ชิงรักเสน่ห์ร้อน

โดย: รมย์ธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : แย่งซีน


ตอนต่อไป

ณ. สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 17.00 น. ร่างบางของหญิงสาวท่าทางมั่นใจเดินเฉิดฉายให้ชายหนุ่มได้เหลียวตามอง กับชุดสีม่วงรัดสัดส่วนที่โค้งวาวไร้ที่ติด ผมดำขลับของเธอปล่อยยาวสยายเหยียดตรงจนถึงสะโพกที่งอนงามน่ามอง หล่อนคือ มธุรส ชนะวรรณ หรือ น้ำผึ้ง อายุยี่สิบห้าปี

หล่อนเป็นหลานสาวของ ราเชนและเกล็ดแก้ว ชนะวรรณ เจ้าของธุรกิจค้าไม้ชื่อดังของจังหวัดเชียงใหม่ เธอเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเกาหลี ในวันนี้เธอมีนัดที่จะได้มารับชายหนุ่มรุ่นพี่ที่เรียนมหาลัยที่เดียวกัน

และที่สำคัญชายผู้นั้นเป็นชายที่หล่อนหลงรักมาตั้งแต่อยู่มหาลัย

แต่ไม่กล้าบอกให้เขาได้รับรู้ การเจอกันครั้งนี้น้ำผึ้งตั้งใจว่าจะบอกความ

ในใจให้ได้

ร่างบางนั่งรออยู่พักใหญ่ ก็หันไปเห็นหญิงสาวในเครื่องแบบของแอร์โฮสเตสสาวที่ดูเหมือนเพิ่งลงมาจากเครื่องลากกระเป๋าเดินทางขนาดพอเหมาะกำลังเดินมา หญิงสาวร่างบอบบางท่าทางเรียบร้อย ที่มีดวงตากลมโตและพวงแก้มที่อวบอิ่ม ผมสีมะฮอกกานีของหล่อนหยักศกเป็นลอนถูกมวยไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย

มธุรสจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นเพื่อนเก่าที่ห่างกันไปนานหลายปี เดินเข้าไปกล่าวทักทายทันทีด้วยน้ำสียงไม่แน่ใจ

“ปัดรึเปล่า”

“คะ” คนถูกทักขานรับ หล่อนคือ ปัญชิกา เรืองศิริ หรือ ปัด อายุยี่สิบสี่ปี เธอมองหน้าคนทักทายแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ

“น้ำผึ้งเหรอ เป็นไงมายังไงเนี่ย”

“เรามารอรับเพื่อน แล้วปัดล่ะ เป็นแอร์แล้วเหรอ” มธุรสตอบ

พลางมองดูเพื่อนวัยเรียนที่ตอนนี้ดูดีมีราศีต่างไปจากเดิม หล่อนจำได้ดีว่าเพื่อนสาวของเธอคนนี้ฐานะทางบ้านยากจน แต่ก็เป็นคนตั้งใจเรียนจนสอบได้ทุน และมีความพยายามที่จะดันตัวเองให้ถึงฝั่งฝัน

“จ้า เป็นแอร์ฯ แล้วอย่างที่หวังไว้” ปัญชิกาตอบอย่างภาคภูมิใจ พลางมองดูน้ำผึ้งที่แต่งตัวสวยโก้หรูมารับเพื่อนที่สนามบินตามประสาคนมีเงินที่ไม่ต้องทำงานก็มีใช้

“ดีใจด้วย ไม่ได้เจอกันตั้งแต่เรียนจบคิดถึงมากเลย แล้วนี่กำลังจะไปไหน” น้ำผึ้งมองดูคนลากกระเป๋าอย่างไม่แน่ใจ

“ปัดเพิ่งลงเครื่องนะ” หญิงสาวตอบพลางถาม เมื่อเห็นเพื่อนสาวทำท่าทางมองหาคนที่กำลังรอคอย

“แล้วนี่คนที่มารับเครื่องลงรึยัง”

“ลงแล้วนะ กำลังมองหาอยู่” หญิงสาวตอบโดยไม่หันกลับมามองคนที่ถาม หล่อนพยายามมองหาชายที่หมายตาอย่างใจจดใจจ่อ

“ใครกันนะ ถึงทำท่าทางตื่นเต้นขนาดนี้” ปัญชิกาสังเกตท่าทาง

ของเพื่อนที่ดูห่วงหาอาทรกับผู้ที่กำลังจะมาเยือน จึงหยั่งเสียงถาม

“ดูออกด้วยเหรอ” น้ำผึ้งหันกลับมามองหน้าคนถามด้วยความแปลกใจ

นี่เราเก็บอาการไม่อยู่ขนาดนั้นเชียวหรือเนี่ย

“อือ” ปัดพยักหน้าเบาๆ อมยิ้มเล็กน้อย เพราะไม่เคยเห็นสาวสวยอย่างน้ำผึ้งจะมีอาการแบบนี้มาก่อน

ในสมัยเรียนมธุรสมักจะเป็นที่ชื่นชอบของหนุ่มๆ ในโรงเรียน เรียกได้ว่าดาวโรงเรียนกันเลยทีเดียว ก็ด้วยฐานะที่ร่ำรวยผิวพรรณสดใส ต่างจากตนอย่างสิ้นเชิง ปัดเองนั้นหลังจากเรียนจบก็ทำงานส่งตัวเองเรียนอย่างหนัก เพิ่งจะได้มีเวลาดูแลตัวเองก็ตอนที่จะสมัครเป็นแอร์โฮสเตส

“เขาเป็นรุ่นพี่ที่เรียนด้วยกันตอนอยู่เกาหลีน่ะ ตอนนี้จะมาดูงานโรงแรมของเครือมัตสึโอกะกรุ๊ป ผึ้งเลยอาสามารับเพราะคุยกันทางไลน์แล้ว” หญิงสาวตอบอย่างอายๆ หล่อนอาจจะดูเก่งกล้า แต่ถ้าเรื่องผู้ชายที่ชอบแล้วหล่อนจะเขินอายทำอะไรไม่ถูกเลย

“รวยขนาดนั้น ไม่มีใครมารับเหรอ” แอร์สาวเลิกคิ้วสูงอย่างสนใจ ชายหนุ่มตระกูลมัตสึโอกะที่เลื่องชื่อ เป็นรุ่นพี่ที่เพื่อนสาวของหล่อนสนิทและแอบชอบงั้นหรือ

“ผึ้งอาสาเอง อารมณ์อยากเจอด้วย” มธุรสกล่าวอย่างอายๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน

หวนคิดถึงวันวานที่ได้เรียนที่เดียวกัน ตนก็ได้แต่แอบมองอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ ด้วยตระกูลเขาเป็นคนใหญ่โตในเกาหลี แถมเวลาอยู่ก็จะมีกลุ่มพี่น้องในเชื้อสายเดียวกันอ้อมล้อม เพิ่งจะมาได้พูดคุยสนิทสนมกันก็ตอนที่ชายหนุ่มใกล้จะเรียนจบ แล้วก็พูดคุยกันเรื่อยมาทางเฟสบุ๊ค

“แอบชอบเขาล่ะสิ” เพื่อนสาวกล่าวอย่างรู้ทัน แอบหัวเราะในใจคนอย่างสาวสวยที่หมายปองหนุ่มคนไหนอย่างผึ้งก็มีอารมณ์แบบนี้เหมือนกัน

“อือ” คนถูกจับได้รู้สึกใบหน้าร้อนผะผ่าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“เขารู้รึเปล่า” ปัดกล่าวถามอย่างสนอกสนใจ

“เปล่า” หญิงสาวส่ายหน้า พลางมองหาชายหนุ่มอีกครั้ง แล้วก็พบเข้ากับชายหนุ่มรูปงามหน้าตาดีที่เดินลากกระเป๋า

“นั่นไง พี่มาร์ค”

ปัญชิกาเงยหน้ามองตาปลายนิ้วของเพื่อนสาว พบชายรูปงามผิวพรรณสะอาดขาวผ่องสูงโปร่งอกกว้างท่าทางจะอบอุ่นยามได้สวมกอด จมูกโด่งเป็นสันริมฝีปากบางเฉียบน่าจูบ ทำเอาหญิงสาวที่เพิ่งเคยเจอตาค้างประทับใจความหล่อเหลาตั้งแต่แรกเห็น

“น้ำผึ้ง คอยนานไหม ขอโทษทีนะ พี่รอกระเป๋าอยู่” ชายหนุ่มกล่าวเป็นภาษาไทยชัดเจน เดินเข้ามาหาสาวรุ่นน้องพร้อมกับรอยยิ้มหวาน ทำเอาสองสาวที่รอคอยกันอยู่เคลิ้มกันไปตามๆกัน

เขาคือ มุขพล มัตสึโอกะ หรือ มาร์ค ลูกครึ่งไทยเกาหลีอายุยี่สิเก้าปี  ผู้บริหารโรงแรมในเครือมัตสึโอกะ เขาคือลูกชายของ ซอนมิน มัตสึโอกะ และปภาวรินทร์ เรืองโชคอนันต์

“ไม่เป็นไรค่ะ รอไม่นานหรอก” มธุรสตอบแล้วยิ้มอย่างอายๆ ให้กับชายที่หลงรัก

มาร์คมองสาวรุ่นน้อง แล้วหันไปมองแอร์โฮสเตสสาวน่าตาน่ารัก ที่กำลังยิ้มให้กับตนเองอยู่เคียงข้างน้ำผึ้งอย่างสงสัย

“แล้วนี่...”

“ปัญชิกาค่ะ เรียกง่ายๆ ว่าปัด เป็นเพื่อนกับน้ำผึ้งค่ะ” หญิงสาวแนะนำตัวเองด้วยภาษาเกาหลีชัดเจน จงใจอยากจะแสดงให้ชายหนุ่มเห็นว่าหล่อนเก่งพูดได้หลายภาษา ทำเอาน้ำผึ้งอ้าปากค้างเพราะตอนแรกจะแนะนำด้วยตัวเอง แต่ดันถูกเจ้าตัวชิงตัดหน้าไปเสียก่อน

“ครับ ผมมุขพล เรียกว่า มาร์ค ก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”       ชายหนุ่มยิ้มบางๆ รับไหว้หญิงสาวด้วยความรู้สึกประทับใจ ดวงตากลมโตแววตาที่หวานฉ่ำของหล่อนทำเอาหัวใจของเขาสั่นไหว

“พี่มาร์คหิวไหมคะ เดินทางมาเหนื่อยๆ ไปหาอะไรทานกัน          ดีไหม” มธุรสกล่าวเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย ลอบมองตาขวางใส่เพื่อนสาวที่

เหมือนพยายามแย่งชายหนุ่มของเธอไป

“ครับ แล้วแต่น้องผึ้งเลย” มุขพลกล่าวตามใจเจ้าของบ้าน พลางหันไปถามหญิงสาวที่เพิ่งรู้จักตามประสาคนอัธยาศัยดี

“ปัดไปด้วยกันไหม”

“ปัดเองก็เดินทางมาเหนื่อยๆ อาจจะอยากกลับไปพักมากกว่า” น้ำผึ้งชิงตอบ เชิงหันไปมองส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายรับรู้และเข้าใจ

“ไม่เลย ปัดไม่เหนื่อยเท่าไร ชินแล้ว” ปัญชิกาไม่ได้มองมาที่น้ำผึ้งแม้แต่น้อย หล่อนยังคงมองสบสายตาหวานซึ้งกับชายหนุ่มที่เพิ่งมาถึงอย่างไม่วางตา

“งั้นก็ไปด้วยกันสิ” มาร์คเองก็เช่นกัน เขาตอบรับแอร์สาวอย่างเต็มใจ

“ถ้าน้ำผึ้งไม่ว่านะ” ปัดทำเป็นหันมาขออนุญาต ทำสายตาเหมือนหวั่นๆให้ชายหนุ่มได้เห็นว่าหล่อนกลัวจะถูกตำหนิ

มธุรสเห็นสายตาน่าสงสารของเพื่อนสาว บวกกับสายตาคาดหวัง

ของชายหนุ่มก็ทำเอากลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ถ้าไม่ให้ไปก็จะดูใจดำ แต่ถ้าให้ไปใจเธอก็ปวดร้าว จึงต้องจำยอมรักษาหน้าให้ดูดีเอาไว้ก่อน เดี๋ยวชายหนุ่มจะไม่ประทับใจ

“ก็ไปสิ”

“ดีจัง นานๆ เจอกันที ปัดก็อยากคุยกับผึ้งเหมือนกัน ไม่รู้อีกนานไหมกว่าจะได้เจอกันอีก” ปัญชิกาทำน้ำเสียงดีใจแววตาซาบซึ้งที่ได้รับอนุญาต

“นี่ไม่ได้เจอกันมานานเลยเหรอ” มุขพลหันไปถามสองสาวด้วยความแปลกใจ พลางเดินไปที่รถของผู้มีรับที่ลานจอด

มธุรสอ้าปากค้างอีกครั้ง โดยปัดชิงตอบก่อน

“ค่ะ ผึ้งไปเรียนต่อเกาหลี ปัดก็เรียนต่อที่ไทย ไม่มีปัญญาไปต่างประเทศกับเขา เลยฝันอยากเป็นแอร์โฮสเตส”

“ดีครับ ฝันอะไรแล้วทำได้ตามฝันน่าชื่นชม ผมสิไม่มีความฝันรู้แต่ว่าโตมาก็ต้องรับช่วงจากงานที่บ้าน” มาร์คกล่าวคล้ายตัดพ้อกับตัวเอง

“แต่ก็ยังดีนะคะที่มีอะไรให้ทำ ปัดไม่มีเลยมีแต่ตัวเปล่ากับความฝันเท่านั้น” หล่อนทำราวกับชีวิตของตนนั้นน่าสงสาร

“แค่มีฝันแล้วไปให้ถึง ผมว่านั้นก็ถือว่าเรารวยแล้วครับ รวยความฝัน รวยความรู้สึก” ชายหนุ่มมองโลกในแง่ดีอดไม่ได้ที่จะชื่นชมเวลาเห็นใครสู้ชีวิต

เมื่อถึงรถทั้งสามขึ้นรถมา โดยมีน้ำผึ้งเจ้าของรถเป็นผู้ขับ ชายหนุ่มช่วยเปิดประตูคนนั่งด้านหน้าให้กับปัญชิกาอย่างสุภาพบุรุษ ทำเอาคนถูกเอาใจส่งสายตาหวานซึ้งให้ ภายในของมธุรสร้อนผ่าวด้วยความหมั่นไส้ เพื่อนสาวของหล่อนคนนี้มีความคิดจะแย่งชายหนุ่มไปหรืออย่างไร

ส่วนตัวมาร์คเองไปนั่งด้านหลังเพื่อให้เกียรติ์หญิงสาวทั้งสอง แล้วรถคันหรูของหญิงสาวก็เริ่มขับเคลื่อนไปตามท้องถนน

“ดีจังเลย ผึ้งเนี่ยมีรถหรูขับตั้งแต่ไหนแต่ไร ปัดสิจนตอนนี้ยังไม่มีปัญญาจะหารถคันเล็กๆ สักคัน” ปัดกล่าวพลางมองรถคันงามที่ได้นั่ง

ท่าทางเจียมตัว

“รถสมัยนี้ไม่แพง ปัดไม่ลองซื้อสักคันล่ะ” มธุรสกล่าวชักจะหงุดหงิดคำพูดที่ดูน่าสงสาร แต่แฝงไปด้วยความริษยาของเพื่อนสาว

“ไม่กล้าหรอกค่ะ กลัวไม่มีปัญญาผ่อน อีกอย่างปัดกลัวยังขับรถไม่เป็นเลย” เธอตอบอย่างรู้ฐานะอันต้อยต่ำ ตอกย้ำตัวเองจนน้ำผึ้งเริ่มรู้สึกหมั่นไส้

“แบบนี้ก็ต้องหาสารถี” ชายหนุ่มที่ไม่ได้รู้สึกถึงอาการชิงดีชิงเด่นของทั้งสองสาว กลับมองดูแอร์โฮสเตสสาวน่าสงสารที่ไม่มีโอกาสได้มีพร้อมเหมือนรุ่นร้องของตัวเอง

“ยังไม่มีหรอกค่ะ ใครจะมาสนใจคนจนๆ อย่างปัด แล้วพี่มาร์คล่ะคะ มีคนนั่งข้างๆรึยัง” ปัดหันไปยิ้มบางๆถือโอกาสย้อนถามชายหนุ่ม มธุรสเองก็ตั้งใจฟังคำถามนี้ของเพื่อสาวด้วยเหมือนกัน ไม่รู้ไม่เจอกันนานยอดชายของเธอจะมีใครในใจแล้วหรือเปล่า

“ยังครับ ทำแต่งาน ไม่มีเวลาหาใครเลย” มุขพลตอบมองสบ

สายตาหวานฉ่ำกับคนถาม ยิ่งมองก็ยิ่งชอบรอยยิ้มของร่างบาง รู้สึกใจชุ่มชื้นทุกครั้งที่ได้สบสายตา

“หล่อๆ อย่างพี่ต้องหาด้วยเหรอคะ มีแต่วิ่งเข้าใส่มากกว่า”         ปัญชิกาน้ำเสียงระรื่นแววตาเป็นประกาย เมื่อรู้ว่าชายหนุ่มยังไม่มีหญิงสาวหมายปอง

“ไม่หรอกครับ ถึงวิ่งเข้ามาชนจนล้มไปตรงหน้า พี่ก็มองไม่เห็น เพราะไม่ทันได้สังเกต” มุขพลกล่าวน้ำเสียงขบขัน เขาเองก็ไม่เคยสนใจมองสาวคนไหนเลยจนกระทั่งได้มาเจอแอร์โฮสเตสสาวคนนี้ ที่ทำให้น้ำแข็งในหัวใจของเขาละลาย

“นั่นสิคะ บางทีพี่ก็มองคนใกล้ตัวไว้บ้างก็ดีนะ คนที่รู้จักกันมานาน สนิทและคุ้นเคยพี่ดีบางทีอาจจะกำลังอยากให้พี่มองเห็น” น้ำผึ้งพึ่งได้มีโอกาสพูดก็กล่าวเสริมเป็นนัยน์ๆ ลอบมองผ่านกระจกมองหลังไปสบสายตากับชายหนุ่มแล้วยิ้มหวานให้

จังหวะพอดีกับมีรถขับปาดเข้ามาในเลน ซึ่งคนขับก็เห็นแล้วทำให้

ต้องหักหลบ เสียงของปัญชิกากล่าวเตือนท่าทางหวั่นๆ

“ขับรถระวังๆ นั่นๆๆ”

“รู้น่า” คนขับจอบกลับอย่างขัดใจ แค่นี้ก็ต้องทำมาเป็นกลัวเป็นคนขวัญอ่อนไปได้ หล่อนหันไปถามรุ่นพี่ที่แอบชอบต่อ เพื่อประสานบทสนทนาของตัวเองบ้าง

“แล้วนี่พี่มาร์คจะอยู่นานแค่ไหนคะ”

แต่ชายหนุ่มยังไม่ทันตอบ ก็ถูกเพื่อนสาวของตัวเองกล่าวตัดมาทันที ด้วยน้ำเสียงตำหนิกึ่งหวาดกลัว

“อุ้ยๆๆ ผึ้ง ปัดกลัวขับรถอย่าคุยเลยมีสมาธิหน่อย”

ทำเอาคนขับรถอยู่เริ่มชักจะหงุดหงิดขึ้นมา

อะไรจะกลัวเวอร์จนออกนอกหน้าขนาดนั้น มธุรสคิดอย่างรู้สึกหมั่นไส้

“ทำไมน้องปัดกลัวล่ะครับ” สายตาของแอร์สาวบอกบ่งบอกเหมือนกำลังผวา ทำเอาชายหนุ่มไม่สนใจจะตอบมุธรส หันไปสนใจอาการ

ของร่างบางข้างคนขับมากกว่า

“พ่อแม่ปัดประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนค่ะ ปัดก็เลยกลัวไปเลย” คนตอบกล่าวเสียงสั่นๆ สายตาเศร้าสลด

น้ำผึ้งชายตามองคนตีหน้าเศร้าแล้วไม่กล่าวอะไรเพิ่มเติม ขณะที่ชายหนุ่มกล่าวเสียงต่ำอย่างเห็นใจคนที่ต้องสูญเสีย

“พี่เสียใจด้วยนะครับ”

“ไม่ต้องห่วงหรอกปัด ผึ้งขับรถเก่งไม่ประมาทหรอก” คนขับกล่าวอย่างให้ความเชื่อมั่นให้คนหวั่นวางใจ แล้วส่งยิ้มให้ชายหนุ่มผ่านทางกระจกหลัง

“ถูกอย่างที่ปัดว่านะน้องผึ้ง เราไม่ประมาทแต่คนอื่นประมาท”   แต่ชายหนุ่มเห็นดีเห็นงามไปกับคนนั่งข้างๆ ยิ้มเมื่อเห็นในเริ่มลงเม็ดมาก็ยิ่งประมาทไม่ได้เลยทีเดียว

น้ำผึ้งที่ตอนนี้กลับกลายเป็นสารถีจำยอม จำต้องปล่อยให้         ชายหนุ่มและหญิงสาวที่เพิ่งเคยพบเจอหน้ากัน ได้พูดคุยทำความรู้จัก      พอเมื่อตัวเองกำลังจะอ้าปากพูดคุยบ้าง ก็ถูกปัญชิกาดักทางต่อว่ากลายๆตลอด มาร์คเองก็ดูท่าทางคล้อยตามทำให้หล่อนไม่อาจจะพูดอะไรออกมาได้อีก

 

ไม่นานมธุรสก็ขับรถมาถึงร้านอาหารที่ตนตั้งใจจะพาชายหนุ่มมานั่งกินบรรยากาศอย่างโรมแมนติก มันเป็นร้านอาหารแบบหลังคาเปิด สามารถมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนได้ แต่พอมาสามคนแบบนี้ บรรยากาศที่แสนโรแมนติกก็กลายเป็นบรรยากาศที่น่าอึดอัดสำหรับคนพามาทันที

“พี่มาร์คอยากทานอะไรคะ ไม่ได้มาประเทศไทยซะตั้งนาน น้ำผึ้งให้พี่มาร์คเลือกเลยค่ะ” ผึ้งหันไปถามชายหนุ่มอย่างเอาใจ

“แล้วแต่น้องๆ เลยครับ พี่ทานได้หมดทุกอย่าง” มุขพลตอบรับอย่างมาดแมน พร้อมส่งเมนูในมือให้กับสองสาวได้สั่งตามใจ

“ขอปัดสั่งได้ไหมคะ ปัดเองก็ไม่ได้กลับไทยมาหลายสัปดาห์แล้ว

คิดถึงอาหารพื้นบ้านจังเลย” ปัดไม่ขัดศรัทธา เปิดเมนูอ่านทันที

“ได้เลยครับ น้องปัดอยากทานอะไร สั่งได้เลย” มาร์คยิ้มให้กับคนเปิดเผย ท่าทางใสซื่อ ดูแล้วน่าเอ็นดูในสายตาของเขา

“ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ต้มยำกุ้งยอดมะพร้าวอ่อน หล่นกุ้งเอาอะไรอีกดี” รายการอาหารถูกแอร์โฮสเตสสาวสั่งเป็นชุด ทำเอาคนพามามองหน้า

“แหมสั่งไปตั้งสามอย่างแล้วให้คนอื่นสั่งบ้างก็ได้” มธุรสอดไม่ได้ที่จะกัดที่หล่อนสั่งเป็นชุดเหมือนไม่เกรงใจเจ้าภาพเลย

“อุ้ยขอโทษที ผึ้งสั่งเลยจ๊ะ” ปัญชิกาทำตาโตแล้วยิ้มอย่างอายๆ ชายตามองชายหนุ่มที่กำลังมองเธอมาแววตาเป็นประกายอย่างเอ็นดู

“เอายำสามกรอบ ไข่เจียวหอยนางรมแค่นี้ก็พอค่ะ เครื่องดื่มเอาอะไรดีคะ” น้ำผึ้งมองค้อนแล้วหันไปสั่งอาหารที่ตนอยากทานบ้าง พลางหันไปหาชายหนุ่มหยั่งถามอีกครั้ง

“น้ำเปล่าก็พอครับ พี่ไม่ดื่ม”

“ดีจัง ไม่ดื่มด้วยผู้ชายสมัยนี้หายากนะคะ” ปัดเอามือท้าวปลายคาง

ด้วยแววตาชื่นชม น้อยนักที่จะได้เจอผู้ชายที่ไม่สูบไม่ดื่ม

“พี่แพ้เหล้าครับ เหมือนคุณแม่” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ ก็ด้วยเพราะได้รับเชื้อสายฝั่งมารดามาเต็มๆ จึงทำให้เขาไม่สามารถดื่มเหล้าได้เหมือนคนอื่นๆ ในตระกูลมัตสึโอกะ แต่ถ้าเรื่องความเร้าร้อนนั่นเขาเองก็ได้เชื้อสายฝั่งบิดามาเต็มๆ ไม่น้อยหน้าใครในตระกูลเหมือนกัน

“เหรอคะ ปัดก็แพ้ค่ะดื่มแล้วเวียนหัว” ปัญชิกาทำหน้าระรื่นราวกับได้เจอคนที่มีอาการแบบเดียวกัน ทั้งที่จริงแล้วตอนนี้หล่อนเป็นนักดื่มตัวยง

“เราเหมือนกันหลายอย่างเลยนะครับ” ชายหนุ่มไม่รู้ก็พาซื่อเชื่อตามที่หล่อนกล่าว มองเธอแววตาหลงใหล ราวกับได้เจอคนที่ค้นหามานาน

“พอดีผึ้งไม่แพ้ค่ะ น้องเอาไวน์มาขวด” มธุรสทำหน้าสะอิด        สะเอียด หันไปสั่งเครื่องดื่มให้กับตัวเองด้วยความหมั่นไส้ ใจว่าจะทดสอบคำพูดของเพื่อนสาวก็เกรงว่าหล่อนจะแพ้เหล้าจริงๆอย่างที่บอก               

จะกลายเป็นตนนั้นตั้งแง่มองปัดในแง่ลบเสียเอง

“จะดีเหรอผึ้ง ผึ้งต้องขับรถนะ ปัดกลัวแทน” แอร์โฮสเตสสาวหันไปทำสายตาเป็นหวงเพื่อนรักราวกับเป็นคนแสนดี

“นั่นสิ น้องผึ้ง” มุขพลเห็นด้วยเช่นเคย คำพูดของเธอยิ่งทำให้รู้สึกว่าปัญชิกาเป็นคนละเอียด รอบคอบ สมเป็นกุลสตรีจริงๆ

“คือ...ผึ้งลืมน่ะค่ะ” หญิงสาวที่ถูกทักพลันนึกขึ้นได้ ทำหน้าเจื่อนๆ หล่อนพลาดท่าให้ถูกเปรียบเทียบในแง่ลบเสียแล้ว

“ไม่ได้เลยนะผึ้ง น้องคะ ยกเลิกไวน์ที่สั่งด้วยนะ” ปัดทำสายตาจริงจัง หันไปบอกพนักงานที่กำลังจะรับเรื่องทันที แล้วก็หันมายิ้มหวานให้กับชายหนุ่มที่มองเธอด้วยความชื่นชม

“น้องปัดรอบคอบดีจังเลย พี่ไม่ทันได้คิดเลยไม่ห้าม” มาร์คกล่าวอย่างชื่นชม จนทำเอาคนที่ถูกมองในแง่ลบอย่างจะดื่มเหล้าประชดขึ้นมาทันที

“ก็ติดนิสัยเป็นแอร์โฮสเตสค่ะ ทำอะไรต้องละเอียดรอบคอบ ไม่

งั้นถูกร้องเรียนแย่เลย” คนถูกชมทำท่าทางภูมิใจระคนเขิน

“คนเป็นแอร์โฮสเตสได้นี่ต้องเก่งมากเลยนะครับ” มุขพลประทับใจตัวปัญชิกาเป็นอย่างมาก จนเขาไม่อาจจะละสายตาไปจากเธอได้ ยิ่งได้เห็นร่างบางทำท่าทางเขินอายก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกพอใจ

สายตาของคนทั้งสองที่มองสื่อหากันอย่างลึกซึ้งทำเอามธุรสไม่พอใจ แต่จะอ้าปากขัดอะไรก็ดูจะกลายเป็นตัวคนเดียว เพราะทั้งสองเข้าข้างกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย ก็ยิ่งทำเอาหล่อนดูแย่ขึ้นทุกทีในสายตาของชายที่หลงรัก และยิ่งเพิ่มความน่ารักน่าหลงใหลให้กับแขกไม่ได้รับเชิญของตัวเอง

 

ไม่นานอาหารที่สั่งถูกนำมาเสิร์ฟ ชายหนุ่มมารยาทดีตักให้สองสาว แม้จะไม่เท่าเทียมกันสักเท่าไรในสายตาของน้ำผึ้ง แต่ก็ก้มหน้าก้มตาไม่กล่าวแย้งอะไรเพราะเกรงว่าจะกลายเป็นอิจฉา บทสนทนาของทั้งสองก็ดูจะสนุกสนานเข้าขากันเป็นอย่างดี

ปัดดูเป็นธรรมชาติเริงร่ากับชายหนุ่มที่เพื่อนหลงรักอย่างสนุกสนาน ส่วนมุขพลนั้นก็ดูพออกพอใจและมีความสุขที่ได้พูดคุยกับแอร์โฮสเตสสาว และทุกครั้งที่น้ำผึ้งพยายามพูดคุยกับชายหนุ่ม ก็จะถูกเพื่อนสาวเบี่ยงเบนความสนใจอยู่ตลอดเวลา

ทั้งที่เมื่อก่อนปัญชิกาเป็นเด็กเรียน ที่ดูเรียบๆ พูดก็น้อยออกเจียมเนื้อเจียมตัว แต่ตอนนี้ทำไมมธุรสถึงรู้สึกได้ถึงความอิจฉาของคำพูดที่สื่อออกมา แถมยังดูท่าทางเหมือนจะกำลังชอบพอชายหนุ่มของเธอถึงได้ไม่ยอมแยกกลับไปก่อน อยู่เป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญอยู่ได้ หรือว่าหล่อนหึงจนคิดมากไปมีอคติก็ไม่รู้ หล่อนคิด

มุขพลเพิ่งสังเกตเห็นใบหน้าที่ออกอาการชัดเจนของสาวรุ่นน้องว่ากำลังเบื่อหน่าย ทั้งที่ตนกำลังสนุกกับการเล่าเรื่องสมัยเรียนให้ปัดได้รับฟัง

“ผึ้งเป็นอะไร ทำไมเงียบจัง”

“เปล่าค่ะ ผึ้งก็แค่จุกๆ ท้อง” หล่อนกล่าวอ้าง ทำหน้าตาทรมาน

ขึ้นมาทันที ไม่อยากให้ชายหนุ่มรู้ความจริงแล้วเสียความรู้สึกหมดสนุกกับดินเนอร์ที่มีแค่สองคนนั้นมีความสุขกัน

“เป็นอะไรมากไหมจ๊ะผึ้ง เอายาไหมปัดมีติดกระเป๋านะ เผื่อไว้ให้ลูกค้าน่ะค่ะ” ปัญชิกาเสนอตัวช่วยเหลืออย่างมีน้ำใจ

“รอบคอบอีกแล้ว” มุขพลมองด้วยสายตาชื่นชมหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง

“ไม่ต้องหรอก สงสัยจะพูดมากไปลมเลยเข้าท้อง” น้ำผึ้งลอบตวัดสายตาใส่คนหวังดี

“พูดมากอะไร ปัดไม่เห็นผึ้งพูดอะไรเลยนอกจากกินยังกับหิวโซ” คนถูกเหน็บพอจะรู้ว่าถูกกัด หล่อนก็กัดตอบพร้อมหันไปขำกับชายหนุ่ม

“นั่นสิ” มาร์คก็เข้าขากับแอร์โฮสเตสสาวเหมือนเคยอย่างไม่ได้คิดอะไร

“งั้นก็คนจุกท้องแทนคนพูดมากน่ะ” มธุรสกัดฟันพูดใส่ ชักจะหงุดหงิดมากขึ้นทุกที เหม็นขี้หน้าเพื่อนสาวคิดโทษตัวเองไม่น่าไปทัก

หล่อนให้มาเป็นมารผจญ

“เหรอจ๊ะ” คนถูกเหม็นขี้หน้าทำเสียงสูงเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร แถมยังยิ้มหน้าระรื่นกลับให้คนพูดกระแทกอีกตะหาก

“เออ ปัดช่วยพาผึ้งไปห้องน้ำหน่อยสิ มันจุกมากเลย” น้ำผึ้งชักนั่งเฉยต่อไปไม่ไหว ตามประสาคนใจร้อน ร้อนใจต้องคุยกันให้รู้เรื่อรู้ราว

“ได้สิ” ปัญชิกาพยักหน้าเหมือนจะพาซื่อ ช่วยประคองเพื่อนสาวไปทางห้องน้ำอย่างระมัดระวัง ไม่วายหันไปช้อนสายตาใส่ชายหนุ่มที่มองตามมาด้วยความเป็นห่วงรุ่นน้องสาว

เมื่อมาถึงห้องน้ำมธุรสก็สะบัดมือขอเพื่อนสาวที่ประคองตนให้ออกห่างทันที หันไปมองตาขวางหมายจะเอาเรื่องมารหัวใจให้ได้

“ปล่อย! 

“อ้าว หายแล้วเหรอ” ปัดเลิกคิ้วสูงเหมือนแปลกใจ แต่ใบหน้าของหล่อนกลับอมยิ้มเหมือนจะเป็นมิตร แต่สายตามีเลศนัย

“ปัด ผึ้งถามตรงๆ นะ ปัดคิดจะทำอะไร” คนแกล้งป่วยไม่ตอบ แต่

กลับถามย้อนกลับพร้อมยกมือขึ้นกอดอก ทำสายตาดุๆ

“ทำอะไรเหรอ” คนถูกถามทำตาโตหน้าซื่อเหมือนไม่เข้าใจคำถาม

“อย่ามาตีหน้าซื่อ ที่ตามมาแล้วพูดคุยเหมือนกำลังอ่อยพี่มาร์คอยู่เนี่ยหมายความว่าไง รู้อยู่นะว่าผึ้งชอบพี่เขา” ผึ้งข่มใจอธิบาย

“ก็ไม่หมายความว่าไง ปัดเป็นคนอัธยาศัยดี พี่เขาก็ดูน่ารัก ไม่ดีเหรอมีปัดอยู่ตรงกลางผึ้งก็จะไม่ได้เขินเวลาอยู่กับพี่เขาตามลำพัง” ปัดยักไหล่เหมือนจะเจตนาดี แถมยังยิ้มสู้ราวกับกำลังอยู่ในหน้าที่เพื่อนสาวแสนดีกลัวเพื่อนรักจะวางตัวไม่ถูกต่อหน้าชายที่รัก

“แต่แบบนี้มันเหมือนกำลังหักหน้า เป็นก้างขวางคอกันอยู่นะ” หล่อนยังไม่ไม่ใจในเจตนาของเพื่อนสาวสักเท่าไร ทำสายตาไม่วางใจมองใส่

“คิดมากไปรึเปล่าผึ้ง ปัดหวังดีจริงๆนะ” แต่คนหวังดีก็เข้ามาโอบกอดทำท่าทางเหมือนสนิทสนมให้อีกฝ่ายไว้วางใจ

“เหรอ” น้ำผึ้งชักน้ำเสียงสูงอย่างไม่อยากจะเชื่อ เพราะการกระทำ

ที่ผ่านมามันตรงกันข้ามกับสิ่งที่แก้ตัวออกมาตอนนี้อย่างสิ้นเชิง

“จ้า อย่าคิดมาก กลับไปนั่งที่โต๊ะเถอะ เดี๋ยวพี่เขาสงสัยนะ”        ปัญชิกายิ้มพลางชวนเพื่อนรักให้กลับออกไป ตัวเองก็เดินล่วงหน้าไปก่อนท่าทางระรื่น

“หวังดีประสงค์ร้ายรึเปล่าเนี่ย” ผึ้งกล่าวกับตัวเองยังไม่ค่อยวางใจอีกฝ่ายเท่าไรนัก

หรือตนอาจจะคิดมากไปหรือเปล่านะ หล่อนคิดกับตัวเองด้วยความสับสน เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมด้วยสีหน้าเคร่งๆ อย่างไม่วางใจในตัวเพื่อนสาวสักเท่าไร

“ดีขึ้นรึยังครับ น้องผึ้ง” ชายหนุ่มถามรุ่นน้องสาวทันทีเมื่อเห็นเธอเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ ด้วยสายตาและน้ำเสียงห่วงใย

“ก็นิดหน่อยค่ะ” มธุรสตอบอย่างไม่เต็มเสียงสักเท่าไร ยิ้มเจื่อนๆให้ชายหนุ่มที่หล่อนทำเอาเขาเสียบรรยากาศความสนุก

“อาหารคงไม่ย่อยค่ะ สงสัยจะทานเยอะไปแน่เลย ก็เล่นเอาแต่ทาน

ไม่พูดไม่จา” ปัดไม่วายแซวแถมยังหัวเราะเบาๆ หันไปมองชายหนุ่ม       ทำเอาคนกินเยอะมองค้อนใส่

นี่จะไม่เลิกใช่ไหมไหนว่าไม่มีอะไรไง น้ำผึ้งคิดในใจอย่างหงุดหงิด

“ถ้าอย่างนั้นพี่ว่าเรากลับกันได้แล้วล่ะ ผึ้งเองจะได้กลับไปพักผ่อนด้วย” แต่ครั้งนี้ชายหนุ่มไม่ได้เห็นอาการของรุ่นน้องสาวเป็นเรื่องขบขันเหมือนปัด เขาทำน้ำเสียงเคร่งใส่คนป่วยด้วยความห่วงใย พร้อมหันไปเรียกพนักงานให้มาเก็บเงินในทันที

“ก็ดีค่ะ ดึกแล้วด้วย” ปัญชิกาเปลี่ยนอารมณ์เข้าข้างชายหนุ่มในทันที

“หนึ่งพ้นหนึ่งร้อยยี่สิบบาทค่ะ” เสียงพนักงานแจ้งยอด

“เดี๋ยวพี่จ่ายเองครับ” ชายหนุ่มเตรียมพร้อมส่งเงิน

“ไม่ค่ะ ผึ้งพามาผึ้งต้องจ่าย” แต่มธุรสพร้อมกว่า หล่อนรับเงินจากมือชายหนุ่มแล้วส่งเงินของตัวเองลงไปในถาดของพนักงานแทน

“ไม่ได้ครับ ผึ้งอุตส่าห์ไปรับพี่ พี่อยากเลี้ยงตอบแทน” มาร์คยื้อแย่งเงินกลับคืน หวังจะได้เป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารสองสาว

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ไว้เลี้ยงผึ้งมื้ออื่นแทนแล้วกัน ใช่ว่าเราจะได้เจอกันหนเดียวซะที่ไหน” คนอยากเป็นเจ้ากล่าวอ้าว พลางช้อนสายตาใส่แขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างมีความหมายในประโยคหลัง

“อีกอย่างผึ้งมีเพื่อนมาด้วย เลี้ยงเพื่อนไปในตัว แต่ครั้งหน้าจะมีแค่เราสองคนไว้พี่ค่อยเลี้ยงผึ้งแทนนะ”

“เอาตามที่ผึ้งบอกเถอะค่ะพี่มาร์ค” ปัดยิ้มบางๆ เข้าข้างเพื่อนสาวในทันที หล่อนไม่ได้หยิบเงินขึ้นมาช่วยจ่ายเพราะรู้ว่าสองคนนี้จะต้องแย่งกันตามประสาคนรวย

“ก็ได้ครับ” เมื่อเห็นสองสาวเห็นพ้องเป็นเสียงเดียว มุขพลก็ยินยอมแต่โดยดี

เมื่อชำระเงินค่าอาหารเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามก็เดินออกจากร้านอาหารมาที่รถ มธุรสก็ถือโอกาสออกตัวหวังดีจะไปส่งเพื่อนรักก่อน

เผื่อยามที่ขับรถกลับมาส่งชายหนุ่มจะได้มีโอกาสได้อยู่กันตามลำพัง  

“เดี๋ยวผึ้งไปส่งปัดที่บ้านก่อนแล้วกัน ปัดจะได้กลับไปพักผ่อน”

“ไม่ไปส่งพี่มาร์คก่อนล่ะ” เพื่อนสาวเสนอความคิดเห็น ใจคิดว่าตนเองก็ถือเป็นเจ้าบ้านคนหนึ่งที่อยากจะไปส่งชายหนุ่มที่มาเยือนให้ถึงที่ก่อนตน

“ไปส่งน้องปัดก่อนดีกว่าครับ พี่จะได้หมดห่วงด้วย” มาร์คออกตัวตามประสาสุภาพบุรุษ อยากไปส่งหญิงสาวเข้าบ้านก่อนที่ตนจะเข้าโรงแรม

“ก็ได้ค่ะ” ปัดยิ้มจางๆ อย่างไม่ขัดเพราะสองเสียงเห็นพ้องกัน

“แล้วบ้านปัดอยู่ไหนล่ะผึ้งจะได้ไปส่งถูก” มธุรสหันไปถามน้ำเสียงระรื่นขึ้นมาทันที เมื่อรู้ว่าตนกำลังจะได้กำจัดมารคอหอยออกไปให้พ้นทาง จะได้มีโอกาสอยู่ตามลำพังกับชายหนุ่มของเธอ

“อยู่หมู่บ้าน...ใกล้ๆ สนามบินแหละ” ปัญชิกาตอบอย่างไม่เต็มน้ำเสียง หวั่นจะถูกพูดจาไม่ดีใส่ เพราะบ้านใกล้สนามบินแต่กลับมานั่งกิน

ข้าวให้ต้องย้อนกลับไปส่ง

“ปัดนั่งหลังดีไหม พี่มาร์คจะได้ไม่ต้องย้ายที่ตอนถึงบ้านปัด” เจ้าของรถได้โอกาสอีกครั้ง รีบเสนอความคิดเห็นทันที

“จริงด้วย” เพื่อนสาวตอบรับ รีบลงจากรถไปนั่งด้านหลังแทนชายหนุ่ม มาร์คเองก็รีบกุลีกุจอเปิดปละปิดประตูให้หล่อนตามนิสัยสุภาพบุรุษ

“แหม ที่จริงส่งปัดที่บ้านก่อนแต่แรกก็ได้นะเนี่ยจะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา” น้ำผึ้งกล่าวน้ำเสียงแกมหยอก บอกเป็นนัยน์ๆ ให้อีกฝ่ายได้รับรู้ทันที

“นั่นสิเนอะ” ปัดทำน้ำเสียงสูงใส่ แต่ก็ไม่ต่อปากต่อคำอะไรเพิ่ม นอกจากบอกทางมาบ้านตนแล้ว ก็ได้นั่งเงียบมาตลอดทางปล่อยให้มธุรสและมุขพลได้มีโอกาสพูดคุยในเรื่องที่หล่อนไม่สามารถพูดคุยด้วยได้

 

ไม่นานน้ำผึ้งก็ขับรถมาถึงหน้าบ้านขนาดกลางในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่ไม่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิเท่าไรนัก เมื่อรถจอดเจ้าของบ้านก็ทำท่าทางกำลังรื้อข้นหาอะไรบางอย่างในกระเป๋า โดยยังไม่ลงจากรถพร้อมเอ่ยน้ำเสียงกังวลใจ

“อยู่ไหนน้า”

“หาอะไรอยู่เหรอปัด” น้ำผึ้งที่ร้อนใจอยากจะให้ส่วนเกินรีบๆ ลงไปจากรถสักที ก็หันมาถามน้ำเสียงหงุดหงิดหน่อยๆ

“กุญแจบ้าน ปัดหากุญแจบ้านไม่เจอ ทำยังไงดีเนี่ย” ปัญชิกาตอบมือก็ควานหาให้ยุ่ง แทบจะเทลงมาทั้งกระเป๋าเพื่อหา

“หาดีรึยัง” เจ้าของรถทำเสียงหนักๆ รู้สึกเริ่มลางไม่ดีที่หล่อนหากุญแจเข้าบ้านไม่เจอ

คิดจะมีแผนการอะไรอีกหรือเปล่านะ หล่อนคิด

“อื้อ” เจ้าของบ้านตีหน้าเศร้า กล่าวพึมพำเหมือนอยากจะร้องไห้

“ทำไงล่ะเนี่ย เข้าบ้านไม่ได้ดึกแล้วด้วย ช่างก็คงไม่มี”

“งัดเข้าบ้านไปเลยสิ น่าจะมีกุญแจสำรอง” คนใจร้อนเสนอความคิดเห็นทันที อยากจะให้เพื่อนสาวรีบๆเข้าบ้านไปเสียให้พ้นๆ

“ไม่มีหรอก กุญแจสำรองอยู่กับพี่ชาย อีกหลายวันพี่ชายถึงจะกลับจากบิน” ปัดส่ายหน้าท่าทางกังวลใจ ชายตามองชายหนุ่มอย่างรู้สึกผิดที่หากุญแจเข้าบ้านไม่เจอ

“พี่ชายหรือแฟนจ๊ะ” น้ำผึ้งทำหยั่งถามน้ำเสียงระรื่น ใจหวังจะให้อีกฝ่ายหลุดปากว่าอยู่กับแฟนหนุ่ม เพื่อรุ่นพี่ของเธอจะได้ถอดใจ

“พี่ชายจ๊ะ พี่ปราบไงผึ้งจำไม่ได้เหรอ ที่เป็นนักกีฬาบาสประจำโรงเรียนเราไง” ปัญชิกายืนกรานหนักแน่นถึงชายหนุ่มที่อยู่ด้วย พร้อมรื้อฟื้นความทรงจำให้อีกฝ่าย

“อ่อ” น้ำผึ้งพยักหน้า พอจำได้คร่าวๆว่าหล่อนมีพ่ายอีกคนหน้าตาดีมีสาวกรี๊ดพอสมควร เพราะเป็นนักกีฬาโรงเรียนด้วย

“แล้วทำยังไงดีล่ะครับ” มุขพลเห็นสองสาวยังไม่ได้ข้อสรุป ก็หันไปถามด้วยความเป็นห่วง และเป็นกรรมกาไปในตัว

“ปัดคงต้องหาโรงแรมนอนแถวนี้ไปก่อนสองสามคืน รอพี่ชายกลับมาก็เข้าบ้านได้ค่ะ” ปัดทำเสียงเศร้า ทำท่าทางจะลงจากรถอย่างเจียม

เนื้อเจียมตัว

“จะดีเหรอ นอนโรงแรมคนเดียว” ชายหนุ่มออกปากแย้งทันทีอย่างไม่เห็นด้วย ผู้หญิงตัวคนเดียวจะเข้าไปนอนโรงแรมยามวิกาลดูแล้วอันตรายสิ้นดี

“ไม่เป็นไรค่ะ” คนเข้าบ้านไม่ได้ทำเหมือนมั่นใจ แต่ก็ลอบทำสายตาหวาดหวั่นให้ชายหนุ่มได้เห็นเพื่อจะได้สงสารตน

“งั้นน้องผึ้งให้น้องปัดไปนอนด้วยสิ” มุขพลหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสาว

“ผึ้งมานอนบ้านญาติน่ะค่ะ ไม่น่าสะดวกเกรงใจเจ้าของบ้าน” มธุรสรีบออกตัว เพราะอยากจะหาโอกาสได้อยู่ตามลำพังกับชายหนุ่มตอนขับรถไปส่งที่โรงแรม อีกอย่างถ้าคืนพาไปนอนที่บ้านด้วย มีหวังพรุ่งนี้ได้ติดสอยห้อยตามมาหาชายหนุ่มของเธอด้วยอย่างแน่นอน

“ไม่เป็นไร ปัดเข้าใจ ปัดนอนโรงแรมแถวนี้ก็ได้” ปัญชิกาทำน้ำเสียงแฝงด้วยความผิดหวังหน่อยๆ ทำท่าทางมองหาลู่ทางที่จะไป

โรงแรมใกล้ๆ

มาร์คไม่อาจจะวางใจ หันไปเสนอโรงแรมของตัวเองทันที

“งั้นถ้าจะนอนโรงแรม ก็ไปนอนโรงแรมพี่แล้วกัน ปลอดภัยหายห่วง”

มธุรสใจหายวาบคำข้อเสนอของชายหนุ่ม หล่อนลืมนึกถึงไปเลยว่ารุ่นพี่ของตนเป็นเจ้าของโรงแรมใหญ่ แบบนี้มิกลายเป็นว่าเอาปัญชิกาใส่พานถวายหรืออย่างไร แบบนี้ยอมให้ไปนอนบ้านด้วยยังจะดีเสียกว่า ภาวนาในใจให้เพื่อนสาวปฏิเสธ

“ปัดไม่มีปัญญานอนหรอกค่ะ โรงแรมหรู” เป็นไปตามที่ผึ้งหวังไว้ เพื่อนสาวของหล่อนปฏิเสธน้ำเสียงไม่เต็มปากสักเท่าไร ทำเอาน้ำผึ้งลอบถอนหายใจแอบพอใจที่อย่างน้องปัดก็ยังไม่ตอบรับคำชวน

“ไม่เสียค่าห้องหรอกครับ มากับพี่ทั้งที จะให้จ่ายได้ยังไง”        ชายหนุ่มก็ยังคงขันอาสาเสนอตัวช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ

“จริงเหรอคะ” แต่ที่ไหนได้คนถูกชวนทำน้ำเสียงระรื่นขึ้นมาทันที

“จะดีเหรอคะ” น้ำผึ้งทำเสียงสูงใจอยากจะขัดขวางแต่ก็นึกไม่ออกว่าจะหาอะไรเป็นข้ออ้าง ก็ในเมื่อตนออกตัวไปแล้วว่าให้ไปค้างไม่ได้ แล้วแบบนี้จะทำยังไงกันล่ะเนี่ย

“ดีสิ งั้นรบกวนน้องผึ้งไปส่งพวกเราหน่อยนะ” มุขพลตัดสินใจทันควัน หันมาทำสายตาหวานฉ่ำกับเจ้าของรถใจดีเพื่อพาพวกตนไปส่งที่โรงแรม

“เออ... ค่ะ” มธุรสตอบรับอย่างเสียไม่ได้ ถึงตอนนี้หล่อนกลายเป็นฝ่ายพูดไม่ออก กลับมาเป็นสารถีจำยอมอีกครั้ง  ส่วนปัญชิกาท่าทางและน้ำเสียงกลับมาระรื่น พูดคุยกับชายหนุ่มไม่หยุดปากจนกระทั้งมาถึงที่โรงแรมในเมืองใหญ่ของชายหนุ่ม

เจ้าของโรงแรมเดินทางมาถึงก็เข้าจัดการเรื่องห้องพักให้หญิงสาวที่มาด้วยในทันที ขณะที่มธุรสเริ่มหาหนทางที่จะได้เข้าพักด้วย เพราะรู้สึกได้ถึงสถานการณ์ที่ไม่ไว้วางใจ

“เดี๋ยวปัดนอนห้องนี้แล้วกัน ข้างๆ ห้องพี่มีอะไรจะได้เรียกได้”

มุขพลเอากุญแจห้องพักที่ดีที่สุดและอยู่ข้างห้องของตัวเองอีกตะหากส่งให้หญิงสาว

“ขอบคุณมากนะคะที่พี่มาร์คเมตตาปัด ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันแท้ๆ”    ปัญชิกาทำหน้าตาซาบซึ้งใจ รับกุญแจมาพร้อมหันไปยิ้มให้กับน้ำผึ้งเหมือนจะขอบคุณที่พามาส่ง

“ไม่เป็นไรครับ เพื่อนน้องก็เหมือนน้องพี่” ชายหนุ่มใจดีแสนอบอุ่นตอบรับหญิงสาวอย่างเต็มใจ


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เธอคนหนึ่งคือปัจจุบันที่ผู้หลอกลวงชายหนุ่มให้หลงใหล เธออีกคนหนึ่งคือผู้เป็นเพียงภาพเงาในอดีตที่แสนหวาน และเขาคือผู้สูญเสียความทรงจำทุกอย่างไป"

รมย์ธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha