บ่วงรักสีน้ำผึ้ง [จบแล้ว]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 17 : ตอนที่ 10


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 10

 

 

 

สัปดาห์ต่อมาในช่วงเย็นของวัน พ่อเลี้ยงไร่กาแฟศศิรัตน์ก็พาชายฉกรรจ์ที่ตนรู้จักดีมาช่วยดูแลงานที่รีสอร์ตของรุ่งโรจน์ และตอนนี้เขากำลังพาคนทั้งหมดไปที่รีสอร์ต หลังจากโทรสอบถามผู้เป็นอาและรู้ว่าตอนนี้ท่านอยู่ที่นั่น

“อาโรจน์ สวัสดีครับ” เมธากล่าวทักทายผู้อาวุโส พร้อมกับแนะนำให้หนุ่มฉกรรจ์ทั้งสี่คนได้รู้จักด้วย

“อ้าวมากันแล้วรึ สวัสดีหลานชาย สวัสดีหนุ่มๆ” เจ้าของรีสอร์ตทักทายกลับ พร้อมกับมองสำรวจสี่หนุ่มที่หลานชายของเพื่อนพามาด้วยอย่างพินิจ และก็พึงพอใจเพราะหน่วยก้านดี ท่าทางก็น่าจะมีวิชาป้องกันตัวกันทุกคน ส่วนสี่หนุ่มก็กล่าวแนะนำตัวกันทีละคนจนครบ รุ่งโรจน์จึงได้พาทุกคนขึ้นรถไปเพื่อดูรอบๆ รีสอร์ตก่อนที่จะมืดค่ำไปกว่านี้

ขณะที่พ่อเลี้ยงหนุ่มก็ถามหาชัญญ่า จนได้รู้ว่าตอนนี้ชัญญ่ากลับบ้านไปแล้วเพื่อเตรียมจัดกระเป๋าไปทำงานที่ไร่ศศิรัตน์ แต่บังเอิญได้พบกับผู้จัดการหนุ่มเสียก่อน เจ้าตัวจึงเปลี่ยนใจขึ้นไปจัดกระเป๋าด้วยการบอกกับผู้จัดการหนุ่มว่ามีเรื่องจะบอก

ด้านเอโด้ หลังจากฟังจากน้ำเสียงของเธอแล้วก็ทำเอาเขารู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก เขารู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังจะจากไป แต่เธอจะจากไปไหนได้ ในเมื่อที่นี่คือบ้านและที่ทำงานของเธอ

“หมวย มีปัญหาเป็นอะไรหรือเปล่า ผมยินดีช่วยนะครับ” หลังจากพากันมานั่งบนศาลาได้สักพักแล้วแต่ชัญญ่าไม่พูดอะไรเลย เขาจึงเป็นฝ่ายถามออกไปอย่างร้อนใจ เพราะคิดว่าสิ่งที่เขากำลังสังหรณ์ใจมันอาจจะเป็นจริง แล้วชัญญ่าจะไปไหน?

“หมวยไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ว่าหมวยจะต้องไปทำงานที่อื่นค่ะ อาจจะไปสามเดือน หกเดือน หรือไม่ก็ปีหนึ่งค่ะ” เธอเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเริ่มสั่นๆ เพราะคิดว่าต้องจากบ้านไปก็ทำให้ใจหาย

“ทำไมต้องไปครับ แล้วเหตุผลที่ต้องไปคืออะไรครับ ผมพอจะช่วยอะไรได้ไหม ที่จะทำให้หมวยไม่ต้องไป ผมไม่อยากให้หมวยไปไหน” เขารู้สึกเสียใจไม่น้อย เมื่อต้องมารู้ว่าคนที่แอบรักจะจากไป และก็ไม่รู้ว่าเธอจะไปนานแค่ไหน

“แต่มันจำเป็นค่ะ ตอนแรกหมวยก็ไม่ไปหรอกค่ะ แต่พอลุงบอกเรื่องเงินที่เอามาปรับปรุงรีสอร์ต ทำให้หมวยต้องเปลี่ยนใจไปทำงานกับคนทางโน้นค่ะ” ชัญญ่าเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา เห็นสีหน้าและแววตาของเขาดูเศร้าๆ ก็ยิ่งทำให้เธอลำบากใจ แต่เธอคงจะกลับคำไม่ได้อีกแล้ว ไม่งั้นลุงโรจน์จะดูไม่ดีในสายตาของพี่เมธา และที่สำคัญพี่เมธาก็ให้เงินลุงเธอมาปรับปรุงรีสอร์ต จนตอนนี้มีแขกเข้ามาพักเรื่อยๆ แล้ว

“หมวย ผมเคยบอกไปแล้วว่าผมยินดีช่วย เป็นแสนเป็นล้านผมก็ให้ได้” เขายินดีด้วยความเต็มใจ ไม่ได้หวังจะอวดรวยกับเธอเลยสักนิด แต่มันคงไม่แปลกอะไรนักหรอก เพราะเขาก็เพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน คุณลุงคุณป้าคงไม่คิดจะมารบกวนอะไรเขา

“หมวยรู้ว่าคุณยินดีช่วยหมวย แต่ถึงหมวยจะไปบอกลุงว่าคุณยินดีช่วย ยังไงลุงก็คงไม่เห็นด้วยที่จะให้คุณออกเงินก่อนหรอกค่ะ เพราะทุกวันนี้คุณก็ทุ่มเททำให้รีสอร์ตดีขึ้นมากๆ แล้ว เพียงเท่านั้นลุงกับป้าก็ดีใจมากแล้วค่ะ” พูดจบก็ยิ้มมุมปากให้

“ผมเข้าใจครับ” ปากบอกเข้าใจแต่เขาก็ยังไม่อยากให้เธอไปไหนอยู่ดี ใจก็นึกอยากรู้ว่าคนที่คุณลุงไปกู้เงินมาปรับปรุงรีสอร์ตเป็นใครกัน หากเจอตัว บางทีเขาอาจจะขอใช้หนี้แทนเพื่อไม่ให้เธอจากไปไหน แต่พอมาคิดๆ ดูอีกที การห่างกันอาจจะทำให้เธอคิดถึงเขา แล้วสักวันอาจความคิดถึงอาจจะกลายเป็นความรักขึ้นมาก็ได้ ใครจะไปรู้ พอคิดมาถึงตรงนี้ ปากหยักสวยราวกับผู้หญิงก็กดยิ้มมุมปาก เพราะอย่างน้อยๆ ก็มีข้อดีสำหรับการจากลากันในครั้งนี้

“แต่คุณโทรหาหมวยได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะคะ ถ้าหมวยไปแล้ว” เมื่อเห็นสีหน้าของอีกคนดีขึ้นแล้ว เธอจึงเอ่ยบอกเขาด้วยเสียงสดใส แม้ในใจจะยังรู้สึกโหวงๆ อยู่ก็ตาม

“ผมเกรงใจ”

“ไม่ต้องเกรงใจค่ะ เราคนกันเองทั้งนั้น อีกอย่างหมวยก็อยากรู้ความเคลื่อนไหวของรีสอร์ตด้วย ไม่รู้ว่าจะมีแต่สาวๆ มาพักหรือเปล่า เพราะผู้จัดการรีสอร์ตหล่อขนาดนี้” เธอฉีกยิ้มกว้างไม่แพ้หนุ่มหล่อ

“ถ้างั้นผมก็ไม่เกรงแล้ว คิดถึงหมวยตอนไหนผมจะโทรหาทันที” ขาดคำของผู้จัดการหนุ่ม ทั้งสองก็หัวเราะกันเบาๆ โดยไม่รู้เลยว่าตอนนี้มีใครบางคนลงจากรถเดินมาหยุดอยู่ใกล้ๆ ศาลาแล้ว แต่ก็ได้ยินไม่ชัดเจนว่าคนในศาลาคุยอะไรกันบ้าง แต่เท่าที่เห็น ดูเหมือนจะมีความสุขกันเหลือเกิน

'ไหนอาโรจน์บอกไม่มีคนมาจีบหมวย แล้วหมอนี่เป็นใครกัน' คนเพิ่งมาถึงครุ่นคิดอยู่ในใจ ตาคมก็จ้องมองไปที่สองหนุ่มสาวบนศาลาไม่วางตา เขากำลังตัดสินใจว่าจะเข้าไปหาตอนนี้เลยหรือว่ารออีกสักพักดี แต่สุดท้ายแล้วสองเท้าใหญ่ก็ดันหยุดนิ่งอยู่กับที่ ราวกับมีใครมากดตรึงเอาไว้

“คุณเอโด้ หมวยมีเรื่องจะถามคะ ว่าจะถามหลายวันแล้วแต่ก็ลืมทุกที” เมื่อนึกบางอย่างได้เธอจึงเอ่ยปากถามอีกฝ่ายซะก่อน เพราะไม่รู้ว่าเขาจะเต็มใจบอกหรือไม่

“ถามได้เลยครับ ผมยินดีตอบทุกเรื่อง” แม้แต่เรื่องหัวใจเขาก็ยินดีจะตอบ หากเธอถาม

“งั้นหมวยไม่เกรงล่ะนะ เพราะหมวยจะถามเรื่องส่วนตัวของคุณนิดหน่อย” เธอหยุดยิ้มแล้วพูดต่อ “คุณเอโด้ไม่ได้เป็นบอดี้การ์ดให้คุณแอชตันแล้วเหรอคะ” ชัญญ่าทำตาแป๋วใส่ เพราะเธอก็สงสัยมาหลายวันแต่ลืมถาม หนำซ้ำยังชวนเขามาทำงานด้วยอีก

“ผมลาออกมาตามหาความรักครับ คุณแอชตันเลยให้ผมลาออก” บอกกล่าวจบแล้วกดยิ้มมุมปาก มองสบประสานสายตากับดวงตากลมสวย ส่วนคนแอบมองอยู่ก็เริ่มหน้าเครียด สันกรามบนหน้านูนขึ้นอย่างเด่นชัด

“แล้วเจอหรือยังล่ะคะ” ชัญญ่าเอ่ยถามเสียงใส

“ก็...น่าจะเจอแล้วครับ แต่ผมคิดว่าเธอยังไม่รู้ตัว” แววตาเปล่งประกายบางอย่างแต่ก็รีบซ่อนเร้นเอาไว้ เพราะยังไม่อยากเปิดเผยความในใจในตอนนี้ ด้วยรู้ดีว่าเธอให้เขาเป็นได้แค่เพื่อน

“หมวยขอให้คุณสมหวังในความรักเร็วๆ นะคะ”

“ขอบคุณครับ” เอโด้และชัญญ่าลุกขึ้นยืนแล้วยิ้มให้กัน ก่อนที่ผู้จัดการหนุ่มจะขอกอดอีกฝ่าย เพราะรู้ดีว่าพรุ่งนี้เช้าเธอก็จะเดินทางไปทำงานที่อื่นแล้ว ชัญญ่าเอียงคอมองคนขอกอดเล็กน้อยก่อนจะยอมให้เขากอด ทำเอาอีกคนตาลุกวาว ความหึงหวงสาดซัดเข้าใส่ราวกับพายุบ้าคลั่ง

“หมวย” น้ำเสียงห้วนจัดที่ดังขึ้นบ่งบอกอารมณ์เจ้าของเสียงได้เป็นอย่างดี พร้อมกับร่างสูงใหญ่เข้าไปยืนอยู่ในศาลา ทำให้สองหนุ่มสาวที่ยืนกอดกันผละห่างจากกันในทันที

ชัญญ่าตกใจไม่น้อยเมื่อได้เห็นว่าพี่เมธาอยู่ที่นี่ ส่วนสองหนุ่มวัยใกล้กันและร่างกายก็กำยำด้วยกันทั้งคู่ต่างจ้องมองหน้ากันและกันนิ่งงัน เมธาตกใจไม่น้อยที่ได้เห็นบอดี้การ์ดของคนบางคนที่แย่งอดีตดวงใจของเขาไป ส่วนเอโด้ก็แปลกใจระคนตกใจไม่ต่างกัน เมื่อได้เห็นคนเคยสนิทของชัญญ่ามาที่นี่ เพราะตั้งแต่เขามาอยู่ก็ไม่เคยเห็นหน้าอีกฝ่ายเลย เอโด้จึงคิดว่าต่างคนต่างแยกย้ายกันไปแล้ว

สองหนุ่มจ้องตากันอยู่นาน เมื่อต่างฝ่ายก็ดูออกว่าคิดอะไรอยู่ในใจ ทำเอาคนกลางได้แต่มองคนนั้นทีคนนี้ที สมองคิดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ ในตอนนี้

“พี่...เมธา มะ...มาได้ไง” หลังปล่อยให้บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดมานานพอสมควร คนกลางเลยถามออกไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะเดินเข้าไปจับแขนใหญ่ของเอโด้ให้ออกมาห่างๆ พี่เมธา แต่การทำเช่นนั้นกลับยิ่งกระตุ้นให้อารมณ์หึงหวงของพ่อเลี้ยงใกล้จุดแตกดับ สองมือใหญ่กำแน่นจนเส้นเลือดนูนปูดออกมาอย่างเด่นชัด

“พ่อเลี้ยง  ผู้จัดการ หมวย เข้าบ้านกันได้แล้ว ฝนทำท่าจะตกลงมาแล้ว” เสียงของป้ารินฉุดรั้งให้สองหนุ่มเบือนหน้าออกไปจากกันแล้วหันไปยิ้มให้กับผู้อาวุโส ไม่นานท่านก็เดินกลับเข้าไป สองหนุ่มเลยหันกลับมามองสาวสวยที่ยืนตรงกลาง

“หมวย เข้าบ้านไปก่อน” สองหนุ่มพูดราวกับนัดหมายกันเอาไว้

“เอ่อ...ไปพร้อมกันนี่แหละ ฝนจะตกแล้ว” ชัญญ่าเอ่ยบอกเสียงแผ่วเบาลงเรื่อยๆ เมื่อเงยหน้ามองคนนั้นทีคนนี้ที แล้วก็รู้สึกถึงพลังบางอย่างทำให้เธอไม่อยากจะยืนอยู่ตรงนี้อีกต่อไป แต่หากเธอไปแล้วพี่เมธากับคุณเอโด้มีเรื่องกัน ใครจะห้ามล่ะ

“หมวย พี่บอกให้เข้าบ้าน” เมธาบอกเสียงต่ำลึกโดยไม่ละสายตาไปจากใบหน้าหล่อเหลาของหนุ่มฝรั่ง ที่เป็นบอดี้การ์ดของมหาเศรษฐีคนดัง แต่เพราะอะไรทำไมถึงได้มาอยู่ที่นี่

“หมวย เข้าบ้านไปก่อนนะครับ” เอโด้ขอร้องอีกคน เพราะเขาคิดว่าตัวเองมีเรื่องจะต้องคุยกับอีกคนอย่างลูกผู้ชาย

“ไปก็ได้ แต่อย่าตีกันจนตายล่ะ หมวยขี้เกียจเก็บศพ แต่ทางที่ดีก่อนจะตีกัน วางเงินไว้ก่อนนะ สมัยนี้ค่าทำศพมันแพง” พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก็เดินออกไป ปล่อยให้สองหนุ่มยืนประจันหน้ากันอยู่นานกว่าจะมีคนพูด

“คุณมาที่นี่ทำไม” เมธาเปิดฉากถามก่อน

“แล้วคุณล่ะมาทำอะไรที่นี่” เอโด้ถามกลับเสียงกระด้างไม่แพ้พ่อเลี้ยงหนุ่ม

“ผมมารับหมวยไปอยู่กับผม” พูดจบก็ยิ้มอย่างเป็นต่อ

“ผมว่าคุณคงเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าครับ” เอโด้แสยะยิ้มบ้าง เพราะชัญญ่าไม่ได้คิดจะไปอยู่ด้วยแต่ไปทำงานด้วยต่างหาก

“คุณต่างหากที่เข้าใจผิด เพราะที่ผมมาในวันนี้ก็เพื่อมารับหมวยไปอยู่ด้วยกัน” เมธายังคงยืนยันเจตนาของตัวเอง

“ผมไม่เถียงว่าคุณมารับหมวย แต่เหตุผลที่หมวยจะไปกับคุณ ก็คือไปทำงานกับคุณ ไม่ใช่ไปอยู่กับคุณ กรุณาเข้าใจให้ถูกต้องด้วยนะครับ” เอโด้ทำหน้ากวนๆ เพราะเขาชักไม่ชอบรอยยิ้มของอีกฝ่ายเข้าให้แล้ว

“เหตุผลก็ไม่ได้ต่างกัน” พูดจบก็เฝ้ามองท่าทีของหนุ่มฝรั่ง แล้วถ้าเขาเดาไม่ผิดแล้วล่ะก็ หมอนี่กำลังจะจีบชัญญ่าแน่ๆ แต่อย่าฝันไปเลยว่าจะจีบได้ เพราะเขาไม่มีวันยอมให้มันมาจีบ!

“ถ้าอย่างนั้นเราก็มาสู้กันแบบลูกผู้ชายดีไหมล่ะ” เอโด้พูดขึ้นอย่างไม่เสียเวลา เพราะดูเหมือนเขาจะเสียเปรียบมากทีเดียว เมื่อคนตรงหน้าสนิทสนมกับชัญญ่ามาตั้งแต่เด็ก

“ทำไมผมต้องทำแบบนั้น ในเมื่อผมรักของผมมาสี่ปีแล้ว” เมธายิ้มอย่างเป็นต่ออีกครั้ง แต่หารู้ไม่ว่าหนุ่มฝรั่งก็รู้สึกไม่ต่างกันเท่าไร

“คุณแน่ใจเหรอว่าคุณรักหมวย” เพราะเขารู้ความสัมพันธ์เก่าๆ นี้จากปากของมาดามเนตร แต่มาดามเนตรไม่เคยคิดเกินเลยนอกจากคำว่าพี่ชาย

“ผมแน่ยิ่งกว่าแน่ซะอีก ว่าแต่คุณเถอะ ไม่มีผู้หญิงคนไหนมาให้จีบแล้วหรือไง ถึงมายุ่งกับแฟนคนอื่นแบบนี้” คนขี้ตู่รีบหาเหตุผลมาบอก เพื่อให้อีกฝ่ายถอนตัวไปซะตอนนี้ ดีกว่ามาทำตัวเป็นคู่แข่งหัวใจของเขา ที่เขามั่นใจว่าเขาจะต้องทำให้ชัญญ่ารักเขาได้เหมือนเดิมในไม่ช้า

“หมวยไม่เคยบอกผมเลยว่ามีแฟนแล้ว” เอโด้ยิ้มเยาะจนพ่อเลี้ยงหนุ่มหน้าเสียไปนิดหน่อย แต่ก็ปั้นหน้าได้เรียบนิ่งเหมือนเดิม

“ผมว่าคุณไม่ได้ถามเองต่างหาก”

“นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่ หมวยไม่เคยพูดถึงคุณเลย”

“ถ้างั้นก็มาตกลงกันอย่างลูกผู้ชาย” เพราะพูดตอบโต้กันไปมาก็ยิ่งทำให้เสียเวลา เขาจะได้ไปหาหลานสาวเจ้าของบ้าน ทำให้คนที่คิดว่าเป็นต่อรีบเอ่ยถึงข้อเสนอไปทันที แต่ไม่ว่าจะยังไงเขาไม่มีวันแพ้แน่ๆ เพราะคนที่ต้องแพ้คือไอ้หนุ่มฝรั่ง

“ได้!” เอโด้ตอบรับโดยไม่ต้องไตร่ตรองให้เสียเวลา ก่อนที่ต่างฝ่ายจะจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร ส่วนบรรยากาศรอบๆ กายก็เต็มไปด้วยเม็ดฝนที่กระหน่ำเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ราวกับจะส่งสัญญาณรับรู้ถึงข้อตกลงระหว่างลูกชายแท้ล้านเปอร์เซ็นต์ของทั้งสองคน

ขณะเดียวกันนั้นคนภายในบ้านก็เฝ้ามองมาที่ศาลา และอดสงสัยไม่ได้ว่าสองหนุ่มทำอะไรกันอยู่ถึงไม่เข้าบ้านเสียทีทั้งที่ฝนก็ตกหนัก และศาลานั่นก็ไม่ได้ช่วยคุ้มกันฝนได้มากมายนัก

“เปียกกันหมดแล้วล่ะมั้งนั่น” เจ้าของบ้านบ่นกับภรรยา ที่กำลังนึกสังหรณ์ใจอยู่ว่าผู้จัดการหนุ่มคงไม่ได้คิดแค่อยากเป็นเพื่อนกับหลานสาวของตนแน่ๆ ก่อนจะหันมองหลานสาวที่นั่งอ่านหนังสือนิยายอยู่โดยไม่สนใจสองหนุ่ม แต่ความจริงแล้วคนเป็นหลานอ่านหนังสือแทบจะไม่รู้เรื่อง เพราะนึกสงสัยว่าสองคนนั้นคุยอะไรกันตั้งนาน จะว่าคุยเพราะไม่เจอกันนานก็คงไม่ใช่หรอก เพราะพี่เมธากับคุณเอโด้ไม่ได้สนิทกัน แม้จะเจอกันบ้างก็ตามที

“หมวย พ่อเอโด้รูปหล่อนั่นเป็นเพื่อนเราจริงๆ ใช่ไหม” ดารินเอื้อมมือไปหยิบหนังสือนิยายออกจากมือของหลานสาว พร้อมกับจ้องมองดูอาการ

“เพื่อนจริงๆ จ้ะป้า ว่าแต่ป้าถามทำไมจ๊ะ” ชัญญ่าเอียงคอมองด้วยความสงสัย

“ป้าว่าพ่อเอโด้คงไม่ได้คิดกับเราแค่เพื่อน แล้วที่ยังไม่เข้าบ้านกันทั้งสองหนุ่มนี่ คงจะมีเรื่องกันหรือไม่ก็ตกลงอะไรกันสักอย่างแน่ๆ” ดารินพูดไปตามที่คิดสงสัย ซึ่งคงไม่ผิดไปจากที่คิดนักหรอก แต่อยู่ที่ว่าหลานสาวจะเลือกรักใคร และเลือกใครให้อยู่แค่ในฐานะเพื่อน แต่ว่าจะไปสองหนุ่มนั้นก็มีทุกอย่างที่สูสีกันมากๆ ทั้งความหล่อ ฐานะ หน้าที่การงาน และความขยันขันแข็ง ต่างมีพร้อมกันหมด แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ชัญญ่าจะมอบหัวใจให้ใครก็เท่านั้น แต่งานนี้เห็นทีจะต้องมีคนหนึ่งผิดหวังและมีคนหนึ่งสมหวังชัวร์

“ป้าริน! ป้าริน! ป้าคิดอะไรอยู่จ๊ะ” ชัญญ่าเขย่าแขนผู้เป็นป้าเบาๆ เมื่อขานเรียกหลายครั้งแล้วก็ไม่ยอมตอบ ส่วนลุงของเธอ เดินไปหยิบร่มและออกไปรับสองหนุ่มกลับเข้าบ้าน

“เรียกซะตกใจเลยนะเรา” คนเป็นป้ายกมือทาบอก ก่อนจะหันมามองหลานสาวแล้วถามว่า “เราคิดกับพ่อเอโด้แค่เพื่อนเท่านั้นใช่ไหม”

“แค่เพื่อนจริงๆ จ้ะป้า” หลานสาวตอบเสียงหนักแน่น เพราะเธอคงไม่เอาหัวใจไปเสี่ยงกับใครอีกแล้ว แต่หากสวรรค์จะกลั่นแกล้งให้เธอเผลอใจให้ใครคนไหนอีก เธอก็คิดว่าตัวเองพร้อมจะเผชิญหน้ากับความรักอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอจะเปิดเผยไปเลย จะได้ไม่ต้องมาช้ำใจจนแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับมาเป็นปีอีก

“ถ้างั้นเราก็ต้องชัดเจน คนอื่นจะได้ไม่คิดว่าเรามีใจให้”

“หมวยชัดเจนตั้งแต่แรกอยู่แล้วจ้ะป้า” พูดจบก็มองผ่านสายฝนออกไปที่ศาลา และก็เห็นลุงกำลังเดินกางร่มพร้อมกับถือร่มไปสองคันเดินตรงไปที่ศาลา ขณะที่คนบนศาลาก็ยังมองกันด้วยสายตาเชือดเฉือนอยู่

“บอกข้อเสนอมาได้เลย” เมธาเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน เพราะหากมัวแต่จ้องกันไปจ้องกันมา คงไม่ได้ข้อสรุปสักที

“คุณห้ามใช้ความสนิทสนมในวัยเด็กในการจีบหมวย” เอโด้เอ่ยตอบเสียงเรียบ และเพราะเหตุนี้แหละที่ทำให้เขาชักหวั่นกลัวว่าตัวเองจะพ่ายแพ้

“ได้!” เมธาตอบรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

“ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้ แต่ผมมีอีกข้อที่อยากจะบอกคุณ ก็คือเรื่องโทรศัพท์ เพราะผมกับหมวยตกลงกันว่าจะโทรหากันได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง” พูดจบก็กดยิ้มมุมปาก เมื่อได้เห็นสันกรามบนหน้าของอีกคน

“ได้!” คราวนี้เมธากัดฟันยอมรับข้อเสนอ ก่อนที่การสนทนาจะยุติลง เมื่อเจ้าของบ้านเดินกางร่มมาถึงพอดี ทำเอาสองหนุ่มรู้สึกผิดมากทีเดียวที่ให้ท่านตากฝนมารับแบบนี้ จึงพากันขอโทษแล้วรับร่มมาคนละคันแล้วแยกย้ายกันกลับ แต่วันนี้ถือว่าพ่อเลี้ยงหนุ่มมีแต้มเป็นต่อเพราะได้พักอยู่บ้านหลังเดียวกันกับชัญญ่า

 

ชัญญ่ารื้อเสื้อผ้าออกจากตู้ แล้วก็ต้องมานั่งเลือกว่าจะเอาชุดไหนไปบ้าง ด้วยความรู้สึกใจหายที่วนกลับมาทำให้เธออยากจะร้องไห้ เพราะตั้งแต่มาอยู่กับลุงและป้า เธอก็ไม่เคยไปไหนไกลๆ จากพวกท่านเลย

'เราต้องอยู่ได้...อยู่ได้...อยู่ได้' เธอบ่นอยู่ในใจ แล้วก็นั่งมองเสื้อผ้าที่พับได้หลายตัวแล้วด้วยน้ำตาคลอเบ้า แต่ก็ต้องพยายามกลั้นเอาไม่ให้ร้องไห้ออกมาเพราะเธอไม่ได้ไปอยู่เลยเสียหน่อย อีกอย่างเธอก็จะกลับมาหาลุงกับป้าทุกเดือน คิดได้เท่านี้ก็หันมาจัดเสื้อผ้าและข้าวของส่วนตัวลงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ที่พอจัดเสร็จก็ให้นึกแปลกใจเหมือนกันที่ข้าวของมันเยอะราวกับจะย้ายบ้าน

ก๊อก...ก๊อก...

เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำเอาเจ้าของห้องถึงกับหันขวับไปมอง ตอนนี้จะสี่ทุ่มแล้ว ใครกันมาเคาะห้องเธอ ในเมื่อลุงกับป้าเข้านอนตอนสามทุ่มเป็นประจำทุกวัน

“ป้าเหรอจ๊ะ” ถามออกไปแล้วก็รอฟังด้วยสภาพหน้านิ่วคิ้วขมวด

“พี่เอง” คนด้านนอกขานตอบเบาๆ เพราะกลัวเสียงจะดังรบกวนคุณอาทั้งสอง

“พี่เมธา มาเคาะห้องหมวยทำไม กลับไปเลยนะ เดี๋ยวถ้าลุงกับป้าตื่นมาเห็น พี่โดนยิงแน่” บอกออกไปด้วยความตกใจและไม่คิดว่าอีกคนจะกล้าทำถึงขนาดนี้ด้วย

“พี่ไม่ไป หมวยออกมาคุยกับพี่หน่อยนะ”

“ไม่เอาไม่คุยจะนอนแล้ว” เธอตอบด้วยการเอาหน้าแนบกับประตูไว้ เพื่อไม่ให้เสียงดังไปถึงห้องของลุงกับป้า

“ถ้าหมวยไม่ออกมา พี่ก็จะยืนอยู่ตรงนี้ให้อาโรจน์เอาปืนมายิง”

“อยากตายนักก็ยืนอยู่นั่นแหละ หมวยไม่ออกไปคุยด้วยหรอก” ปากบอกอย่างไม่สนใจแต่ใจกลับนึกหวั่น กลัวว่าลุงอาจจะยิงพี่เมธาแน่ๆ หากตื่นมาเห็นพี่เมธายืนอยู่หน้าห้องของเธอ แล้วไม่ต้องให้บอกหรอกว่าจะยิงทิ้งเพราะอะไร แต่เธอก็ตัดสินใจลากกระเป๋าไปไว้ข้างโต๊ะอ่านหนังสือแล้วกลับมาทิ้งตัวลงนอนทันทีเมื่อปิดไฟในห้องเรียบร้อย ทำเอาคนที่รอเจอหน้าได้แต่ยืนทำหน้าเป็นหมาเหงาอยู่ตามลำพัง เพราะตั้งแต่อาโรจน์ไปตามที่ศาลาจนทานอาหารค่ำ เขาก็ยังไม่ได้คุยกับเธอเลยสักคำ แล้วใจเขาก็อยากจะรู้มากว่าหนุ่มฝรั่งนั่นมาที่นี่ได้ยังไง

“หมวย” เขาลองเสี่ยงขานเรียกอีกครั้ง แต่ก็ไร้เสียงตอบรับ ทว่าเมธาไม่ยอมแพ้ ร้องเรียกจนคนที่ปิดไฟหวังจะนอนต้องลุกขึ้นนั่งแล้วเหลียวมองไปที่ประตูด้วยความสับสนว่าจะออกไปดีไหม

“หมวย”

“ไปคุยก็ได้” ขาดคำประตูห้องก็ถูกเปิด ก่อนที่เจ้าของห้องจะเดินออกมาแล้วเดินนำออกไปให้ห่างๆ ห้องพักของลุงกับป้า

“พี่นึกว่าหมวยจะใจดำปล่อยให้พี่ถูกยิงตาย” สีหน้าดีใจจนปิดไม่ปิด ทำเอาอีกคนมองค้อนพร้อมกับเบ้ปากใส่ ก่อนจะยกมือกอดอก ตาจ้องมองออกไปเบื้องหน้านอกบ้านที่ตอนนี้ฝนเริ่มเบาบางลงแล้ว

“ก็อยากจะใจดำอยู่หรอก เงินที่กู้มาจะได้หายกัน เพราะเจ้าหนี้ตาย ลูกหนี้ก็เลยไม่รู้จะเอาเงินไปคืนที่ใคร”

“เรานี่ใจร้ายขึ้นทุกวัน” พูดจบก็เดินไปยืนประกบข้าง เว้นระยะห่างแค่เอื้อมมือ

“อย่ามาว่าหมวยนะ พี่ต่างหากที่ผิด ที่มารบกวนเวลานอนของหมวย” เธอหันมาตอบเสียงเรียบๆ ก่อนจะหันไปมองภาพบรรยากาศยามค่ำคืนที่พอค่ำที่นี่ก็จะเงียบ และคนที่มาพักรีสอร์ตนี้ก็ชอบความเงียบสงบกันทุกคน

“พี่ขอโทษ” เขาบอกด้วยเสียงทุ้มนุ่ม ก่อนจะหมุนตัวโดยใช้สะโพกพิงกับระเบียงบ้าน เพื่อจะได้มองหน้าสวยใสได้ตลอดเวลาที่คุยกัน

“ไหนว่ามีเรื่องจะคุย ไม่เห็นพูดสักที” บอกเสียงแข็งเพื่อกลบเกลื่อนอาการที่ทำให้ใจเต้นระรัว เพราะโดนสายตาของคนบางคนจ้องมองราวกับจะหาลายแทงสมบัติ

“พี่คิดถึงหมวย” เมธาบอกความในใจโดยไม่รู้สึกกระดากอาย ผิดกับคนฟังที่หน้าเริ่มร้อนขึ้นทุกวินาทีจนต้องพยายามระงับอาการเอาไว้

“แค่นี้เหรอ” เธอถามเสียงแข็งเพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินของตัวเอง

“ยังมีอีก แต่พี่อยากรู้ว่าหมวยคิดถึงพี่บ้างไหม” พูดจบเขาก็ขยับเข้าไปใกล้เธออีกนิด

“ไม่มีเวลาคิดถึงหรอก งานหมวยเยอะ” เพราะไม่อยากตอบตรงๆ ด้วยกลัวว่าพี่เมธาจะเสียใจ แต่เอ๊ะ...ทำไมเธอจะต้องไปกังวลด้วยว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร แต่จะให้พูดใหม่ก็ไม่ทันแล้ว

“งานเยอะหรือว่าหมวยไม่ได้นึกถึงพี่เลย” น้ำเสียงเขาตัดพ้อจนคนฟังรู้สึกได้ เธอหันไปมองหน้าหล่อเหลาแค่เสี้ยววินาทีก็เมินหน้าไปอีกทาง เพราะไม่รู้ว่าจะพูดแก้ตัวไปทำไมในเมื่อเธองานเยอะจริงๆ ในช่วงสองสัปดาห์มานี้ แต่ยอมรับว่าใจก็คิดถึงคนข้างๆ เหมือนกัน

“พี่หมดเรื่องจะคุยหรือยัง หมวยจะได้ไปนอน”

“ยัง พี่อยากถามเรื่องของผู้ชายคนนั้นที่หมวยไปกอดตอนหัวค่ำ เขามาอยู่ที่นี่ได้ไง แล้วหมวยให้เขากอดทำไม” ยิ่งต้องพูดถึงภาพนั้นก็วนเวียนเข้ามาในหัวจนใจของเมธาร้อนรุ่ม เพราะอ้อมกอดนั้นต้องเป็นเขาคนเดียวที่ทำได้

“พี่เคยเห็นหน้ามาแล้ว เพราะคุณเอโด้ เป็นบอดี้การ์ดคุณแอชตัน แต่ตอนนี้ลาออกมาทำงานเป็นผู้จัดการที่รีสอร์ตของลุง ส่วนเรื่องกอด หมวยกับเขากอดกันเพื่อลาเท่านั้น ไม่ได้คิดเป็นอย่างอื่น” พูดจบก็เหลือบตามองคนข้างๆ ถ้าตาเธอไม่ฝาดล่ะก็ เธอเห็นพี่เมธายิ้มด้วย แต่ทำไมเธอจะต้องไปอธิบายด้วยว่ากอดกันเพราะอะไร นี่เธอ...กลัวพี่เมธาจะโกรธขนาดนั้นเลยเหรอนี่ คิดแล้วก็ยังแปลกใจตัวเอง

“แล้วทำไมต้องกอดกันด้วย แค่จับมือก็พอแล้ว” 'เพราะพี่หวง' เขาคิดต่อในใจ

“ก็คุณเอโด้ขอกอด หมวยก็เลยให้กอด แล้วเพื่อนกอดกันก็ไม่เห็นจะแปลก” ชัญญ่าลอยหน้าลอยตาตอบ

“อะไรนะ!

“เบาๆ สิพี่ เดี๋ยวลุงกับป้าก็ตื่นกันพอดีหรอก” ชัญญ่าใช้มือฟาดไปบนอกกว้างเบาๆ เป็นการปราม แต่พอเธอจะชักมือกลับมา ก็ถูกมือใหญ่คว้าหมับ

“ปล่อยมือหมวยเดี๋ยวนี้นะ” ชัญญ่าบอกเสียงเขียว นัยน์ตาขุ่นคลัก

“พี่จะปล่อย ถ้าหมวยรับปากว่าจะยอมทำสัญญากับพี่” คนฉวยโอกาสขอต่อรองด้วยเสียงทุ้มนุ่ม

“สัญญาอะไรของพี่ บ้าหรือเปล่า จู่ๆ จะมาให้หมวยสัญญา ไม่เอาด้วยหรอกนะ” เธอพยายามจะกระตุกมือออก แต่มือพี่เมธาสงสัยจะติดกาวตราช้างเอาไว้ ทำให้เธอดึงไม่ออกเสียที จนเป็นเธอที่รู้สึกเจ็บมือซะเอง

“ถ้างั้นพี่ก็จะจับมือหมวยไว้แบบนี้แหละ”

“ไม่กลัวโดนยิงทิ้งหรือไง”

“ตายก็ดี หมวยจะได้ร้องไห้เสียใจที่พี่จากไป” เขาพูดทีเล่นทีจริง แต่คนฟังไม่อยากฟังอะไรแบบนี้เลย

“พี่นี่ ทำไมชอบแช่งตัวเองให้นักนะ หมวยก็ตกลงก็ได้ พี่พูดมาได้เลย” ชัญญ่าบอกเสียงฉุนๆ เพราะไม่ชอบให้เอาเรื่องตายมาพูดเล่น 

“ต่อไปนี้หมวยห้ามให้ผู้ชายคนไหนกอด ยกเว้นพี่ สัญญาได้ไหม” เขาจริงจังจนอีกคนได้แต่มองตาแป๋ว “ว่าไงล่ะหมวย อย่าเอาแต่ทำตาแป๋ว” เสียงทุ้มนุ่มดังกระตุ้นให้อีกคนรับปาก

“หมวย...หมวยขอเพิ่มบอลกับอั๋นได้ไหม สองคนนี้ตัวเป็นผู้ชายแต่ใจเป็นหญิง หวังว่าพี่จะอนุโลม” ชัญญ่าต่อรองจบก็ฉีกยิ้มกว้างเมื่อได้เห็นหน้าดุๆ ของพี่เมธา

“ยังไงก็เป็นผู้ชาย พี่ไม่อนุญาต” คนหวงปฏิเสธแบบไม่คิดให้เสียเวลา

“งั้นหมวยก็ไม่ตกลง แล้วถ้าใครมาขอกอด หมวยก็จะให้กอดหมดแหละ”

“ตกลงก็ได้” เมธายอมรับข้อต่อรองด้วยความจำใจ ก่อนที่ชัญญ่าจะขอตัวไปนอนแต่ก่อนไปก็ถามถึงคุณป้า เพราะจำได้ว่าตอนไปที่บ้านพี่เมธากับลุง เธอไม่เห็นเห็นคุณป้าอยู่ที่บ้านด้วย

“แม่พี่สายไปตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว ท่านป่วยเป็นมะเร็ง ที่กว่าพี่จะรู้ก็สายไปแล้ว เพราะแม่ไม่ยอมบอก”

“หมวยเสียใจด้วยนะพี่เมธา” ชัญญ่าบอกเสียงสั่นเครือ เพราะเข้าใจความรู้สึกของการสูญเสีย

“ขอบใจจ๊ะ หมวยไปนอนเถอะ ดึกแล้ว”

“อืม” ชัญญ่าครางรับในลำคอก่อนจะเดินแยกออกไป ด้านเมธาก็มองตามไปพร้อมกับกดยิ้มมุมปาก ครู่ต่อมาจึงได้เดินกลับห้องพักบ้าง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนนะคะ รักคำโตๆ "

วรัมพร,หงสรถ


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha