ชิงรักเสน่ห์ร้อน

โดย: รมย์ธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : แอบอ้าง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

หลังจากที่ชายหนุ่มถูกตรวจสมองโดยละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง ร่างหนาก็ถูกพาตัวกลับมาด้วยความมึนงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เห็นหญิงสาวผมยาวสยายที่เจอหน้าตอนลืมตาครั้งแรกอีกครั้งตอนถูกพากลับเข้ามาในห้องพัก เธอยิ้มหวานให้กับเขาอย่างมีความหวัง

มธุรสเข้าหาชายหนุ่มหลังจากที่พยาบาลและหมออกไปจากห้อง รีบถามเสียงอ่อนหวานกับชายหนุ่มทันที “พี่มาร์คเป็นยังไงบ้างคะ”

“ผม...ไม่รู้สิ...คุณเป็นใคร” มุขพลหรี่สายตาพยายามนึกใบหน้างาม หล่อนเป็นใคร พลางย้อนถามตัวเองกับคำถามเดียวกัน

“น้ำผึ้งค่ะ คู่หมั้นของพี่มาร์คเองไงจำได้ไหม”  หญิงสาวแอบอ้างในทันที แนะนำคัวเอาเสร็จสรรพ ทำเอาพี่ชายต่างสายเลือดหันไปมองหน้า

ตาโต นี่หรือแผนการของน้องสาวตัวเอง

“ผมมีคู่หมั้นแล้วเหรอ” ชายหนุ่มที่เสียความทรงจำทวนคำพูดของหล่อน พยายามคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความปวดร้าวที่สมอง กล่าวกับตัวเองอย่างสับสน

“ผมเป็นใคร ทำไมผมนึกอะไรไม่ออกเลย ผมเป็นใครเนี่ย...”

“ยังไม่ต้องฝืนค่ะ จำไม่ได้ก็ไม่ต้องนึก ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ” หญิงสาวยิ้มให้อย่างอ่อนโยน พลางจัดหมอนตั้งขึ้นให้เขาพิงได้สะดวก

“อื้อ...” ชายหนุ่มพยักหน้าเอนกายพิงหมอนที่เธอจัดให้ รู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมาทันที กับความอ่อนโยนที่หล่อนทำให้แก่เขา

“เป็นยังไงบ้างคะ พี่มาร์ค เจ็บตรงไหนรึเปล่า” หล่อนมองชายหนุ่มที่รัก ซึ่งกำลังทำหน้านิ่วเหมือนเจ็บปวดร่างกายภายใน

“ปวดหัวครับ หิวน้ำ” ชายหนุ่มฝืนตอบรู้สึกลำคอแห้งผาก ร่างบางก็รีบร้อนรินน้าอุ่นๆส่งให้จิบ พลางรินโสมในกาที่พี่ชายต่างสายเลือดทำมาให้ตนทาน รินให้ชายที่รักทานแทน ทำเอาพี่ชายที่ยืนมองอยู่ไม่ห่างส่าย

หน้า น้องสาวของเขารักชายคนนี้มากกว่าตนเองจนน่าเป็นห่วง

“ทานโสมหน่อยนะคะ ช่วยแก้กระหายคลายหิว” หญิงสาวส่งให้พร้อมรับแก้วน้ำกลับมาวางที่โต๊ะ กุลุกุจอเอาโต๊ะมาวางให้ทานโสม

“ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างว่างง่ายราวกับเด็กน้อย

“พี่นนท์คะ ออกไปถามคุณหมอหน่อยสิคะว่าพี่มาร์คจะออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อไร ผึ้งจะให้พี่วดีเข้ารับช่วงดูแลต่อ เราจะไปรักษากันต่อที่บ้าน” ผึ้งกล่าวเชิงสั่ง สิ่งที่หล่อนคิดต่อไปเป็นสำหรับแผนการที่จะชิงชายหนุ่มกลับคืนมาเป็นของตน

“อะไรนะน้องผึ้ง” คนถูกสั่งตาโตด้วยความตกใจ

นี่หลอกลวงคนป่วยไม่พอยังจะหอบหิ้วกันไปดูแลที่บ้านอีกหรือ เขาคิด

“ทำตามที่ผึ้งบอกเถอะค่ะ” มธุรสหันมามองตาดุๆเสียงหนักๆ ที่พี่ชายต่างสายเลือดทำท่าตกใจ จนทำให้คนป่วยสงสัย

“ไม่ได้ เราต้องคุยกันก่อน” ชายหนุ่มทำเสียงหนัก ชักไม่ยอมอยู่

เฉยเดินเข้ามาจับแขนของน้ำผึ้งจะดึงออกไปนอกห้อง

“ผึ้งจะป้อนโสมให้พี่มาร์คก่อน” คนถูกดึงหันมาทำตาดุใส่ เหมือนพี่ชายทำอะไรไม่ดูไม่รู้ประสา

“มาร์คแค่สูญเสียความทรงจำ ไม่ได้เสียความสามารถในการกิน    นี่ช้อน ที่อาหาร ตัดเข้าปากแบบนี้ แค่นี้น่าจะทำเอาได้ใช่ไหมครับ”        ชายหนุ่มยิ้มให้กับคนป่วย จับช้อนในมือของน้องสาวส่งให้กับมาร์ค พร้อมสอนท่าการทานให้เสร็จสรรพ

“เออ...ครับ” มุขพลมึนงงกับท่าทางของสองพี่น้องจนกระทั่งออกไปพ้นจากห้องพักฟื้น แล้วมองดูของในมือแล้วพยายามทำตามที่ถูกแนะนำ

“น้ำผึ้งคิดจะทำอะไร” ณัฐนนท์หันมาถามน้องสาวทันทีเมื่อประตูห้องพักปิดสนิท

“ผึ้งจะเอาคนที่ผึ้งรักกลับมา” หญิงสาวน้ำเสียงมาดมั่นเหมือนคิดดีแล้วกับแผนการนี้

“ด้วยการหลอกเขางั้นเหรอ” ชายหนุ่มทำน้ำเสียงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

“แล้วจะให้ผึ้งทำยังไง วิธีไหนที่จะได้พี่มาร์คกลับมาล่ะคะ” มธุรสทำหน้าเหมือนอย่างจะร้องไห้ เมื่อพี่ชายมีท่าทางไม่ยินยอม

“เขาไม่เคยเป็นของผึ้งนะ เขาไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าผึ้งรักเขา แล้วเขาก็ไม่ได้รักผึ้ง” นนท์ผ่อนน้ำเสียงลงไม่อยากทำร้ายจิตใจคนอกหัก

“ก็ผึ้งจะใช้โอกาสนี้ทำให้เขารักไง” นัยน์ตาหล่อนเป็นประกายขึ้นมาทันทีเหมือนมีความหวังในความรักอีกครั้งหนึ่ง

“แล้วถ้าความทรงจำเขากลับมาล่ะ” ชายหนุ่มย้อนถามถึงอนาคต น้องสาวของเขาคิดเผื่อไว้บ้างไหม ว่าเขาอาจจะไม่รักตอบก็ได้

“กว่าจะถึงตอนนั้น อย่างน้อยๆ เขาก็คงรักผึ้งไปแล้วค่ะ” น้ำผึ้งเชื่อมั่นว่าเวลาสั้นๆจะทำให้หัวใจของเขาเป็นของเธอ

“พร้อมๆ กับรักปัดเนี่ยนะ” พี่ชายต่างสายเลือดเตือนความจริง ที่ชายหนุ่มกำลังมีใจรักให้หญิงสาวอีกคนอยู่เหมือนกัน

“งั้นเขาก็ต้องเลือกคนที่ดีกว่า ผึ้งมีหัวใจที่รัก เงินทองที่คู่ควร แต่ปัดไม่มีอะไรสักอย่าง” คนมั่นใจในตัวเองหันมาตอบ

“เรื่องของหัวใจ บางครั้งเงินทองอาจจะไม่สำคัญนะ” ชายหนุ่มอ่อนใจกับการกระทำที่ไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีของเธอ

“ใช่ค่ะ เงินทองไม่สำคัญ ผึ้งถึงต้องใช้วิธีนี้ ให้โอกาสผึ้งนะพี่นนท์ ช่วยผึ้งด้วย” ผึ้งทำเสียงสั่นอ้อนวอนพี่ชายให้เข้าข้าง

“โธ่...ผึ้ง ที่ขอเนี่ยมันไม่ใช่ของให้สอนการบ้านนะ” ณัฐนนท์รู้สึกลำบากใจทั้งสงสารทั้งไม่เห็นด้วยในเวลาเดียวกัน

“พี่นนท์ใจดีของผึ้ง ช่วยผึ้งนะ บอกพี่วดีให้รับช่วงแต่หน่อย ถ้าพี่นนท์พูดพี่วดีต้องช่วยแน่ๆ” มธุรสเข้ากอดเหมือนเด็กน้อยอ้อนขอความเห็นใจ ใช้ไม้ตายที่มักจะได้ผลทุกครั้งกับเขา

“ใครจะไปอยากช่วย มันหลอกลวงชัดๆ” ชายหนุ่มส่ายหน้าลำพังตัวเขาเองก็ยังเต็มกลืน แต่นี่ให้ไปพูดกับน้องสาวต่างสายเลือดอีกคน ซึ่งรายนั้นก็เรียบร้อยโกหกใครไม่เป็น

“ก็อย่าบอกความจริงกับพี่วดีทั้งหมดสิคะ” วาจาของพี่ชายทำให้เริ่มมีความหวังว่าเขาจะช่วยออกหน้า

“น่านะ ผึ้งขอร้อง”  

ณัฐนนท์ทำสีหน้าอึดอัดลังเลใจในสมองคิดหนักว่าจะไปพูดกับน้องสาวอีกคนอย่างไรดี ผึ้งเห็นพี่ชายดูยังไม่แน่ใจเท่าไรนักก็รีบออกปากยื่นคำขาด

“ถ้าพี่นนท์ไม่ช่วย ผึ้งจะทำเอง จะจัดการเอง จะพาพี่มาร์คไปอยู่ที่อื่นให้ตามตัวไม่เจอกันไปเลย”

“เออๆๆ ได้ๆๆ พี่จะช่วยพูดกับวดีให้” เมื่อเห็นน้องสาวทำเสียงหนักใส่ชายหนุ่มก็รีบตอบตกลง เพราะรู้นิสัยรายนี้ดีว่าถ้าลองตัดสินใจทำอะไรลงไปแล้วก็จะทำให้ได้อย่างที่ตั้งใจ

“ขอบคุณค่ะ พี่นนท์ใจดีจังเลย” มธุรสยิ้มหน้าบานเพราะความสมหวัง กอดพี่ชายแนบแน่นให้หายชื่นใจเป็นการตอบแทน

“แค่ครั้งเดียวนะ ถ้าความจำเขากลับมาแล้วยังไม่รักผึ้งไม่เลือกผึ้ง

ผึ้งต้องจบนะ” นนท์เหนื่อยใจกับตัวเอง มองหน้าน้องสาวทำสายตาจริงจัง

“ค่ะ” น้ำผึ้งพยักหน้ารับปากแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องพักทันทีอย่างอารมณ์ดี

“ทำไมไม่ทานล่ะคะ” หล่อนเอ่ยทักเมื่อเห็นโสมในชามของ      ชายหนุ่มยังไม่ลดลงไปสักนิดเดียว

“ผมไม่รู้ว่าผมถนัดข้างไหน จับข้างซ้ายก็ไม่ถนัด ข้างขวาก็ยังเจ็บ” ชายหนุ่มที่สูญเสียความทรงจำ ทำหน้าตาเหมือนสับสนกับตัวเอง

“ขอโทษค่ะ ผึ้งป้อนเองนะคะ” หญิงสาวยิ้มอย่างอ่อนโยนจับช้อนมาตักโสมและบรรจงเป่าป้อนให้ชายหนุ่มอย่างระมัดระวัง

“ครับ” ชายหนุ่มว่าง่ายเหมือนเด็กน้อย รับโสมเข้าปากอย่างไม่มีความคิดเห็นแต่อย่างใด

ณัฐนนท์ยกมือขึ้นเกาหัว ลอบมองดูน้องสาวที่กำลังป้อนข้าวป้อนน้ำชายที่รักแล้วส่ายหน้า จากนั้นก็เดินไปหาหมอแล้วทำตามที่น้องสาวสั่ง หลังจากนั้นก็ต้องเดินทางไปหาน้องสาวอีกคนในอีกโรงพยาบาล

เพียงแค่มธุรสคนเดียวก็ทำเรื่องวุ่นวายกันไปหมด เขาคิดอย่างอ่อนใจ

 

ทางด้านปัญชิกา หล่อนยังคงนอนหลับไม่ได้สติ อาการของหล่อนยังคงที่ไม่ดีขึ้นแต่ก็ไม่แย่ลง ปราบวุธผู้เป็นพี่ชายก็นอนเฝ้าน้องไม่ห่าง ก็เพราะทั้งครอบครัวเหลือกันเพียงแค่สองพี่น้อง ทำให้ปากกัดตีนถีบอดทนสู้ชีวิตกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ชายหนุ่มเดินตามหมอสาวที่เป็นเจ้าของไข้รักษาอาการของน้องสาวตัวเอง

“หลายวันแล้วทำไมน้องสาวผมยังไม่ฟื้น”

“ร่างกายของน้องสาวคุณบอบช้ำมากนะคะ ต้องให้เวลาเธอรักษาตัวเองด้วยนะคะ” แพทย์หญิงยิ้มบางๆ อย่างใจเย็น ทั้งที่ในใจของหล่อนชักจะระอากับการถูกถามแทบจะทุกครั้งที่เจอหน้ากัน

“แล้วนี่ได้ข่าวคู่หมั้นของน้องสาวผมบ้างรึเปล่า ชื่อมุข มุขอะไร

สักอย่าง” ปราบเพิ่งนึกได้ถึงว่าที่น้องเขยของตัวเอง

“เอ๊ะ หมอเองก็ไม่ทราบนะคะ คงต้องไปเช็คที่ทะเบียนค่ะ”      หญิงสาวยิ้มหวานอีกครั้งตอบน้ำเสียงอ่อนแล้วเดินห่างมาทันทีอย่างไม่รีรอให้ถามอะไรต่อ

เมื่อหล่อนเข้ามาภายในห้องพักของตัวเองก็ทำหน้าตาเหนื่อยหน่าย แล้วก็ยิ้มหวานเมื่อเห็นพี่ชายต่างสายเลือดนั่งอยู่สีหน้าเคร่งขรึม

“พี่นนท์”

“ไงจ๊ะวดี คนไข้เยอะไหม” ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินเข้ามาสวมกอดหญิงสาว หล่อนคือ เรวดี เกียรติคุณ หรือวดี หลานสาวของรินรดาและทรงเดช เกียรติ์คุณ ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องตามสายเลือดของมธุรส เพราะยายของเธอเป็นน้องสาวของปู่ราเชน

“ไม่ค่ะ แต่ปวดหัวมากๆ ดันมาเจอคนญาติคนไข้ใจร้อน” หล่อนบ่นถึงชายหนุ่มที่เพิ่งทำให้เธอต้องหงุดหงิดใจเมื่อครู่

“งั้นเหรอ” ชายพยักหน้ามองหน้าน้องสาว พยายามนึกหาทางจะ

พูดยังไงกับหล่อนดีให้ยอมทำตามแผนของน้องสาวอีกคน

“มีอะไรคะ คุณตาเป็นอะไรรึเปล่า” คนเป็นหมอพอจะดูอาการออกก็เอ่ยถาม ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรกับคนทางบ้านหรือไม่

“เปล่าๆๆ พอดีเพื่อน้ำผึ้งเขาจะออกจากโรงพยาบาลไปรักษาตัวที่บ้าน ผึ้งอยากจะให้วดีรับรองเป็นคนไข้ให้ในการย้ายที่อยู่” นนท์รีบโบกมือปัดก่อนที่อีกฝ่ายจะคิดมากไปไกล แล้วก็พูดรัวๆออกไปเอาแค่สิ่งที่แพทย์สาวต้องทำ ใจหวังอย่าให้มีคำถามตามมา

“ได้สิคะ ไม่มีปัญหา ดูท่าคนๆนี้จะเป็นคนพิเศษน้องผึ้งถึงได้อยากดูแลเป็นพิเศษ” หล่อนตอบตกลงโดยไม่คิดมาก เพราะด้วยหน้าที่อยู่แล้ว ไม่ว่าคนในครอบครัวหรือคนสนิทหล่อนก็เต็มใจที่จะดูแลให้เต็มที่

“ใช่จ้ะ พิเศษมาก” ชายหนุ่มพยักหน้ายิ้มเจื่อนๆอย่างรู้สึกผิดที่ไม่บอกความจริงทั้งหมด นึกในใจ

ง่ายกว่าที่คิดแหะ พลางส่งเอกสารการส่งตัวที่ตนเดินเรื่องมาเรียบร้อยแล้วให้กับหมอสาว

“ดีจังค่ะ แบบนี้หายป่วยเมื่อไร ก็คงมีข่าวดี” วดีรับมาโดยไม่ต้องอ่านอาการมากมายเพราะไว้ใจ แต่สะดุดสายตาตรงชื่อของผู้ที่หล่อนกำลังต้องดูแล

“เอ๊ะ ชื่อคุ้นๆ”

“อะไรเหรอ” ณัฐนนท์เหมือนร้อนตัวเร่งถาม

“เปล่าค่ะไม่มีอะไร” แต่หมอสาวกลับนึกไม่ออกว่าชื่อนี้คุ้นจากที่ไหน

แล้วเสียงประตูห้องพักของตนก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พยาบาลสาวสวยเปิดเข้ามาแจ้งข่าว

“หมอคะ ญาติคนไข้คนเดิมค่ะ”

“วดีไปก่อนนะคะ” หญิงสาวรีบเซ็นเอกสารแล้วลอบถอนหายใจ เดินออกไปรับหน้าญาติคนไข้คนเดิม ณัฐนนท์ได้เอกสารส่งตัวตามที่น้ำผึ้งสั่ง แล้วก็เดินออกไปจัดการเรื่องอื่นต่อแทนน้องสาวทันที

“ทำไมที่ทะเบียนไม่มีชื่อคู่หมั้นของน้องสาวของผม” ปราบวุธ

หน้าเครียดใส่ส่งคำถามให้แพทย์สาวทันทีที่มาถึงราวกับเธอเป็นผู้ล่วงรู้    ทุกอย่าง

“ไม่ทราบค่ะ บางทีตอนที่รถไปรับคงแย่งคนไข้กันส่งไปกันที่คนละโรงพยาบาล แล้วอีกอย่างขึ้นอยู่กับว่าคนไข้มีประกันอยู่ที่ไหนด้วยค่ะ” ร่างบางทำหน้าอ่อนใจ หล่อนเป็นหมอไม่ได้เป็นนายทะเบียนที่จะรู้เรื่องของคนไข้ทุกคน

“แล้วแบบนี้ผมจะไปตามหาได้ยังไง เดินน้องสาวผมฟื้นขึ้นมาถามหาแฟนเขา” ชายหนุ่มทำหน้าหงุดหงิดที่ไม่ได้คำตอบ

“ก็คงต้องไล่ถามตามโรงพยาบาลค่ะ หรือถามตำรวจก็ได้”       หญิงสาวจึงเสนอแนะ ตกลงหล่อนเป็นหมอหรือที่ปรึกษาของเขากันนะ

“ถามตำรวจน่าจะดีกว่า” ชายหนุ่มดีดนิ้วดังเปราะ แล้วเดินจากไปทิ้งหมอสาวที่ถูกเรียกตัวมาให้มึนงง ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง

 

ขณะเดียวกันทางด้านชายหนุ่มที่สูญเสียความทรงจำ สมองเขา

เหมือนฟองน้ำแห้งที่ไม่มีอะไรอยู่ ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็ไม่มีอะไรที่คุ้นตาสักอย่าง ชื่อเสียงเรียงงามของตัวเองก็ไม่รู้ รู้แต่มีหญิงสาวแสนสวยผมยาวสยายเหมือนนางฟ้าบอกว่าเขาชื่อ มุขพล หรือมาร์ค เป็นลูกชายในตระกูลมัตสึโอกะ

“เครือญาติของพี่มาร์คฝากให้น้ำผึ้งดูแลในฐานะคู่หมั้น ถ้าพวกเขาจัดการเรื่องงานกันเสร็จก็จะทยอยกันมาเยี่ยม ถึงตอนนั้นพี่ก็คงเริ่มจะจำอะไรได้บ้างแล้ว” มธุรสจัดแจงลวงเขาทุกรายละเอียดไม่มีผิดพลาด

“เหรอ พี่เป็นคนตระกูลใหญ่ขนาดนั้น ทำไมได้รับอุบัติเหตุหนักขนาดนี้ยังไม่มีใครมาดูแล” คนจำไม่ได้ขมวดคิ้วสงสัยไปเอง

“ก็เพราะวางใจที่มีผึ้งอยู่ไงคะ” หญิงสาวยิ้มหวานให้ ชายหนุ่มของเธอคงกำลังน้อยใจที่ไม่ใครในครอบครัวเหลียวแล

“น้อยใจเหรอ”

“เปล่าๆๆ แค่...แปลกๆ” แม้จะความจำเสื่อมแต่สมองของเขาก็ยังทำงานอยู่ ความหลักแหลมของสติปัญญาชวนให้ข้องใจ

“อย่าคิดมากเลยค่ะ ไม่นานผึ้งจะพาพี่กลับไปพักที่บ้านของเรา” ร่างบางหันไปรินโสมบำรุงร่างกายให้ชายหนุ่มพร้อมส่งให้ดื่มอย่างอารมณ์ดี

“บ้านของเรา” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงทวนคำ

“ค่ะ เรือนหอของเราที่เชียงใหม่” น้ำผึ้งกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำ มองดูชายหนุ่มแววตาเป็นประกาย ในสมองคิดไปไกลอยากจะเป็นแม่บ้านที่ดีคอยดูแลสามีอยู่ที่บ้านแสนงาม

“พี่คงทำให้ผึ้งลำบากที่ต้องดูแล” ชายหนุ่มรู้สึกผิดที่เขาจำอะไรไม่ได้ ไม่สามารถเป็นผู้ชายที่ดีได้สำหรับเธอ ยิ่งหล่อนดูแลเขาดีแค่ไหนก็ยิ่งอยากให้เขาจำหล่อนได้เร็วมากเท่านั้น

“ผึ้งเต็มใจค่ะ” มธุรสยิ้มหวาน ลมโชยเข้าทางหน้าต่างพัดผมปลิวสลวยราวกับนางฟ้า ชายหนุ่มมองภาพงามอย่างตรึงตาตรึงใจ

 

หลังจากที่ชายหนุ่มไปสืบข่าวคู่หมั้นของน้องสาว เวลาก็ผ่านไป

หลายวันจนเขาสืบรู้แน่ชัดแล้วว่ามุขพลอยู่ที่โรงพยาบาลไหน ทั้งที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะมาเยี่ยมพร้อมน้องสาว แต่คิดอีกทีก็อยากจะมาหาก่อนเพื่อจะได้พูดคุยถึงเรื่องานวิวาห์ที่ต้องเลื่อนออกไป  และไหนจะเรื่องคดีความกับคู่กรณี

ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่น้ำผึ้งกำลังพาตัวชายที่แอบรักออกจากโรงพยาบาล หลังจากที่พี่ชายที่แสนดีเดินเรื่องให้ ใช้เงินและเส้นสายนิดหน่อยที่พอมีอยู่ ก็ทำให้ชายหนุ่มของเธออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้นที่บ้านด้วยความรวดเร็วตามใจปรารถนาของเธอ

“ผมมาเยี่ยมคนป่วยที่ชื่อ มุขพล มัตสึโอกะ ครับ” ปราบวุธเดินทางมาถึงโรงพยาบาลก็เข้าถามที่ฝ่ายทะเบียนพร้อมเครื่องดื่มบำรุงเป็นของเยี่ยม

“อยู่ห้อง XXXX ค่ะ” พนักงานฝ่ายทะเบียนแจ้ง ด้วยเพราะข้อมูลที่ยังขึ้นอยู่เป็นช่วงจังหวะคาบเกี่ยวกับการแจ้งออกพอดิบพอดีเหมือนสวนทางกัน

ชายหนุ่มเดินไปตามห้องที่ถูกแจ้ง เมื่อเปิดประตูเข้าไปถึงเขากลับพบแต่ความว่างเปล่า ก็นึกแปลกใจ

“คนไข้ห้องนี้ล่ะครับ” รีบเดินไปถามพยาบาลหน้าวอดทันที

“คนไข้เพิ่งออกไปสักครู่เองค่ะ” เสียงพยาบาลที่ดูแลกล่าว

“อ้าวเหรอครับ” ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความมึนงงเมื่อรู้ว่ามาเสียเที่ยว

“คงสวนทางกันค่ะ” หล่อนดูประวัติแล้วกล่าวเสริม

“สงสัยญาติจากเกาหลีมาจัดการแล้วมั้ง” ปราบวุธไม่ได้คิดสะกิดใจแต่อย่างใด ถึงการออกไปจากโรงพยาบาลของคู่หมั้นน้องสาว

ขณะที่คนป่วยถูกพาตัวออกมาจากโรงพยาบาล เขาถูกพาขึ้นรถตู้คันหรูที่ถูกจัดเตรียมมาอย่างดี ด้วยความช่วยเหลือจากณัฐนนท์พี่ชายต่างสายเลือด ที่เหมือนจะไม่อยากช่วยน้องสาว แต่ก็จัดหาทุกอย่างให้ตามที่หล่อนปรารถนาได้เป็นอย่างดี

“เราจะไปไหนกันเหรอ” มุขพลมองดูเส้นทางที่ไม่คุ้นเลยแม้    

แต่น้อย

ในใจสงสัยว่าตนเองจะไว้ใจเธอคนนี้ได้หรือเปล่า แต่ก็ด้วยที่หล่อนสละเวลาดูแลเขาทุกวันก็ไม่น่าที่หล่อนจะเลวร้ายอะไร แถมเขายังเป็นใครก็ไม่รู้ หากไม่สนิทกันจริงเธอคงไม่ทุ่มแรงทำให้ขนาดนี้อย่างแน่นอน คิดแล้ก็อดไม่ได้ที่จะประทับใจในตัวของหญิงสาว

“ไปบ้านของเราไงค่ะ” หญิงสาวตอบนั่งเอนกายพิงไหล่ชายหนุ่มอย่างหวงแหน เหมือนความฝันที่ได้นั่งซบอิงกันแบบนี้

“ถ้าพี่เหนื่อยนอนพักเอาแรงก่อนก็ได้นะคะ ถึงแล้วผึ้งจะปลุก”

“ครับ” ชายหนุ่มรับปากแต่ก็ยังมองดูเส้นทางต่อไปด้วยความอยากรู้ ขณะที่คนที่บอกให้เขานอนหลับ ตอนนี้กลับหลับคาไหล่เขาไปเสียแล้ว

ด้วยเพราะความที่อดหลับอดนอนมาหลายคืน เฝ้าดูแลชายหนุ่มไม่ห่างกาย มุขพลมองดูร่างบางที่กำลังหลับสนิทด้วยความเห็นใจ แม้ไหล่ข้างที่หล่อนหนุนอยู่จะเจ็บแปลบอยู่บ้าง แต่ก็อดทนฝืนใจให้เธอพักพิงอิงแอบ

ไม่ขยับ หวั่นจะกวนคนกำลังหลับสบาย

ขณะที่น้ำผึ้งและมุขพละกำลังเดินทางเข้ามาที่เชียงใหม่ ณัฐนนท์ที่ต้องเข้ามาจัดการเรื่องบ้านช่อง และดักทางชายสูงวัยตามที่นัดแนะกับน้องสาวเอาไว้ เพราะหล่อนไม่ต้องการให้ปู่ของตนรู้ว่าหลานสาวกำลังจะขโมยตัวผู้ชายกลับมาดูแลที่บ้านพักอีกหลังหนึ่ง

“นนท์ น้ำผึ้งเป็นยังไงบ้าง” ชายสูงวัยนั่งอยู่ที่ระเบียงบ้าน เอ่ยถามเด็กหนุ่มที่กำลังเดินเข้ามาหาด้วยความเป็นหวงหลานสาว

“สบายดีครับ ตอนนี้กำลังดูแลเพื่อนอยู่ที่กรุงเทพ” ชายหนุ่มช่วยปด ด้วยเพราะน้องสาวสั่งไว้ไม่อยากให้ชายสูงวัยรู้ว่าตนจะไปอยู่ที่ไหนในตอนนี้

“แล้วเมื่อไรจะกลับมาบ้านเรา” ราเชนพยักหน้าในสมองกำลังคิดอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับความชราของตัวเองที่มากขึ้นทุกวันไหนจะโรคที่รุมเร้าแต่ไม่ได้บอกใครให้ล่วงรู้

“ยังไม่ทราบเลยครับ” เขาก้มหน้าพูดปดด้วยความรู้สึกลำบากใจ ไม่อยากโกหกผู้ใหญ่ที่เคารพและนับถือเลยสักนิดเดียว

“น้ำผึ้งดูท่าจะหลงรักผู้ชายคนนั้นนะ ถึงได้คอยดูแลเฝ้าไข้เขาไม่ห่าง” ปู่ริวดูอาการของหลานสาวออก แม้จะไม่เห็นด้วยตาแต่จากที่เล่ามาก็ไม่น่าจะผิดไปจากที่คิด

“ครับ” หลานชายต่างสายเลือดพยักหน้าเบาๆ ไม่ว่าใครก็ดูความรู้สึกของหญิงสาวออก แต่ไหนทำไมคนที่หล่อนรักถึงไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิดเดียว

“แล้วเด็กผู้หญิงอีกคนเป็นใครล่ะ” คนมากประสบการณ์ยังไม่หายข้องใจในความสัมพันธ์ เพราะจากที่ไปจัดการเรื่องตำรวจมา ดูเหมือนคนเจ็บหนักทั้งสอง เดินแถวๆสตูดิโอแต่งงาน แต่ก็ยังไม่แน่ชัดเพราะไม่มีหลักฐานใดๆบ่งบอกชัดเจน

“ก็เพื่อนๆกันครับ” ณัฐนนท์ตอบไม่เห็นคำ แถมยังหลบสายตาอีกตะหาก โชคดีที่ชายแก่ไม่ได้หันมามองไม่งั้นคงจับได้ว่าหลานชายกำลังหลอกลวง

“งั้นเหรอ” ราเชนพยักหน้าทอดสายตาว่างเปล่าเข้าไปในชายป่า “ปู่ว่าจะไปต่างจังหวัดสักหน่อย ปู่ฝากนนท์ดูน้องด้วยนะ”

“ได้ครับ ว่าแต่ปู่จะไปไหนครับ” เหมือนสวรรค์เข้าข้าง ที่ปู่ริวจะไม่อยู่บ้านทำให้ไม่ต้องโกหกเรื่องอื่นให้วุ่นวายไปกันใหญ่

“ก็เจอเพื่อนเก่าๆสักหน่อยน่ะ” ชายแก่เอก็กำลังโป้ปด เขามีบางอย่างที่ต้องไปจัดการและปิดบังหลานทั้งสองไม่ให้ล่วงรู้

ชายหนุ่มพยักหน้าไม่สอดรู้เรื่องส่วนตัวของชายสูงวัยอีก แล้วรีบของตัวเดินจากมาอย่างสบายโล่งใจ ในเมื่อบ้านใหญ่ทางสะดวกที่เหลือก็แค่ให้น้ำผึ้งเดินทางมาถึงบ้านหลังเล็กของหล่อน ทุกอย่ากงก็จะดำเนินไปตามแผนอย่างที่หญิงสาวตั้งใจ

 

ทางด้านผู้ที่กำลังเดินทางมาจากกรุงเทพ รถตู้คันหรูขับมาจอดหน้าบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านไม้ขนาดกลาง ที่มีสวนแสนสวยอยู่หน้าบ้าน ตัวบ้านดูเหมือนถูกดูแลเป็นอย่างดีจากผู้อยู่อาศัย ชายหนุ่มมองผ่านหน้าต่างรอบๆบ้านอย่างสนใจความงามที่ได้เห็น

มาร์คมองดูใบหน้างามที่ยังนอนซบอกกว้างของเขาท่าทางเพลินใจ คนขับรถเปิดประตูลงไปยกกระเป๋า แต่หญิงสาวก็ยังหลับสนิทจนเขาต้องเอ่ยเรียก

“น้องผึ้งครับ”

“อื้อ...ค่ะ” คนง่วงนอนตาปรือลุกขึ้นมาอย่างมึนงง

“ดูเหมือนจะถึงแล้ว ใช่ไหม” มุขพลเอ่ยถามแล้วยิ้มให้บางๆ อย่างมีเสน่ห์

“อุ้ย ผึ้งของโทษ ผึ้งเผลอหลับ ทั้งที่จะให้พี่หลับแท้ๆ” หญิงสาวเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ไหนแล้วกำลังทำอะไรอยู่ก็ทำตาโต

“ไม่เป็นไรครับ” ชายหนุ่มองดูร่างบางด้วยความรู้สึกเอ็นดู

“ลำบากคนป่วยเลยต้องมาเป็นหมอนให้คนดี” หล่อนกล่าวแล้วยิ้มอย่างเขินอาย

“คนดีดูแลคนป่วยมาหลายวันจนเหลือ แค่นี้คนป่วยทนได้”      ชายหนุ่มแสนดีเอื้อมมือไปจับไรผมที่ปกคลุมใบหน้าไปทัดใบหูให้

“ตกลงถึงแล้วใช่ไหมครับ”

“เออ... ค่ะ ถึงแล้ว” น้ำผึ้งหันไปเปิดผ้าม่านของรถตู้คันสวย มองดูบ้านแสนงามของตนเอง ที่ไม่ได้มาเยือนตั้งหลายเดือน

ทั้งสองคนจากรถตู้คันหรู อากาศบริสุทธิ์ถูกสูดเข้าไปในปอดทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที ชายหนุ่มนั่งอยู่บนเก้าอี้วิวแชร์โดยมีหญิงสาวเป็นผู้จัดการเข็นให้ด้วยความเต็มใจ

“สวยมากครับ บ้านของเราเหรอ” ชายหนุ่มเอ่ยชมบ้านกลางป่าจากใจ แม้จะจำไม่ได้ว่าเคยเจอที่ไหนสวยกว่านี้มาก่อนหรือเปล่า แต่ตอนนี้สำหรับเขาสิ่งที่อยู่ตรงหน้าสำคัญที่สุด

“ค่ะ ตอนนี้เป็นบ้านของเราแล้ว เพราะก่อนหน้านี้มันเป็นบ้านของพ่อแม่ผึ้งเอง ที่คุณปู่สร้างให้เป็นเรือนหอ” ผึ้งกล่าวพลางนึกถึงความหลังครั้งที่พ่อแม่ของตนยังมีชีวิตอยู่ บ้านหลังนี้เคยอบอุ่นสวยงาม มีเสียงหัวเราะเริงร่าอบอวนทั่วบ้าน

“แล้วพวกท่านไปไหนแล้วไม่มาอยู่เหรอ” ชายหนุ่มย้อนถามเงยหน้ามองคนเข็นรถที่หลบสายตาเศร้าหมองไปทางป่าเขา

“พวกท่านจากไปแล้วค่ะ เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์” หล่อนกล่าวน้ำเสียงเศร้า ภาพวันรู้ข่าวการจากไปของบุพการียังติดตาตรึงใจอยู่ไม่เลือนหาย

“พี่เสียใจด้วย ผึ้งเป็นคนเดียวที่รอดสินะ” มืออบอุ่นชายหนุ่มเอื้อมมามาจับมือบางของหล่อนเอาไว้อย่างให้กำลังใจ

“ก็ไม่เชิงค่ะ ทั้งไปงานเลี้ยงกลับดึกฝนตกถนนลื่น ผึ้งอยู่กับคุณปู่” หล่อนกล่าวถึงความหลังอันเจ็บปวดพลางเข็นวิวแชร์ของชายหนุ่มขึ้นไปตามทางเดินเพื่อเข้าบ้าน

“พี่เสียใจด้วยจริงๆ” มุขพลกล่าวเสียงต่ำลึก

“ไม่เป็นไรค่ะ นานมากแล้วผึ้งทำใจได้” หญิงสาวฝืนยิ้มแล้วเปิดประตูบ้านอวนโฉมความงามภายในให้เขาเห็นเต็มๆตา

“เป็นยังไงคะบ้านของเรา”

“สวยมากครับ” ชายหนุ่มมองอย่างชื่นชม งานไม้ที่ถูกแกะสลักเป็นอย่างดีบ่งบอกฐานะและความประณีตของผู้จัดทำ

“แล้วคุณปู่ไม่ว่าเหรอที่พาพี่มาอยู่”

“ไม่หรอกค่ะ บ้านหลังนี้ก็เป็นของผึ้งอยู่แล้ว หมายถึงเป็นของเรา เรือนหอของเรา” ผึ้งรีบปฏิเสธหวั่นชายหนุ่มรู้ตัวว่าหล่อนลวงเขามาที่นี่

หญิงสาวจัดการให้แม่บ้านที่ทำความสะอาดบ้านกลับไปที่บ้านหลังใหญ่ ให้เข้ามาทำงานได้เฉพาะตอนกลางคืน เนื่องด้วยไม่ต้องการให้ใครมาพูดมากหรือถูกชายหนุ่มถามเรื่องของตนเอง ชายหนุ่มถูกผึ้งเข็นรถวิวแชร์ไปทั่วบ้านเพื่อดูบรรยากาศโดยรอบ

“เราอยู่กันสองคนเหรอครับ” ชายหนุ่มไม่เห็นใครในบ้านใหญ่ก็

รู้สึกแปลกใจ เพราะภายในบ้านดูสะอาดเหมือนมีคนดูแลตลอดเวลา ซึ่งคงไม่ใช่หญิงสาวที่เข็นรถอยู่แน่นอน

“ค่ะ มีแม่บ้าน แต่ก็ไปๆมาๆไม่ได้นอนอยู่ประจำ” ผึ้งตอบอย่างเลี่ยงๆ ชายหนุ่มช่างสังเกตจนตัวเองรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับผิด

“แล้วอาหารการกิน” มุขพลพยักหน้าเข้าใจพลางถามต่อ

“ผึ้งทำเองค่ะ” หญิงสาวเสียงใสตอบ เดินไปในห้องครัวท่าทางทะมัดทะแมง ในอีกแง่มุมหนึ่งของเธอที่เขาไม่เคยได้สัมผัส

“ผึ้งเป็นแม่บ้านเหมือนกันเหรอ ดูเปรี้ยวๆไม่น่าเชื่อ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง เพราะภาพลักษณ์ของหญิงสาวทำให้เขายากที่จะเชื่อว่าทำกับข้าวเป็น

“มีอะไรอีกหลายอย่างที่พี่ไม่เคยรู้” มธุรสเดินเข้ามาหาน้ำเสียงอ่อนโยน แฝงความหมายที่อยากให้ชายหนุ่มได้รู้จักเธอก่อนที่จะประสบอุบัติเหตุ

“ตั้งแต่ตอนเป็นแฟนเหรอ” คนหลักแหลมถามต่ออย่างไม่ได้ตั้งใจ

จะจับผิด

“ปะ...เปล่าค่ะ ผึ้งหมายถึง... พี่จำไม่ได้ไงคะ” น้ำผึ้งรีบพูดใหม่ให้ชายหนุ่มไม่สับสนในทันที

“อ่อ”

“หิวรึยังคะ เดินทางมาตั้งหลายชั่วโมง เดี๋ยวผึ้งทำอาหารให้ทานนะคะ” หญิงสาวเบี่ยงเบนความสนใจ เดินเข้าไปหยิบผ้ากันเปื้อนสวม พลางเปิดดูตู้เย็นหาข้าวของออกมาทำ

“กำลังหิวพอดีจ้ะ ว่าแต่จะทำอะไรให้พี่ทาน” ชายหนุ่มเอามือลูบท้อง ที่จริงเขาหิวตั้งแต่กลางทางตอนอยู่บนรถ แต่ไม่อยากให้จอดเพราะเกรงใจเจ้าของบ้านที่กำลังหลับสบาย

“ของโปรดของพี่ตอนที่อยู่เกาหลีแล้วกันค่ะ” หญิงสาวหยิบเครื่องปรุงที่เธอสั่งให้แม่บ้านจัดเตรียมไว้รอ ทุกอย่างที่มีในตู้เย็นล้วนเป็นของโปรดของชายหนุ่มทั้งสิ้น

“แล้วอะไรครับที่พี่ชอบทาน” ชายหนุ่มเอียงคอถาม อยากรู้จัก

ตัวเองผ่านคำพูดของหญิงสาวที่เป็นคู่หมั้นของตัวเอง

“ข้าวยำเกาหลีค่ะ ผึ้งเห็นพี่ทานบ่อยมากตอนอยู่เกาหลี” หญิงสาวกล่าว ขณะเริ่มล้างผักล้างหมู เตรียมทำอย่างสุดฝีมือ

“แล้วเราไม่เคยทานด้วยกันเหรอ” อีกครั้งที่หล่อนพูดให้ชายหนุ่มรู้สึกสะกิดใจ

“ก็ทานด้วยกันไงคะ บ่อยมาก” มธุรสหันมาตอบ แล้วรีบพูดคุย เริ่มลงมือทำจริงๆจังๆ ก่อนที่ตัวเองจะหลุดปากพูดอะไรให้ขาสงสัยอีก

ชายหนุ่มไม่ถามกวนใจ เขามองดูผมยาวสยายที่ตอนนี้ถูกรวบหลวมๆไว้ด้านหลัง เป็นอีกมุมหนึ่งที่เขาเพิ่งได้เห็นร่างบางในแบบนี้ ส่วนใหญ่ที่จำได้คือหล่อนจะสวยเริดเชิดมาดูแลเขา ในมุมนี้ของเธอทำเอาเขารู้สึกติดตา ยามที่มีปอยผมหล่นลงมาระใบหน้า

ยามที่ดวงตาคู่งามปัดอาการในกระทะอย่างตั้งใจ ดูแล้วมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด ทำไมเขาถึงทำหญิงสาวคนนี้ไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งมองก็ยิ่งคิดพยายามทบทวนความว่างเปล่าในสมอง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

มากไปกว่าสิ่งที่เขาลืมตาขึ้นมาหลังจากเกิดเหตุ

กลิ่นเบคอนที่ถูกรวนจนสุขหอมชวนยั่วน้ำลาย ผักต่างๆถูกจัดแจงลงบนข้าวสวยร้อนๆ ไข่ดาววางลงบนด้านหน้าจัดแต่งจานน่ารับประทาน หล่อนพาเขาไปทานอาหารที่ระเบียงข้างบ้าน มองเห็นน้ำตกแสนสวยที่ไหลผ่านทั้งบ้านใหญ่และบ้านหลังนี้

ข้าวยำเกาหลีถูกทั้งสองจัดการจนหมดในเวลาไม่นาน ชายหนุ่มเต็มอิ่มกับรสชาติด้วยความพอใจ อย่างน้อยลิ้นเขาก็ยังจดจำรสความอร่อยได้อยู่บ้าง ต้องยอมรับเขาว่าหล่อนทำให้เขารู้สึกอยากกินอีก

“น้องผึ้งทำอาหารอร่อยมากครับ คงทำให้พี่ทานบ่อยแน่ๆ”

“ไม่หรอกค่ะ พี่ไม่เคยทาน” มธุรสส่ายหน้าท่าทางเศร้าๆ เมื่อนึกย้อนถึงวันวานที่ชายหนุ่มไม่เคยรู้เลยว่าหล่อนเป็นคนอย่างไร

“เอ๊ะ ทำไมล่ะครับ” ชายหนุ่มขมวดคิ้วสงสัย

“คือ... เราก็ต่างคนต่างยุ่งค่ะ พี่ก็งานเยอะต้องดูแลงานโรงแรม ผึ้งเองก็ต้องทำงานโรงไม้ เวลาเจอกันก็ไม่ค่อยมี เลยทานแต่อาหารนอกบ้าน” ผึ้งนึกหงุดหงิดตัวเองที่พูดอะไรออกไปไม่ทันคิด ต้องรีบหาเรื่องแก้ต่างให้กับคนพูดของตัวเองในทันที

“น่าเสียดาย ต่อไปพี่จะหาเวลาทานข้าวฝีมือผึ้งทุกวันเลย” มุขพลพยักหน้าอย่างเข้าใจ อดไม่ได้ที่จะเสียดายเวลาที่ผ่านไม่ ที่ไม่ได้กินอาหารฝีมือของหญิงสาวที่ตนคิดว่ารัก

“ค่ะ ผึ้งก็จะทำรอพี่กลับมาจากทำงานทุกวันเหมือนกัน” มธุรสแววตาหวานฉ่ำ คิดล่วงหน้าไปไกลหาตนได้ร่วมหอกับเขาคงมีความสุขไม่ใช่น้อย

“พี่เป็นคนยังไงในสายตาของน้องผึ้ง” คนความจำเสื่อมอยากรู้ตัวตนของตัวเองผ่านใจของหญิงสาว

“พี่เป็นคนอ่อนหวาน สุภาพ อบอุ่นใจดี” ร่างบางตอบพร้อมกับใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและแววตาเป็นแระกายสดใส

“พี่แสนดีขนาดนั้นเลยเหรอ” มาร์คมองดูท่าทางของเธอดูหลงใหลเขาจับหัวใจ

“ค่ะ มากๆ เลย ผึ้งแอบรักพี่มาตั้งแต่ปีหนึ่ง” ใบหน้าที่มีความสุขเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าหมองในประโยคหลัง

“แต่พี่ไม่เคยรู้ พี่ดันไปชอบเพื่อนของผึ้ง ผึ้งเลยอกหัก”

หวนคิดถึงวันวานที่ตัวเองต้องนอนทุกข์ระทม ปวดร้าวเพราะความผิดหวัง มันเมื่อไม่ถึงสองเดือนที่ผ่านมานี่เอง ที่หล่อนต้องกอดตัวเองร้องไห้

“พี่ทำให้ผึ้งเสียใจมากไหม” มุขพลเห็นแววตาของเธอที่ดูเปลี่ยนไปก็เอื้อมมือไปกุมไว้ รู้สึกเสียใจที่ทำให้เธอต้องเสียน้ำตา

“มากค่ะ ผึ้งทำใจไม่ได้อยู่นานเลย” ร่างบางพยักหน้าเบาๆ นัยน์ตาร้อนผ่าวน้ำตาจุกขึ้นมาที่ลำคอ เมื่อคิดอีกครั้งว่าตนกำลังหลอกตัวเอง

“แล้วเรามารักกันตอนไหน” เขาถามคำถามที่เธอไม่ได้คิดคำตอบเอาไว้ล่วงหน้า

“เข้าบ้านเถอะค่ะ ฝนตั้งเค้ามาแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบาย” ทำเอาน้ำผึ้งรีบลุกขึ้นยืน เหมือนไม่ได้ยินคำถาม เข็นรถชายหนุ่มเข้าบ้านทันที

หล่อนช่วยพาเข้าไปที่ห้อง จัดแจงประคองขึ้นที่นอนให้พร้อมห่มผ้า ส่งยาให้หนึ่งชุดตามแพทย์สั่ง

“พี่มาร์คทานยาแล้วนอนพักก่อนะคะ ผึ้งจะไปเก็บครัว”

“ครับ” ชายหนุ่มเป็นตอบรับอย่างว่าง่าย มองดูหญิงสาวด้วยความประทับใจ จนกระทั่งร่างบางไปจากห้องนอนตนก็หลับตาลงเพราะฤทธิ์ยา

หญิงสาวเดินลงมาด้วยหัวใจห่อเหี่ยว เก็บจานชามที่ระเบียงเข้ามาในห้องครัวเตรียมเก็บล้าง ขณะที่พี่ชายต่างสายเลือดเพิ่งเข้ามาถึง ตั้งใจจะมาดูลาดราวว่าน้องสาวขาดเหลืออะไรอีกหรือไม่ เห็นหล่อนล้างจานอยู่ในห้องครัวก็เอ่ยทักเสียงระรื่น

“ไง สุขใจเลยสิ ได้สมหวังแล้วนี่” แต่ไม่มีเสียงตอบจากคนที่ก้มหน้าทำครัว ทำเอาเขาเดินเข้าไปส่องดูใบหน้าที่ถูกผมปกปิด “เป็นอะไรล่ะ มีอะไรไม่ได้ดั่งใจอีกทำหน้าแบบนี้”

“พี่มาร์ค... เขาถามว่าเรารักกันได้ยังไง” ผึ้งเสียงสั่นพยายามเก็บความรู้สึกสะเทือนใจเอาไว้ภายใน แต่ก็ไม่มิดเท่าไร

“แล้วทำไม ตอบไม่ถูกล่ะสิ ก็ไม่ได้รักกันนี่” ณัฐนนท์ส่ายหน้าเหมือนจะเย้ยยั่น แต่ก็ทำไม่ลง เพราะดูแล้วก็สงสารน้องสาวที่รักเขาข้างเดียว

“อย่าตอกย้ำนักได้ไหม” มธุรสตวัดสายตาใส่ หันไปปาดน้ำตาที่คลอดวงตาทั้งสองข้าง น้อยใจที่ไม่มีใครเข้าใจตัวเอง

“ผึ้ง ผึ้งหลอกเขาก็หลอกได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้หรอก” พี่ชายต่างสายเลือดเอามือลูบหลังอย่างปลอบใจ แม้จะเห็นใจแต่ก็ไม่อยากให้หล่อนทำตามแผนเดิมต่อไป

“ผึ้งอยากให้เขารักผึ้ง” หญิงสาวน้ำตาร่วงหันมาตอบอย่างสุดจะกลั้นเอาไว้

“ด้วยการหลอกกัน ถ้ารู้ความจริงเข้าสักวัน เขาจะเกลียดผึ้งไหมล่ะ” ชายหนุ่มขมวดคิ้วหน้าเครียด เขาคิดการไกลด้วยความเป็นห่วง

“ไม่รู้ ผึ้งไม่รู้ พี่นนท์ผึ้งจะทำยังไงดี” เจ้าของแผนการส่ายหน้าโผเข้ากอดพี่ชายหนุ่มจนใจ ขนาดมีเข่าอยู่ใกล้ๆ หล่อนก็ยังรู้สึกเหมือนเขา

ห่างไกลเหมือนเดิม

“บอกความจริงไปเถอะ พาเขาไปคืนครอบครัวเขา ป่านี้รู้กันแล้วมั้งว่าเขาหายตัวไป” นนท์กอดตอบพยายามโน้มน้าวใจน้องสาวให้    เปลี่ยนใจ

“ไม่ ผึ้งไม่ยอม มันต้องมีทาง” ร่างบางตั้งมั่นไม่ยอมลดเปลี่ยนแผนการแม้ว่าจะทำให้ใจของตนเจ็บปวดก็ตามที หล่อนผละกายออกจากอ้อมกอดของพี่ชายแล้วก้มหน้าก้มตาล้างจานต่อไป

“โธ่เอ้ย...ผึ้ง” ชายหนุ่มมองดูแววตาที่เศร้าหมองของน้องสาวด้วยความเป็นห่วง หล่อนจะทนเจอเรื่องแบบนี้ได้อีกนานสักแค่ไหน สุดท้ายเขาก็เชื่อว่าหล่อนจะต้องแพ้ใจตัวเองอย่างแน่นอน

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เธอคนหนึ่งคือปัจจุบันที่ผู้หลอกลวงชายหนุ่มให้หลงใหล เธออีกคนหนึ่งคือผู้เป็นเพียงภาพเงาในอดีตที่แสนหวาน และเขาคือผู้สูญเสียความทรงจำทุกอย่างไป"

รมย์ธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha