บ่วงรักสีน้ำผึ้ง [จบแล้ว]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 19 : ตอนที่ 12


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 12

 

 

 

เอี๊ยด! เอี๊ยด!

เสียงล้อรถตำรวจดังครืนไปกับถนนตามแรงเหยียบเบรกราวห้าถึงหกคัน หลังจากมีคนแจ้งเข้าไปว่าได้ยินเสียงคล้ายระเบิด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมากันเกือบทั้งโรงพัก นำทีมมาโดยผู้กำกับธงทวิน ผู้กองกิตติพลและผู้กองธาวัน ถัดไปก็รถพยาบาลและรถกู้ภัย

“ผู้กำกับครับ” ผู้กองกิตติพลขานเรียกพร้อมกับก้าวมายืนด้วยท่าทีเกรงขามอยู่ใกล้ๆ ผู้บังคับบัญชา หลังสืบได้เรื่องแล้วว่ารอยรถที่ไถลลงไปนั้นอาจจะเป็นรถของพ่อเลี้ยงเมธาแห่งไร่ศศิรัตน์ เมื่อกล้องวงจรปิดที่ติดหน้าร้านค้าวัสดุก่อสร้างจับภาพเอาไว้ได้ โดยมีรถกระบะอีกคันขับจี้ตามไป

“ผู้กองจัดทีมลงไปค้นด้านล่างได้เลย”

“ผมขออาสานำทีมเองครับท่าน”

“จัดการได้เลยผู้กอง ผมอนุญาตให้คุณนำทีมค้นหาลงไป” หลังจากรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาแล้ว ผู้กองหนุ่มก็เรียกรวมพลแล้ววางแผนการลงไปค้นหา ที่เขาคิดว่าเพื่อนรักคงไม่เป็นอะไร ไม่นานทีมของผู้กองหนุ่มก็พากันเดินลัดเลาะลงไป เพื่อค้นหารถที่ประสบอุบัติเหตุ ทางด้านผู้กำกับธงทวินก็สั่งการให้ผู้กองธาวันจัดการเก็บหลักฐานและเคลียร์พื้นที่

“มีหลักฐานอะไรบ้างหรือเปล่าหมวด” หลังเดินตรวจรอบๆ พื้นที่แล้ว ผู้กองหนุ่มนามว่าธาวันก็เดินเข้าไปถามหมวดที่กำลังเร่งทำหน้าที่ ด้วยตอนนี้ท้องฟ้ากำลังถูกปกคลุมด้วยเมฆดำและฝนคงจะตกลงมาในอีกไม่ช้า อดนึกห่วงทีมค้นหาและผู้ประสบอุบัติเหตุไม่น้อย เพราะหากฝนเทลงมาก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการค้นหา

“มีเศษชิ้นส่วนระเบิด แล้วก็กระสุนปืนเกลื่อนเลยครับผู้กอง” หมวดชลัธลุกขึ้นตอบหลังจากตนและทีมเก็บหลักฐานจัดเก็บหลักฐานที่มีเรียบร้อยแล้ว

“เรียบร้อยหรือยังผู้กองธาวัน” ผู้บังคับบัญชาเดินมาถาม เมื่อมองดูท้องฟ้าแล้วก็สมควรให้เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาออกจากพื้นที่เกิดเหตุ

“เรียบร้อยครับท่าน” ผู้กองหนุ่มบอกกล่าวจบแล้วก็หันไปบอกทุกคนให้เดินทางกลับ ส่วนเขาก็เดินไปยืนมองตรงรอยรถที่ไถลลื่นเป็นทางยาวลงไป ลมหายใจร้อนๆ ถูกพ่นออกมาเป็นระยะ เพราะเป็นห่วงเพื่อนร่วมงานนับสิบคนที่ลงไปค้นหารถที่ประสบอุบัติเหตุ

ขณะที่ใครต่อใครก็นึกห่วงเจ้าของรถที่ประสบอุบัติเหตุอยู่นั้น เวลานี้พ่อเลี้ยงหนุ่มรู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว หลังจากเขาพยายามบังคับรถไม่ให้ไปกระแทกกับก้อนหิน และต้นไม้ใหญ่ๆ ที่ขวางทางลงอยู่หลายครั้งหลายหน แต่สุดท้ายก็พลาดท่าชนเข้ากับต้นไม้เข้าอย่างจังจนรถด้านหน้าพังยับ

“หมวย หมวย” เมธายื่นมือออกไปแตะไหล่ของอีกคนที่ตัวเอียงติดประตู ส่วนตัวเขารู้สึกเจ็บที่หัวไหล่ด้านขวา สาเหตุคงเกิดจากขณะที่รถเสียหลักพุ่งเข้าใส่ต้นไม้ เขาเอาตัวบังอีกคนเอาไว้ไม่ให้เธอได้รับอันตราย

“หมวย” เมื่อเรียกแล้วอีกคนยังไม่รู้สึกตัวก็ยิ่งทำให้เขาใจหาย ก่อนจะพยายามเรียกต่อไปแต่เธอก็ยังไม่รู้สึกตัว เขาจึงพยายามออกจากรถให้เบาที่สุด เพราะหากแรงไปรถจะเคลื่อนไถลไปชนก้อนหินขนาดมหึมาที่อยู่ห่างออกไป กระทั่งเขาพาตัวเองออกมาจากรถได้แล้วก็เดินมาเปิดประตูอีกฝั่ง แล้วอุ้มร่างเล็กออกมาอย่างระมัดระวัง พร้อมกับเสียงขานเรียกแหบแห้ง

“หมวย ตื่นเถอะนะ” เมธาขอร้องด้วยเสียงแหบแห้ง กลัวว่าเธอจะไปเป็นอะไร

“โอ๊ย...” คนตัวเล็กเผยอปากร้องแผ่วเบา รู้สึกเจ็บระบมไปทั้งตัว

“หมวย!” เขาร้องเรียกด้วยความดีใจเมื่อเธอรู้สึกตัวแล้ว ก่อนที่เขาจะพาออกไปให้ห่างตัวรถ ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอันตรายอะไรขึ้นมาอีกหรือไม่ ในเมื่อสภาพตัวรถด้านหลังพังยับ

“พี่...เมธา เรา...ตายแล้วใช่ไหม” เธอเอ่ยถามเสียงแหบและเบาหวิว พลางหวนคิดถึงตอนที่พี่เมธาขยับเข้ามาหันพวงมาลัยรถแล้วพุ่งลงไหล่ทาง พร้อมๆ กับเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ตาย...เธอกับพี่เมธาตายแล้วเหรอนี่ น้ำตาเริ่มไหลอาบสองแก้ม

“หมวย เรายังไม่ตาย อย่าร้องนะ” คนพูดยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้

“จะ...จริงเหรอ” คนตัวเล็กมีอาการดีใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่เธอจะขยับตัวลุกขึ้นนั่ง

“เบาๆ ล่ะ ว่าแต่เจ็บตรงไหนบ้าง” เมธาเอ่ยถามอย่างห่วงใย และนึกขอบคุณสวรรค์ที่ยังช่วยให้เขาและเธอมีชีวิตอยู่ต่อ

“แค่ปวดระบมไปทั้งตัว แข้งขาคงไม่ได้หักหรอก” พูดจบก็เริ่มสำรวจร่างกายตัวเอง และก็ไม่ได้แขนขาหักจริงๆ ก่อนที่เธอจะหันมาสำรวจคนข้างกายบ้าง ก็เห็นเลือดตรงหัวคิ้วของเขา “พี่เลือดออก” เธอหน้าซีดลงกว่าเดิม อีกทั้งก็เป็นห่วงคนเลือดออกมาก เพราะจำได้ว่าก่อนที่รถจะชนต้นไม้ พี่เมธาเอาตัวมาบังเธอไว้

“ไกลหัวใจพี่ตั้งเยอะ อย่าห่วงเลย”

“ก็แล้วไม่เจ็บหรือไง”

“ก็เจ็บ แต่พี่ทนได้” เขายิ้มเพื่อให้เธอวางใจ แต่อีกคนไม่วางใจเลย เธอหันมาฉีกเสื้อส่วนที่ไม่สกปรกออกไปซับเลือดให้อย่างนุ่มนวล เมธาเผลอมองเธอด้วยแววตารักใคร่

“มองอะไร” เธอถามด้วยเสียงเขินๆ พลางยัดผ้าใส่มือใหญ่ไม่เบานัก

“ก็มองหมวยไง”

“เลิกมองเดี๋ยวนี้เลยนะ แล้วดูบนท้องฟ้าโน่น ฝนต้องตกแน่เลย” แววตาสวยเต็มไปด้วยความกังวล ก่อนจะหันมองรอบตัวก็ไม่มีที่ให้หลบฝนได้เลย

“ตกแน่ๆ” เมธาเองก็กังวลไม่น้อย ก่อนที่เขาจะเดินกลับไปที่รถ เพราะจำได้ว่าป้ารินเคยเอาร่มและเสื้อกันฝนใส่ไว้ให้ในรถ

“พี่จะไปไหน” ชัญญ่าร้องถามเสียงหลง เมื่อจู่ๆ อีกคนก็ลุกเดินจากไปโดยไม่บอกกล่าว

“หมวยรออยู่นี่แหละ พี่จะไปหาของในรถสักหน่อย” เขาหันมาตอบเสียงทุ้มนุ่ม ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไป โดยมีเสียงของอีกคนบอกว่าหยิบถุงขนมจากร้านมินิมาร์ทมาด้วย เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง แล้วพอท้องอิ่มความคิดดีๆ ก็จะเกิด และเธอกับพี่เมธาก็ต้องหาทางออกไปจากที่นี่ได้แน่

ไม่ถึงสิบนาที เมธาก็เดินกลับมาพร้อมร่ม เสื้อกันฝน ขวดน้ำ และถุงขนมที่ชัญญ่าซื้อมาจนแน่นถุง ก่อนที่เขาจะวางทุกอย่างลงแล้วมองสำรวจรอบๆ ตัวว่าจะเดินไปทางไหนดี แล้วก็มองกลับขึ้นไปยังพื้นด้านบนที่สูงชัน แล้วก็คงจะปีนกลับขึ้นไปไม่ได้แน่

“เอาไงต่อพี่เมธา”

“คงต้องเดินข้ามเขาไป พี่พอจะจำได้ว่าฝั่งนั้นเป็นไร่ของเพื่อนอาศิวา แล้วจากนั้นเราก็กลับบ้านกัน” พูดจบก็มองไปยังทิศทางนั้นด้วยใบหน้าเครียดๆ เพราะเขากลัวว่าอีกคนจะเดินไม่ไหว และก็คงต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวันกว่าจะข้ามไปได้

“ป่าพวกนั้นเหรอ” ชัญญ่าหันมองไปด้านหน้าด้วยความกลัว ว่าจะเจอเสือหรือไม่ก็สัตว์ที่ดุร้าย แม้จะรอดจากรถชนมาได้ แต่คงจะไม่รอดเงื้อมมือพวกสัตว์แน่ๆ

“กลัวหรือไงเรา” เมธาหันมาถามเธอด้วยรอยยิ้มขำ

“แล้วพี่ไม่กลัวหรือไงล่ะ ถ้าเกิดเราไปเจอเสือ เจอช้าง เจอกระทิงเข้า”

“คงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอกน่า แต่ถ้าเจอแล้วมันจะทำร้ายเรา พี่ก็จะใช้นี่” เขาโชว์ปืนพร้อมลูกกระสุนให้เธอดู  ทำให้ชัญญ่าใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง ก่อนที่ทั้งสองจะออกเดินทางกัน ส่วนข้าวของในรถคงต้องกลับมาเอาทีหลัง เพราะถ้าจะให้แบกไปตอนนี้คงไม่ไหว แต่ทั้งสองไปได้ไม่เท่าไรฝนก็เทกระหน่ำลงมา ทำให้ต้องหยุดเดินและเข้าไปหลบใต้ซอกหินขนาดใหญ่ ไม่ต่างจากทีมค้นหานับสิบคน ที่ต่างก็ต้องหยุดการค้นหาแล้วหาที่หลบฝนแทน

 

เวลาเกือบสองทุ่ม รุ่งโรจน์และภรรยา รวมถึงผู้จัดการหนุ่มต่างก็รอให้ทางชัญญ่าติดต่อกลับมา เมื่อโทรไปแล้วก็ติดต่อไม่ได้ เพราะทางนั้นโทรศัพท์คงจะแบตเตอรี่หมด

“พี่โรจน์ พี่โทรไปถามที่บ้านพ่อเลี้ยงเลยดีกว่า ว่าไปถึงกันหรือยัง ฉันใจไม่ค่อยดีเลย” ดารินบอกสามี หลังสามีบอกรอดูอีกสักเดี๋ยวว่าหลานสาวจะโทรมาหรือเปล่า แต่รอมาสักพักแล้วหลานสาวก็ไม่โทรกลับมาเสียที ทางฝ่ายผู้จัดการหนุ่มก็ติดต่อชัญญ่าไม่ได้เช่นกัน

“ผมก็ว่าดีกว่ามานั่งรอให้หมวยโทรกลับมานะครับคุณลุง” เอโด้เห็นด้วย ก่อนที่เขาจะรอฟังข่าว เมื่อคุณลุงกำลังโทรไปสอบถามที่บ้านของพ่อเลี้ยงเมธา

“ยังไม่ถึงบ้าน!” รุ่งโรจน์อุทานเสียงดัง สีหน้าแววตาตื่นตระหนกจนอีกสองคนชักใจไม่ดีตามไปด้วย

“เกิดอะไรขึ้นครับคุณลุง ทำไมหมวยกับพ่อเลี้ยงยังไปไม่ถึงบ้าน” เอโด้เอ่ยถามสีหน้าเครียดๆ เพราะเขากลัวว่าพวกที่ดักทำร้ายเขากับชัญญ่าก่อนหน้านี้ จะตามไปทำร้ายเธอกับพ่อเลี้ยงเมธาระหว่างเดินทาง

“รออีกสักเดี๋ยวคงได้รู้ รอให้ทางนั้นโทรสอบถามกับเพื่อนพ่อเลี้ยงดูก่อน” จากนั้นทั้งสามคนก็รอให้คนทางบ้านพ่อเลี้ยงติดต่อกลับมา ไม่นานทั้งสามก็รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้น ว่ารถของพ่อเลี้ยงเมธาตกเขาเพราะมีคนตามไล่ล่าหมายเอาชีวิต จากปากของผู้กองธาวัน เพื่อนของผู้กองกิตติพลที่มาส่งข่าวให้คนทางบ้านพ่อเลี้ยงเมธาทราบ

“หมวย หลานป้า จะเป็นอย่างไรบ้างล่ะนี่” คนเป็นป้าร้องไห้ออกมาราวกับสายฝนทันทีด้วยความเป็นห่วงหลานสาวและพ่อเลี้ยงหนุ่ม ที่ก็ไม่ต่างจากอีกสองคน แต่ผู้อาวุโสกว่าแทบจะล้มทั้งยืนเมื่อได้ทราบข่าว โชคดีที่เอโด้ประคองให้นั่งลงได้ทัน

“คนสมัยนี้เป็นอะไรกันไปหมด ทำไมต้องเข่นฆ่ากันขนาดนี้ด้วย” สองสามีภรรยาพึมพำออกมาตลอดเวลา น้ำตาก็ไหลนอง กังวลไปสารพัด ใจก็ภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มหลานสาวกับพ่อเลี้ยงหนุ่ม

“คุณลุงคุณป้าครับ ผมขอพาคนที่ไร่ไปสักสองสามคนนะครับ จะได้ช่วยกันออกตามหาหมวยกับพ่อเลี้ยง ช่วยๆ กัน ผมว่าไม่นานเราต้องเจอสองคนนั้นแน่ๆ ครับ” เมื่อท่านทั้งสองพยักหน้ารับ เขาก็รีบออกไปตามคนที่บ้านพัก กระทั่งมากันครบแล้วก็ขับรถออกไปทันที ขณะที่สองผู้อาวุโสก็พากันเดินเข้าห้องพระ เพื่อขอพรให้ท่านคุ้มครองทุกๆ คนให้รอดปลอดภัยกลับมา

 

ช่วงสายของวันถัดมา พรรณนสาเลี้ยวรถเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านด้วยความเร็วเพราะต้องการมาเอาเรื่องพี่ชายให้ถึงที่สุด หลังจากรู้ข่าวเรื่องพ่อเลี้ยงเมธา ที่ผ่านมาหนึ่งคืนแล้วแต่ก็ยังหากันไม่พบ

“ยายนสา แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้ขับรถระวังๆ หน่อย” คุณธัญญามาศต่อว่าบุตรสาวคนรองทันทีที่เดินออกมาพบลูกสาว

“คุณแม่อย่าเพิ่งมาสั่งสอนแนนนี่ได้ไหมคะ แนนนี่มีเรื่องต้องเคลียร์กับพี่ชัย พี่ชัย! พี่ชัย! มุดหัวอยู่ที่ไหน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ พี่ชัย!” พรรณนสาตะโกนเรียกเสียงดังอย่างไม่เกรงใจมารดาที่คอยปรามอยู่

“ยายนสา หยุดส่งเสียงดังได้แล้ว แล้วเราไปมีเรื่องอะไรกับพี่เขา” คนเป็นแม่รั้งแขนลูกสาวให้เดินตามไปนั่งในห้องนั่งเล่น

“พี่ชัยมา คุณแม่ก็ลองถามดูสิคะว่าพี่ชัยไปสร้างเรื่องอะไรไว้ แต่แนนนี่ว่าคุณแม่เตรียมรอต้อนรับตำรวจได้เลยค่ะ” พรรณนสาเอ่ยตอบมารดาเสียงกร้าว เพราะตอนนี้เธอโกรธพี่ชายมาก

“แกมากล่าวหาอะไรฉันอีกยายนสา” ชัยดิศรที่เดินลงมาทันได้ยินสิ่งที่น้องสาวบอกมารดาจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย

“หึ! พี่อย่ามาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องไปหน่อยเลย ในเมื่อตัวพี่เป็นคนสั่งให้ลูกน้องไปทำ” พรรณนสาเบ้ปากใส่พี่ชาย ที่กล้าทำร้ายคนที่ชอบได้อย่างไรกัน แล้วตอนนี้พ่อเลี้ยงจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่มีใครรู้ เมื่อไม่มีใครได้ข่าวอะไรอีกเลย นอกจากข่าวรถของพ่อเลี้ยงเมธาโดนคนร้ายไล่ล่าจนตกเขา

“แกพูดให้มันดีๆ หน่อยยายนสา ฉันส่งคนไปทำอะไรใครที่ไหน” คนเป็นพี่ยังคงงงกับสิ่งที่น้องสาวกล่าวหา เพราะตั้งแต่เมื่อวานเขาก็อยู่กับกรองทองตลอดจนกลับเข้าบ้านตอนตีสี่

“นสา เราพูดให้มันรู้เรื่องหน่อยได้ไหม” คนเป็นแม่พูดขึ้นก่อนที่ลูกสาวคนรองจะตวาดใส่พี่ชาย ที่ดูจะโกรธเคืองกันอยู่ไม่น้อย

“คุณแม่ไม่ได้ยินข่าวหรือไงคะว่าตอนนี้พ่อเลี้ยงเมธาอาจจะตายไปแล้วก็ได้ เพราะพี่ชัยส่งคนไปดักทำร้ายจนรถพ่อเลี้ยงตกเขา ตอนนี้พวกตำรวจยังตามไม่พบ” พรรณนสาเปิดปากเล่าสิ่งที่ได้ฟังต่อๆ จากเพื่อน และเธอก็ปักใจเชื่อทันทีว่าคนที่อยู่เบื้องหลังก็คือพี่ชายของเธอ เพราะนังแม่ม่ายเป็นต้นเหตุ

“ยายนสา! แกกำลังกล่าวหาฉัน” ชัยดิศรตะคอกใส่น้องสาว แต่ทั้งหมดยังไม่ได้ทันพูดอะไร เสียงทรงอำนาจของหัวหน้าครอบครัวก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

“มีเรื่องอะไรกัน!” สิ้นเสียงถาม ท่านผู้ว่าฯ ก็มองหน้าลูกทั้งสองสลับกันไปมา

“ก็พี่ชัยส่งคนไปทำร้ายพ่อเลี้ยงเมธาจนเป็นข่าวใหญ่อยู่ในตอนนี้ยังไงล่ะคะคุณพ่อ” พรรณนสารีบเข้าไปฟ้องก่อนใคร และเธอก็รู้ดีว่าบิดาจะจัดการเรื่องนี้ให้อย่างถึงที่สุด

“ผมเปล่าครับคุณพ่อ ยายนสากุเรื่องขึ้นมาเองทั้งหมด เพราะเมื่อวานผมอยู่กับกรองทองตลอด” ชัยดิศรรีบอธิบายเพราะไม่อยากให้บิดาเข้าใจตนผิด

“ก็เพราะนังแม่ม่ายนี่ไง พี่ถึงได้ส่งคนไปฆ่าพ่อเลี้ยง เพราะพี่กลัวว่าพ่อเลี้ยงจะมาแย่งนังกรองทองไป”

“ยายนสา!” สันกรามบนหน้าคนเป็นพี่นูนเด่นชัด พลางมองน้องสาวด้วยแววตาโกรธขึ้ง ไม่รู้คิดเป็นตุเป็นตะแบบนี้ได้ยังไง เพราะเขาไม่มีวันไปฆ่าผู้ชายอีกคนเพื่อแย่งชิงผู้หญิง ในเมื่อมีผู้หญิงอยากเข้าหาเขามากมาย แต่ตอนนี้เขาสนใจแค่กรองทองอยู่ก็เท่านั้น แต่ถ้าเบื่อกรองทอง เขาก็พร้อมจะหาผู้หญิงคนใหม่ทันที

“คุณพ่อดูพี่ชัยสิคะ พี่ชัยตวาดใส่แนนนี่ แล้วยังไม่ยอมรับผิดอีกด้วย”

“นสา หยุดพูดก่อนจะได้ไหม แล้วให้พี่เขาพูดบ้าง” คนเป็นแม่ปรามด้วยสายตาดุๆ แล้วท่านก็ไม่เชื่อที่ลูกสาวพูดสักนิด เพราะถึงลูกชายจะเจ้าชู้บ้างแต่ก็ไม่ได้มีจิตใจโหดเหี้ยมจนฆ่าคนได้ราวกับผักปลา

“พูดแก้ตัวนะเหรอคะคุณแม่ คุณพ่อคะ คุณพ่อต้องจัดการเรื่องนี้ให้แนนนี่นะคะ ไม่งั้นแนนนี่ไม่ยอมจริงๆ ด้วย เพราะคนที่พี่ชัยสั่งฆ่าคือคนที่แนนนี่ชอบและจะแต่งงานด้วย” พรรณนสาบอกอย่างเอาแต่ใจ

“ยายนสา พูดอะไรออกมา เราจะหมั้นกับแฟนอยู่แล้วนะ ยังจะคิดไปแต่งงานกับคนอื่นอีกหรือไง” คนเป็นแม่แทบจะลมจับ เมื่อจู่ๆ ลูกสาวก็บอกว่าอยากแต่งงานกับพ่อเลี้ยงทั้งที่มีแฟนอยู่แล้ว งานหมั้นก็กำหนดขึ้นมาแล้วในอีกสามวัน

“แนนนี่ไม่หมั้นแล้ว” พรรณนสาบอกอย่างไม่ใส่ใจ

“นสา” คราวนี้เป็นบิดาที่ขานเรียก พลางเดินไปนั่งข้างๆ ภรรยา ที่ตอนนี้ลูกสาวคนเล็กกำลังประคองให้ดมยาดม อยู่ หลังจากเข่าอ่อนเพราะลูกสาวคนรองบอกจะไม่หมั้น ทั้งที่คนรู้กันไปทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว

“คุณพ่อห้ามดุด่าว่าแนนนี่นะคะ” พรรณนสาบอกเสียงกระเง้ากระงอด เพราะรู้ดีว่าใช้ไม้นี้เมื่อไรบิดาจะใจอ่อน

“เราเปลี่ยนใจง่ายแบบนี้ ไม่คิดถึงหน้าตาพ่อแม่บ้างหรือไง” คนเป็นพ่อบอกด้วยเสียงทรงอำนาจ ที่ทุกคนในบ้านต่างเกรงขาม

“ก็แล้วคุณพ่อจะให้แนนนี่ทำยังไงล่ะคะ แนนนี่เบื่อแล้ว ไม่อยากหมั้น”

“ยังไงก็ต้องหมั้น แล้วค่อยไปถอนหมั้นทีหลังเอาแล้วกัน” คนเป็นพ่อยื่นคำขาด เพราะไม่อยากให้ครอบครัวมาตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน

“ไม่ค่ะ! แนนนี่ไม่หมั้น” พรรณนสาปฏิเสธเสียงแข็ง แต่เมื่อบิดายื่นคำขาดว่าถ้าไม่หมั้นก็จะยึดบัตรเครดิตให้หมด เธอจึงจำใจยอมให้งานหมั้นเกิดขึ้นต่อ ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นเดินกระแทกเท้าออกไปโดยไม่สนใจเรื่องของพี่ชายอีกต่อไป

“ชัย ลูกไม่ได้ทำอย่างน้องกล่าวหาใช่ไหม” คนเป็นพ่อหันมาถามลูกชายด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ เพราะโดยนิสัยแล้วลูกชายไม่ใช่คนโหดเหี้ยม

“ผมไม่ได้ทำครับ หากคุณพ่อคุณแม่ไม่เชื่อ ไปถามกรองทองแล้วก็คนงานของผมได้เลยครับ เพราะผมอยู่คุยกับวิศวกรแล้วก็คนงานทั้งวัน ก่อนจะกลับเข้าบ้านครับ” เขาไม่ยอมบอกว่าเพิ่งกลับเข้าบ้านในตอนเกือบเช้าวันใหม่

“พ่อเชื่อใจชัย แล้วตอนนี้งานคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”

“กำลังทุบของเก่าทิ้งครับคุณพ่อ ถ้าวันนี้คุณพ่อว่างไปดูงานกับผมได้นะครับ”

“ก็ดีเหมือนกัน แล้วคุณล่ะ ไปหรือเปล่า” ประโยคท้ายๆ หันไปถามภรรยาที่ตอนนี้สีหน้ายังดูไม่ค่อยจะดีนัก ก่อนจะยื่นมือไปลูบศีรษะของลูกสาวคนเล็กอย่างอ่อนโยน

“สบายดีใช่ไหมเรา”

“นาลีสบายดีค่ะคุณพ่อ” วนาลียิ้มหวานให้กับบิดา ก่อนที่เธอจะเดินออกมาส่งท่านกับพี่ชายไปดูงานกัน แล้วเธอ จึงเดินกลับเข้ามาดูแลมารดาต่อ โดยการให้ท่านขึ้นไปนอนพักบนห้อง กระทั่งเปิดประตูออกจากห้องมารดาก็พบพี่สาวยืนรออยู่

“พี่นสามีอะไรกับนาลีเหรอคะ” คนเป็นน้องมองตาปริบๆ เพราะพี่สาวเอาแต่จ้องมองเธอ

“แกก็สวยดีนี่ แต่เตี้ยไปหน่อย” พูดจบก็เบ้ปากเล็กน้อย

“พี่นสาพูดธุระของพี่มาเลยค่ะ” วนาลีไม่พอใจที่โดนพี่สาววิจารณ์ เพราะเธอทนได้หากใครจะมาว่าแต่กับพี่น้อง ถ้ามาว่ากันแบบนี้บ่อยๆ เธอเองก็สะกดกลั้นอารมณ์โกรธไม่ไหวเหมือนกัน

“มากับฉัน” พรรณนสาจับแขนน้องสาวพาเข้าไปยังห้องนอนของเธอ ก่อนจะปิดประตูตามหลัง

“ธุระสำคัญมากเหรอคะพี่นสา” คนเป็นน้องถามด้วยสีหน้าแปลกใจ เพราะพี่สาวจัดการกดล็อกประตูราวกับกลัวใครจะมาได้ยิน

“ยายนาลี แกอยากมีแฟนหรือเปล่า” พรรณนสาพูดเข้าเรื่องเพื่อไม่ให้เสียเวลา

“พี่นสาถามนาลีแบบนี้ทำไมคะ”

“แกอย่ามาทำตาซื่อๆ กับฉันได้ไหม ฉันรู้หรอกน่าว่าแกก็แอบชอบผู้ชายอยู่เหมือนกัน ไม่งั้นคงไม่พร่ำพรรณนาลงไดอารี่หรอก” เพราะเธอแอบเข้าไปดูตอนที่โดนบิดาบังคับไม่ให้ยกเลิกงานหมั้นนั่นแหละ จนเกิดความคิด บางอย่างขึ้นมา อีกอย่างพี่กับน้องใช้ผู้ชายคนเดียวกันก็คงไม่เป็นอะไรหรอก

“พี่นสาแอบดูของส่วนตัวของคนอื่นแบบนี้ไม่ดีนะคะ” แม้จะตกใจกับสิ่งที่พี่สาวบอกมา แต่เธอก็พยายามกล่าวเตือนพี่สาวให้รู้บ้างว่าการเข้าไปยุ่งกับของส่วนตัวคนอื่นมันเสียมารยาท แม้ว่าจะเป็นพี่น้องคลานตามกันออกมาก็เถอะ แต่จากนี้ไปความลับของเธอจะต้องเปิดเผยให้คนในครอบครัวรู้แน่ๆ

“แกคิดว่าฉันอยากดูมากหรือไง ฉันก็แค่เข้าไปเอายาสระผมของแกมาใช้ แต่บังเอิญไปเห็นกล่องสวยๆ บนโต๊ะอ่านหนังสือของแกก่อน ฉันเลยเปิดดูจนได้รู้ว่าแกมันไม่ใช่ผู้หญิงเรียบร้อยเหมือนที่คุณแม่เข้าใจ” พรรณนสาหัวเราะเยาะ เมื่อได้เห็นสีหน้าซีดเผือดของน้องสาว

“พี่นสา” วนาลีทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เข้าไปทุกที แต่ความจริงแล้วเธอก็เหมือนผู้หญิงทั่วๆ ไปที่อยากจะแสดงความรักแต่ก็หาแฟนไม่ได้ เพราะใจเธอยังเฝ้าคิดถึงแต่ผู้ชายคนนั้นที่ไม่รู้จักชื่อ

“แกผิดเองที่ไม่เก็บความลับเอาไว้ดีๆ” พรรณนสาไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ แต่ใจแอบยิ้มเพราะเธอมีไม้เด็ดที่จะทำให้น้องสาวยอมตกลงแล้ว

“พี่นสาเอาเรื่องนี้มาพูดกับนาลี เพราะต้องการอะไรจากนาลีคะ” น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ

“แกนี่รู้ใจฉัน สมกับที่เป็นน้องสาวของฉันจริงๆ ยายนาลี” พูดจบเธอก็พาน้องสาวไปนั่งริมเตียง ก่อนจะหันไปยิ้ม หยิบอุปกรณ์แต่งหน้ามาแต่งให้น้องสาวจนลบภาพสาวหน้าตาซื่อๆ ซีดๆ ออกไปจนหมด

“พี่นสาแต่งหน้าให้นาลีทำไมคะ” แม้จะถามอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่ได้คำตอบเสียที เธอจึงต้องเอ่ยปากถามอีกครั้งเมื่อพี่สาวนำอุปกรณ์แต่งหน้าไปเก็บเข้าที่เหมือนเดิมแล้ว

“แกไปยืนส่องกระจกดูสิ แล้วบอกฉันว่าชอบหรือเปล่า” พรรณนสายิ้มร้ายลึก

“ค่ะ” วนาลีรับคำแผ่วเบาแล้วก็ลุกเดินไปยืนอยู่ตรงกระจกบานใหญ่ เธอเห็นภาพตัวเองสวยคล้ายกับพี่สาวมากๆ ทำให้ปากเล็กคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ

“แกชอบหรือเปล่า”

“ชอบค่ะ พี่นสาแต่งหน้าเก่งจัง วันหลังพี่นสาสอนนาลีบ้างนะคะ” เพราะเธอก็อยากจะฉีกภาพจืดชืดของตัวเองเป็นสาวเปรี้ยวอย่างพี่สาวบ้าง เผื่อจะได้พบกับใครคนนั้นอีกครั้ง แล้วเขาอาจจะชอบที่เธอเป็นผู้หญิงเปรี้ยวๆ

“ได้สิ ถ้าแกรับปากฉันเรื่องหนึ่ง”

“นาลีรับปากทุกเรื่องค่ะ” พูดออกไปโดยไม่รู้เลยว่าจะนำความลำบากใจกลับมาให้ตัวเอง

“แกต้องหมั้นแทนฉัน” พรรณนสาจับตัวน้องสาวให้หันมาเผชิญหน้า พร้อมกับส่งสายตาดุกร้าวไปให้เพื่อให้น้องสาวกลัวแล้วจะได้ไม่มีทางปฏิเสธ

“คือ...”

“แกไม่ต้องมาคืออะไรทั้งนั้น! ตกลงแกจะหมั้นหรือเปล่า แฟนฉันคนนี้หล่อมากนะ” เพราะเธอเคยพามาพบบิดามารดาแค่สองครั้งเท่านั้น แต่น้องสาวไม่ยอมออกมาดูด้วย เลยไม่ได้เห็นหน้ากันมาก่อน

“นาลีขอโทษนะคะพี่นสา เพราะเรื่องนี้นาลีไม่กล้ารับปากหรอกค่ะ”

“ถ้าแกไม่รับปากจะหมั้นแทนฉัน ฉันก็จะเอาเรื่องที่แกชอบผู้ชายจนเพ้อหาทุกคืนไปบอกคุณแม่ แล้วแกคิดดู ถ้าคุณแม่รู้ว่าแกมีนิสัยแก่แดดตั้งแต่เรียนอยู่ปีหนึ่ง คุณแม่จะรู้สึกยังไง” พรรณนสาหยิบยกเอาความลับมาข่มขู่ ที่เธอคิดว่ามันใช้ได้ผลทีเดียว

“แต่เขาเป็นแฟนของพี่นสานะคะ ทำไมพี่นสาถึงจะให้เขาหมั้นกับคนอื่น” วนาลีทำหน้าสงสัยจนหน้ายุ่ง

“ฉันใจดีไง ถึงได้ยกแฟนตัวเองให้แก ส่วนแกก็ควรจะดีใจ ที่จะได้มีแฟนเหมือนคนอื่นๆ สักที” พรรณนสายิ้มร้ายโดยที่คนเป็นน้องไม่ทันเห็น เมื่อคนเป็นน้องเอาแต่ครุ่นคิดเรื่องความลับที่ปกปิดใครต่อใครเอาไว้ แล้วเธอก็ไม่อยากให้มารดารู้ด้วยว่าแอบชอบผู้ชายตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย

“แล้วคุณพ่อคุณแม่พี่ชัยล่ะคะ พี่นสาคิดว่าทุกคนจะยอมเหรอ”

“แกไม่ต้องสนใจคนอื่นหรอก เพราะถ้าแกยอมหมั้นเองก็ไม่มีใครคัดค้านแล้ว” พรรณนสาพยายามหว่านล้อมให้น้องสาวเห็นด้วย ก่อนที่เธอจะยกเอาเรื่องความลับมาพูดอีกครั้งเมื่อน้องสาวไม่ยอมตอบตกลงเสียที แต่ในที่สุดเธอก็ไม่ต้องหมั้นกับนายแบบหนุ่มแล้วเพราะน้องสาวยอมหมั้นแทน

“แกทำตัวดีแบบนี้ ฉันก็รับรองว่าจะไม่พูดเรื่องความลับของแก” พูดจบก็ไล่น้องสาวออกจากห้อง ส่วนเธอก็เข้าไปนอนแช่น้ำในอ่างจากุชชี่อย่างสบายอารมณ์


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนนะคะ รักคำโตๆ "

วรัมพร,หงสรถ


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha