ชำระแค้นหนี้รัก18+ The revenge of tiger (อัพจบ)

โดย: เศวยา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 16 : งานศพ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป




                ท่าเรือโอซาก้า

            "ผู้กำกับการครับ ศพอยู่ทางนี้ครับ"

          ร่างสูงในชุดนอกเครื่องแบบของจินยะเดินตามหลังลูกน้องไปเพื่อดูศพหลังจากมีคนแจ้งความไปที่สถานีตำรวจว่าเจอศพไร้หัวมาติดกับใบพัดเรือประมง ขายาวในกางเกงยีนส์สีดำก้าวข้ามแถบเทปสีเหลืองที่ขึงไว้ทั่วบริเวณแสดงเหตุร้ายที่เกิด ศพถูกนำมาใส่ไว้ในถุงซิบพลาสติกขนาดใหญ่เตรียมลำเลียงไปที่ห้องดับจิตเพื่อรอแพทย์ชันสูตรศพต่อไป

            กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ใครที่ได้เห็นสภาพศพปริศนาต่างก็พากันเบือนหน้าหนี ส่วนพวกจิตอ่อนก็พากันสำลักอาเจียนออกมาด้วยความสะอิดสะเอียน จินยะสวมใส่ถุงมือแพทย์และหน้ากากอนามัยเพื่อเข้าไปดูศพด้วยตัวเอง แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีความเป็นมนุษย์เหลืออยู่ในศพนี้แล้ว เนื้อเยื่อเปื่อยยุ่ยส่งกลิ่น ตัวพองบวมขึ้นอืด รอยแผลเหวอะหวะทั่วทั้งตัว แต่ก็มีบางจุดเป็นแผลใหม่ที่เกิดจากใบพัดเรือ แต่มีที่หนึ่งซึ่งถึงแม้ว่าแผลจะเก่าแต่ก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดจากของมีคม นั้นคือบริเวณคอ...แผลนี้ทำให้จินยะนึกถึงการคาดเด่าเหตุการณ์ของตัวเองจากรอยเลือดที่โกดังหมายเลขแปด

            นอกจากนี้รอยสักที่ลางเลือนแต่ก็สามารถมองออกได้ว่าเป็นลายเสือโคร่งอ้าปากคำรามกลางหน้าผา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าศพนี้เป็นคนในกลุ่มมิยากาวะ ช่วงนี้ดูเหมือนว่าคดีหลายคดีที่เกิดขึ้นจะมาจากกลุ่มมิยากาวะแทบทั้งสิ้น จินยะชักจะเหลืออดกับการไม่เกรงกลัวกฎหมายของพวกมัน

            ตอนที่จินยะได้ขึ้นเป็นผู้กำกับการใหม่ๆก็มีคนในกลุ่มมิยากาวะเอาเงินสินบนมาให้เขาเพื่อที่จะขอทำธุรกิจเถื่อนได้อย่างราบรื่น แต่จินยะไม่ยอมเป็นทาสเงินแล้วยอมก้มหัวเป็นสุนัขรับใช้ให้พวกมัน ยิ่งเมื่อวานหลังจากที่จับบ่อนพนันเถื่อนได้แล้วยังสามารถขยายผลไปทลายซ่องเถื่อนในท่าเรือ F ได้อีก มันชักจะมากเกินไปแล้ว นี่ถ้าไม่ติดที่ผู้ใหญ่บางคนปรามจินยะเอาไว้เพราะอิทธิพลของพวกมันช่างใหญ่คับฟ้าแล้วล่ะก็ สาบานได้เลยว่าเขาจะเข้าไปทลายธุรกิจชั่วทุกรูปแบบที่พวกมันทำให้ได้

            "ศพนี้น่าจะเสียชีวิตมาประมาณเจ็ดถึงสิบสี่วันได้แล้วครับ และเราไม่เจอส่วนหัวครับ" ตำรวจให้ข้อมูลเบื้องต้นที่เป็นประโยชน์ต่อจินยะ ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาก่อนที่มินตริญาจะหายตัวไปพอดี

          "ศพนี้คงจะโดนฆ่าที่ไหนซักแห่งแล้วถูกกำจัดโดยการเอาไปโยนทิ้งกลางทะเล จนกระทั่งถูกน้ำซัดเข้ามาใกล้ฝั่งจนไปติดใบพัดเรือเข้า เดี๋ยวคุณช่วยส่งศพไปชันสูตรต่อด้วยนะ"

            "ได้ครับ"

            จินยะสั่งงานลูกน้องเสร็จก็ออกเดินทางกลับไปที่โรงพักเพื่อรอการติดต่อจากคนในกลุ่มมิยากาวะ จินยะรู้ดีว่าเขาไม่จำเป็นต้องเสียแรงติดต่อไปเพราะคนของกลุ่มมิยากาวะมีอยู่ในทุกๆที่ พวกมีอิทธิพลอย่างนั้นเหรอ...พอนึกถึงทีไรใบหน้าอันอ่อนโยนของจินยะมักจะยกยิ้มเหยียดให้กับพวกที่น่าสมเพชซึ่งใช้อำนาจเบียดเบียนผู้อื่น ปณิธานเดียวของจินยะคือต้องกำจัดกลุ่มมิยากาวะออกไปให้สิ้นซาก

            ไม่ใกล้ไม่ไกลออกไปจากจุดนั้น เอริกะได้รับข้อความจากสายข่าวมาว่ามีเรื่องก่อนที่จะเดินทางไปจังหวัดอิชิกะวะ เธอจึงได้แวะเข้ามาทำข่าวก่อน จินยะอยู่ตรงนั้น...และแน่นอนว่าเขาสั่งไม่ให้สื่อทุกสำนักพิมพ์เข้าไปทำข่าวจนกว่าเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติงานเสร็จ แต่ใช่ว่าเอริกะจะกลัวเกรงคำสั่งของผู้กำกับหนุ่ม หากรอจนถึงตอนนั้นเจ้าหน้าที่ก็คงไม่เหลืออะไรไว้ให้เธอทำข่าว เอริกะก็รีบหาทำเลสำหรับทำข่าว เมื่อได้ที่ก็รีบใส่เลนส์ซูมถ่ายภาพชัดแจ๋วมาได้ในที่สุด เธอรีบส่งภาพและเนื้อหาข่าวไปให้ตีพิมพ์สำหรับวันรุ่งขึ้นทันที ดูเหมือนว่าการข่มขู่โดยการลอบยิงครั้งที่แล้วจะไม่ได้ทำให้นักข่าวสาวสะทกสะท้านได้สักเท่าไรเลย

 

            หลังจากที่ประชุมสำคัญในช่วงเช้าจบไป มินตริญาก็รับคำสั่งเกี่ยวกับงานที่ฮิเดกิกำลังมอบหมายมันให้กับเธอ รักก็ส่วนรัก งานก็ส่วนงาน ดังนั้นมาดสุดโหดและเข้มงวดของเขาจึงถูกงัดออกมาใช้แบบไม่เกรงใจ เลขาสาวรีบจดรายละเอียดของงานยิกๆ พร้อมทั้งรีบไปจัดแจงตามคำสั่งของชายที่ตอนกลางวันเป็นเจ้านาย แต่ตอนกลางคืนกลับแปลงกายเป็นเจ้าชายไล่ล่าแมวน้อยอย่างเธอ

            "กลางวันนี้ไปทานข้าวกัน"

            "อ...อ่ะ...ค...คือ...ค่ะ"

          เมื่อลับจากสายตาของพนักงานทุกคน ร่างสูงโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูเลขาสาว ทำเอาร่างเล็กหน้าแดงฉ่าเหมือนกินของเผ็ดขึ้นมาทันใด อันที่จริงฮิเดกิก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้กับผู้หญิงคนไหน แต่เพราะเขารู้ว่าทำอะไรแล้วผู้หญิงตัวเล็กคนนี้จะเขินจนหน้าแดงได้บ้าง เขาก็ยิ่งทำ ฮิเดกิชอบเห็นท่าทางน่ารักๆที่แสดงออกอย่างธรรมชาติแบบนี้ของมินตริญา ยิ่งดูก็ยิ่งชอบ ถ้ามีโอกาสเมื่อไร...อย่าให้เผลอ

            "นายน้อยครับ! นายน้อย!" ยูอิจิวิ่งหน้าตื่นมาหาทั้งสอง หน้าตาแบบนี้ของเขาไม่ค่อยจะได้เห็นบ่อยนัก แจยอลวิ่งตามมาติดๆ ยูอิจิรีบยื่นโทรศัพท์มาให้ฮิเดกิ นัยน์ตาสีน้ำตาลของเขาทั้งตื่นตระหนก และเศร้าหมองในเวลาเดียวกัน

            "ท่านฮิเดโนริโทรมาครับ บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้นายน้อยทราบ"

            คงเพราะฮิเดกิปิดเครื่องทุกครั้งที่เข้าประชุมเลยทำให้ใครๆติดต่อไม่ได้ ปู่ฮิเดโนริจึงรีบโทรหายูอิจิ ท่าทางจะเป็นเหตุด่วนเหตุร้ายจริงๆ... มือใหญ่รับโทรศัพท์มาพูดสายโดยไม่รีรอ

            "ฮัลโหล สวัสดีครับปู่ฮิเดโนริ ขอโทษด้วยครับผมเพิ่งประชุมเสร็จ"

            "....ฮิเดกิ....พวกเราเจอโทระแล้ว..."

            "ก็ดีแล้วนี่ครับ" ฮิเดกิรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็นิ่งไปชั่วครู่เมื่อได้ยินประโยคถัดไปของปลายสาย มือใหญ่สั่นเทาและกุมโทรศัพท์แน่น ฟันกรามถูกขบกันอย่างแรงจนเป็นสันขึ้นข้างแก้ม นัยน์ตาดำดุขมแดงก่ำ ทุกอาการถูกแสดงออกมาภายใต้สีหน้านิ่งเฉย...มือใหญ่ที่ถือโทรศัพท์กลับไม่มีแรงเอาเสียดื้อๆจนร่วงลงไปแนบข้างกาย หน้าหล่อคมคายซีดเผือดต่างจากนาทีที่แล้วอย่างเด่นชัด มินตริญารู้สึกได้ว่ามันผิดปกติ

            "มีอะไรหรือเปล่าคะ?"

            "....ผม...ต้องกลับญี่ปุ่น วันนี้...และตอนนี้"

            "เอ่อ...นายน้อยครับ...แล้วคิคุชิซังล่ะครับ"

            ผู้ชายร่างสูงทั้งสามหันมามองผู้หญิงร่างเล็กที่กำลังถือแฟ้มเอกสารเป็นตาเดียวพลางส่งสายตาคุยกันเสมือนสนทนาผ่านโทรจิต มินตริญาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ทั้งยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดี ปากก็อยากจะถามแต่ก็คงไม่มีใครตอบ

 

            หลังจากที่ฮิเดกิมอบหมายงานทั้งหมดให้กับผู้บริหารท่านอื่นเรียบร้อยแล้ว เขาก็จูงมือเล็กให้ขึ้นรถไปพร้อมกันทั้งสี่คน เมื่อถึงบ้านทุกคนต่างวิ่งเข้าห้องตัวเองจัดกระเป๋าลวกๆอย่างรีบเร่ง พร้อมกับคำสั่งของฮิเดกิที่บอกมินตริญาให้ไปเก็บกระเป๋าพร้อมกับพาสปอร์ต

            "เราจะกลับโอซาก้ากัน"

            มินตริญาได้ยินถึงกับถลึงตาใส่ ดีใจเป็นที่สุดที่จะได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนเสียทีแต่...เธอกลับยิ้มไม่ออกเมื่อเห็นดวงตาแดงๆที่คลอน้ำตาของฮิเดกิ

            "กลับก็กลับค่ะ แต่ช่วยบอกกันได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น"

            "...." ปากหยักบางสีช้ำเผยอออกเพื่อผ่อนลมหายใจเอาก้อนอารมณ์ที่จุกคออยู่ออกไป เขาพยายามจะบอกแต่หากได้พูดออกไปก็เกรงว่าจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ ทำได้แค่เพียงกลืนมันลงคอ มินตริญาสังหรณ์ว่าเรื่องที่เกิดคงจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนัก

            "เรื่องพ่อของคุณใช่ไหมคะ?"

            ถึงแม้ว่ามินตริญาจะยังไม่รู้เรื่องอะไรแต่ก็พอจะเดาออก มือบางเอื้อมไปจับมือหนาที่กำลังสั่น นิ้วโป้งเล็กๆไล้วนไปมาที่หลังมือเส้นเลือดปูดโปนอย่างเบามือ ฮิเดกิช้อนตาแดงๆของเขามองผู้หญิงร่างเล็กที่อยู่ข้างหน้า สัมผัสจากมือบางเล็กๆนั้นมันทำให้จิตใจของฮิเดกิสงบลงอย่างน่าประหลาด เขาพยักหน้าให้กับเธอก่อนที่จะออกเดินทางกะทันหันกลับโอซาก้า

 

            ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาทุกคนก็เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติคันไซ มินตริญาถูกมือใหญ่จูงลากให้เดินไปตามร่างสูงที่เอาแต่ใจอย่างฮิเดกิเช่นเคย

            "นายน้อยครับ ทางนี้ครับ" หลังจากที่แจยอลคุยโทรศัพท์กับใครบางคนเขาก็เดินนำทุกคนไปยังทางออกด้านหน้าสนามบิน

            มินตริญาเห็นกลุ่มชายชุดดำร่างใหญ่ใส่สูทดูดีแต่หน้าตากลับถมึงทึงเหี้ยมเกรียม ทุกคนยืดตัวตรงตามองตรงไปข้างหน้ายืนเรียงรายเป็นสองแถวหันหน้าเข้าหากันเว้นตรงกลางไว้สำหรับให้คนเดินผ่าน

            "ยินดีต้อนรับกลับครับ นายน้อย!" เมื่อประตูกระจกเปิดออก เสียงตะโกนจากชายกลุ่มนั้นดังสนั่นกึกก้องไปทั่วสนามบิน

            "โอ๊ะ! คุณแม่ตกกระเด็น! โอ้ย! ตกใจหมดเลย!"มินตริญาสะดุ้งตกใจเผลออุทานเสียงหลงกับการกระทำของพวกเขา หลังจากนั้นทุกคนก็พร้อมใจกันก้มโค้งแสดงความเคารพให้กับชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทที่กำลังกุมมือเลขาสาวให้เดินผ่าน

            แจยอลและยูอิจิรีบวิ่งตรงไปที่ประตูรถคนละฝั่งเพื่อเปิดมันออกให้ฮิเดกิและมินตริญาเข้าไปนั่งก่อนจะแยกย้ายกันไปประจำที่รถคนละคัน

            ดวงตากลมโตมองหลุกหลิกไปทั่วรถอย่างหวาดระแวง นี่มันเหมือนภาพเดจาวูที่เคยเกิดขึ้นกับเธอเมื่อสองปีที่แล้วไม่มีผิดแต่ต่างกันตรงที่ในวันนี้เธอไม่ได้กรีดร้องโวยวายร้องห่มร้องไห้อย่างครั้งที่แล้ว มือใหญ่ยังคงกุมและบีบมือเล็กของเลขาสาวเอาไว้แน่นจนเธอต้องหันไปมองเพราะมันแสดงออกว่าเขากำลังกังวลใจเพียงแต่ไม่ได้พูดออกมา

 

            ขบวนรถสีดำห้าคันเลี้ยวเข้ามาจอดในโรงพยาบาล มินตริญาชักรู้สึกว่าตัวเองมาอยู่ผิดที่ผิดทางอะไรอีกหรือเปล่า ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่านี่คือขบวนแห่นักการเมืองไม่ใช่นักเลงในกลุ่มมิยากาวะ เพราะมันช่างยิ่งใหญ่เสมือนมีบุคคลสำคัญของประเทศชาติออกเดินทาง นอกจากรถที่เธอและฮิเดกินั่งมาแล้วยังมีรถอีกสองคันนำหน้าและอีกสองคันประกบท้ายโดยให้คันของเธออยู่ตรงกลาง

            "คุณรออยู่ในนี้ เดี๋ยวผมมา" ฮิเดกิบีบมือเลขาสาวแน่นๆอีกครั้งก่อนที่จะเดินลงจากรถไปทิ้งให้เธออยู่กับคนขับรถหน้าตาเหี้ยมเกรียมใส่แว่นดำ ชุดสูทสีดำ ดำไปหมดทั้งตัว ดูไม่น่าไว้ใจ เธอจึงได้แต่นั่งนิ่งๆเหงื่อตกด้วยความหวาดกลัว

         

          ร่างสูงก้าวขายาวๆเดินเข้าไปด้วยความร้อนใจ ที่หมายอยู่ตรงหน้าและก็มีกลุ่มชายชุดดำอีกกลุ่มหนึ่งกำลังยืนออกันอยู่หน้าห้อง ชายชุดดำกลุ่มนั้นโค้งให้ฮิเดกิพร้อมทั้งแหวกทางให้กับการมาถึงของเขา ผู้อาวุโสหัวสีขาวนั่งหน้าเครียดรอฮิเดกิอยู่หน้าห้องดับจิต "สวัสดีครับปู่ฮิเดโนริ"

            "มาแล้วรึ...เข้าไปดูเองเถอะ" นัยน์ตาสีเทาอ่อนเหลือบชี้นำเส้นทางให้หลานที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานานถึงสองปี ฮิเดกิ แจยอลและยูอิจิโค้งทักทายก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องดับจิตพร้อมกันกับปู่ฮิเดโนริ

            ในห้องช่างหนาวเหน็บด้วยอุณหภูมิที่ต้องคงไว้เพื่อรักษาสภาพศพ ตรงกลางห้องมีหมอและเจ้าหน้าที่ประจำสวมเสื้อกาวน์สีขาวยืนรออยู่ ใจดวงใหญ่ของฮิเดกิเต้นแรง แต่ละก้าวที่ขาย่างกรายเข้าไปมันช่างยากเย็นและรู้สึกเหมือนกับระยะทางช่างห่างไกล ปู่ฮิเดโนริพยักหน้าส่งสัญญาณไปยังเจ้าหน้าที่ซึ่งก็พร้อมที่จะเปิดผ้าคลุมร่างที่นอนอยู่บนเตียงสแตนเลสเย็นเฉียบให้ชายหนุ่มได้ดู

            ฮิเดกิถึงกับผงะเข่าอ่อนเมื่อเห็นเศษร่างที่อยู่ตรงหน้า นี่ยังเรียกว่าเป็นศพได้อยู่อีกหรือ นอกจากลำตัวที่มีแต่แผลเหวอะหวะแล้วยังมีแขนเพียงข้างเดียวและส่วนต้นขาไปถึงแค่หัวเข่าเท่านั้น

          "ไม่มีใครหาส่วนหัวของโทระเจอ หมอชันสูตรบอกว่าตายเพราะถูกตัดคอ หลังจากนั้นคงจะถูกนำศพไปทิ้งกลางทะเล สิ่งเดียวที่บอกได้ว่าเป็นโทระคือ...รอยสัก" เสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบของผู้อาวุโสหัวขาวพูดออกมาด้วยความสังเวชใจ มือใหญ่เหี่ยวย่นบ่มประสบการณ์กำแน่นด้วยอารมณ์เศร้าและแค้นปะปนกันไป สำหรับปู่ฮิเดโนริที่สูญเสียครอบครัวไปเมื่อในอดีต โทระก็เปรียบเสมือนลูกชายของเขา แต่มาวันนี้กลับมีจุดจบที่น่าเวทนายิ่งนัก

          ถึงจะไม่ลงรอยกันกับพ่อมาตั้งแต่ตอนแม่ตายจนกระทั่งเขาหนีออกไปจากกลุ่มเมื่อสองปีก่อน แต่พอมาวันนี้ วันที่ต้องมารับรู้ว่าพ่อตาย...ทำเอาลูกผู้ชายอย่างเขาต้องหลั่งน้ำตา ฮิเดกิรู้สึกเหมือนชีวิตของเขาได้ทำพลาดไป...สองปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยติดต่อพ่อ ไม่เคยกลับมาเหยียบญี่ปุ่นให้ใครได้เห็นหน้าอีกเลยจนกระทั่งกลับเข้ามาเพื่อช่วยมินตริญา ขนาดได้มาแล้วก็ไม่เคยที่จะเฉียดไปให้พ่อและปู่ฮิเดโนริเห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ เขาจึงรู้สึก...เศร้าและเสียใจ...ที่ทำอย่างนั้น ฮิเดกิอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ตัวใหม่แต่มันก็สายไปเสียแล้ว

 

            เจ้าหน้าที่พลิกตัวศพเพื่อให้ฮิเดกิได้เห็นรอยสักกลางหลังศพชัดๆ เสือโคร่งตัวใหญ่อ้าปากคำรามกลางหน้าผาสูงสีซีดจางไม่ได้เด่นชัดเหมือนตอนที่มีชีวิตอยู่แต่ว่า...ใช่...ร่างนี้คือพ่อจริงๆ

            "ใคร...ใครมันทำกับพ่อแบบนี้" เสียงทุ้มต่ำถูกรีดเค้นออกมาตามกระบอกเสียงจนสั่นเครือ ใบหน้าหล่อคมแดงก่ำ ฟันกรามขบกันดังกรอดๆจนขึ้นเป็นสันนูน มือทั้งสองข้างกำแน่นจนตัวสั่นเทาด้วยโทสะและความเศร้าในใจสับสนวุ่นวายปนกันไปหมด ในใจตอนนี้อยากจะเอาดาบคะตะนะไปฟาดฟันไอ้คนที่ทำกับพ่อให้เป็นชิ้นๆแล้วจุดไฟเผาให้มอดไหม้จนไม่เหลือซากให้หายแค้น

            "ตอนนี้พวกเรายังไม่รู้ แต่คิดว่าคงเป็นคนเดียวกันกับที่ฆ่าเจ้าซาโตชิ"

            "ผมจะต้องรู้ให้ได้ว่ามันเป็นใคร แล้วจะลากมันมาบั่นคอด้วยตัวผมเอง" นัยน์ตาดำคมดุดันวาวโรจน์แดงก่ำ มือใหญ่ถูกยกขึ้นมาปาดน้ำตาที่หลั่งไหล เขาตั้งปณิธานเอาไว้แล้ว ความแค้นนี้จะต้องถูกชำระด้วยเลือดอย่างสาสม

           

            ฮิเดกิหายเข้าไปในโรงพยาบาลกว่ายี่สิบนาทีแล้ว มินตริญารู้สึกอึดอัดกับการที่ต้องมานั่งในรถกับชายแปลกหน้าท่าทางน่ากลัว อันที่จริงเธอจะทำทีไปขอไปเข้าห้องน้ำแล้วหนีไปก็ได้แต่กลับไม่ทำ ด้วยเพราะใจมันสั่งให้เธออยู่ให้กำลังใจชายที่เธอรักเสียก่อน

            "เอ่อ...ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ?" ในที่สุดมินตริญาก็เป็นฝ่ายถามเพื่อชวนคุยผูกสัมพันธ์ต่อให้คนขับรถจะน่ากลัวมากแค่ไหนก็ตาม

            "นายใหญ่เสียชีวิตครับ"

            "น...นายใหญ่?"

            "ครับ...ท่านเป็นพ่อของนายน้อยและเป็นหัวหน้ากลุ่มมิยากาวะ"

            "ว่าไงนะคะ!" มินตริญาตกใจเมื่อรู้ว่าพ่อของฮิเดกิเสียชีวิต แต่ที่ทำให้เธอตกใจยิ่งกว่าจนหน้าซีดก็คือ...ฮิเดกิเป็นลูกของหัวหน้ากลุ่มมิยากาวะ ให้ตายซิที่ผ่านมาเธอคิดไปได้อย่างไรว่าเขาคงจะเป็นแค่คนระดับสูงในกลุ่มเท่านั้นไม่ได้คิดว่าจะเป็นลูกของหัวหน้ากลุ่มอะไรนั่นเลยต่อให้นามสกุลมิยากาวะก็เถอะ ก็แค่คิดว่าคงจะเป็นญาติๆกันอะไรทำนองนั้น มิน่า..ใครๆถึงได้หวาดกลัวและปฏิบัติกับฮิเดกิเฉกเช่นคนสำคัญ แววตาที่ดุดันและนิสัยของเขามันคงจะถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมกลุ่มมานี่เอง หนีตอนนี้ยังจะทันไหม...

            มินตริญาเห็นร่างสูงของฮิเดกิเดินออกมาจากตึกตรงดิ่งมาขึ้นรถ นัยน์ตาดำคมของเขาดูฉ่ำแดง เธอรู้ได้ทันทีว่าเขา...ร้องไห้ ไม่มีคำพูดใดๆ มินตริญาได้แต่ส่งสายตาเห็นใจไปยังชายที่นั่งเคียงข้าง มือเล็กยังคงกุมไปที่มือใหญ่แน่นๆเพื่อจะบอกกับเขาว่าเธออยู่เคียงข้างเขาเสมอ

            ใบหน้าหล่อเหลาหันมามองดวงตากลมโต เขารับรู้ถึงสิ่งที่มินตริญาต้องการจะบอกได้โดยผ่านสายตาและสัมผัสของเธอ ร่างสูงหายใจเขาลึกๆก่อนจะผ่อนออกมาแรงๆ มือใหญ่อ้อมไปด้านหลังไหล่บางแล้วจับดึงร่างเล็กเข้ามากอด คางแหลมเกยก่ายไปบนหัวของหญิงสาวก่อนจะก้มลงมาจูบที่หน้าผากอย่างแผ่วเบาเพื่อขอกำลังใจ

 

            รถเลี้ยวเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ที่มินตริญาเคยมาหลังจากถูกช่วยให้ออกจากซ่องมาได้ ฮิเดกิหิ้วถุงกระดาษใส่ชุดที่เพิ่งไปซื้อด้วยกันมาให้เลขาสาวของเขา เธอรับมันมาแต่โดยดีแล้วขึ้นไปที่ห้องชั้นบนเพื่ออาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนชุดแล้วไปงานศพพ่อของฮิเดกิด้วยกัน

            มินตริญายังคงดูดีในชุดเดรสสุภาพแขนยาวกระโปรงบานยาวถึงเข่าสีดำ พร้อมหมวกอังกฤษมีผ้าตาข่ายสีดำบางคลุมบังไว้ทั้งใบหน้า ฮิเดกิและทุกคนพร้อมแล้วที่จะไปงานศพซึ่งถูกจัดขึ้นทันทีหลังจากที่ถูกยืนยันโดยญาติว่าเป็นร่างของโทระจริง

 

          สมกับเป็นงานของนายใหญ่หัวหน้ากลุ่มมิยากาวะ ชายฉกรรจ์ทุกช่วงอายุมาร่วมงานจนคนล้นออกมานอกสถานที่ สุดท้ายต้องจำกัดให้ผู้มีตำแหน่งระดับสูงเท่านั้นที่สามารถเข้าไปในงานเพื่อเคารพศพได้

            ร่างเล็กลงจากรถมาพร้อมๆกับฮิเดกิ มือใหญ่จับจูงมือเล็กให้เดินไปเคียงข้างกันกับเขาโดยมีสองอารักขาอย่างแจยอลและยูอิจิเดินตาม นานแล้วที่ทั้งสองไม่ได้ทำหน้าที่อารักขาแต่พวกเขาก็ยังทำมันได้เป็นอย่างดีจนหลายคนหมดห่วงเรื่องที่ว่าอาจจะมีใครมาลอบทำร้ายทายาทนายใหญ่

          มือบางถือดอกไม้สีขาวเพื่อนำไปไหว้ศพ มินตริญารู้สึกสั่นๆกับบรรยากาศในงานที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความชั่วปลิวลอยออกมาจากตัวผู้ชายที่อยู่ในงานพวกนั้น ด้วยเพราะเป็นผู้หญิงหนึ่งเดียวในงานและยังมาพร้อมกับฮิเดกิว่าที่นายใหญ่คนต่อไปจึงทำให้ใครต่อใครต่างพากันจดจ้องมาที่เธอ

            "เป็นอะไรไปหรือเปล่า หน้าซีดๆ" ฮิเดกิหันไปถามเพราะดวงหน้าสวยหวานมันเปลี่ยนสี ขนาดมีผ้าบางดำบังเอาไว้ก็ยังเห็นได้ชัด

            "ป...เปล่าค่ะ ไม่เป็นไร" ร่างเล็กเดินตามร่างสูงในสูทดำไปเรื่อยๆจนกระทั่งเข้าไปในบริเวณงาน ในตอนนี้ผู้อาวุโสและสมาชิกยังมากันไม่ถึงเลยยังไม่ค่อยมีคนมากนัก มินตริญาเดินจับมือกับฮิเดกิเพื่อจะนำดอกไม้ไปวางและก็ได้เห็นเข้ากับรูปผู้ตายที่ถูกใส่ไว้ในกรอบขนาดใหญ่ได้อย่างชัดเจน...

            ตุ้บ!

            มินตริญาเข้งขาอ่อนจนล้มลงไปนั่งกับพื้นทันทีเมื่อเห็นรูปนั้น...ดวงตากลมโตเบิกโพรง ปากอิ่มอ้าสั่นแต่กลับไม่มีคำพูดใดๆออกมา มือก็พลางชี้ไปที่รูป ตัวก็สั่นอย่างกับเห็นผี

            "มินจัง! เป็นอะไรหรือเปล่า?!" ฮิเดกิรีบเข้ามาประคองร่างเล็กที่ลงไปนั่งกองกับพื้นด้วยความเป็นห่วง

            "ค...คน...คนในรูป...คนในรูป...ที่...ที่...โกดัง...โกดัง..." มินตริญาเพ้อพูดออกมาไม่ได้ใจความ ตาก็จ้องไปที่รูปงานศพ น้ำตาไหลออกมาเองด้วยความสั่นกลัว ฮิเดกิเขย่าตัวร่างเล็กให้ได้สติแต่กลับกลายเป็นทำให้เธอหมดสติไป

            "มิน! มิน!" ถึงแม้จะอยากรู้ในสิ่งที่มินตริญาเพ้อพูดออกมาแค่ไหน แต่ร่างสูงก็รีบอุ้มร่างเล็กที่เพิ่งหมดสติออกไปจากงานเพื่อส่งตัวไปโรงพยาบาลทันที




 ชำระแค้นหนี้รักมีอีบุ๊คด้วยนะคะ ^^

แถมฟรี!!! ตอนพิเศษ ยูอิจิ VS กรีนที จ้า!!!

Meb https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTEwOTU3OCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjU6IjQ2NTg5Ijt9


Ookbee http://www.ookbee.com/shop/BookInfo?pid=a13efa77-9b4a-4a08-8544-c2e2137c48c1&affiliateCode=342fffd39f1c459ea917b117e447b49a 


hytexts https://www.hytexts.com/ebook/B009424-ชำระแค้นหนี้รัก


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนค่ะ รักคนอ่าน ตอบทุกเม้นท์เสมอค่ะ ^^"

เศวยา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha