ชิงรักเสน่ห์ร้อน

โดย: รมย์ธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : อุบัติเหตุสยอง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

หนึ่งเดือนผ่านไป การ์ดแต่งงานสีชมพูถูกส่งมาเชิญมธุรสถึงที่บ้าน น้ำผึ้งมือสั่นเปิดดูซองด้านในพบเนื้อความภายในการ์ดเขียนถึงบุคคลสองคนที่หล่อนไม่อยากพบเจอ

ขอเชิญร่วมงานมงคลสมรสของ มุขพล มัตสึโอกะ และ ปัญชิกา เรืองศิริ ในวันที่ xx เดือน xx ปี xx ณ.โรงแรม xx ในเครือมัตสุโอกะกรุ๊ป เวลา xx.xx น.

น้ำผึ้งมือสั่นเทารู้สึกเนื้อตัวร้อนวูบวาบ ความโกรธเจ็บปวดที่ถูกเพื่อนสาวแย่งคนรักไปกลับเข้ามาปั่นป่วนภายในจิตใจอีกครั้ง ทั้งที่หล่อนเหมือนจะทำใจได้แล้วแท้ๆ ห่างหายไปเป็นเดือนมาสงบอารมณ์ความเสียใจ แต่เมื่อเจอการ์ดแต่งงานอีกครั้งก็ทำเอาใจของเธอร้อนราวกับไฟรน

หลายวันผ่านไป เวลายามเย็นในกลางเมืองกรุงเทพ หน้าสตูดิโอชื่อดังสำหรับการถ่ายรูปแต่งงาน มีรถคันหรูจอดอยู่หน้าร้านหลายคัน รวมถึงบางคันที่ติดเครื่องอยู่ข้างถนน โดยมีมธุรสกำลังนั่งน้ำตาไหลอยู่ภายในรถสองมือของเธอกำแน่นที่พวงมาลัยสายตาของเธอจับจ้องมองดูสองร่างที่กำลังชื่นชมชุดแต่งงานกันอยู่อย่างมีความสุข

“พี่มาร์ค เป็นยังไงบ้างคะ” ว่าที่เจ้าสาวเดินควงแขนชายหนุ่มของเธอออกมาจากร้านด้วยแววตาหลงใหลหลงจากที่ลองชุดแต่งงานกันเสร็จ

“ปัดสวยมากเลยจ้ะ ทุกชุดเลย” ชายหนุ่มส่งยิ้มหวานให้กับว่าที่เจ้าสาวของตัวเองด้วยความรักใคร่เอ่ยชื่นชมออกไปตามประสาผู้ชายที่ไม่มีสไตล์ในด้านแฟชั่นของผู้หญิงโดยเฉพาะแฟชั่นชุดแต่งงาน

“พูดแบบนี้เดี๋ยวก็ให้เหมาซะหรอก ตกลงเอาชุดสุดท้ายนะคะ” ร่างบางทำหน้าเหง้างอนที่เขาไม่ออกความคิดเห็นอื่นเพิ่ม ปล่อยให้หล่อนเครียดอยู่กับการเลือกชุดอยู่คนเดียว

“จ้ะ” ชายหนุ่มพยักหน้าตามใจคนรักทุกอย่างแล้วโอบกอดร่าง

บางเดินไปที่รถของตัวเองพลางหันไปเห็นร้านขายของซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามที่มีของน่าสนใจหลายอย่างตนจึงอยากจะแวะเข้าไปดู

“วันนี้เราไปทานข้าวที่ไหนดีคะ พี่มาร์ค” ปัญชิกาเรียกขานชายหนุ่มเมื่อมองเวลาใกล้ค่ำได้เลิกที่กระเพาะของตนจะทำงาน   

“ไม่รู้สิ ปัดอยากทานอะไรล่ะเลือกเลย” มุขพลตอบพลางยักไหล่ตอนนี้ใจของเขาจรดจ่ออยู่กับร้านฝั่งตรงข้ามจนไม่ลืมที่จะตอบแฟนสาว

“งั้นไปทานร้าน...ก็แล้วกัน” ร่างบางกัดปากคิดสิ่งที่ตัวเองอยากกินแล้วก็ตัดสินใจแทนชายหนุ่มเลือกทานร้านที่ได้เจอกันครั้งแรกถือเป็นการระลึกถึงความหลังไปในตัว

“ได้จ้ะ” ชายหนุ่มช่างตามใจพยักหน้าแล้วจูบมือหญิงสาวเดินออกห่างรถของตัวเองเพื่อเตรียมตัวข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง

“อ้อ...ก่อนไปขอพี่ไปซื้อของฝั่งนู้นหน่อย”

“เมื่อไหร่ ครอบครัวของพี่จะมาถึงสักทีนะ ปัดอยากจะฝากเนื้อฝากตัวเต็มแก่แล้ว” หญิงสาวคุยต่อ เดินตามไปโดยไม่คัดค้าน

ปากก็พลางคิดถึงวันเวลาอันรวดเร็วที่ทั้งสองได้คบหากันแต่ยังไม่เคยเจอหน้าครอบครัวของเขาเลยเพราะทุกคนต่างอยู่ที่เกาหลีและมีภาระหน้าที่ยุ่งกันหมดจนไม่มีเวลามาเยี่ยมลูกชาย บวกกับตัวของแฟนหนุ่มของเธอเองก็วุ่นจนไม่มีเวลาจะพาไปส่วนหล่อนก็ทำงานประจำครันจะลางานไปนานๆ ก็ไม่ได้

“ไม่นานหรอก ใจเย็นๆ” ชายหนุ่มตบที่หลังมือของหญิงสาว แล้วหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างมีความสุข ท่ามกลางสายตาของผู้ที่เฝ้ามองดูอยู่ด้วยความปวดร้าวหัวใจ

ในเมื่อฉันไม่ได้ เธอก็ต้องไม่ได้” เสียงของน้ำผึ้งที่สะอื้นอยู่ในรถสายตาของเธอคับแค้นอย่างสุดที่จะทานทนมือไม้สั่นระริก เพราะอยากจะได้ชายที่ตนรักคืนจนกระทั่งในหัวของหล่อนมีเรื่องเลวร้ายผุดขึ้นมาในหัวสมอง ทนมองรอยยิ้มระรื่นของศัตรูหัวใจอีกต่อไปไม่ได้

ขณะที่ว่าที่บ่าวสาวกำลังก้าวออกมาจากข้างทางเพื่อข้ามถนน รถ

ของมธุรสก็ขยับเคลื่อนไปข้างหน้า หญิงสาวน้ำตานองเมื่อเห็นจังหวะ

เหมาะก็เหยียบตันเร่งจนมิดปลายเท้าหมายใจจะพุ่งชนเข้าที่ทั้งสองร่าง แต่แล้วเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของชายที่ตนเองปรารถนาหันมา

หัวใจของหล่อนก็อ่อนยวบแขนขาไม่มีแรงคิดทำร้ายเขาไม่ลง รีบเหยียบเบรกกะทันหันแต่ก็กระชันชิดเกินไปเธอจึงต้องหักหลบทำให้รถเสียหลัก เสี้ยววินาทีที่มุขพลมองดูรถคันหรูที่คุ้นตากำลังขยับเข้าใกล้ตนและคู่หมั้น ชายหนุ่มหันตัวเองไปโอบกอดเพื่อปกป้องหญิงสาวที่รัก

แล้วเบี่ยงสองร่างหลบจากการพุงชนซึ่งตอนนี้แปรเปลี่ยนไปชนเข้าที่เสาไฟข้างทาง แต่ทว่าโชคไม่ดีที่ร่างของทั้งสองกลับไม่ได้มุ่งไปสู่ท้องถนนที่ว่างเปล่าเพื่อหลบหลีกรถอีกคัน กลับไปเจอรถคันใหม่ที่ขับเคลื่อนเข้ามาทางปกติแล้วไม่ทันระวังทำให้ปะทะทั้งสองเข้าอย่างจัง โดยเฉพาะปัญชิกาที่โดนเข้าเต็มๆ

สองร่างกอดกันกลมหมุนกลิ่งไปตามท้องถนน เสียงกรีดร้อง    ปัญชิกาดังก้องด้วยความหวาดกลัวแล้วก็เงียบไปพร้อมกับร่างกายที่แน่นิ่งเมื่อสองร่างถึงพื้น น้ำผึ้งที่ตอนนี้ค่อยๆ เปิดประตูออกมาจากรถอย่างมึนงง

เพราะศีรษะของหล่อนกระแทกหลังจากที่รถพุงชนเข้าที่เสาไฟ

มธุรสเห็นร่างหนาของชายที่รักนอนแน่นิ่งก็ตะโกนร้องเรียกด้วยความตกใจมือไม้สั่นรีบวิ่งเข้าไปหาโอบรั้งร่างหนาที่หมดสติจมกองเลือดเข้ามาสู่อ้อมกอดโดยไม่ได้สนใจตัวเองที่บาดเจ็บเหมือนกัน

“พี่มาร์ค พี่มาร์ค ทำไมเป็นแบบนี้ พี่มาร์คฟื้นสิ ฟื้นสิพี่มาร์ค...”

เสียงผู้คนตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานก็มีคนแจ้งตำรวจ หน่วยกู้ภัยรถฉุกเฉินและรถพยาบาลต่างรีบร้อนมากันคับแน่น และด้วยความชุลมุนที่เกิดขึ้นท่ามกลางหน่วยกู้ภัยที่ต่างรีบมาช่วยเหลือหลายสังกัดทำให้ร่างของปัญชิกาถูกพาขึ้นรถไปก่อนเพราะเจ็บหนักกว่า

ร่างหนาของมุขพลอยู่ในอ้อมกอดของน้ำผึ้ง ท่ามกลางกองเลือดที่ไหลออกมาอย่างมากมาย แล้วไม่นานหน่วยกู้ภัยอีกสังกัดก็พาร่างของเขาไปโดยหญิงสาวยืนกรานที่จะไปรถคันเดียวกับเขาไม่ยอมคลาดสายตาด้วยความรู้สึกผิดที่อยู่ภายในใจ

 

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง หลังจากที่มธุรสได้รับการดูแลรักษาผลปรากฏว่าเธอบาดเจ็บที่ศีรษะเพียงเท่านั้นแล้วก็ฟกช้ำนิดหน่อยแต่ไม่ถึงกับสาหัส หล่อนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอีหน้าห้องฉุกเฉินเฝ้าดูอาการของชายหนุ่มที่ตนรักยิ่งอย่างใกล้ชิด

“เกิดอะไรขึ้น ผึ้ง” เสียงของนนท์ดังขึ้นหลังรู้ข่าวที่น้องสาวโทรไปบอกด้วยความตื่นกลัว ก็รีบขับรถลงมาจากบ้านพักที่กรุงเทพด้วยความร้อนใจ

“พี่นนท์ ผึ้งไม่ได้ตั้งใจ ผึ้งไม่ได้ตั้งใจ” น้ำผึ้งโผเข้ากอดเมื่อเห็นร่างหนาที่คอยปกป้องตัวเองสมอมาด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นใจพำพูดแต่คำเดิมแล้วส่ายหน้าสะอื้นร้องไห้ไปมา

“ใจเย็นๆ เกิดอะไรขึ้น” ญัฐนนท์กอดปลอบใจน้องสาวลูบหัวลูบหลังเป็นการใหญ่แล้วประคองร่างบางที่สั่นสะท้านนั่งลงที่เก้าอี้พลางมองสำรวจตรวจสองร่างกายของเธอวายังครบสามสิบสองรึเปล่า

“ผึ้ง...ขับรถเสียหลักไปชนเสา” หญิงสาวปากสั่นระริกไม่กล้าสบ

สายตาพี่ชาย ก้มหน้าเล่าเรื่องที่บิดเบือนความจริงไม่ยอมบอกเจตนาที่แท้จริงของตัวเอง เพราะหวั่นจะถูกพี่ชายตำหนิและตำรวจจะรู้เรื่อง

“แล้วทำให้พี่มาร์คกับปัดที่กำลังเดินอยู่หลบรถของผึ้งแล้วถูกรถอีกคันชน”

“ห๊า...ผึ้งกำลังจะบอกพี่ว่า ผึ้งคิดจะชนสองคนนั้นเหรอ” เมื่อได้ยินชื่อของชายหนุ่มที่ตนรู้ดีว่าน้องสาวหลงรักมานาน เขาก็ฉลาดพอที่จะคิดเองได้ว่าหล่อนคิดจะทำอะไรก็ในเมื่อเขาเลี้ยงเธอมากับมือ แถมตลอดเวลาเกือบเดือนที่ผ่านมาผึ้งก็นอนน้ำตานองหน้าเพราะผิดหวังจากชายหนุ่ม

มธุรสตัวสั่นหวั่นจะถูกตำหนิหนักเม้มปากแน่นไม่กล้าพยักหน้ายอมรับแต่ก็นิ่งจนอีกฝ่ายแน่ใจชัดว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นเป็นความจริง

“ทำไมคิดอะไรโง่ๆ แบบนั้น” สองมือจับต้นแขนของน้องสาวเขย่าจนร่างบางตัวคลอนกับความคิดและการกระทำบ้าๆของเธอ

“ตอนนั้นผึ้งโกรธมาก” หญิงสาวกล่าวเสียงอ่อยๆนึกไปถึงอารมณ์

ตอนนั้นของตัวเองโชคดีเหลือเกินที่ยังยั้งอารมณ์ทัน ไม่อย่างนั้นเรื่องอาจจะยุ่งกว่านี้

“ใครรู้เรื่องนี้ไหม” ณัฐนนท์มองดูน้องสาวอย่างค้นหาความคิดชาญฉลาดของพี่ชายมองการไกลไปถึงหนทางรอดตัวของน้องสาว ยังไงซะหล่อนก็ไม่ใช่คนชนเพราะฉะนั้นจะถือเป็นความผิดไม่ได้ ถ้าจะผิดก็คงผิดในเรื่องขับรถโดยประมาทจนเสียหลักไปชนเสาไฟ

“ไม่มี” น้องสาวส่ายหน้าทำหน้าเหมือนลูกหมาน้อยน่าสงสาร ชายตามองพี่ชายที่เอ่ยถามไม่หยุดปากแถมยังทำสายตาครุ่นคิดท่าทางหนักใจ

“แล้วมีใครเห็นเหตุการณ์นี้รึเปล่า” นนท์ถามต่อพลางหรี่สายตามองหญิงสาวอย่างรอฟังคำตอบเพื่อที่จะคาดการต่อไป

“ไม่แน่ใจ” หญิงสาวส่ายหน้าอีกครั้งแล้วเงยหน้ามองพี่ชายทำหน้าหมาน้อยช่างสงสัยเหมือนอยากจะถามว่าเกี่ยวอะไรยังไง

“งั้นห้ามหลุดปากบอกใครเด็ดขาดว่าตอนแรกตั้งใจ น้ำผึ้งต้องยืน

กรานว่าตัวเองขับรถเสียหลัก ยังไงซะเราไม่ได้เป็นคนชน เพราะฉะนั้นยังไม่มีความผิด” พี่ชายดีดนิ้วดังเปราะแล้วชี้หน้าน้องสาวกำชับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเพื่อปกป้องความผิดให้

“พี่รู้...” มธุรสอ้าปากค้างที่พี่ชายรู้ว่าใจแรกของหล่อนตั้งใจจะทำอะไร แล้วที่ไม่ได้พูดความจริงออกไปเพราะอยากจะปกปิดความผิดตัวเอง

“พี่รู้จักนิสัยผึ้งดี อย่าลืมสิ” ชายหนุ่มทำหน้าดุใส่น้องสาวที่คิดอะไรง่ายๆเสมอจนตนต้องหาทางตามแก้ไขให้ตลอดเวลา

“พี่นนท์ช่วยผึ้งด้วยนะ ผึ้งกลัวผึ้งไม่อยากติดคุก” เมื่อรู้ว่าพี่ชายปกป้องและเข้าข้างหญิงสาวก็เหมือนยกภูเขาก้อนโตออกไปจากอกลูกหนึ่งโผเข้ากอดพี่ชายด้วยท่าทางหวาดกลัว

“ไม่มีทางหรอก เราไม่ได้เป็นคนชนนี่” ชายหนุ่มกอดตอบแนบแน่นปลอบน้องสาวต่างสายเลือดแล้วรั้งใบหน้างามขึ้นมามองพูดจากให้กำลังใจ

“ตะ...แต่ว่า...” คนใจเสียยังหวั่นๆกลัวความผิดจะมาติดที่ตัว และ

ยิ่งไปกว่านั้นหากปู่ของตนรู้เข้ามีหวังเธอคงถูกลงโทษหนักแน่ๆ

“พอได้แล้ว เลิกร้อง คุณปู่มาถึงแล้ว และระวังคำพูดด้วย”          ณัฐนนท์ปาดน้ำตาออกจากใบหน้างามของน้องสาวเมื่อเห็นร่างหนาของชายชราที่คุ้ยเคยเข้ามาใกล้

“น้ำผึ้ง...” เสียงของผู้สูงวัยนามว่า ราเชน ชนะวรรณ หรือปู่ริวเจ้าของธุรกิจค้าไม้ที่ตอนนี้เหลือแต่หลานสาวเพียงคนเดียวข้างกายเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงห่วงใย

“คุณปู่...” มธุรสพละจากอกของพี่ชายแล้ววิ่งโผเข้าไปหาชายชราผู้ที่เพิ่งมาถึงซึ่งเป็นบุพการีเพียงคนเดียวในครอบครัวที่เป็นสายเลือดเดียวกัน

“ขวัญเอ๋ย ขวัญมานะลูก” ริวกอดตอบหลานสาวด้วยความดีใจ เมื่อเห็นเธอสามารถวิ่งเข้ามาหาได้หัวอกของผู้เลี้ยงดูก็โล่งใจพอสมควร

“ผึ้งกลัวคะ ผึ้งกลัว...” มธุรสร้องไห้สะอึกสะอื้ออีกครั้งเหมือนเด็กๆแม้จะอายุตั้งยี่สิบห้าแต่ก็ยังชอบอ้อนชายชราอยู่เสมอๆ

“ไม่เป็นไรลูกไม่มีอะไรแล้ว ปู่จะจัดการเรื่องนี้ให้เอง” ชายสูงวัยลูบหัวลูบผมของหลานสาวพลางพาเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ที่หล่อนเพิ่งลุกออกมา

“คุณปู่...” หญิงสาวปานน้ำตาออกจากใบหน้าเงยหน้ามองคุณปู่ด้วยแววตาน่าสงสารเหมือนอย่างที่เคยทำเป็นประจำเวลาต้องการอ้อนให้เอาใจ

“ตานนท์ ปู่ฝากน้องเอาไว้ก่อน เดี๋ยวจะแวะไปจัดการเรื่องคดีความให้” ราเชนหันไปบอกหลานชายต่างสายเลือดที่เขาเองก็มีส่วนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย

“คุณปู่จะไปเลยเหรอคะ” น้ำผึ้งทำเสียงอ่อนออดอ้อนเหมือนไม่อยากจะให้จากไปด้วยเป็นเพราะเกรงว่าความผิดของตัวเองจะถูกเปิดเผยออกมา

“ปู่อยากมาดูว่าหลานไม่เป็นอะไรก่อน แล้วค่อยไปนะลูก”        ชายชราลูบหัวหลานสาวแล้วยิ้มให้อย่างอบอุ่นส่งปลายนิ้วไปลูบบาดแผล

ที่หัวเห็นแล้วรู้สึกเจ็บปวดแทนด้วยซ้ำ

“น้ำผึ้งไม่เป็นไรค่ะ คุณปู่ ช่วยน้ำผึ้งด้วย” ด้วยเพราะความรักและอบอุ่นที่ชายสูงวัยมอบให้ทำให้หล่อนน้ำไห้งอแงเป็นเด็กอีกครั้งอย่างสุดจะต้านทาน

“ไม่ต้องห่วงลูกปู่จะช่วยน้ำผึ้งเอง ไหนเล่ามาสิว่าเกิดอะไรขึ้น” เมื่อเห็นหลานสาวกำลังต้องการกำลังใจ เขาก็นั่งลงเคียงข้างแล้วตัดสินใจอยู่ต่ออีกสักพักโดยระหว่างรอก็ขอฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนจะไปจัด     การคดีความกับทางตำรวจหากต้องใช้เส้นสายเพื่อช่วยหลานสาวเขา         ก็จะต้องทำ

หลังจากที่เรื่องราวถูกเล่าให้ชายสูงวัยได้รับรู้ หญิงสาวเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามที่พี่ชายสั่งเพื่อปกปิดความผิดของตัวเองที่เป็นต้นเหตุเรื่องทุกอย่าง บอกความจริงไปแต่เพียงว่าทั้งสองคนนั้นเป็นคนรู้จักของตัวเอง จากนั้นราเชนก็ปลีกตัวไปจัดการ ปล่อยให้หลานสาวอยู่กับหลานชายที่

โรงพยาบาลเพื่อเฝ้าดูอาการคนป่วยต่อไป

เวลาผ่านไปอีกหลายชั่วโมงไฟห้องฉุกเฉินดับแล้วประตูก็ถูกเปิดนายแพทย์เดินออกมาแล้วมองหาญาติของคนไข้ที่ถูกรถชน

“ญาติคุณมุขพลครับ”

“ผึ้งค่ะ รู้จักกับพี่มาร์ค” หญิงสาวที่นั่งกุมมือก้มหน้าอยู่รีบยกมือขึ้นแล้วลุกขึ้นยืนเดินเข้าไปหาแล้วเสนอตัวในทันที

“คุณเป็นอะไรกับเขาครับ” นายแพทย์หันมามองแล้วเอ่ยถามตามปกติถึงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับคนไข้และหญิงสาว

“คู่หมั้นคะ ครอบครัวพี่เขาอยู่ต่างประเทศยังติดต่อใครไม่ได้”   โดยไม่ต้องคิดหล่อนแอบอ้างตอบออกไปทันทีอย่างไม่รอช้า

นี่เธอจะทำอะไรอีกทำเอาพี่ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ หันไปมองหน้าด้วยความตกใจแล้วกระซิบเตือนน้องสาวที่หาเรื่องใส่ตัวเองอีกแล้ว

ผึ้งอยากรู้อาการของเขา หญิงสาวกระซิบตอบพร้อมกับหยิกแขนของพี่ชายให้รับมุขฝืนยิ้มให้กับคุณหมอที่กำลังขมวดคิ้วเหมือนไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไร ร่างบางจึงเอารูปออกมาจากกระเป๋าเงินแล้วส่งให้ดูเป็นหลักฐานมันเป็นรู้ที่ทั้งสองถ่ายคู่กันแล้วหล่อนก็เอามาใส่ไว้ประหนึ่งเหมือนเป็นแฟน

“ตอนนี้คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ ร่างกายไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่สมองได้รับความกระทบกระเทือนต้องรอฟื้นตัวอีกทีถึงจะตรวจจะตรวจสอบได้ว่ามีปัญหาส่วนไหนเพิ่มรึเปล่า” นายแพทย์พยักหน้าแล้วบอกอาการของคู่หมั้นให้น้ำผึ้งได้รับรู้อาการ

“ผึ้งเข้าไปเยี่ยมเขาได้ไหมคะ” น้ำผึ้งรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกไปจากอก ที่รู้ว่าชายหนุ่มที่ตนเองรักยิ่งปลอดภัยดีมองเจ้าของไข้ด้วยสายตาวิงวอนเหมือนเกรงว่าเขาจะไม่ยอมให้ตนเข้าไปดูใจ

“ได้ครับ แต่คนไข้ยังไม่รู้สึกตัว ถ้ายังไงเดี่ยวรอไปห้องพักฟื้นก่อนจะได้สะดวก” นายแพทย์อมยิ้มกับแววตาของหญิงสาว พยักหน้าพลางส่งให้ทั้งสองตามเตียงที่กำลังเข็นออกมาจากห้องฉุกเฉิน

 

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลอีกแห่งในกรุงเทพที่ไกลห่างจาก

โรงพยาบาลแห่งแรกอยู่พอสมควร ร่างของปัญชิกาถูกนำมาส่งที่และได้รับการรักษา ไม่นานก็มีชายหนุ่มร่างโปร่งสูงใหญ่วิ่งเข้ามาภายในโรงพยาบาล ตามหาน้องสาวที่ได้ข่าวว่าถูกรถชนด้วยความเป็นห่วง

“น้องสาวผม ชื่อปัญชิกา ถูกรถชนอยู่ที่ไหนครับ” ปราบวุธ เรืองศิริ หรือ ปราบ อายุสามสิบปีกำลังยืนถามที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ถึงน้องสาวที่ถูกพาตัวมา หลังจากรู้ตัวว่าน้องสาวที่กำลังเข้าระฆังวิวาห์ประสบอุบัติเหตุ จากที่จะขึ้นบินเขาก็ยกเลิกงานในทันที

“อยู่ห้องฉุกเฉินสามค่ะ” เสียงพนักงานประจำเคาเตอร์ตอบกลับมา แล้วชายหนุ่มก็พยักหน้ารีบวิ่งไปหาน้องสาวในทันที

เขานั่งรอเดินรอมองดูผู้คนวิ่งเข้าออกจากห้องฉุกเฉินด้วยความว้าวุ่นใจ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบหกชั่วโมงไฟห้องฉุกเฉินก็ปิดลง แพทย์หญิงเดินออกมาสีหน้าเคร่งเครียด แล้วเอ่ยเรียกหาผู้ที่เป็นญาติของคนไข้ตัวเอง

“ญาติของคุณปัญชิกาค่ะ”

“ผมเองครับ น้องสาวผมเป็นยังไงบ้าง” ชายหนุ่มยกมือขึ้นแล้วเดินเข้าไปเจ้าของไข้ด้วยสีหน้าและท่าทางที่ร้อนใจห่วงอาการของน้องสาวที่น่าจะหนักเพราะเสียเวลารักษานานมาก

“อาการทางร่างกายค่อนข้างหนักคะ เธอเสียเลือดไปมาก ถ้าพ้นคืนนี้ไปก็มีโอกาสรอด” หล่อนตอบด้วยน้ำเสียงเบาบางเหมือนจะสื่อความหมายให้ญาติทำใจ

“แล้วน้องสาวผมจะฟื้นเมื่อไรครับ” เหมือนเขาไม่สนใจจะฟังถึงได้ย้อนถามไม่เลิก

“ยังบอกไม่ได้ค่ะ ต้องรอตรวจขั้นต่อไปหลังจากพ้นคืนนี้ก่อน” แพทย์หญิงส่ายหน้าอย่างจนใจไม่อาจจะบอกคาดการได้ว่าเมื่อไรเธอจะรู้สึกตัว

“ครับ แล้วผมเข้าไปเยี่ยมได้ไหม” ปราบวุธพยักหน้าเหมือนจะพูดรู้เรื่องแล้วเงยหน้าขึ้นมาถามอีกครั้งด้วยเพราะอยากจะเห็นหน้าน้องสาวแทบขาดใจ

“หมอให้เวลาสิบนาทีแล้วกันคะ” และด้วยเพราะความเห็นใจจึงเปิดประตูให้ชายหนุ่มเข้าไปดูหน้าคนไข้ได้ชั่วคราว

“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มเดินเข้าไปแล้วมองดูหน้าน้องสาวที่ตอนนี้เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล มีสายห้อยระโยงละยางเต็มเนื้อเต็มตัวไปหมด ทั้งที่ใกล้จะได้เข้าวิวาห์กับชายหนุ่มที่รักแล้วแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้เกิดเรื่องร้ายแรงแบบนี้ขึ้นมาได้ก็ไม่รู้

 

ขณะเดียวกัน ทางด้านอีกโรงพยาบาลหนึ่งที่มุขพลกำลังรักษาตัวอยู่ น้ำผึ้งนั่งกุมมือชายหนุ่มที่ตนเองรักด้วยใจที่ห่วงใยมองดูใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มแล้วก็ร้องไห้ เสียใจกับการกระทำที่ไร้ความคิดของตัวเองจนเกิดเรื่องขึ้นมาโชคดีเหลือเกินที่เขาไม่ตายจากไปไม่อย่างนั้นหล่อนก็คงทนมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้อย่างแน่นอน

หลังจากที่ปู่ริวเดินทางไปจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นก็เดินทางกลับมาอีกครั้ง หมายจะมารับหลานสาวกลับบ้านที่เชียงใหม่

“เพื่อนเราเป็นยังไงบ้าง น้ำผึ้ง”

“อาการทรงตัวคะ รอฟื้นอย่างเดียว แล้วเรื่องคดี...” มธุรสปล่อยมือที่จับกุมชายหนุ่มที่ไร้สติแล้วรีบปาดน้ำตาหันไปตอบชายชราด้วยแววตาเศร้าหมอง

“ทุกอย่างเรียบร้อย ปู่ตกลงชดใช้ค่าเสียหายเรื่องเสาให้แล้ว ส่วนเรื่องที่รถอีกคันชนเพื่อนของเรา นั่นก็เป็นเรื่องที่เขาต้องจัดการเคลียร์เอง เพราะทางนั้นเขาก็ยอมรับว่าชนเพราะสองคนนั้น เพราะอยู่ๆ ก็วิ่งเข้ามา” ราเชนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่หลานสาวของตัวเองรอดพ้นจาก   คดีความ

“แล้ว...เขาไม่ได้พูดถึง...” ร่างบางยังอดห่วงไม่ได้ทำสายตาลังเลเหมือนจะพยายามพูดอะไรออกไปที่ไม่เหมาะไม่ควร

“ดีแล้วล่ะครับคุณปู่ ใครชนก็รับผิดชอบกันไป” ณัฐนนท์ที่นั่งฟังอยู่ด้านหลังรีบลุกขึ้นยืนคว้ามือน้องสาวเข้ามาบีบเหมือนกำลังเตือนสติแล้วรีบตัดบทให้เธอก่อนจะหลุดปากออกไป

การเตือนของพี่ชายทำให้เธอปิดปากแน่นหลบสายตาคุณปู่แล้วหันไปมองหน้าชายหนุ่มที่ไร้สตินอนซมอยู่บนเตียงนอน

“แล้วเด็กผู้หญิงล่ะ เป็นยังไงบ้าง” ชายสูงวัยเอ่ยถามเมื่อรู้ข่าวมาว่าที่จุดเกิดเหตุมีหญิงสาวอีกคนที่ได้รับบาดเจ็บจนพาตัวมาส่งโรงพยาบาล

“พะ...ผึ้งไม่ทราบคะ ถูกแยกโรงพยาบาลตั้งแต่ตอนรถกู้ภัยมาช่วย คงไปโรงพยาบาลตามบัตรประกันสังคม” หญิงสาวรีบออกตัวส่ายหน้าไม่รับรู้การมาโรงพยาบาลของอดีตน้องรักหักเหลี่ยมโหดทันที

“อืม...งั้นก็คงไม่เป็นไร” ราเชนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางพยักหน้าเบาๆพลางคิดเป็นห่วงผู้ประสบเหตุอีกรายไม่รู้ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างเพราะเห็นว่าเป็นคนรู้จักของหลานสาวเหมือนกัน

“ไม่ต้องห่วงครับปู่ผมจะลองสืบหาดูว่าเธออยู่โรงพยาบาลอะไรถ้าทราบข่าวจะแจ้งให้คุณปู่ทราบอีกที” นนท์เห็นสายตาไม่สบายใจของผู้ใหญ่ก็อาสาตัวสืบให้ว่าผู้บาดเจ็บอีกรายอยู่ที่ไหนป้องกันผู้สูงวัยไปสืบเอาเองแล้วเกิดรู้ความจริงน้องสาวของตนจะเดือนร้อน

“แล้วนี่ญาติของเพื่อนเรายังไม่มาเหรอน้ำผึ้ง” ราเชนมองดูสายตาของหลานสาวที่ทอดมองอย่างอาลัยอาวอนก็พอจะดูออกว่าหล่อนคิดอย่างไรกับชายไร้สติ

“ญาติพี่มาร์คอยู่เกาหลีคะ คงจะไม่สะดวกมา พี่เขาไม่มีใคร น้ำผึ้งตั้งใจจะอยู่เฝ้าเขา” หลานสาวตอบน้ำเสียงต่ำลึกรู้สึกสะเทือนใจไม่เลิกกับการกระทำของตัวเอง

“ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก กลับบ้านกับปู่แล้วให้ตานนท์จัดการดีกว่า” ด้วยความหวงหลานสาวริวโบกมือส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับการอยู่ต่อของหล่อน

“ไม่คะ คุณปู่ ผึ้งเป็นห่วงเขา ให้ผึ้งอยู่นะคะ ไม่ต้องนอนเฝ้าแต่ขอแค่มาเยี่ยมได้ทุกวันก็ยังดี” ผึ้งดื้อรั้นส่ายหน้าหันไปมองพี่ชายให้ช่วยออกตัว

“ไม่เป็นไรครับคุณปู่ เดี๋ยวผมจะดูแลน้องให้เองครับ” นนท์เองก็ช่างตามใจรีบออกรับการอยู่เฝ้าของน้องสาว

ชายสูงวัยทำสายตาไม่เห็นด้วย แต่เมื่อมองแววตาวิงวอนของหลานสาวดูแล้วน่าสงสารสุดท้ายก็จนใจจะขัด พยักหน้าสายตาดุๆ แบบไม่ค่อยเต็มใจนักแล้วตบที่บ่าของหลานชายแล้วลูบหัวหลานสาวก่อนจากไป

“งั้นก็ตามใจ ดูน้องด้วยนะ”

“ครับ” ณัฐนนท์พยักหน้ารับคำเมื่อประตูห้องพักปิดลงก็หันมาทำสายตาตำหนิใส่น้องสาวจอมสร้างปัญหา นี่ขนาดหล่อนไม่ใช่น้องแท้ๆยังวุ่นวายดีแล้วที่เขาเกิดมาเป็นลูกคนเดียวไม่อย่างนั้นก็ต้องปวดหัวเพราะมีน้องต้องตามใจถึงสองคน

“พี่นนท์ อย่ามองน้ำผึ้งแบบนี้สิคะ” หญิงสาวทำสายตาน่าสงสาร เพราะเหมือนกำลังถูกตำหนิกับสายตาที่พี่ชายมองมา

“เอาแต่ใจจังนะเรา สร้างเรื่องแล้วยังเอาแต่ใจอีก” ชายหนุ่มส่ายหน้ายกมือขึ้นเกาหัว

“แล้วยังไง จะอยู่เฝ้าทั้งคืนจริงๆ เหรอ”

“อื้อ ให้น้ำผึ้งอยู่นะ” มธุรสออดอ้อนเรียกตัวเองว่าน้ำผึ้งทุกครั้งที่

อยากจะอ้อนใครสักคน พลางทอดสายตาห่วงหาไปยังร่างหนาของมาร์คด้วยความปวดใจ

“แล้วขัดได้ไหมล่ะ” แม้ใจจะไม่เห็นด้วยยังแต่ก็รู้ดีว่าตนขัดใจน้องสาวคนนี้ไม่ได้ ถึงจะบังคับแค่ไหนแต่ถ้าลองหล่อนจะทำอะไรแล้วก็จะทำให้ได้เพราะฉะนั้นยอมๆแล้วรู้เรื่องของเธอทุกอย่างยังดีกว่าขัดใจไปแล้วเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นตามมาโดยที่ตนไม่รู้ตัว

“ขอบคุณค่ะพี่ชาย” น้ำผึ้งยิ้มกว้างเมื่อได้รับคำอนุญาตออกมาจากปากกระโดดเข้ากอดพี่ชายจนลืมตัวว่าตนเองก็บาดเจ็บอยู่ แล้วก็ทำหน้านิ่ว เมื่อดีใจมากจนกระทบกระเทือนถึงแผลที่หัว

“จริงๆ เลยนะเราเนี่ย” ท่าทางของน้องสาวที่ออกนอกหน้าทำเอาพี่ชายอย่างเขาถึงกับอ่อนใจ แล้วเดินออกไปจัดการเรื่องอื่นๆเพิ่มเติมทิ้งให้น้องสาวอยู่กับชายที่แอบรักตามลำพัง

 

หลายวันผ่านไป มธุรสทำหน้าที่เป็นพยาบาลแทบจะตลอดยี่สิบสี่

ชั่วโมง หล่อนเช็ดเนื้อตัวหน้าตาให้กับเขา ยามที่เขายังไม่ฟื้นคืนสติขึ้นมา ยิ่งนานวันผ่านไปเท่าไรใจของเธอก็ยิ่งหดหู่มากเท่านั้น กลัวเขาจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ยิ่งมองใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรที่ไร้รอยยิ้มจากใจหน้าก็ยิ่งทำให้ร่างบางรู้สึกยิ่งกว่าเดิม

“อื้อออ...” เสียงครางอือจากชายที่นอนนิ่งอยู่มานานหลายวัน ทำเอามธุรสหันขวับทิ้งผ้าในห้องน้ำวิ่งออกมาชายหนุ่มด้วยความดีใจ

“พี่มาร์ครู้สึกตัวแล้ว พี่มาร์ค...” หล่อนกอบกุมมือบางชายหนุ่มชายหนุ่มขึ้นมาแนบอก พร่ำเรียกหาชื่อชายหนุ่มน้ำเสียงสั่น

“โอ้ย...คุณเป็นใคร...” มุขพลรู้สึกปวดร้าวขึ้นที่ขมับ หรี่ตามองหญิงสาวผมยาวสยายที่เหมือนกำลังพูดกับเขาอยู่อย่างมึนงง

“ห๊า...ก็น้ำผึ้งไงคะ  น้ำผึ้งเอง” ผึ้งนัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความแปลกใจ แต่ก็เข้าใจว่าชายหนุ่มคงเพิ่งฟื้นคงยังสับสนอยู่ เธอหันไปเรียกพยาบาลให้มาดูอาการทันที

“คุณพยาบาล คุณหมอ คุณหมอ พี่มาร์คฟื้นแล้วค่ะ”

“คุณเป็นใคร...ที่นี่...ที่ไหน...” แต่คำพูดของชายหนุ่มที่ออกมาจากปาก เขาดูไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

“ระ...โรงยาบาลคะ พี่จำน้ำผึ้งไม่ได้เหรอคะ” หญิงสาวอธิบายเสียงสะอื้นจับชายหนุ่มเขย่าอย่างลืมตัว รู้สึกปวดร้าวเมื่อคิดว่าเขาลืมตนเองไปแล้วหรืออย่างไร

“เกิดอะไรขึ้นคะ คุณเขย่าตัวคนไข้ทำไมกัน”  พยาบาลและหมอเจ้าของไข้เข้ามาเห็นท่าทางของหญิงสาว ก็รีบเข้าห้าม

“พี่มาร์คฟื้นแล้วคะ แต่คงกำลังสับสนอยู่...” น้ำผึ้งถอนห่างออกมา หันไปเขย่าตัวพยาบาลแทนด้วยความร้อนรน กลัวชายหนุ่มจะลืมเลือนตัวเอง

“งั้นขอหมอตรวจดูสักครู่นะครับ” นายแพทย์สวมเครื่องมือ หันไปพยักหน้ากับพยาบาลให้กันหญิงสาวให้ออกห่าง

“ค่ะ พี่เขาแค่สับสน งงๆอยู่ไม่มีอะไรหรอก” มธุรสพยักหน้ายืนดูอยู่นิ่งๆ แต่ใจของเธอกลับไม่นิ่งเลยสักนิดเดียว หากเขาเป็นอะไรมากไป

กว่านี้หล่อนจะไม่มีวันยกโทษให้ตัวเองเลย

ไม่นานหลังจากที่คุณหมอตรวจชายหนุ่มสอบถามเบื้องต้นอีกสองสามคำ เขาก็มีสีหน้าเคร่งขรึมมากขึ้น หันมามองหญิงสาวที่ยืนรอฟังข่าวอยู่ไม่ห่าง “คุณหมอพี่มาร์คเป็นยังไงบ้าง”

“คนไข้ตอบสนองดี ร่างกายฟื้นตัวดี แต่...” นายแพทย์ตอบด้วยความรู้สึกเป็นห่วงอาการแทรกซ้อนของการกระทบกระเทือนทางสมอง

“แต่อะไรคะ หมอ แต่อะไร” คนใจร้อนรู้สึกเหมือนหมอพูดช้าไม่ทันใจ ชิงถามก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบประโยคอย่างร้อนรน

“อาจเป็นเพราะสมองได้รับความกระทบกระเทือน ทำให้สูญเสียความทรงจำ” หมอหนุ่มกล่าว

“ยังไงหมอต้องสแกนสมองอีกทีให้แน่ใจ”

“ความทรงจำของพี่มาร์คหายไป!” มธุรสหัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม เมื่อรู้ว่าการกระทำของตัวเองชั่ววูบส่งผลอะไรกับชายที่รัก

“ใช่ครับ แต่อาจจะชั่วคราวเท่านั้น” นายแพทย์หันไปพยักหน้ากับ

พยาบาลสั่งการให้พาคนไข้ไปสแกนสมองตามที่บอก

“อาจจะ...” หญิงสาวมึนงงคิดอะไรไม่ออกสมองตัน ใจหายวาบรู้สึกหวิวๆเหมือนจะเป็นลม

“ครับ อาจต้องใช้เวลาหน่อยเราต้องค่อยๆ ฟื้นความทรงจำ ศีรษะเขาได้รับความกระทบกระเทือน มันเป็นผลข้างเคียง”  หมอหนุ่มชี้แจงเพิ่ม

“พี่เขาลืมทุกอย่างเลยเหรอคะ” ดวงตาของคนก่อเหตุร้อนผ่าว เดินไปนั่งที่เก้าอี้คล้ายจะหมดแรง มองดูร่างหนาของชายที่รักถูกพาออกไปจากห้อง

“ครับ แต่ก็ไม่แน่ว่าจะตลอดไปต้องให้ญาติและคนใกล้ชิดช่วยเหลือในการฟื้นฟูความทรงจำ” คุณหมอกล่าวแล้วเดินตามคนไข้ออกจากห้องไปตรวจให้ละเอียด

มธุรสถูกทิ้งให้อยู่ภายในห้องด้วยความรู้สึกเสียใจกับการกระทำของตัวเอง ไม่รู้มารอะไรเข้าสิงถึงได้ทำให้เธอเกือบจะกลายเป็นฆาตกรฆ่าชายที่รัก ไม่นานณัฐนนท์ก็เดินทางมาถึงเพื่อส่งข้าวส่งน้ำให้กับน้องสาวเป็นประจำ เขามองดูเตียงที่ว่างเปล่าก็ใจหายวาบ ยิ่งเห็นน้องสาวหน้าตาซีดเซียวก็รู้สึกใจคอไม่ดี

“เกิดอะไรขึ้นน้ำผึ้ง” เขาวางข้าวของเดินมาจับมือเย็นเฉียบของน้องสาวด้วยความเป็นห่วง

“พี่นนท์ พี่มาร์คเขา พี่มาร์คเขา...” น้ำผึ้งเสียงสั่นน้ำตาไหลนองหน้าคำพูดจุกที่ลำคอ

“เขาเป็นอะไรอีกล่ะ” นนท์จ้องมองริมฝีปากด้วยความลุ้น มองผึ้งที่พยายามเปล่งคำพูดออกมาจากปากด้วยความยากลำบาก

“เขาสูญเสียความทรงจำ เขาจำน้ำผึ้งไม่ได้ จำใครไม่ได้เลย” หญิงสาวปล่อยโฮออกมาทันทีที่สิ้นประโยค ชอกช้ำที่ชายหนุ่มนอกจากไม่รักแล้วก็ยังลืมเธอไปอีก

“ห๊า...” พี่ชายต่างสายเลือดตกใจไม่คิดว่าชายหนุ่มจะมีอาการรุนแรงขนาดนี้

“น้ำผึ้งจะทำยังไงดีพี่นนท์ พี่เขาลืมทุกอย่างก็เพราะน้ำผึ้ง พี่เขาลืม

น้ำผึ้งไปแล้ว” น้ำผึ้งเขย่าตัวพี่ชายหนุ่มคาดคั้นหาทางออก

“ใจเย็นๆ ผึ้ง ใจเย็นๆ” ชายหนุ่มจับร่างบางที่เหมือนกำลังเสียขวัญให้ได้สติกลับคืน

“เขาลืมทุกอย่างเลย” หล่อนพร่ำทวนคำถึงสิ่งที่ชายหนุ่มเป็นด้วยความเสียใจ

“ไม่เป็นไรนะผึ้งใจเย็นๆ” พี่ชายรั้งร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดเพื่อปลอบขวัญ มธุรสซบใบหน้าร้องไห้ด้วยความเสียใจอย่างที่สุด ความทรงจำทุกอย่างที่เคยมีมาถูกลืมเลือนไปเพราะการกระทำของตัวเอง ชายที่รักเธอลืมทุกคนที่อยู่รอบข้าง ลืมแม้กระทั่งตัวเองและคนที่รัก

แล้วความคิดของหล่อนก็สะดุด คนที่รัก หล่อนชันกายออกจากอ้อมกอดของพี่ชายในทันทีเหมือนคิดอะไรดีๆออก

“เย็นไม่ได้แล้วพี่นนท์”

“อะไรของผึ้งเนี่ย” ณัฐนนท์ปรับอารมณ์ตามน้องสาวไม่ทัน เมื่อกี้ร้องไห้ตอนนี้ปาดน้ำตาสายตาเหมือนกำลังวางแผนอะไร

“ผึ้งเย็นไม่ได้ ในเมื่อเขาลืมทุกอย่าง ทุกคน เขาก็มีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่น่ะสิ” ผึ้งสายตาเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที ในสมองของเธอคิดหาทางที่จะทวงชายหนุ่มคืนกลับมา

“ผึ้งหมายความว่ายังไง” นนท์เริ่มใจคอไม่ดี สายตาแบบนี้ของน้องสาวทำเอาเขารู้สึกไม่ไว้วางใจ

“ผึ้งจะใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส” หล่อนเหมือนจะอธิบายแผนการให้พี่ชายฟัง แต่พูดไปพูดมาพี่ชายก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าหล่อนคิดจะทำอะไร

“อะไรผึ้ง ผึ้งคิดจะทำอะไร” ชายหนุ่มได้แต่เอ่ยถามแต่หญิงสาวกลับยิ้มอย่างมีความหมาย ตอนนี้ในหัวของหล่อนคิดแผนการใหญ่ที่จะได้ใจชายคนรักกลับคืน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เธอคนหนึ่งคือปัจจุบันที่ผู้หลอกลวงชายหนุ่มให้หลงใหล เธออีกคนหนึ่งคือผู้เป็นเพียงภาพเงาในอดีตที่แสนหวาน และเขาคือผู้สูญเสียความทรงจำทุกอย่างไป"

รมย์ธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha