ซาตานพ่ายใจรัก

โดย: Lantana-Pakakrong



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : กลับบ้าน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

​บ้านเดชาภิรมย์

เวลา 2 ทุ่ม  ห้องนอนเด็กชายหลุยส์

“หลับหรือยังครับลูกแม่” มล.แพรสรวง ผู้ดีเก่าที่มีความงดงามทั้งกายและจิตใจ หลังจากที่นางกลับจากโรงพยาบาล ก๋็มุ่งไปยังห้องลูกเลี้ยง นางเดินเข้าไปถามลูกเลี้ยงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หลังจากเข้ามาในห้องนอนแล้วเห็นเหมือนเด็กชายหลุยส์นั่งสะอื้นอยู่ตรงปลายของเตียงลักษณะเหมือนกอดอะไรสักอย่างอยู่ เด็กชายตัวน้อยโผล่เข้ากอดแม่เล็กของตนด้วยแรงที่ไม่เบานัก “แม่เล็กครับ ฮือ ฮือ” หนุ่มน้อยสะอื่้น

“เป็นอะไรครับลูก หนูร้องไห้ทำไมครับ”

“ ผ  ผมไม่อยากไปเรียน ฮือๆ  ต่อต่างประเทศครับ”  พูดพร้อมเสียงสะอื้นไห้

“ทำไมละลูก บอกแม่ได้ไหมครับ”

“ผมอยากอยู่ที่นี้ครับ อยากอยู่กับคุณพ่อ แม่เล็ก คุณย่าและน้องครับ” หนุ่มน้อยบอกความต้องการของตัวเอา  “ โถ ลูกแม่ ไม่ร้องนะครับ เป็นผู้ชายต้องไม่เสียน้ำตาง่ายๆนะครับ .............หลุยส์กับเล็กเป็นลูกผู้ชายนะลูก หนูต้องไปเรียนนะครับ  และต้องตั้งใจเรียน แล้วรีบกลับมาช่วยคุณพ่อทำงาน ลูกอยากช่วยคุณพ่อไหมครับ” นางถามหนุ่มน้อย “อยากครับแม่เล็ก”

“ไปเรียนที่โน้นก่อน อีกไม่กี่ปีน้องก็ต้องตามไปเรียนที่นั่นกับลูก หนูเป็นพี่ต้องดูแลน้องนะครับ” มล.แพรสรวงมักสอนเด็กน้อยเสมอว่าเป็นพี่น้องกันต้องรักใคร่สามัคคีกลมเกลียวกัน  แต่คงมีเพียงเขาเท่านั้นที่เชื่อฟังคำพูดของแม่เล็ก น้องชายเขานะเหรอ ไม่เคยรักเขาเลยสักหิด “ครับแม่เล็ก ผมจะตั้งใจเรียน แล้วรีบกลับมาหาแม่เล็กครับ” สองแม่ลูกกอดกันกลม นางสงสารเด็กคนนี้เหลือเกิน คุณหญิงนภาพรรณก็ไม่ค่อยปลื้มเขาเท่าไรนัก ซึ่งนางก็ไม่รู้ว่าจะช่วยได้ด้วยวิธีใด  “ปิดเทอมแล้วกลับมาบ้านเรานะลูก หรือไม่คุณพ่อกับแม่จะไปเยี่ยมที่โน้นและโทรหาหนูบ่อยๆ หนูว่าดีไม่ครับ” เด็กชายพยักหน้ารัวๆ แล้วกอดนางแน่นกว่าเดิม

“หนูนั่งกอดอะไรอยู่ลูก แม่ขอดูหน่อยได้ไม่ครับ “ เด็กชายส่งสมุดรายงานผลการเรียนของเขาเล่มล่าสุดให้ดู  มล.แพรสรวงใช้เวลาไม่นานอ่านตามตัวอักษรที่ปรากฏอยู่ในสมุดเล่มนั้น แล้วอุทานขึ้นมาเสียงดังว่า “โอ้โห่ ลูกชายแม่เก่งจังเลย เก่งที่สุดเลยลูก หากคุณพ่อคุณย่ารู้ต้องดีใจมากๆแน่ๆเลยลูก “ เด็กชายยิ้ม หากสิ่งที่ตนได้ยินเป็นเรื่องจริง เขาคงมีความสุขมิใช่น้อย

หลังจากนั้นไม่กี่วัน คุณธานินทร์เมื่อทราบความจากภรรยาว่าบุตรชายคนโตนั้นมีผลการเรียนขั้นดีเลิศระดับโรงเรียนดังเขาก็เอ่ยชมลูกชายตนเองเสียยกใหญ่ หากแต่ด้านคุณหญิงย่านั้นก็เพียงแต่ชมเปรยๆ ออกมาไม่กี่คำ  แต่สำหรับเด็กชายนั่นก็เป็นความสุขมากอีกอย่างหนึ่งในชีวิตของเขาแล้ว



ตลอด 15 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง ณ ต่างประเทศ ช่วงแรกๆนั้นเด็กชายหลุยส์เหงา และอ้างว่างมาก เนื่องจากยังไม่ชินกับสถานที่ใหม่ เพื่อนใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ  เขามักจะโทรกลับไปหาทางบ้านคุณธานินทร์ก็ยังคงวุ่นวายกับงานที่บริษัทน้ำตาลเหมือนเช่นที่ผ่านๆมา  ด้านคุณย่าและน้องชายของเขานั้นแทบจะไม่เคยได้ยินเสียงตามสายเลย คงมีแต่แม่เล็กที่โทรหาเขาประจำ แม้เดือนๆ นึงจะได้คุยกันแค่ 2-3 ครั้งหรือน้อยกว่านั้น แต่ละครั้งก็ใช้เวลาไม่กี่นาที แต่นั่นก็ทำให้เขามีความสุขขึ้นมาบ้าง  และแค่ช่วง 3-4 ปีแรกเท่านั้นที่เขาได้กลับเมืองไทยในช่วงปิดภาคเรียน ในปีหนึ่งคุณหญิงนภาพรรณบอกกับเขาว่า   เขาเริ่มโตเป็นหนุ่มแล้ว ควรลองหางานอะไรทำในช่วงปิดเทอมที่โน้น เหมือนกับคุณธานินทร์ในวัยเดียวกันเขาก็ทำงานแบบนี้ ดีกว่ากลับมาอยู่เมืองไทยเฉยๆ  และปีนั่นเองที่เป็นปีล่าสุดที่เขาได้กลับบ้าน   เด็กชายวัยหนุ่มต้องใช้ความพยายาม ความอดทนที่จะอยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆในสังคมใหม่ ที่เรียกได้ว่ามีคนอยู่แทบทุกประเภท ในสังคมเมืองใหญ่เช่นนี้  ในช่วงเวลาที่เขาปิดเทอมทุกๆปี เขาจะต้องทำงานหาเงินเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ตามที่คุณหญิงย่าบอก ทั้งพนักงานเสิร์ฟ บาร์เทนเดอร์ พาสุนัขไปเดินเล่น พนักงานชงกาแฟ หรือแม้แต่พนักงานขายของในห้าง เขาทำได้ดีในทุกๆงานเลยทีเดียว ยามที่คุณธานินทร์ต้องมาติดต่องานที่อเมริกา แม่เล็กของเขาจะตามมาด้วยเพื่อมาดูความเป็นอยู่ของลูกชายอย่างเขาแม้จะไม่กี่ครั้งก็ตาม  ต่างจากน้องชาย น้องชายของเขาเรียนจบไฮสกูลที่เมืองไทย และเลือกที่จะมาเรียนปริญญาตรีและโทจากในมหาลัยชื่อดังของอังกฤษแทนที่จะมาอยู่อเมริกาดังเช่นเขา  ซึ่งคุณหญิง ย่า คุณพ่อ คุณแม่เล็กมักจะไปเยี่ยมเขาแทบทุกทุกปี

ตอนนี้เขาเรียนจบแล้ว เรียนจบพร้อมเกียรตินิยมอันดับ 1 และในวันพรุ่งนี้เขาจะเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน ที่เขาคิดถึงและโหยหา  กลับไปช่วยแบ่งเบาภาระคุณพ่อที่บริษัท  กลับไปหาไปดูแลแม่เล็กที่มักจะเจ็บป่วยบ่อยๆในช่วงหลังๆมานี้ และคุณย่าที่อายุมากขึ้นทุกวัน กลับไปตอบแทนทุกคนตามที่เขาได้ตั้งปณิธานไว้ก่อนจะเดินทางมาที่นี่

********************************************************

สนามบินสุวรรณภูมิ  

นายสนตนขับรถของบ้านเดชาภิรมย์มายืนรอรับเขาเพียงลำพัง เนื่องจากแม่เล็กป่วยอีกแล้ว เขาทราบเนื่องจากโทรศัพท์มาเเจังกับแม่เล็กว่าจะเดินทางกลับเมืองไทยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตลอดระยะเวลาในการเดินทางกลับบ้าน เมืองไทยต่างไปจากเมื่อ 10 กว่าปีก่อนมาก บ้านช่อง ตึกแถว ที่เปลี่ยนแปลงไปทันสมัยขึ้น รถรามากมายแน่นขนัดบนท้องถนนเนื่องจากตอนนี้เป็นเวลา 9 โมงเช้า ซึ่งคนใช้ถนนกันเป็นจำนวนมาก เกือบ 1 ชั่วโมงเขาก็ลงจากรถ มายืนอยู่หน้าบ้านเดชาภิรมย์


บ้าน


บ้านที่เดียวของเขา 


ญาติพี่น้องเพียงไม่กี่คนในชีวิต


"คิดถึงเหลือเกิน" เขาพูดพึมพรำกับตัวเอง


-------------------------------------------


นางสาวแก้วตา ทองศรี วัย21 ปี จากหนูน้อยหน้าตาน่ารักน่ากอด ขวัญใจคนทั้งไร่เดชาภิรมย์ บัดสีเติบโตขึ้นเป็นสาวสวยสะพรั่งขวัญใจหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ทั้งหลายเช่นเดิม และยังเป็นที่รัก ที่เอ็นดูมากกว่าเดิมขึ้นไปเสียอีกหลายเท่าตัว เนื่องด้วยหญิงสาวชะตาเศร้า ต้องเลี้ยงดูพ่อที่เป็นอัมพฤกษ์ตั้งแต่ช่วงสะโพกลงไป และแม่ที่มีสุขภาพไม่ค่อยจะดีมากนัก 


เนื่องด้วยเมื่อ 3 ปีก่อน นางสาวแก้วตาที่สอบเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งระดับประเทศ  ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ได้  โดยสมาชิกครอบครัวทั้ง 4 คนได้เดินทางไปส่งว่าที่นักศึกษาใหม่ในหอพักของมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพมหานคา  ซึ่งอีกแค่เพียง 3 วันก็จะเป็นวันแรกของการเรียนการสอน  แต่ก็มาเกิดเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดขึ้นเสียก่อนการเปิดเทอม  เมื่อรถตู้โดยสารสายกรุงเทพ-กาญจนบุรีที่พ่อแม่และคุณยายของหญิงสาวใช้บริการเพื่อเดินทางกลับบ้านเกิดประสบอุบัติเหตุรถเสียหลัก พลิกค่ำระหว่างเดินทาง เป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และ 1 ในนั้นคือคุณยายกำไรผู้เป็นที่รัก  คุณยายทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตระหว่างที่เจ้าหน้าที่เดินส่งไปโรงพยาบาล  นายสมชายนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส จนต้องกลายเป็นบุคคลทุกคลภาพ ด้านนางดาวเรืองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกันคือกระดูกสะโพกหัก บริเวณศีรษะได้รับความกระทบกระเทือน เหตุนี้เองทำให้นางสาวแก้วตาว่าที่น้องเฟรชชี่คนใหม่ของมหาวิทยาลัยดัง ตัดสินใจเลิกเรียนอย่างกะทันหัน เพื่อมาดูแล จัดารงานศพของคุณยาย และเฝ้าดูแลพ่อแม่ของตนที่นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลประจำจังหวัด จำได้ว่าตลอด 3 เดือนแรกหลังจากอุบัติเหตุครั้งนั้นหญิงสาวนอนเฝ้าพ่อแม่ที่โรงพยาบาล เธอร้องไห้ทุกคืน ชีวิตครอบครัวแสนสุข มีพ่อ มีแม่ มียายในวันวาน สิ่งนั้นกลายเป็นเพียงความทรงจำ  แม้ คงเคช อาคมและทุกคนภายในไร่จะช่วยเหลือเธออยู่ตลอด แต่ก็ไม่อาจคลายความทุกข์ ความเสียใจในใจของเธอจางหายลงไปได้เลย....


วันเวลาผ่านพ้นไปเกือบ 3 ปี ตอนนนี้นายสมชายกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง สามารถพยุงตัวเองขึ้นนั่งได้ โดยใช้วิธีการโหนผ้า สามารถทานข้าว ทานน้ำ หยิบจับอะไรเล็กๆน้อยๆใกล้ตัว ได้ด้วยตัวเอง  แต่ต้องใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่อยู่ตลอดเวลา  หากช่วงใดที่บ้านมีปัญหาทางด้านการเงิน เขาก็ต้องใช้ผ้าถุง ผ้าขาม้าหรืออื่นๆ มาทดแทน ไปตามมีตามเกิด นางดาวเรืองเองหลังประสบอุบัติเหตุ ต้องเข้าผ่าตัดดามสะโพก และนอนรักษา ทำกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลนานนับเดือน ทั้งสองออกจากโรงพยาบาลในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน  หลังมาอยู่บ้านไม่นาน นางดาวเรืองมีอาการดีขึ้น ลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอน   ยืนได้    เดินได้โดยอาศัยไม้เท้า 4 ขา ตามลำดับ ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะสามารถเดินได้ใกล้เคียงกับคนปกติทั่วๆไปแล้ว แต่ถ้าจะให้กลับไปทำงานเป็นแม่ครัว หรือเป็นคนงานในไร่อ้อยเช่นเดิมคงไม่สามารถทำได้  คุณอาคม ผู้ดูแลไร่ใจ เห็นอกเห็นใจและสงสารครอบครัวนี้เป็นอย่างยิ่ง  ก็ได้ช่วยเหลือโดยให้แก้วตาเข้ามาช่วยงานในฝ่ายธุรการของไร่  และติดต่อแม่ค้าร้านดอกไม้สดในตลาดให้มารับ-ส่งพวงมาลัย พานบายศรีและอื่นๆ จากฝีมือสองสามีภรรยาผู้ขยันขันแข็ง ไม่ย่อท้อต่อชะตาชีวิต ร่วมกันร้อยพวงมาลัยในเวลากลางวันของทุกวัน โดยเฉพาะทุกวันอาทิตย์ที่ออฟฟิศในไร่หยุดทำการ ทุกคนมักจะเห็นภาพ 3คน พ่อพิการ แม่ ลูก นั่งร้อยพวงมาลัย พูดคุย บอกเล่าสะระทุกข์สุขดิบ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน มันเป็นภาพที่เรียกน้ำตา ของหลายๆคน ที่พบเห็นหรือคนที่ขับรถ ผ่าน-ไปมาในไร่อ้อยแห่งนี้

ภาระทางการเงิน เป็นสิ่งที่แก้วตาเครียดมากในขณะนี้ หนี้สินที่ตาทิ้งไว้มากมายกำลังใกล้จะหมด แต่ครอบครัวต้องมาเจอเรื่องหน้าเศร้าเสียก่อน ก่อนที่ทุกคนจะลืมตาอ้าปากได้ เงินชดเชยที่ได้รับมาจากบริษัทรถตู้โดยสาร ก็เริ่มหมดไปพร้อมๆกันกับค่ารักษา ค่าอื่นๆจิปาถะ ในช่วงแรกๆ หลังจากอุบัติเหตุ  ตอนนี้แม่ดาวก็มีอาการปวดหัวถี่ขึ้นเรื่อยๆ บ้างครั้งก็รู้สึกเหมือนตามัวๆ บางครั้งก็มองไม่เห็นเป็นระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่วินาที แต่ก็เริ่มจะบ่อยขึ้น และนานขึ้นทุกวัน แก้วตาทำได้เพียงพานางดาวเรืองไปรักษาที่โรงเรือนพยาบาลในไร่  คุณพยาบาลสวยก็มาพูดคุยกับแก้วตา  และแนะนำให้หญิงสาวพามารดาไปตรวจเช็คร่างกายให้ดีในโรงพยาบาลใหญ่ๆ โดยเร็วดีกว่า เพราะคิดว่าน่าจะเป็นผลพวงมาจากอุบัติเหตุเมื่อ 3 ปีที่แล้วก็เป็นไปได้

“แก้ว กินข้าวได้แล้วลูก เดี๋ยวจะไปทำงานสายเอานะลูก “ นางดาวเรืองบอกและเดินถือถาดกับข้าวมายังตำแหน่งที่สองพ่อลูกนั่งช่วยกันร้อยพวงมาลัยกันอยู่  “จ๊ะ แม่” ตอบมารดาพร้อมกับจัดเตรียมที่ทางสำหรับทานมื้อเช้า โดยทานพร้อมหน้าพร้อมตากัน 3 คน และมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ

ขณะรับประทานอาหาร “แม่จ๋า วันศุกร์นี้ เราไปเช็คตาของแม่ในเมืองกันนะจ๊ะ แก้วขออนุญาตคุณอาคมไว้แล้ว”  “จะดีเหรอลูก แม่รู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นมาแล้วนะแก้ว” “โถ ดาว ไปตรวจนั้นแระดีแล้ว อย่ากังวลอะไรไปก่อนเลย เชื่อพี่ เชื่อลูกมันบ้างเถอะ” นายสมชายพูดขัดขึ้นมาเมื่อเห็นภรรยาดื้อและเริ่มแสดงความวิตกกังวล “จ้ะ พี่เอาอย่างนั้นก็ได้จ๊ะ” 


มื้อเช้าผ่านพ้นไป แก้วตาเดินทางไปทำงานในไร่โดยจักรยานยนต์คันเก่า สองสามีภรรยา เริ่มเตรียมตัวร้อยพวงมาลัยส่งขายไปยังตลาดและตลาดอื่นๆใกล้เคียงดังเช่นที่ผ่านมา “ฉันสงสารลูกจังเลยพี่” ดาวเรืองพูดขึ้นพร้อมเริ่มสะอื้น นายสมชายวางตัวก้านสำหรับร้อยมาลัยลงไว้ข้างๆตัว แล้วดึงภรรยาคู่ทุกข์คู่สุขเข้ามาในอ้อมกอด และกระชับแขนไว้แน่น “อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิดดาวเอ่ย อย่าห่วงไปก่อนเลย”

“ฉันไม่อยากเป็นภาระของลูกเลยพี่ ไปตรวจในเมืองกลัวต้องใช้เงินเยอะ”

“พี่เข้าใจ พี่ก็เป็นห่วงลูก แต่ยังไงก็ต้องไปตรวจ หากเป็นอะไรจะได้รักษา จะได้แก้ไขได้ทัน อย่าปล่อยมันไว้เลย พี่กับลูกเป็นห่วงดาวนะ” ภรรยาพยักหน้าแรงๆใส่อ้อมกอด นางเลือกสามีไม่ผิดจริงๆ ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันเป็นอย่างไร  จนวันนี้สามียังคงแสนดีเช่นเดิม.....เสมอมา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนนะคะ"

Lantana-Pakakrong


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha