บ่วงรักสีน้ำผึ้ง [จบแล้ว]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 18 : ตอนที่ 11


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 11

 

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นขับเลี้ยวเข้ามาในอาณาเขตสิบกว่าไร่ของเสี่ยกิจจาที่เปิดเป็นโรงงานขนาดกลางอยู่ใกล้กับบ้านพัก และโดยมากไม่มีใครรู้ว่าโรงงานนี้ทำอะไรกันแน่ เพราะพนักงานทุกคนมักปิดปากเงียบหากพ้นเวลาการทำงาน ที่ได้เงินดีกว่าแรงงานขั้นต่ำในปัจจุบันถึงสองเท่า ทำให้พนักงานทุกคนไม่คิดจะพูดเรื่องงานที่ตนเข้าไปทำในทุกๆ วัน

“บ้านเสี่ยกิจจาใหญ่โตเหมือนกันนะครับเสี่ย” คนที่จ้องมองรอบๆ บ้านตั้งแต่เข้ามาพูดขึ้นด้วยแววตาเปล่งประกายบางอย่าง ซึ่งไม่ต่างจากคนเป็นนายเท่าไรนัก เมื่อตนก็นึกชอบที่นี่เช่นกัน

“มันก็ต้องใหญ่โตตามกำลังเงินที่ไอ้กิจจามันทำอยู่ที่นี่ไง” คนเป็นนายชี้ไปที่โรงงานที่อยู่ห่างจากตัวบ้านไปไกลพอสมควร ที่ตนก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าที่โรงงานนั่นผลิตเครื่องสำอางจริงหรือเปล่า ทำไมไอ้กิจจาถึงได้รวยแบบก้าวกระโดดนัก

“โรงงานผลิตเครื่องสำอางไม่ใช่เหรอเสี่ย” เกริกถามต่อ ขณะที่คนเป็นนายทำเพียงแค่พยักหน้าให้ ก่อนจะพากันลงจากรถเมื่อรถมาจอดเทียบหน้าบ้าน แต่ก่อนจะลงจากรถ เสี่ยผู้เป็นนายก็ไม่ลืมถามเรื่องส่งคนไปสะกดรอยตามไอ้พ่อเลี้ยงเมธา ที่เป็นตัวต้นเหตุทำให้เขาขายที่ขาดทุน และเมื่อได้รู้ว่าตอนนี้ไอ้พ่อเลี้ยงหนุ่มกำลังจะเดินทางกลับไร่พร้อมกับผู้หญิง แม้จะสงสัยว่าผู้หญิงที่มาด้วยเป็นใครก็ตามแต่ก็ไม่มีเวลาซักถาม ก่อนจะพากันลงจากรถเมื่อมีคนของเสี่ยกิจจาสี่คนเดินลงมาดูว่าใครกันมาพบเสี่ย เพราะวันนี้เสี่ยไม่ได้แจ้งไว้ว่าจะมีแขกมาพบ

“เสี่ยคเชนท์” หนึ่งในสี่หนุ่มร่างยักษ์พูดขึ้นด้วยสีหน้าแปลกใจ เพราะตั้งแต่อีกฝ่ายเอาเงินมาไถ่ที่คืนก็หายหน้าหายตาไปเลย แต่ไม่คิดว่าวันนี้จะมาพบเสี่ยของตนถึงบ้านพัก

“เสี่ยกิจจาอยู่หรือเปล่า”

“อยู่ครับ เชิญด้านในครับ” ชายคนเดิมผายมือเชิญแขกของเสี่ยกิจจาเข้าไปในบ้าน โดยที่เสี่ยคเชนท์ให้เกริกและชาติ สองลูกสมุนมือดีที่สุดในตอนนี้ตามเข้าไปด้วย ส่วนอีกสองคนให้รออยู่ที่รถ

เมื่อเดินมาถึงในห้องโถง คนใช้ในบ้านก็เดินนำแขกไปพบเสี่ยที่ห้องอาหาร ที่ตอนนี้เสี่ยกิจจานั่งทานอาหารกับสาวๆ อยู่ ทำเอาพวกเสี่ยคเชนท์อดนึกอิจฉาไม่ได้ เพราะไอ้กิจจาทำแบบนี้โดยที่ภรรยาไม่ว่ากล่าว นั่นก็เพราะฝ่ายภรรยาหวาดกลัวสามี เลยไม่กล้ามีปากเสียงด้วย

“มองเหมือนอิจฉาผมเลยนะเสี่ยคเชนท์” เสี่ยกิจจาที่วัยอ่อนกว่าอีกฝ่ายสองปีพูดขึ้น ก่อนจะให้สาวสวยหุ่นนางเอกหนังเอวีลุกออกไปนั่งที่เก้าอี้ตัวใกล้ๆ

“ก็ชีวิตเสี่ยมันน่าอิจฉาหรือเปล่าล่ะ” พูดจบก็นั่งลงตามคำเชิญของเจ้าของบ้าน ที่กอดจูบลูบคลำเนื้อตัวสาวสวยโดยไม่สนใจสายตาใคร กระทั่งทั้งหมดรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยโดยที่เสี่ยคเชนท์รับเพียงกาแฟดำ จากนั้นเสี่ยกิจจาก็บอกให้เสี่ยคเชนท์ไปรอที่ห้องรับแขกที่มีประตูปิดมิดชิด ป้องกันไม่ให้คนในบ้านทำตัวสอดรู้สอดเห็น

“เสี่ยคเชนท์” เจ้าของบ้านขานเรียกเมื่อลูกน้องของอีกฝ่ายจะตามเข้าไปในห้องด้วย

“ไม่เป็นไร ฉันไม่เคยมีความลับกับมันสองคน” ขาดคำของเสี่ยคเชนท์ เจ้าของบ้านก็เดินนำเข้าไป ตามด้วยลูกน้องหุ่นยักษ์สองคน แล้วพวกเสี่ยคเชนท์ก็เดินตามเข้าไปก่อนที่ประตูห้องจะถูกปิดลง จากนั้นภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบไปอึดใจ

“มีอะไรก็ว่ามาเลยเสี่ย” เจ้าของบ้านพูดเปิดทางให้ เพราะคาดเดาไม่ผิดนักหรอกว่าเสี่ยคเชนท์คงจะมีเรื่องให้ช่วยอย่างแน่นอน

“ฉันต้องการได้คนของเสี่ยไปทำงานให้” คเชนท์บอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เพราะแค้นเคืองทุกคนที่เกี่ยวข้องเมื่อถูกกดราคาที่ดิน และที่จำเป็นต้องขายก็เพราะต้องการเงินมาใช้ลงทุนกับโรงงานแปรรูปไม้ ที่ตอนนี้เริ่มทำรายได้เข้ามาบ้างแล้ว

“คนของเสี่ยก็มีฝีมืออยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องมาขอคนของผมไปเลย” สีหน้าท่าทางไม่ได้แสดงออกชัดเจนว่าจะปฏิเสธหรือไม่ปฏิเสธ นั่นทำให้เสี่ยคเชนท์นึกโมโหไม่น้อยที่ไอ้เสี่ยรุ่นน้องทำเป็นเล่นตัว

“ถ้าใช้คนของฉัน พวกมันก็ต้องรู้ว่าใครทำ”

“แล้วคนของผมล่ะเสี่ย ถ้าโดนจับได้ คนของผมก็แย่สิครับ”

“แต่ได้ข่าวว่าคนของเสี่ยทำงานไม่เคยพลาด” เพราะอยากได้คนไปใช้งานทำให้ต้องรีบหาเรื่องมาอ้าง เพื่อจะได้ใช้คนแบบทันใจ ในเมื่อตอนนี้ไอ้พ่อเลี้ยงหนุ่มมันออกจากไร่มาแล้ว ครั้นจะทำอะไรก็สะดวกกว่าการที่มันหมกตัวอยู่ในไร่

“เสี่ยจะเอาไปจัดการใคร”

“ไอ้พ่อเลี้ยงเมธา แล้วก็พรรคพวกของพวกมัน” สี่ยคเชนท์กระตุกยิ้มเหี้ยมหลังพูดจบ แววตาแข็งกร้าวขึ้น

“เจ้าของไร่ศศิรัตน์” เสี่ยกิจจาคล้ายจะพึมพำกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับคู่สนทนา ที่ก็ดูจะสนใจไม่น้อยที่อีกฝ่ายพูดเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ แต่งานนี้หากไอ้พ่อเลี้ยงมันตาย ไร่นั่นต้องเป็นของตนเพียงคนเดียวเท่านั้น ไอ้กิจจาไม่มีสิทธิ์มาเอาไป

“เสี่ยจะให้คนหรือเปล่า” เพราะอยากได้คนไปจัดการเร็วๆ ทำให้เสี่ยคเชนท์เร่งเร้า เพราะหากชักช้าอาจต้องรอโอกาสอีกนาน

“แล้วต้องการกี่คน”

“สามหรือสี่คนก็ได้” เสี่ยคเชนท์ยิ้มดีใจเมื่อกำลังจะได้คนมีฝีมือ แต่ความจริงคนของตนก็มีฝีมือไม่แพ้คนของอีกฝ่าย แต่งานนี้ หากผิดพลาดคนที่จะรับเคราะห์คนแรกก็คือไอ้กิจจา และเพราะเหตุนี้จึงได้เดินทางมาขอยืมคนไปทำงานสำคัญในครั้งนี้

“ได้เลยเสี่ย แต่งานนี้คงต้องมีค่าเหนื่อยกันสักหน่อย” เสี่ยรุ่นน้องทำท่าครุ่นคิดพร้อมกับมองหน้าเสี่ยคเชนท์ไปด้วย ทำให้เสี่ยคเชนท์กัดฟันกรอด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมวางเงินให้

“นี่แค่ค่าจ้างล่วงหน้าสองแสนบาท แต่หากไอ้พ่อเลี้ยงมันตาย ฉันจะจ่ายให้ทันทีห้าแสน”

“แค่ห้าแสนจะพอได้ไงล่ะเสี่ยคเชนท์ ค่าหัวไอ้พ่อเลี้ยงคนนี้อย่างต่ำต้องหนึ่งล้าน” เสี่ยกิจจาเริ่มหน้าเลือดจนอีกฝ่ายชักจะโกรธแต่ก็พยายามเก็บอาการเอาไว้

“ตกลง!” เสี่ยคเชนท์ยอมแบบไม่มีข้อแม้

“ภพ แกไปจัดคนให้เสี่ยคเชนท์ไปสามคน” เมื่อตกลงกันเรียบร้อย เจ้าของบ้านก็หันไปสั่งคนสนิท

“ครับเสี่ย” หนุ่มร่างยักษ์ผู้มีใบหน้าดุตลอดเวลา ก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วก็เดินออกไปจากห้องรับแขก เพื่อไปคัดเลือกคนไปรอเสี่ยคเชนท์ที่หน้าบ้านพัก โดยไม่ลืมกำชับว่าหากงานพลาดให้ทิ้งหลักฐานที่พอจะสาวไปถึงเสี่ยคเชนท์ไว้ด้วย แต่หากงานสำเร็จจะได้รับค่าจ้างอย่างงาม

“ไอ้ภพ แกจัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม” หลังจากยืนรอจนกระทั่งรถของเสี่ยคเชนท์พร้อมกับลูกน้องตนขับออกไปแล้ว จึงได้หันมาถามคนสนิท เพราะงานนี้เดาได้เลยว่าฝ่ายนั้นต้องการให้คนของเขาเป็นแพะรับบาปแน่นอน หากงานผิดพลาด

“เรียบร้อยครับเสี่ย” ภพกดยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือออกไปรับเงินหนึ่งปึกจากผู้เป็นนาย พร้อมกับคำสั่งว่าให้เอาไปแจกจ่ายให้ทั่วทุกคน ก่อนที่คนสั่งจะกลับเข้าไปในบ้านเพื่อหาความสุขกับสาวๆ ต่อ

 

เมธาอาสายกกระเป๋าใบใหญ่ของชัญญ่า ที่พอทุกคนเห็นก็พากันมองอย่างตกใจเพราะมันใหญ่ราวกับจะย้ายบ้าน ก่อนจะนำไปขึ้นรถ ก่อนหน้าผู้จัดการหนุ่มที่กำลังจะอ้าปากขอเป็นคนอาสา แต่งานนี้เมธาไวกว่า

“ลุงกับป้าดูแลตัวเองด้วยนะจ๊ะ” ชัญญ่าบอกเสียงสั่นเครือ เมื่อเวลาที่ต้องจากลุงกับป้าไปใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว

“เราอย่าห่วงเลย ลุงกับป้าแข็งแรงจะตายไป” คนเป็นป้ายกมือลูบแก้มหลานสาวด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ไม่แพ้กัน

“ถึงจะแข็งแรงแต่หมวยก็ยังห่วงอยู่ดี” น้ำตาของเธอคลอเบ้าทันทีเมื่อพูดจบ

“อย่าร้องไห้สิเรา แค่ไปทำงานเอง ไม่ได้ย้ายไปอยู่ต่างประเทศเสียหน่อย ไม่เอาอย่าร้องๆ พ่อเลี้ยงพายายหมวยไปได้แล้ว ขืนอยู่นานๆ ร้องไห้ตาบวมแน่” คนเป็นป้าหันไปเร่งพ่อเลี้ยงหนุ่มที่เดินกลับมายังจุดที่ทุกคนยืนอยู่พอดี

“หมวยไปนะจ๊ะลุง ป้า” ชัญญ่าโผเข้ากอดทั้งสองอีกครั้ง ก่อนจะผละออกแล้วหันไปหาผู้จัดการหนุ่ม

“เดินทางปลอดภัยนะครับ” เอโด้อวยพรอย่างคนใจหาย ที่ต่อจากนี้ไปเขาจะไม่ได้เห็นหน้าเธอเหมือนทุกวันอีกแล้ว

“ขอบคุณค่ะ คุณเอโด้ หมวยฝากดูแลลุงกับป้าด้วยนะคะ แล้วถ้ามีอะไรก็โทรหาหมวยได้ตลอดนะคะ” พูดจบก็ยิ้มให้ แล้วจึงเดินไปกับว่าที่เจ้านายที่อดีตเคยเป็นพี่ชายข้างบ้าน แต่ไม่ทันจะได้ขึ้นรถ เพื่อนๆ ของเธอก็วิ่งเข้ามา

“ไอ้หมวย แกจะไปจริงเหรอ” บอลกับอั๋นพูดจบ ก็ตามมาด้วยเสียงของหวานที่พูดประโยคเดียวกันราวกับนัดหมายกันมาก่อน

“จริงสิ แต่พวกแกไม่ต้องห่วงหรอก ฉันจะกลับมาหาพวกแกทุกเดือน”

“กว่าจะกลับมาก็ตั้งเดือน พวกฉันคิดถึงแกแย่” หวานพูดขึ้นด้วยน้ำตาคลอเบ้า เพราะตั้งแต่คบหาเป็นเพื่อนกันมา ยังไม่เคยจากกันไปไหนเลย

“หมวยก็คิดถึงทุกคน” ขาดคำก็ผลัดกันกอดลา แต่ก่อนที่เธอจะเดินไปขึ้นรถ บอลก็หันไปถามพ่อเลี้ยงหนุ่มว่ารับคนงานเพิ่มหรือไม่ เพราะตนอยากจะไปอยู่ใกล้ๆ เพื่อน

“รับแน่นอนครับ แต่คงต้องรออีกสักพัก” เมธายิ้มให้เพื่อนๆ ทุกคนของชัญญ่า ก่อนจะพาเธอเดินไปขึ้นรถ เพราะกลัวว่าหากชักช้าจะถึงบ้านดึกเกินไป

รุ่งโรจน์และภรรยา เอโด้  รวมถึงบอล อั๋น หวาน และคนงานที่ว่างจากงานที่ออกมาส่งหลานสาวเจ้าของรีสอร์ตไปทำงานที่อื่น ก็พากันมองตามท้ายรถกระบะไปจนลับตาจึงได้แยกย้ายกัน มีเพียงผู้จัดการหนุ่มที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม นานหลายนาทีกว่าที่เขาจะเดินไปที่มอเตอร์ไซค์แล้วขี่ออกไปที่หน้ารีสอร์ตที่เขากำลังให้คนงานทำป้ายชื่อรีสอร์ตขึ้นมาใหม่

“เป็นไงบ้างครับผู้จัดการ” เทพ หัวหน้าคนงานประจำรีสอร์ตเอ่ยถาม หลังจากให้ผู้จัดการหนุ่มตรวจดูแปลงดอกไม้ใต้ป้ายชื่อรีสอร์ต

“โอเคครับ” ผู้จัดการรูปหล่อตอบรับ เสียงฟังดูเหนื่อยๆ ไม่มีชีวิตชีวาก็ทำเอาคนงานที่กำลังช่วยกันเคลียร์พื้นที่หลังจากทำงานเสร็จพากันหันมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย แต่ก็ยังไม่ได้ซุบซิบถามกันก็มีรถยนต์สีแดงยี่ห้อดังขับมาจอดหน้ารีสอร์ตเสียก่อน และตอนนี้คนในรถก็กำลังกรี๊ดกราดกันอยู่เมื่อเห็นผู้ชาย

“ยายจีจี้! เก็บอาการบ้างเถอะแก นี่ขนาดเห็นแค่ด้านข้างแกยังกรี๊ดเป็นเปรต ถ้าเจอตัวตรงๆ ไม่ร้องโหยหวนดังไปแปดป่าช้าเลยหรือไง ว่าแต่แกแน่ใจนะว่าใช่ที่นี่” คนที่ถูกคะยั้นคะยอให้มาเที่ยวปรามเพื่อนด้วยสีหน้าเอือมระอา แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็รักเพื่อนที่เจอผู้ชายทีไรกรี๊ดเป็นเปรตทุกที เพราะร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งแต่หาเงินเรียนมหาวิทยาลัย

“มันต้องใช่สิยายรุ้ง ฉันย้ำถามญาติมาแล้วว่าชื่อดารินดารีสอร์ต” จีจี้บอกอย่างมั่นใจ แล้วที่เธออยากมาที่รีสอร์ตนี้มากๆ ก็เพราะญาติๆ เพิ่งจะมาพักผ่อนกันแล้วกลับไปคุยกันใหญ่ว่าผู้จัดการรีสอร์ตหล่ออย่างกับพระเอกฮอลลีวู้ด เธอเลยไปคะยั้นคะยอแกมขอร้องให้เพื่อนมาเที่ยวด้วยกัน หลังจากโหมทำงานกันมาทั้งเดือนจนแทบไม่มีวันพัก

“งั้นจะรออะไรล่ะ แกลงไปบอกสิว่าจะมาพัก” สาวสวยอีกคนที่นั่งประจำที่คนขับพยักหน้าสำทับ เพราะเธอก็ไม่ค่อยแน่ใจนักหรอกว่า ตกลงรีสอร์ตนี้พร้อมจะให้คนพักหรือยัง ในเมื่อป้ายชื่อรีสอร์ตสงสัยจะเพิ่งทำ

“แล้วแกไม่ลงไปด้วยกันหรือไงยายรุ้ง” เธอถามไปอย่างนั้นเอง เพราะใจจริงก็อยากจะเห็นหนุ่มหล่อก่อนเพื่อนอยู่แล้ว

“ไม่ล่ะ ฉันจะรออยู่ในรถ แต่ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล เดี๋ยวฉันจะรีบลงไป” คนถูกชวนปฏิเสธ เพราะตอนนี้เธอแต่งตัวล่อแหลมเกินไป ส่วนยายเพื่อนตัวดีใส่ชุดเรียบร้อยกว่าเธอ

“แล้วจะเสียใจที่ไม่ได้เห็นหน้าคนหล่อ อ๋อ! แต่ถ้าหนุ่มหล่อจะลากฉันไปข่มขืน แกไม่ต้องลงไปช่วยฉันนะยายรุ้ง เพราะว่าฉันเต็มใจโดน” พูดจบจีจี้ก็หัวเราะคิกคักเห็นเป็นเรื่องสนุก ก่อนจะเปิดประตูรถออกไปแล้วยิ้มให้กับชายหนุ่มที่แต่งตัวดีที่สุดในกลุ่ม และเธอก็เดาว่าจะต้องเป็นผู้จัดการคนที่ญาติของเธอเพ้อพกอยู่หลายวันแน่ๆ

“สวัสดีครับ มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าครับ” เอโด้พูดขึ้นก่อน เพราะดูท่าแล้วหญิงสาวคงจะจ้องเขาอีกนาน

“พูดแบบนี้แสดงว่าเต็มใจช่วยใช่ไหมคะ” จีจี้ สาวโคโยตี้คลี่ยิ้มพร้อมกับส่งสายตาหวานปานน้ำเชื่อม ใจก็เต้นตึกตักๆ เมื่อได้กลิ่นของน้ำหอมที่ปนมากับเหงื่อจากร่างสูงสง่า

“ครับ” เขาตอบรับด้วยรอยยิ้มที่ชวนให้โคโยตี้สาวใจละลาย ใช่ว่าเธอจะไม่เคยเจอคนหล่อมาก่อน แต่สำหรับคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ นี้หล่อมาก แล้วกล้ามก็โตน่าลูบไล้อย่างมาก   

“จีจี้กับเพื่อนจะมาพักที่รีสอร์ตค่ะ ไม่ทราบว่ายังมีที่พักว่างเหลือให้จีจี้กับเพื่อนได้พักหรือเปล่าคะ” เธอหันไปที่รถบอกเป็นนัยว่ามีอีกคนที่จะมาพัก

“ยินดีครับ เดี๋ยวขับรถตรงไปจะมีพนักงานรอรับอยู่ครับ” เอโด้ผายมือเชิญ แต่สาวสวยยังคงยืนอิดออดเหมือนจะมีเรื่องให้ช่วย

“ไปไกลหรือเปล่าคะ พอดีจีจี้กับเพื่อนขับรถมาจากกรุงเทพฯ น่ะค่ะ แล้วตอนนี้เพื่อนจีจี้เมื่อยมากค่ะ” เธอหันไปมองเพื่อนที่อยู่ในรถอีกครั้ง ทำเอาเพื่อนในรถชักจะสงสัยขึ้นมาแล้วว่าแม่เพื่อนตัวดีจะทำอะไร

“ไม่ไกลครับ แต่ถ้าเพื่อนคุณขับรถไม่ไหวจริงๆ ผมยินดีขับให้ครับ” เขายินดีบริการให้อย่างเต็มที่ เพราะแขกที่รีสอร์ตจะได้ประทับใจแล้วกลับมาอีก คราวนี้รีสอร์ตก็จะไปได้สวยและมีเงินเข้ามามากๆ จนทำให้มีเงินไปใช้หนี้ให้พ่อเลี้ยงเมธา ที่ตอนนี้พาคนที่เขารักไปทำงานด้วย

“ขอบคุณค่ะ” พูดจบโคโยตี้คนสวยก็เดินกลับไปที่รถ แล้วบอกให้เพื่อนลงมาเพื่อให้หนุ่มหล่อขับรถให้แทน

“แกจะใช้เขาทำไมยายจีจี้” เพื่อนสาวที่รอในรถเสียงเขียวใส่เพื่อนตัวดีที่ชอบเจ้ากี้เจ้าการซะทุกเรื่อง และตอนนี้เธอก็ยังขับรถไหว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ใครมาขับแทน

“เอาน่ายายรุ้ง นานๆ ทีจะมีหนุ่มหล่อมาขับให้ แกรีบไปนั่งข้างหลังเร็ว แต่ไม่ดีกว่า แกนั่งคู่ไปกับเขาเลย เผื่อแกจะเกิดอาการสปาร์คๆ กับเขาไง” จีจี้สรุปเองเสร็จสรรพ ก่อนจะหันไปบอกหนุ่มหล่อว่าพร้อมแล้ว แล้วเธอก็เดินไปเปิดประตูรถด้านหลัง ทำให้เพื่อนอีกคนยืนเอ๋ออยู่ข้างรถ

“พร้อมไหมครับ” เขาถามสาวสวยอีกคนที่ยืนอยู่ข้างรถด้วยเสียงทุ้มนุ่ม เมื่อเห็นเธอยืนนิ่งมาครู่หนึ่งแล้ว

“พะ...พร้อมค่ะ” รุ้งตะวัน สาวโคโยตี้แสนสวยที่มีงานไม่เว้นแต่ละวัน พอๆ กับเพื่อนตัวดีที่หาเรื่องแล้วก็ทำให้เธอมารับหน้าแทน

“ถ้างั้นเชิญครับ” เอโด้เดินอ้อมไปเปิดประตูรถ

“ขอบคุณนะคะ” เธอบอกเสียงอ้อมแอ้มก่อนจะหันไปทำตาขวางใส่เพื่อนตัวดี ก่อนที่อีกคนจะเข้ามาทำหน้าที่ขับรถพาเข้าไปในรีสอร์ต ผ่านไปยี่สิบกว่านาที รถก็มาจอดหน้ารีสอร์ต สองสาวลงไปจัดการเรื่องที่พักโดยมีหนุ่มหล่อคอยนำทางให้ สร้างความประทับใจให้สองสาวไม่น้อย กระทั่งมาถึงห้องพัก ทั้งสองสาวก็ทิ้งตัวลงบนโซฟายาวคนละตัว เพราะเมื่อยล้าจากการเดินทาง

“ยายรุ้ง แกว่าผู้จัดการคนนี้เป็นไงบ้าง” หลังจากพักผ่อนกันมาสักพักใหญ่ จีจี้ก็ลืมตามองเพดานแล้วก็ถามความคิดเห็นจากเพื่อนที่ไม่ยอมมีแฟนเสียทีตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว แม้จะมีคนมาจีบแต่เพื่อนเธอก็ไม่สนใจใครสักคน ทั้งที่ก็มีหนุ่มหล่อรวยและพร้อมจะทุ่มเต็มที่แต่เพื่อนเธอก็ไม่สนอยู่ดี

“แกถามทำไม” ถามจบแล้วรุ้งตะวันก็ลืมตาขึ้นมองเพดานบ้าง ใจก็ไพล่คิดถึงวันเก่าๆ ที่กว่าจะมีเงินใช้ไม่ขาดมือเหมือนทุกวันนี้ เธอกับจีจี้ผ่านอะไรกันมาบ้าง มันเต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่น จนทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ แต่เธอกับเพื่อนก็อดทน จนตอนนี้กลายมาเป็นโคโยตี้ที่ทำเงินได้มากสุดแต่แม้จะได้เงินมากแค่ไหน มันก็ยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย เพราะแม่ของเธอติดการเล่นไพ่อย่างหนัก ส่วนพ่อที่แยกทางไปตอนนี้ก็ทำงานไม่ไหวแล้วเพราะอายุมาก เลยต้องเป็นเธอที่มารับภาระส่งเสียลูกใหม่ของพ่อสามคนให้ได้เรียนหนังสือ

“ก็ฉันอยากรู้”

“จะอยากรู้ไปทำไมยายจีจี้ แกก็รู้ว่าฉันไม่มีเวลาจะไปรักใครหรอก เพราะภาระฉันเยอะ” แต่แม้จะลำบากแค่ไหนเธอก็ทนได้ เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวที่แม้จะไม่อบอุ่นเหมือนครอบครัวอื่นๆ แต่เธอก็ยินดีทำเพื่อทุกคน

“แหม...แกก็น่าจะหาผัว...อุ๊ย! หาแฟนสักคนมาช่วยคิดหาช่องทางทำเงินไง” จีจี้ขยับลุกขึ้นนั่งแล้วฉีกยิ้มกว้าง เพราะเธอเผลอพูดตรงไปหน่อย

“แกคิดว่าจะมีใครมาช่วยฉัน ถ้ามารู้ว่าฉันมีภาระอะไรบ้าง แกเลิกพูดเรื่องนี้ไปเถอะ แล้วรอให้ฉันหาเงินส่งไอ้สามตัวเรียนจบมหาลัย มีบ้านให้แม่กับพ่อคนละหลังเมื่อไหร่ก่อน ฉันจะมีแฟนให้แกเห็นทันที” พูดจบเธอก็ลุกขึ้นนั่งบ้าง แล้วก็มองหน้าเพื่อนอยู่อึดใจ ก่อนจะขอตัวไปอาบน้ำ ส่วนจีจี้ก็ออกไปนั่งที่ระเบียง พอดีกับที่พนักงานนำอาหารว่างมาเสริฟ์ให้ เธอจึงนั่งทานฆ่าเวลาระหว่างรอเพื่อนออกจากห้องน้ำ แล้วจึงเข้าไปอาบน้ำบ้าง

 

บนถนนทางหลวงที่ไม่ค่อยมีรถมาวิ่งสวนมากนัก รถของพ่อเลี้ยงแห่งไร่ศศิรัตน์กำลังมุ่งหน้าจะเลี้ยวเข้าเส้นทางไปกลับไร่ที่ต้องขับอีกราวๆ สองชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน

“พี่เมธา เดี๋ยวหมวยขับให้” เธอหันไปมองเสี้ยวหน้าคนที่ทำหน้าที่ขับรถมาร่วมชั่วโมงด้วยความเป็นห่วง เพราะเมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนแล้วยังตื่นกันแต่เช้าด้วย

“ไม่เป็นไร พี่ยังไหว”

“ถ้าไม่ไหว พี่บอกหมวยได้นะ” ชัญญ่าขันอาสาด้วยความเต็มใจ และก็เข้าใจดีว่าการขับรถนานมันเหนื่อยแค่ไหน

“รับทราบครับ” เมธาทำเสียงทะเล้น แม้ว่าลึกๆ แล้วเขาก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่คิดว่าขับไปอีกหน่อยจะมีปั๊มน้ำมันเขาก็คิดจะแวะพักทานกาแฟแล้วค่อยไปต่อ และไม่นานก็มาถึงปั๊มน้ำมัน เมธานำรถไปเติมน้ำมันจนเต็มถังก็ขับไปจอดหน้าห้องน้ำ ให้คนมาด้วยได้เข้าไปทำธุระ พอคล้อยหลังชัญญ่าไปไม่กี่นาที ก็รู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าสายตาของใคร แต่เขายังทำทีนิ่งเฉยและรอให้ชัญญ่าออกจากห้องน้ำ ที่ไม่ถึงห้านาทีเธอก็เดินออกมา

“พี่จะเอาไรไหม หมวยจะเข้าไปมินิมาร์ท” เธอเอ่ยถามเมื่อเหลียวไปเห็นร้านสะดวกซื้อชื่อดัง

“ไปด้วยกันนี่แหละ” พูดจบก็พากันเดินไป แต่ระหว่างเดินเขาก็คอยสำรวจรอบๆ กายไปด้วย แต่ก็ไม่พบความผิดปกติอะไร เพราะแต่ละคนก็ก้มหน้าก้มตาเดิน หรือไม่ก็ยืนรอซื้อสิ่งของที่วางขายตามไหล่ทาง

ชัญญ่าเลือกซื้อขนม น้ำเปล่า และผ้าเย็น แล้วก็เดินไปจ่ายเงินก่อนจะพากันเดินออกมา จากนั้นก็ไปที่ร้านกาแฟที่ใช้นกแก้วและนั่นทำให้เขาเห็นกลุ่มคนที่มองมาที่เขาและชัญญ่าเป็นระยะ

“ไปกันเถอะหมวย” เมธากระซิบบอกอีกคนเบาๆ เมื่อได้กาแฟมาคนละแก้ว ส่วนชัญญ่าก็ไม่ได้นึกสงสัยอะไร กระทั่งนั่งรถออกจากปั๊มมาได้สักพักใหญ่ๆ เธอก็เห็นรถขับจี้มาต่อท้าย ทั้งที่มันก็แซงไปได้

“หมวยหยิบปืนในลิ้นชักออกมา” เมธาสั่งเสียงเข้ม พร้อมกับมองผ่านกระจกหลังเป็นระยะ ดูว่าพวกมันจะเอายังไง แต่ที่สงสัยคือพวกมันเป็นใครกัน

“หมวยขับรถให้ไหมพี่” หลังจากส่งปืนให้แล้วเธอก็อาสาเป็นคนขับ เพื่อให้อีกคนมีสมาธิในการปะทะกับคนในรถที่ขับจี้ท้ายมาเรื่อยๆ

ปัง!

เสียงกระแทกดังสนั่นหลังจากพวกมันขับรถเข้ามาชนท้าย ซึ่งก็ทำให้รถด้านหน้าเสียหลักเซไปเหมือนกัน ก่อนจะเลี้ยวรถกลับขึ้นมาบนถนนได้ในเวลาต่อมา

“โอ๊ย ตายแน่ คราวนี้ตายแน่ๆ ทำไมจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีกแล้วนะ” ชัญญ่าร้องเสียงหลงเมื่อต้องมาเจอพวกไล่ล่าอีกหน แต่คราวนี้เธอมากับพี่เมธา

“พี่ไม่มีวันให้พวกมันทำอะไรหมวยได้หรอก ไม่ต้องกลัวนะ พี่จะปกป้องหมวยด้วยชีวิตของพี่” เมธาพูดปลอบพร้อมกับสั่งให้เธอหมอบต่ำ มือของเขาข้างหนึ่งก็กระชับปืนที่อัดกระสุนไว้แน่น อีกมือก็จับพวงมาลัยเพื่อไม่ให้รถเสียหลักตกลงไหล่ทางที่ชันใช้ได้

รถสองคันขับเบียดกันไปมา ก่อนที่พวกมันจะขับไปจ่อท้ายเหมือนเดิม แล้วก็ขับเข้ามาชนเป็นระยะจนรถคันหน้าเสียหลักไถลลงไหล่ทางไปหลายครั้ง กระทั่งกลับขึ้นมาขับรถบนถนนได้ พ่อเลี้ยงหนุ่มก็ยิงปืนใส่พวกมัน ทำให้พวกมันชะลอความเร็วห่างออกไป เขาจึงเร่งเครื่องขับหนีพวกมันไปให้พ้นไหล่ทางที่ชันเสียก่อน

“พี่เมธา มันยังตามมา” ชัญญ่าร้องบอกเมื่อเงยหน้าขึ้นมองกระจกด้านข้าง

“หมวยขับรถเก่งใช่ไหม”

“สบายมาก” ชัญญ่าให้ความมั่นใจเพราะปกติเธอก็ขับรถขึ้นลงเขาอยู่บ่อยๆ และทางเส้นนี้ก็เคยมาครั้งหนึ่งแล้วด้วย หากได้ขับผ่านอีกครั้งเธอก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว

“งั้นมาขับ” ขาดคำนั้นเธอก็ย้ายตัวเองเข้าไปแทน แม้จะทุลักทุเลแต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนอีกคนก็หันไปมองพวกมันที่ขับรถจี้เข้ามาใกล้เรื่อยๆ แล้วเสียงปืนก็ดังขึ้นหลายนัด สองหนุ่มสาวก้มหลบกันแทบไม่ทัน

“เหยียบคันเร่งอีกหมวย” เมธาสั่งสาวสวย ก่อนจะหันมายิงใส่พวกมันบ้าง ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะยิงปืนใส่กันไม่ยั้ง ขณะที่ความเร็วของรถก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าทางข้างหน้าเป็นทางโค้งหักศอกที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

“นังนั่นมันขับรถใช้ได้นี่หว่า” หัวหน้าทีมที่มาปลิดชีวิตพ่อเลี้ยงหนุ่มพูดขึ้น เมื่อจัดการกับรถคันหน้าไม่ได้เสียที

“เล่นของหนักเลยไหมพี่ รับรองมันตายกันยกรถแน่” คนเป็นลูกสมุนหันไปหยิบของหนักที่ว่ามายื่นให้หัวหน้า

“ดีเหมือนกัน จะได้ตายห่ากันไปให้หมด กูจะได้กลับไปหาสาวๆ ซะที คิดถึงเป็นบ้า” พูดจบมันก็โผล่หน้าออกไปพร้อมกับโชว์ของในมือแล้วก็ยิ้มเยาะให้คู่ต่อสู้

“ซวยแล้ว” เมธาพึมพำ เมื่อเห็นว่าตอนนี้พวกมันถืออะไรอยู่

“ซวยอะไรพี่” ชัญญ่าถามด้วยความสงสัย โดยไม่ละสายตาไปจากถนน

“มันเล่นระเบิด” พูดจบก็คิดหาวิธีหลบพลังระเบิด ที่หากโดนเข้าไปเขากับชัญญ่าคงไปเฝ้ายมบาลกันได้เลย

“ตายแน่!” เธออุทานตาโต

“ไม่หรอก หมวย” สิ้นเสียงนั้น ระเบิดในมือพวกมันก็ลอยละลิ่วมาที่รถ เมธาถลาเข้าไปหักพวงมาลัยให้ลงไปวิ่งตามความลาดชันพร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหว

“พวกมันจะตายไหมพี่” ไอ้คนเป็นลูกสมุนเอ่ยถาม หลังจากจอดรถลงมามองแต่ก็ไม่เห็นรถคันดังกล่าวแล้ว คาดว่าคงพลิกคว่ำตายในอยู่ก้นเขาไปแล้ว

“มึงก็ลองขับรถพุ่งลงไปดู จะได้รู้ว่าตายห่าหรือเปล่า” คนเป็นหัวหน้าตะคอกใส่

“ไม่เอาหรอกพี่!” มันทำหน้าหวาดกลัว ก่อนที่พวกมันจะพากันกลับเพื่อไปรับเงินค่าเหนื่อย พอดีกับที่เสียงคล้ายหวอรถตำรวจดังมาแต่ไกล ทำให้พวกมันรีบพากันออกไปจากจุดเกิดเหตุ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนนะคะ รักคำโตๆ "

วรัมพร,หงสรถ


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha