู้ว่าเป็นมารดาโทรมา

“ยายนสา แกหายไปไหนมา บ้านช่องไม่รู้จักกลับ โทรไปก็ไม่รับ” ทันทีที่ได้เห็นหน้าลูกสาว คนเป็นแม่ก็เอ่ยถามทันทีเช่นกัน ก่อนจะมองสำรวจลูกสาวที่มีเสื้อผ้ายับย่น

“ขอไปนอนก่อนนะคะคุณแม่ แนนนี่ง่วงมาก” พรรณนสาเดินหนีจะขึ้นห้องพัก แต่ถูกสาวใช้พามานั่งบนโซฟาตามคำสั่งของคุณมาศแทนแม้จะดิ้นขัดขืนแต่สุดท้ายก็จำต้องมานั่งฟังมารดาบ่น

“บอกแม่มาเดี๋ยวนี้ยายนสา ทำไมกลับมาสภาพนี้”

“ไปเที่ยวกับเพื่อนมาค่ะคุณแม่ แค่นี้ใช่ไหมคะที่อยากรู้ แนนนี่ขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบก็ลุกขึ้น แต่ถูกสาวใช้สามคนจับเอาไว้

“ไปเที่ยวอะไรตั้งหลายวัน แล้วทำไมไม่โทรบอกที่บ้านบ้าง ไม่รู้หรือไงว่าแม่เป็นห่วง แล้วจะทำอะไรก็หัดนึกถึงหน้าตาพ่อเอาไว้บ้าง จำเอาไว้ว่าเป็นถึงลูกผู้ว่าฯ มาทำตัวเละเทะแบบนี้ได้ยังไง เดี๋ยวได้อับอายกันทั้งบ้าน”

คนเป็นแม่อยากจะเป็นลมวันล่ะหลายๆ รอบ เพราะนิสัยของลูกสาวคนรองที่นับวันจะเที่ยวหนัก บอกอะไรก็ไม่เชื่อหนักขึ้นทุกวัน

“อายทำไมคะคุณแม่ เราไม่ได้ไปขอเงินพวกมันใช้ แล้วคุณแม่จะไปสนใจพวกมันทำไมว่าพวกมันจะคิดยังไงกับเรา แล้วจะบอกให้ว่าแนนนี่ไม่สนใจหรอก คนมันมีปาก อยากจะด่าว่านินทาอะไรก็เรื่องของพวกมัน”

“แต่เราจะทำตัวแบบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้วนะยายนสา” เพราะกลัวว่าสักวันภาพเที่ยวผับเที่ยวบาร์ของลูกสาวจะเกลื่อนหน้าหนังสือเอาสักวัน ที่ตอนนี้ตนก็ได้แต่ให้คนของสามีคอยดูอยู่

“ทำไมล่ะคะคุณแม่ หรือคุณแม่คิดจะให้แนนนี่ทำตัวเป็นกุลสตรีที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านเหมือนยายนาลีอย่างนั้นเหรอคะ แนนนี่ไม่เอาด้วยหรอกค่ะ ขืนทำตัวอย่างยายนาลี ชาตินี้คงหาผัวไม่ได้” พูดจบก็หัวเราะออกมาเบาๆ เพราะดูท่าน้องสาวของเธอคงจะขายไม่ออกแน่นอน  

“ยายนสา!” คนเป็นแม่เรียกหายาดมในทันที เพราะเกิดอาการหน้ามืด

“คุณแม่อย่าทำเป็นตกใจจะเป็นลมเลยค่ะ ใครๆ ก็เรียกกันแบบนี้ทั้งนั้น” พรรณนสาหัวเราะเสียงดัง เรียกให้คนเป็นพี่และน้องสาวคนเล็กเดินออกมาดู วนาลีเดินเข้าไปนั่งช่วยถือยาดมให้กับมารดา ขณะที่ชัยดิศรก็เดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับมารดา แล้วมองสภาพน้องสาว ก่อนจะส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา

“แกหายหัวไปมั่วผู้ชายมาหรือไงยายนสา”

ชัยดิศรเอ่ยถามน้องสาวคนรองเสียงกระด้าง แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับน้องสาวที่นิสัยดัดยากแล้ว เพราะเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ตอนนี้ถือความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ฟังทั้งมารดาทั้งจากเขาสั่งสอน ถึงแม้เขาจะเป็นพี่ชายที่ไม่ดีแต่เขาก็ไม่ได้อยากให้น้องสาวทำตัวไม่ดีแบบทุกวันนี้

“พูดแบบนี้จะหากันเรื่องงั้นเหรอ!” พรรณนสาหันมาทำตาขวางใส่พี่ชาย แล้วถ้าเธอจะไปมั่วผู้ชายจริงก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับใคร

“ก็แล้วมันจริงหรือเปล่าล่ะ”

“จริงแล้วทำไม ไม่จริงแล้วทำไม พี่มีปัญหาหรือไงห๊ะ!” พรรณนสาตวาดใส่

“ยายนสา! หยุดก้าวร้าวกับพี่เขาเดี๋ยวนี้นะ” คุณธัญญามาศปรามลูกสาวคนรองเสียงดัง หลังจากอาการหน้ามืดทุเลาลงมาก

“คุณแม่ก็ไปด่าว่าพี่ชัยโน่นสิ เพราะพี่ชัยมาหาเรื่องแนนนี่ก่อน แล้วจะบอกให้ว่าตอนนี้พี่ชัยติดนังแม่ม่ายกรองทองจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วนะคะคุณแม่ สงสัยงานนี้คุณแม่จะได้แม่ม่ายมาเป็นลูกสะใภ้แน่ๆ”

พูดจบก็หันไปยิ้มเยาะกับพี่ชาย ก่อนจะลุกเดินหนีขึ้นห้องไปเมื่อทิ้งระเบิดเอาไว้ให้พี่ชายอธิบายกับมารดาเรียบร้อย ส่วนคุณธัญญามาศก็หันมามองลูกชายทันที เมื่อลูกสาวคนรองเดินหายขึ้นไปชั้นบน

“ผมบอกคุณแม่ไปแล้วนะครับ” ชัยดิศรพูดสะกิดให้มารดาหวนนึกถึงคำพูดของเขา ที่เขาจะไม่มีวันเอากรองทองมาเป็นภรรยาออกหน้าออกตาแน่นอน

“แล้วที่น้องพูดล่ะ มันจริงหรือเปล่า”

“ใช่ครับ เพราะตอนนี้ผมกับกรองทองกำลังทำธุรกิจร่วมกันอยู่” และเรื่องนี้เขาก็ได้ปรึกษากับบิดาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งท่านก็เห็นด้วยที่ลูกชายจะมีงานมีการทำเป็นชิ้นเป็นอัน

“ธุรกิจอะไรกัน ทำไมแม่ไม่เคยรู้เรื่อง”

“ผมขอโทษครับที่ไม่ได้บอกคุณแม่ก่อน แต่ตอนนี้คุณแม่ก็รู้แล้วนี่ครับ” และตอนนี้เขาก็เริ่มลงมือทำแล้ว เมื่อได้วิศวกรมาดูแลงานจากคำแนะนำของบิดา ส่วนเรื่องเงิน เขากับกรองทองก็ลงทุนเท่ากัน แต่ที่ดินเป็นของเขาคนเดียว เพราะกรองทองถูกหลานชายทักท้วงว่าไม่ให้ซื้อที่ร่วมกับเขา แต่ก็ยอมให้เงินมาร่วมทำธุรกิจ

“แล้วคุณพ่อล่ะรู้เรื่องหรือยัง”

“รู้แล้วครับ ผมไปปรึกษากับคุณพ่อมาก่อนแล้วครับ และตอนนี้ผมก็ลงมือทำงานแล้ว อยากให้เสร็จเร็วๆ ครับ” ทั้งที่จริงใจเขาอยากจะให้เสร็จวันนี้พรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะอยากอยู่กับกรองทองเร็วๆ หลังจากที่เขาคิดจะทำห้องเอาไว้หาความสุขกับม่ายสาว

“ถ้าคุณพ่อคิดว่าดีแล้ว แม่ก็เห็นด้วย แต่เรื่องความสัมพันธ์ของลูกกับกรองทอง อย่าให้มันเกินเลยมากไปล่ะ”

“ครับคุณแม่” ขานรับจบแล้วก็ขอตัวออกไปข้างนอก โดยมีมารดาและลูกสาวคนเล็กมองตามจนลับตาไป ท่านก็หันมาดมยาดมต่อ เพราะถึงอย่างไรก็ยังหนักใจเรื่องความสัมพันธ์ของลูกชายกับม่ายสาวอยู่ดี เมื่อทางกรองทองก็มีข่าวกับผู้ชายมากหน้าหลายตาจริงๆ ตั้งแต่สามีตายจากไป

“คิดอะไรอยู่เหรอคะคุณแม่” วนาลีเอ่ยถามมารดาด้วยเสียงหวานๆ ทำให้มารดามีกำลังใจขึ้นมา

“ก็เรื่องพี่ๆ ของเราสองคนนั่นแหละนาลี ว่าแต่เราเถอะ ไม่เห็นออกไปไหนเลย ป่านนี้เพื่อนๆ ไม่ลืมหน้าไปแล้วหรือ” ท่านพูดด้วยเสียงติดหัวเราะ หากแต่สีหน้ายังดูเครียดไม่ต่างจากเดิม

“ไม่ลืมหรอกค่ะคุณแม่ นาลีโทรหากันประจำ แต่ที่ไม่ได้ออกไปเจอกัน เพราะเพื่อนๆ ของนาลีแยกย้ายกันไปทำงานค่ะ คงยากที่จะนัดเจอกันได้”

“แล้วเราล่ะ ไม่อยากออกไปทำงานบ้างหรือ จะเข้ากระทรวงไหนดีล่ะ แม่ว่าคุณพ่อฝากงานให้ได้อยู่แล้ว” เพราะท่านเองก็สนับสนุนให้ลูกสาวคนเล็กออกไปเจอผู้คนบ้าง เพราะลูกสาวคนเล็กไม่ค่อยออกไปข้างนอก นอกเสียจากมีงานเลี้ยงที่ต้องไปกับตนถึงจะยอมไป

“นาลีไม่มีวันให้คุณพ่อใช้เส้นสายพานาลีเข้าทำงานแน่ๆ ค่ะคุณแม่ หากนาลีจะทำงาน นาลีก็จะใช้ความสามารถของตัวเองค่ะ” วนาลีบอกด้วยสายตาแน่วแน่

“แม่ดีใจที่เราคิดได้แบบนี้ เพราะแม่ก็พูดไปอย่างนั้นแหละ” ท่านยิ้มอ่อนโยน

“แสดงว่าเมื่อครู่คุณแม่พูดลองใจนาลีเหรอคะ” วนาลีเอียงคอถามพร้อมรอยยิ้ม และไม่ได้รู้สึกโกรธมารดาเลยที่พูดออกมาแบบนั้น เพราะเธอจะได้มีโอกาสบอกท่านไปด้วยว่าไม่มีทางใช้เส้นสายของบิดา

“แม่ก็ไม่ได้ตั้งใจหรอก เราอย่าคิดมากไปเลย”

“นาลีไม่ได้คิดมากค่ะคุณแม่ นาลีแค่สงสัย ว่าแต่คุณแม่เข้าไปช่วยนาลีทำขนมนะคะ นาลีจะเอาไปให้คุณพ่อที่บ้านด้วยค่ะ”

ขาดคำของลูกสาวคนเล็ก คุณธัญญามาศก็ลุกขึ้นแล้วเดินตามลูกสาวเข้าไปในครัว เพื่อหาอะไรทำจะได้ลืมๆ เรื่องหนักใจที่เกิดเพราะลูกชายและลูกสาวคนรองลงบ้าง แม้ไม่มากแต่ก็ยังดีกว่านั่งอยู่เฉยๆ

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนนะคะ รักคำโตๆ "

วรัมพร,หงสรถ


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha