ชิงรักเสน่ห์ร้อน

โดย: รมย์ธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : เมื่อเขาไม่รักเรา ก็ต้องทำให้รักให้ได้


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังหลังสนิท แต่จิตใต้สำนึกของเขากลับไม่ได้หลับ ผู้คนมากมายผุดขึ้นในความฝัน เหมือนกำลังทวงเอาความทรงจำของเขาให้กลับคืน อาการปวดหัวแล่นเข้าสู่สมองจนทำให้ชายหนุ่มต้องสะดุ้งตื่นเหงื่อแตกเต็มใบหน้าหายใจหอมหนัก

“น้องผึ้ง...” เขาเอ่ยเรียกนามเดียวที่ตอนนี้รู้จัก พร้อมมองหาหญิงสาวที่หายไป ชันกายลุกจากที่นอนไปยังวิวแชร์ที่อยู่ไม่ห่าง

“อยู่ไหนนะ”

มุขพลหมุนวงล้อรถของตัวเองตามหาร่างบาง โชคดีที่บ้านหลังนี้มีเพียงหนึ่งชั้น ทำให้ไม่ลำบากที่จะไปรอบบ้านได้ด้วยตัวเอง เขาเห็น    หญิงสาวที่ตามหากำลังนั่งปาดน้ำตาอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน ชายหนุ่มเร่งมือ

หมุนล้อรถวิวแชร์เข้าไปหาด้วยความเป็นห่วงทันที

“น้องผึ้งร้องไห้ทำไมครับ”

“ผึ้ง...เปล่าค่ะ ผึ้งแค่เป็นห่วงพี่” มธุรสสะดุ้งเล็กน้อยรีบปาดน้ำตาอีกครั้ง แล้วหันมามองชายหนุ่มฝืนยิ้มให้เขาเหมือนไม่มีอะไร

“พี่ทำน้องผึ้งร้องไห้บ่อยไหม” ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนเป็นต้นเหตุ

“ไม่เคยเลยค่ะ” ร่างบางส่ายหน้าฝืนยิ้มก้มหน้าหลบสายตาค้นหาของชายหนุ่ม

“เหรอ” น้ำเสียงของเขาไม่เชื่อหล่อนเอาเสียเลย อยากรู้นักว่าน้ำตาที่หลั่งเมื่อครู่เป็นเพราะอะไร

“พี่จำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะ” มธุรสถามทำสายตาน่าสงสาร

“อือ เมื่อกี้พี่ฝันนะ” มาร์คส่ายหน้า แล้วก็พลันนึกถึงสิ่งที่ทำให้ตนสะดุ้งตื่นขึ้นมา

“ฝันอะไรคะ”

“เห็นผู้คนมากมายแวดล้อมเต็มไปหมด” ชายหนุ่มนึกย้อนถึงผู้คน

แปลกหน้า มีรอยยิ้มมากมายมีความสนุกสนานและความอบอุ่นอ้อมล้อม

“อาจจะเป็นคนในครอบครัวพี่ก็ได้” น้ำผึ้งยิ้มด้วยความดีใจแทน

“แล้วก็ผู้หญิงผมลอนเหมือนเจ้าหญิง ชุดเหมือนกะลาสีเรือ กับดวงตากลมโต” แล้วชายหนุ่มก็หลับตานึกภาพความฝันต่อ แต่ภาพความฝันของเขาครั้งนี้ทำเอาหญิงสาวไม่อยากฟัง

“พอแล้วค่ะ...” หล่อนรีบตัดบดด้วยความปวดใจ ชายหนุ่มของเธอระลึกถึงมารหัวใจของตัวเอง ทั้งที่ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมายังไม่เคยเจอหน้ากัน เหมือนตอกย้ำความจริงว่าตนไม่ใช่คู่ครอง

“ทำไมครับ อาจะเป็นใครที่สำคัญ” ชายหนุ่มย้อมถามด้วยความไม่เข้าใจ มองสายตาที่เหมือนกำลังจะร้องไห้อีกครั้งของเธอด้วยความมึนงง

“เขาไม่สำคัญหรอกค่ะ พี่เคยฝันถึงผึ้งบ้างไหม” หญิงสาวตอบเสียงแผ่วต่ำ ถามอย่างหัวใจที่มีความหวังที่จะได้อยู่ในเศษเสี้ยวของหัวใจเขา

“ยังเลยครับ” ชายหนุ่มส่ายหน้า

“เหรอคะ” คนหวังสูงหน้าเสียใจสั่น

“ผึ้งผิดหวังเหรอ” เขาพอมองออกแม้ไม่ต้องมีความจำ ก็รู้ดีว่าร่างบางดูเศร้าใจกับคำตอบของเขา

“เปล่าค่ะ” หญิงสาวฝืนยิ้มให้ชายหนุ่มไม่คิดมาก

“พี่อาจจะไม่ได้ฝันเพราะตัวจริงของผึ้งอยู่ที่นี่แล้วก็ได้” มุขพลเอื้อมมือหน้าอันอบอุ่นกุมมือบางที่เย็นเฉียบเอาไว้ บีบเบาๆอย่างปลอบใจ

“นั่นสิคะ” รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นมาที่มุมปาก สบสายตาประสานกันอย่างลึกซึ้ง

 

ขณะเดียวกันทางด้านของปัญชิกา ร่างบางที่นอนแน่นิ่งอยู่หลายสัปดาห์ค่อยรู้สึกปวดร้าวระบมไปทั้งเรือนร่าง ภายสยองในสมองผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ราวกับคนฝันร้าย พลิกกายไปมาแล้วก็ค่อยๆกระพริบถี่ลืมขึ้นมามองแสงไฟเจิดจ้าภายในห้องพักฟื้น ตอนแรกทุกอย่างมันพร่ามัว แล้วก็ค่อยๆชัดขึ้นตามลำดับ

สิ่งแรกที่หล่อนเห็นคือใบหน้าของชายหนุ่มที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี พี่ชายของหล่อนเอง ใบหน้าของเขาดูเคร่งเครียดด้วยความเป็นห่วง แววตาของเขาดีใจที่น้องสาวฟื้นคืนจากนิทรา รอยยิ้มอบอุ่นเหมือนเช่นเคยส่งมาให้กับน้องสาวเพื่อต้อนรับชีวิตใหม่

“พี่ปราบ” เสียงแหบพร่าของคนเพิ่งฟื้นจากนิทราดังขึ้น

“ปัด ปัดฟื้นแล้ว” พี่ชายที่เฝ้ารอวันนี้มานานกล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจ

“ที่นี่ที่ไหน” หญิงสาวยังมึนงงกับเหตุการณ์ รู้แต่ว่าตอนนี้เนื้อตัวของเธอไร้เรียวแรงจะขยับ

“โรงพยาบาล ปัดหมดสติไปนานมากเลยรู้ไปไหม จนพี่กลัวปัดจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก” มือไม้ของพี่ชายพยายามลูบตามเนื้อตัวของน้องสาวด้วยความเป็นห่วง

ร่างบางที่ยังมึนงงเริ่มทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วก็มองไปรอบๆห้องแต่กลับไม่เห็นคนที่หล่อนจำได้ว่าอยู่ด้วยกัน ก็รีบถามหาด้วยความเป็นห่วง

“พี่มาร์ค พี่มาร์คล่ะ พี่มาร์คอยู่ที่ไหน”

“พี่ยังไม่เจอเลย พอไปเยี่ยมเขาก็ออกไปจากโรงพยาบาลแล้ว คงไม่เป็นหนักเท่าปัด ครอบครัวเขาคงรับกลับไปแล้วก็ได้” โชคดีที่เขาหาข้อมูลมาไม่อย่างนั้นคงไม่มีอะไรจะบอกให้น้องสาวได้สบายใจ

“เหรอคะ” ปัญชิกาพยักหน้าอย่างไม่เอ๊ะใจ

“ปัดเป็นยังไงบ้าง” พี่ชายมองดูเนื้อตัวที่ตอนนี้รอยฟกช้ำเริ่มจางหาย ไม่รู้ว่าอาการภายในของน้องสาวเป็นอย่างบ้าง

“เพลียค่ะ ปวดหัว ปวดไปหมดทั้งตัวเลย” หญิงสาวตอบพร้อมกับทำหน้านิ่ว เมื่อความปวดร้าวทั่วร่างเริ่มแผ่กระจาย

“เดี๋ยวพี่ไปตามหมอมาดูอาการก่อนนะ” ปราบวุธพยักหน้ารับรู้ เร่งออกไปแจ้งข่าวการฟื้นตัวของน้องสาวให้พยาบาลได้รับทราบในทันที

ไม่นานแพทย์เจ้าของไข้ก็เข้ามาตรวจ เรวดีดูอาการเบื้องต้นไม่พบผลข้างเคียงแต่อย่างใด ก็หันไปบอกคนไข้และญาติ

“คนไข้มีอาการดีขึ้นมาค่ะ การตอบสนองทุกอย่างปกติแล้ว รอดู

อาการทางร่างกายอีกสองสามวันก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลไปรักษาตัวที่บ้านได้แล้วค่ะ”

“ดีจังเลยนะปัด” พี่ชายหันไปบอกน้องสาว ดีใจที่อาการของหล่อนหลังฟื้นมาไม่หนักหนาอะไรตามที่เขากังวลตั้งแต่แรก

“ขอบคุณคุณหมอมากนะครับ”

“ค่ะ” แพทย์หญิงยิ้มหวาน โล่งใจที่น้องสาวของคนเรื่องมากอย่างเขาไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงอีก ไม่อย่างนั้นหล่อนคงปวดหัวหนักกว่าเดิม

“ค่ะ ปัดจะได้ไปหาพี่มาร์คที่โรงแรม ไม่รู้เป็นยังไงบ้างตอนนี้” หญิงสาวพยักหน้า ตอนนี้ใจของเธอเริ่มภวังค์กับคู่หมั้น ไม่รู้ตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง หัวใจของเขาแปรเปลี่ยนไปแล้วหรือเปล่า ใจลึกๆ หล่อนยังไม่มั่นใจในความรักครั้งนี้เลย

“พี่เองก็ไม่ได้ข่าว ไม่กล้าไปถาม เห็นว่าเรายังไม่เคยเจอครอบครัวเขา อยู่ๆจะโผล่หน้าเข้าไปจะดูยังไงอยู่” ปราบกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้น   เกาหัว การแต่งงานของน้องสาวครั้งนี้ก็รวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด หน้าตา

ผู้ใหญ่หรือแม้แต่เจ้าบ่าวเองก็ยังไม่เคยเห็น

“ค่ะ ปัดเข้าใจ แล้วเรื่องคนที่ชนเราล่ะ” หญิงสาวเก็บซ่อนความกังวลใจไว้ภายใน แล้วหันไปถามเรื่องที่หล่อนยังไม่รู้ข่าว

“ก็เอาผิดกันไปตามระเบียบ คนขับบอกว่ามองไม่เห็นพวกเรา เพราะกำลังดูรถอีกคันที่ขับขนเสาไฟ” ปราบตอบอย่างไม่รู้เรื่องราวลึกซึ้ง

“ก็รถคันแรกจะชนพวกเรานี่คะ ถ้าจำไม่ผิดพวกเราก็เลยหลบแล้วไปโดนรถอีกคันชนเข้า” คนถูกชนไม่ได้ความจำเสื่อม เธอทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ

“เอ... ก็ไม่มีใครพูดถึงรถคันที่ชนเสาไฟนะ” พี่ชายตกข่าวยกมือขึ้นเกาหัว เขารู้แค่เรื่องพี่ตำรวจบอกว่าคนชนจะรับผิดชอบค่าเสียหายให้เท่านั้นเอง

“เหรอคะ อะไรกัน เป็นต้นเหตุแท้ๆ แล้วดูท่าทางรถคันนั้นเหมือนจะตั้งใจชนพวกเราด้วยซ้ำไป แถมยัง...” ปัดขมวดคิ้วหน้าเคร่ง หล่อนนึกย้อนไปถึงวันเกิดเหตุรถคันหรูที่ดุคุ้นสายตา แต่ก็ไม่ปักใจเชื่อว่าจะเป็นคน

ที่หล่อนคุ้นเคย

“คงไม่หรอก”

“อะไรเหรอ” พ่ายไม่เข้าใจมองหน้าน้องสาวที่พูดอยู่คนเดียว

“เปล่าค่ะ แค่รู้สึกคุ้นๆ เท่านั้นเอง” ปัญชิกาส่ายหน้ายิ้มเจื่อนๆ      ยังรู้สึกติดๆในสมองถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

“พี่ว่าปัดพักผ่อนก่อนเถอะ เพิ่งฟื้นมาพี่ไม่อยากให้คิดอะไรมาก อีกไม่นานก็ออกจาโรงพยาบาลค่อยคิดเรื่องนี้กันต่อ” ปราบหวั่นน้องสาวจะกังวลมากเกินไป ก็บอกเชิงบังคับ

“ค่ะ พี่ปราบ” น้องสาวว่าง่ายเสมอสำหรับพี่ชาย ข่มตาข่มใจให้หลับ พักสมองเพื่อจะได้เตรียมตัวไปหาชายหนุ่มของเธอ

 

หลังจากที่เรวดีตรวจปัญชิกาเสร็จ หล่อนก็เดินกลับเข้ามาในห้องพัก พบร่างของชายสูงวัยที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี เขาเรียกเอ่ยนามของหลานสาวที่เป็นลูกของน้องสาวตัวเองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“วดี”

“คุณปู่ วดีกำลังรออยู่เลยค่ะ นึกว่าปู่จะไม่ยอมลงมาซะอีก”      หญิงสาวหน้าบานด้วยความดีใจ ตั้งแต่ทำงานในโรงพยาบาลกรุงเทพก็น้อยนักที่จะได้เจอ ส่วนใหญ่จะเจอก็ต่อเมื่อเขาป่วยเท่านั้น

“มาสิลูก ตอนนี้ปู่อยากรักษาตัวเองแล้วล่ะ ปู่อยากมีชีวิตอยู่รออุ้มหลาน” ราเชนกล่าวน้ำเสียงแผ่ว แต่เจือไปด้วยความหวัง

“อ่อ... วดีได้ข่าวแล้วค่ะ น้ำผึ้งกำลังมีแฟน” เรวดียิ้มหวานหรี่สายตาล้อเล่นให้กับคุณปู่ของเธอที่กำลังจะได้หลานเขย

“ใช่” ปู่ริวพยักหน้ายิ้มบางๆ นึกหวั่นใจ เพราะไม่รู้ว่าตนเองจะมีเวลาได้อยู่นานถึงวันวิวาห์ของหลานสาวหรือเปล่า

“แล้วนี่มายังไงคะ มีใครรู้รึเปล่า” หญิงสาวนั่งลงที่เก้าอี้ พลางบีบนวดมืออันแก่เฒ่าของชายผู้มีพระคุณด้วยความรัก

“ไม่มีหรอกลูก ตอนนี้เจ้านนท์อยู่เชียงใหม่ ส่วนยัยหนูก็กำลังเฝ้าแฟนเขา” เขากล่าวเท่าที่รู้ข่าว

“ดีค่ะ จะได้เป็นความลับต่อ เดี๋ยววดีจัดการเรื่องบำบัดให้นะคะ” แพทย์หญิงไม่รอช้า รีบสั่งกับพยาบาลให้ดำเนินการรักษาราเชนทันที

 

ขณะที่คู่หมั้นของมุขพลเพิ่งฟื้นจากการหลับใหลอันยาวนาน หล่อนไม่รู้เลยว่าตอนนี้ชายหนุ่มที่หล่อนแย่งชิงมาจากมธุรส ได้ถูกเจ้าของเดิมพาตัวมาอยู่เชียงใหม่ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบสัปดาห์ ผึ้งมองดูชายหนุ่มที่วันนี้หน้าตาของเขาสดใสขึ้น รอบฟกช้ำก็จางลง แขนขาเริ่มขยับได้มากกว่าเดิม

“พี่มาร์คคะ วันนี้รู้สึกยังไงบ้าง”

“ดีขึ้นครับ” ชายหนุ่มตอบพลางทดลองลุกขึ้นเดินด้วยไม้เท้า

“แล้วจำอะไรได้บ้างรึยัง” น้ำผึ้งลอมมองชายหนุ่ม ตอนนี้ก็ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้วที่เขาเสียความทรงจำไป เท่าที่พูดคุยกับหมอเขามีโอกาสที่จะคืนความจำในไม่กี่เดือน

“เหมือนเดิม ฝันถึงแต่คนเดิมๆ ที่พี่ไม่รู้ว่าใคร” ชายหนุ่มส่ายหน้า

แล้วถอนหายใจ

“ผึ้งมีรูปสมัยที่เราเรียนอยู่ที่เกาหลีด้วยกันมาให้พี่ดูค่ะ มีพวกญาติของพี่ด้วย” ร่างบางเดินไปหยิบสมุดภาพที่หล่อนเอาเข้ามาในห้องด้วย อุตส่าห์ไปรื้อค้นมาที่บ้านใหญ่

“จริงเหรอ” มุขพลหน้าระรื่นหันไปมองอย่างมีความหวัง        หญิงสาวช่วยประคองให้นั่งแล้วส่งอัลบั้มให้ชายหนุ่มเปิดดู

เขาเปิดดูทีล่ะหน้า เห็นภาพคนในชุดนักศึกษา เป็นภาพของตัวเองและคนที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกันแต่ก็ยังเหมือนฟองน้ำที่แห้งผาก ไม่มีอะไรอยู่ในหัวเลย

“เป็นไงคะพอนึกออกบ้างไหม” ผึ้งถามด้วยความลุ้นไปด้วย

“ไม่นะ แต่ก็คุ้นหน้าเหมือนคนที่เจอในความฝัน” มาร์คส่ายหน้า แต่ใจชื้นขึ้นมาหน่อยเมื่อคนเหล่านี้อยู่ในฝันของเขาเกือบหมด

“คนนี้ซันค่ะ รู้สึกจะรุ่นเดียวกับผึ้งนะ” หญิงสาวแนะนำคนแรก ชายหน้าตาออกไปทางเกาหลีจัดหล่อเหล่าท่าทางขี้เล่น ต่อมาก็ชายหน้าตา

ออกไทยที่มีท่าทางสุขุม

“คนนี้ชื่ออิฐ รู้สึกจะเป็นพี่ชาย”

หล่อนเปิดไปอีกหน้า ชี้หญิงสาวสาวที่หน้าตาคล้ายกับชายที่ซัน จากนั้นก็คนสำคัญน้องสาวที่มีหน้าตาจิ้มลิ้มไม่ค่อยเหมือนพี่ชาย

“นี่พี่ซินก็พี่สาว นี่น้องมุก น้องสาวแท้ๆ ของพี่มาร์ค”

“น้องไอส์น้องสาวของพี่อิฐเป็นรุ่นน้อง” ส่วนสาวน้อยอีกคนก็หน้าตาเกาหลีต่างจากคนเป็นพี่ สองฝาแฝดสุดหล่อที่โด่งดังในมหาลัยไม่แพ้คนอื่นในตระกูล

“นี่พี่ปืนกับพี่เป้”

“พี่มีพี่น้องเยอะจัง” ชายหนุ่มนั่งฟังจับใจความไม่ค่อยทัน ทำตาโตตกใจกับเครือญาติของตัวเองที่ดูเหมือนจะใช้นิ้วนับไม่ไหว

“น้องสาวตรงๆ ชื่อมุขค่ะ คนอื่นๆ เป็นลูกพี่ลูกน้องหมด” มธุรสหัวเราะเบาๆ หล่อนคงแนะนำให้รู้จักมาเกินไปจนเขาสับสน

“อ่อ แต่ก็คุ้นหน้านะ เหมือนอยู่ในความฝัน” เขาพยักหน้า

รับทราบ มองพิจารณาด้วยความตั้งใจ กับความคล้ายคลึงของหน้าตา

“แล้วมีรูปคู่ของพวกเราบ้างไหม” ชายหนุ่มพลันอยากรู้หันไปมองหน้าหญิงสาว เหมือนกำลังสงสัยความรักของตัวเอง

“มีค่ะ นี่ไงคะ ตอนที่เราเรียนด้วยกัน” หญิงสาวเปิดสมุดไปอีกหลายหน้า ก็ชี้ให้เห็นภาพที่เคยถ่ายด้วยกันตอนที่ชายหนุ่มเรียนจบ เป็นภาพแรกของเธอและเขา

“แล้วตอนที่เราคบกันล่ะ” มาร์คพยักหน้า แล้วเปิดหารูปอื่นๆเพิ่มเผื่อจะนึกอะไรออกบ้าง

“เออ...ไม่ค่อยมีค่ะ ผึ้งไม่ค่อยชอบถ่ายรูป” หญิงสาวเบือนหน้าหนี รู้สึกร้อนๆหนาวๆกับคำโกหกของตัวเองที่ไม่ค่อยแนบเนียน

“น่าเสียดายจัง” ชายหนุ่มไม่สงสัยติดใจ แล้วเปิดดูรูปอื่นๆ ก็เห็นภาพวัยต่างๆ ของหญิงสาวทำเอาเขาอมยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู

“พอแล้วค่ะ ดูอะไรนักหนา ผึ้งอายนะ” มธุรสรีบดึงสมุดภาพกลับมากอดไว้แนบอกด้วยความเขินอาย เมื่อชายหนุ่มจ้องมองภาพที่

หล่อนกำลังเปลือยกายเล่นน้ำสมัยตอนสามสี่ขวบ

“น่ารักออก น้องผึ้งตอนเด็กๆ” ชายหนุ่มมองใบหน้าที่แดงระเรื่อ แล้วหัวเราะเบาๆท่าทางชอบใจ

“วันนี้ผึ้งจะพาพี่ออกไปที่น้ำตก อยู่แต่ในบ้านมานานแล้วคงอึดอัดแย่เลย” มธุรสรีบเปลี่ยนเรื่องคุยในทันที พลางเข้ามาประคองให้เขาลุกขึ้นจากวิวแชร์

“ดีจังเลยมีน้ำตกอยู่ไม่ห่างจากบ้าน” ชายหนุ่มยิ้มอย่างพอใจ ขณะที่ถูกหญิงสาวประคองไปตามทางกระดานไม้ที่ถูกจัดทำมาอย่างดี

“เป็นน้ำตกที่กึ่งธรรมชาติค่ะ คุณปู่ตกแต่งเพิ่มนิดหน่อยให้ปลอดภัยสำหรับการเล่นน้ำของพวกเรา ทำทางเดินที่เดินลำบากให้สบายขึ้นด้วยไม้ของโรงงาน” น้ำผึ้งอธิบาย

“ดีจังเลย” ชายหนุ่มพยักหน้ามองดูทางไม้ที่ถูกทำขึ้นอย่างประณีต เริ่มได้ยินเสียงน้ำไหล ลมเย็นๆที่พัดเข้ามากระทบใบหน้า ละอองน้ำที่มาพร้อมกับลม

ไม่นานน้ำตกแสนงามก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทั้งสอง สายน้ำและแอ่งน้ำใสๆทำเอาชายหนุ่มยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกเย็นใจ ต้นไม้รอบข้างมีดอกไม้ผลิบาน น่าหลงใหล แถมยังมีดอกไม้บางดอกตกลงตามสายน้ำดูเหมือนถูกโรยเอาไว้ตามธรรมชาติ

“น้ำตกสายนี้ไหลผ่านบ้านใหญ่ก่อน จนลงมาถึงบ้านหลังนี้ ทางเดินก็เชื่อมถึงกัน คุณปู่บอกว่าทำไว้จะได้เดินหากันง่ายๆไม่ต้องขับรถไปมา” หล่อนภูมิใจนำเสนอสายน้ำที่เหมือนเป็นน้ำตกส่วนตัวของบ้าน ใช้ปลายเท้าแช่งลงไปที่แอ่งน้ำเล็กๆ ให้ผ่อนคลาย

“แล้วแบบนี้เราจะขึ้นไปหาคุณปู่น้องผึ้งไหม” ชายหนุ่มมองตามเส้นทางขึ้นไปเอ่ยถามอย่างใจหวังจะได้พบผู้ใหญ่ของเธอ

“คุณปู่ไม่อยู่ค่ะ เข้าเมืองไปหลายวันแล้ว” มธุรสรีบปฏิเสธ โชคดีที่ชายชราของเธอไม่อยู่จริงๆ ไม่อย่างนั้นเกิดมาเดินเล่นแถวนี้แล้วเจอกันเข้า หล่อนจะเดือนร้อนแน่ๆ

“อ่อ” ชายหนุ่มพยักหน้า แล้วพยายามนั่งลงที่โขดหินอย่างไม่ค่อย

ถนัด เพราะขาที่ยังเจ็บอยู่ จนหญิงสาวต้องขึ้นมาช่วยเหลือ

“น้ำเย็นสบายน่าเล่นนะคะ พี่มาร์คอยากเล่นไหม ตรงนั้นไม่ลึกน่าจะพอหย่อนขาลงได้จะได้สดชื่น” หล่อนแนะนำ เพราะขณะนี้ตัวหล่อนเองก็ลงน้ำไปจนถึงโคนขา

“ก็ดีนะ” ชายหนุ่มที่ไม่ได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้มานาน ก็เหมือนเด็กน้อยที่อยากจะทดลอง แม้ร่างกายจะยังไม่ค่อยถนัด ก็ต้องถูกร่างบางของหญิงสาวคอยประคองลงน้ำใส น้ำเย็นๆ ทำเอาขนกายของทั้งสองลุกชั้น น้ำผึ้งปล่อยให้ชายหนุ่มได้ยืนเกาะโขดหิน แล้วตัวเองก็ว่ายน้ำเล่นไปเก็บดอกไม้ที่หล่นลงมา

ชายหนุ่มยืนมองร่างบางราวกับภาพวาดในวรรณคดี คล้ายนางไม้ในป่ากับผมสลวยสวยงามสยายเสื้อผ้าแนบเนื้ออวดความโค้งวาวน่ามองจนทำให้ชายหนุ่มเผลอยิ้มออกมา หล่อนแหวกว่ายในน้ำราวกับเป็นนางเงือก แล้วก็มาผุดตรงหน้าชายหนุ่มพร้อมกับดอกไม้ที่เก็บมา

“สวยไหมคะ เขาเรียกว่า ดอกกล้วยไม้ โดยเฉพาะดอกนี้ เป็น

ราชินีกล้วยไปเลยล่ะ” น้ำผึ้งกล่าวแล้วโรยดอกไม้นานาพันธ์ไว้รอบตัว  ชายหนุ่ม

มือหนาเก็บดอกไม้ขึ้นมาแล้วบรรจงทัดที่ใบหูของหญิงสาวอย่างเบามือ ร่างบางใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะเมื่อใบหน้าของชายหนุ่มใกล้ชิดจนได้กลิ่นตัวอ่อนสบู่อ่อนๆของกันและกัน ชายหนุ่มประคองใบหน้างามอย่างบรรจง มองพินิจพิเคราะห์อย่างเสน่หา

มุขพลนึกอย่างชิมน้ำผึ้งแสนหวานตรงหน้า ภายในของเขาปั่นป่วนร้อนรุ่มอดไม่ได้ที่จะเชยใบหน้างามขึ้นมา มธุรสใจสั่นเมื่อใบหน้าของชายหนุ่มเข้ามาใกล้ เขาบรรจงจูบหวานโดยไม่ต้องจำความได้ก็สามารถมอบให้หล่อนได้อย่างตราตรึง

ร่าบางสะท้านจากกายที่หนาวเหน็บเพราะความเย็นของน้ำก็ร้อนระอุขึ้นมาแทบจะทันที ที่ปลายลิ้นของเขาสอดแทรกเข้าไปอย่างรู้งาน สองมือสวมกอดอย่างแนบแน่น จุมพิตแสนหวานเนินนานจนแทบลืมทุกสิ่งรอบตัว สมองของน้ำผึ้งว่างเปล่าคล้ายคนความจำเสื่อม

ส่วนคนที่จำอะไรไม่ได้อยู่แล้วกลับมีภาพในหัวผุดขึ้นมาอย่างไม่ประติดประต่อ แต่เป็นภาพที่ไม่ได้มีความหวานซึ้งน่าจดจำ เป็นภาพที่น่าหวือหวาร้อนแรง ซึ่งอารมณ์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง รสจูบของชายหนุ่มดูดดื่มมากยิ่งขึ้นเมื่อแรงปรารถนาภายในของเขาก่อตัว

ทำเอาคนไม่เคยถูกจูบตั้งรับไม่ทันรัวลิ้นพันการเหมือนคนสำลักน้ำแทบจะขาดอากาศหายใจ หญิงสาวเริ่มหอบหนักยันใบหน้าออกห่าง แล้วก็รู้สึกใบหน้าแดงซ่านไม่กล้าสบสายตาคนขโมยจูบ ริมฝีปากเม้มแน่นสนิทแล้วก็รู้สึกอบอุ่นวูบขึ้นมาเมื่อเขากอดปลอบเหมือนปลอบใจ

“น้ำผึ้ง... พี่ขอโทษนะ พี่อดใจไม่ได้” มุขพลพึมพำบอกพร้อมกับหลับตาเหมือนข่มความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัว

“ไม่เป็นไรค่ะ” มธุรสกล่าวเสียงสั่นๆ ตอนนี้รู้สึกร่างกายของเธอหนาวนอกแต่ภายในกลับร้อนผ่าวราวกับกำลังถูกไฟรน

“น้ำผึ้งหวานสมชื่อจัง” ชายหนุ่มกระซิบบอกเสียงสั่น ยังติดอกติดใจรสจูบอยู่ไม่น้อย

“พี่มาร์คละก็ น้ำผึ้งเขินนะคะ” ร่างบางเอามือทุบที่อกกว้างเบาๆ แล้วใช้ปลายนิ้วเขี่ยหน้าอกของเขาเล่นแก้เขินไปพลางๆ

“พี่ว่าเราเข้าบ้านกันเถอะครับ ชักจะหนาวแล้ว”  มาร์คกล่าวทั้งที่ใจจริงอยากจะช้อนร่างบางน่าทะนุถนอมขึ้นอุ้ม แต่ร่างกายของตนนั้นยังไม่สมประกอบ

หญิงสาวพยักหน้ากอดประคองร่างหนาขึ้นจากน้ำ ทั้งสองโอบกอดกันเดินเข้าบ้าน จนลืมไม่เท้าที่ช่วยเดินเพราะทั้งสองมีกันและกันช่วยนำทาง เมื่อมาหึงห้องพักมธุรสก็จัดเตรียมเสื้อผ้าให้กับร่างหนา ช่วยถอดเสื้อแล้วซับเนื้อซับตัวให้พอประมาณ แล้วก็ทำท่าจะปลีกตัวจากไปเพื่อให้เขาแต่งตัว

“เดี๋ยวสิครับ” ชายหนุ่มกล่าวเสียงนุ่ม จับมือบางรั้งไว้ไม่ยอมให้จาก ไม่รู้ทำไมภายในของเขาเรียกหาร่างบางตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก  

“คะ พี่มาร์ค” เสียงหวานขานรับ แล้วก็ตกใจเมื่อถูกชายหนุ่มดึงตัวเข้าไปสวมกอดอย่างแนบแน่น โดยไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว

“ทำไมผึ้งดีกับพี่แบบนี้” ชายหนุ่มซาบซึ้งอย่างที่สุด จนอยากจะตอบแทนความดีที่หล่อนมอบให้ด้วยร่างกายและหัวใจของเขา

“เพราะผึ้งรักพี่ไงคะ รักมาก รักมานานแล้ว” น้ำผึ้งกอดตอบแนบแน่น เหมือนฝันที่เป็นจริงที่ได้อยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มที่หลงรักมาแสนนาน

“พี่อยากจำผึ้งได้จังเลย” แม้จะจดจำเธอก่อนหน้าไม่ได้ แต่ในตอนนี้เธอคือคนแสนดีที่เขารู้สึกอยากจะมอบหัวใจให้

“พี่ไม่ต้องจำผึ้งได้ก็ได้นะคะ ขอแค่รู้ไว้ว่าผึ้งคนนี้จะรักพี่และดูแลพี่ตลอดไป ไม่ว่าพี่จะจำผึ้งได้หรือไม่ก็ตาม” ผึ้งน้ำตาจุกอก เลยหน้ามองชายหนุ่มนัยน์ตาร้อนผ่าว ซาบซึ้งกับคำพูดแสนหวานของชายแสนดี อีกใจก็ระอายกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป

แทนคำตอบของชายหนุ่มมือหนาเชยปลายคางขึ้นมาแล้วประทับจูบหวานปานน้ำผึ้งลงไปอีกครั้งหนึ่ง ร่างบางโอบกอดรอบตัวชายหนุ่มอย่างโหยหาความรัก ลูบไล้แผ่นหลังกว้างใหญ่ที่อยากพักพิงมาแสนนาน

มาร์คโน้มร่างบางลงบนเตียงกว้างอย่างไม่ได้ตั้งใจ

หญิงสาวใจเต้นระรัวเพราะจูบดูดดื่มที่เขามอบให้แถมยังท่าทางที่ตอนี้มันชวนให้ทั้งสองทำมากเกินกว่าจูบ ชายหนุ่มแม้จะความจำเสื่อมแต่ปฏิกิริยาของร่างกายไม่ได้เสื่อมตาม ร่างกายของเขาตอบสนองต่อเนื้อหนังของหญิงสาว อาการวูบวาบผ่านในเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

น้ำผึ้งทำใจกล้าสอดมือบางเข้าสัมผัสกล้ามเนื้อของชายหนุ่มอย่างมีความหมาย หมายจะได้ร่วมสมรักกับชายหนุ่มเพื่อมัดใจให้เขาไม่ปลีกตัวจากหลังความทรงจำกลับคืน ในเมื่อทุกอย่างอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม หล่อนจึงต้องใจกล้าบ้าปิ่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ

ร่างบางพลิกกายขึ้นนั่งค่อมชายหนุ่ม กลั้นใจถอดเสื้อเปียกชื้นของตัวเองออกจากร่างกายอวดโฉมงามด้วยใจที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ         ชายหนุ่มนอนมองดูเนื้อนวลที่ขาวเนียน เอวคอดกิ่ว ทรงอกขนาดพอเหมาะ แล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างไม่ได้ตั้งใจ

“น้ำผึ้ง...จะทำอะไร” เขาเอ่ยถามอย่างมึนงง ชักไม่แน่ใจกับการ

กระทำของเธอ

“พี่มาร์คคะ ผึ้งอยากเป็นของพี่มาร์คค่ะ” มธุรสโน้มกายเข้าสวมกอดชายหนุ่มแนบแน่น หัวใจของเธอตอนนี้ร้องเรียกหาให้เป็นของกันและกัน

“แล้วพี่ต้องทำยังไง” ชายหนุ่มใจเต้นแรงหวั่นไหวไปกับการกระทำของหญิงสาว ในใจคิดอยากกอดรัดให้หายวูบวาบ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะต้องทำอย่าไรต่อดี

“ปล่อยกายปล่อยใจทำตามสัญชาติญาณ” หญิงสาวกล่าวราวกับคนมีประสบการณ์ หล่อนรุดหน้าพรมจูบหวานตามใบหน้าและซอกคอ ปลุกเร้าสายเลือดของชายหนุ่มที่หลับอยู่ให้ตื่นขึ้นทันที เรื่องแบบนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์โลกที่ไม่ต้อมีใครจับมือสอนก็สามารถปฏิบัติได้เกือบทุกคน

สองมือหนาของเขาถูกจับวางให้โอบรอบร่างบางสัมผัสผิวกายเนียนนุ่มลูบไล้ขึ้นลงสมองของเขาปล่อยวางตามที่หล่อนสั่ง ร่างหนาพลิกกายอีกครั้งทับทาบหญิงสาวอย่างแนบแน่นบดเบียดผิวเนื้อกันและกันจนแทบจะเป็นหนึ่งเดียว ใบหน้าของเขาซุกไซ้ตามซอกคอหอมกรุ่น

หญิงสาวเงยใบหน้ารับสัมผัสอย่างเต็มใจ ลมหายใจเธอร้อนผ่าวขึ้นเรื่อยๆเมื่อชายหนุ่มเริ่มรุกหนักตามสายเลือดของตระกูล เนื้อตัวบอบบางเริ่มเป็นรอยแดง แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ปริปากปลดปล่อยอารมณ์ไปตามความปรารถนาที่กำลังร้อนรุ่มขึ้นทุกนาที

ชายหนุ่มขบเม้มตามผิวขาวเนียนจนเป็นรอยแดง ลูบไล้ทรวงอกขนาดพอดีมืออย่างหนักหน่วง กายของหญิงสาวสะท้านราวกับสาวแรงรุ่นไม่เคยต้องมือชาย ขนกายลุกชันเสียวซ่านเมื่อปลายนิ้วของเขาสัมผัสที่ยอดดอกบัวเม็ดงามบนทรวงอก

ริมฝีปากบางเฉียบเข้าครองงำยอดถัน ทำเอาหญิงสาวผ่อนลมหายใจร้อนระอุออกมาจากปาก ชายหนุ่มดูดดื่มราวกับเด็กน้อยกระหาย   นมของมารดา ส่งเสียงครางอย่างพอใจในอารมณ์ปรารถนาที่พุ่งพล่าน หญิงสาวบิดกายไปมาด้วยความทรมาน

ชายหนุ่มรุดหน้าลงต่ำทำเอาหญิงสาวแขม่วหน้าท้อง ยิ่งเมื่อกางเกงขาสั้นถูกร่นลงไปกองอยู่ที่ปลายเท้า ก็ทำเอาใจของเธอเย็นวาบเพราะส่วนล่างกำลังจะถูกเชยชม หญิงสาวครางเสียงหลงเมื่อจุดอ่อนไหวของตนถูกสัมผัสอย่างอ่อนโยน ถึงตอนนี้ชักไม่แน่ใจว่าเขาความจำเสื่อมอยู่หรือเปล่า

ทุกการกระทำของเขาดูชำนาญราวกับคนความจำดี ชายหนุ่มใช้ปลายลิ้นตวัดได้ดีราวกับจำได้ว่าควรทำอย่างไร เขามองดูอาการหญิงสาวที่เสียวซ่านก็ยิ่งส่งร่างบางให้ถึงขอบสวรรค์ เรื่องบางเรื่องก็จริงอย่างที่คนโบราณว่าไว้ว่าไม่ต้องจับมอสอนก็ทำเป็น

เสียงกรี๊ดร้องอย่างหนักของน้ำผึ้งทำเอาชายหนุ่มเร่ปลายลิ้นดื่มด่ำกับน้ำหวานที่ออกมาจากร่างกาย ชายหนุ่มรู้สึกปวดร้าวอย่างหนักขึ้นเรื่อยๆ เขาปลดเปลื้องตัวเอาออกจากพันธนาการแล้วเข้าหาร่างบางในทันที หญิงสาวสะท้านเฮือก เมื่อร่างกายมีสิ่งแปลกปลอมกำลังบุกรุก

ชายหนุ่มสะดุดหยุดการรุกล้ำ ก้มมองใบหน้าที่แสดงถึงความ

ปวดร้าวอย่างหนัก แถมภายในร่างกายของหล่อนก็ยากแก่การเข้าหา มือบางจิกแน่นที่ไหล่กว้างผ่อนลมหายใจออกมาหนัก พยายามสะกดกลั้นน้ำตาที่กำลังไหลออกมาจากด้วยคู่สวย

ถูกแล้วหล่อนยังไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อน ก็เพราะตั้งใจจะมอบความสาวแรกให้กับชายที่หลงรักมานานแสนนาน และวันนี้ตอนนี้จังหวะและสถานการณ์เป็นใจทำให้ทั้งสองเผลอกายเผลอใจมอบให้กันและกันสมตามความปรารถนาของเธอ

มุขพลเห็นใบหน้าที่ทรมานของหญิงสาวก็รู้สึกสงสารจับใจ        ใจหนึ่งคิดจะหยุดแต่ร่างกายของเขาก็ปวดระบมอยากจะปลดปล่อยจนแทบทนไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เขาได้แต่รุดหน้าต่อไปแล้วช่วยเหลือหญิงสาว ด้วยการรุกเร้าเธอเพื่อให้ผ่อนคลายลง

น้ำผึ้งที่รู้สึกเหมือนกำลังถูกแยกร่างเมื่อถูกปลุกเร้าอีกครั้งก็เริ่มผ่อนคลายความปวดร้าวลง จากใบหน้าที่บ่งบอกถึงความทรมานก็กลายเป็นความเสี่ยวซ่านเข้ามาแทนที ชายหนุ่มก็เริ่มเร่งจังหวะขึ้นทุกที มือไม้ก็ลูบไล้เรือนร่างไม่หยุด ยิ่งได้ยิ่งเสียงกระเส้าก็เหมือนยิ่งเร่งให้เขาส่งจังหวะให้กับหญิงสาว

ร่างบางสะท้านเฮือกไม่คิดว่าความปรารถนาของเขาจะรุ่นแรงจนแทบทำให้เธอขาดใจ ความสัมพันธ์ครั้งแรกที่ทำให้หล่อนถึงกับสุขจนเกินกว่าที่คิดเอาไว้ มันซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ดูเหมือนเขาก็ยังสามารถทานทนต่อความเสียวซ่านได้เป็นอย่างดี

ชายหนุ่มใบหน้าแดงก่ำเหมือนหนทางสวรรค์ของเขามาสุดทางก็เมื่อหญิงสาวแทบจะหมดแรงและหมดเสียร้องคราง ลมหายใจของเธอหอมหนัก ทิ้งร่างนอนราบอยู่บนที่นอนนุ่มอย่างเหนื่อยล้า เมื่อชายหนุ่มถอนกายออกมาก็พบคราบเลือดที่ติดออกมาจนทำให้เขาตกใจ

“น้ำผึ้งเลือดออก พี่ทำผึ้งเจ็บ พี่ขอโทษ” เขาละลักละลักบอกด้วยความหวาดหวั่น

“ไม่เป็นไรค่ะ ผึ้งยังไม่เคย ผึ้งไม่เคยมีอะไรกับพี่” หญิงสาวพลิกกายกลับมาบอกอย่างอายๆ พลางดึงผ้าห่มมาปิดกายเอาไว้หลบสายตาเขา

“หมายถึง...” คนความจำเสื่อมยังไม่เข้าใจความหมายถึงสิ่งที่ทำลงไป

“เราไม่เคยทำอะไรกันลักษณะนี้เลย” น้ำผึ้งกระดากปาก แต่ก็ต้องอธิบายให้เขารับรู้

“พี่ขอโทษ” มุขพลกล่าวราวกับเป็นความผิด หยิบเสื้อเปียกมาทำความสะอาดคราบเลือดและเนื้อตัวให้กับเธออย่างเอามือ

“ไม่ค่ะ พี่ไม่ผิด เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ความผิด” หญิงสาวกุมมือ       ชายหนุ่มสบสายตาหวานซึ้งบ่งบอกว่าเธอสุขใจแค่ไหน

“ก็พี่ทำผึ้งเจ็บ” มาร์คทรุดกายนั่งลงเคียงข้าง ด้วยความรู้สึกสำนึกและความปั่นป่วนภายในที่ทำให้ร่างกายของเขายังไม่สงบลง

“ไม่เลยค่ะ ถึงจะเจ็บ แต่ผึ้งมีความสุขมากๆ” หล่อนส่ายหน้ายิ้มด้วยความดีใจโผเข้ากอดชายหนุ่มแนบแน่น ดีใจที่ได้เป็นของเขาโดยที่หัวใจของเขาก็เปิดรับเธออย่างเต็มใจ

“พี่ดีใจที่ได้ตอบแทน” เขากอดตอบพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงขึ้น

เมื่อเนื้อเนียนของเธอสัมผัสกับผิวเรื่องที่กำลังร้องเรียกหาความร้อนรุมอีกครั้ง

“ผึ้งดีใจมากกว่าที่ได้เป็นของพี่” คนยังไม่รู้ชะตาของตัวเองกล่าวในอ้อมกอดน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความสุขและเสน่หา

“ผึ้งครับ...” ชายหนุ่มหายใจแรงขึ้นทุกที เชยใบหน้างามขึ้นมามองแววตาหยาดเยิ้มอย่างมีความหมาย

“คะ” ร่างบางขานรับเสียงหวาน ใจคาดหวังคำหวานที่เขาอาจจะเอ่ยออกมาให้เธอได้ชื่นใจบ้าง

“พี่ขออีกได้ไหม พี่อยากทำให้ผึ้งมีความสุขมากกว่านี้ พี่ต้องการผึ้งครับ” แต่ทว่าเขากลับกล่าวอย่างอื่นซึ่งทำเอาคนฟังใจหายวาบ

“แต่ว่า...” หญิงสาวยังไม่เคยชิน ความปวดร้าวครั้งก่อนยังไม่จางหายก็กำลังจะถูกรุกเร้าครั้งใหม่ทำเอาเธอถอนตัวไม่ทัน

“นะ...พี่ยังต้องการผึ้งอยู่เลย” ใบหน้าของเขาแดงก่ำความกำยำพร้อมที่จะเข้าหา หญิงสาวไม่อาจจะขัดขืนถูกสลัดผ้าห่มออกจากกายในทันที เรือนร่างบางถูกเขาเชยชมครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงเขาจะจำอะไรไม่ได้ แต่กลับจัดการท่วงท่าความเร้าร้อนให้เธอได้เป็นอย่างดี

สองร่างพลอดรักกันอย่างไม่หยุดหยอด ชายหนุ่มไม่ปราณีมอบความสุขให้เธอเป็นการตอบแทนความดีที่เธอทำให้เขาตลอดมา ร่างบางสุขเกินกว่าที่จะต้านทาน เสียงครางของหล่อนดังก้องไม่หยุดจนถึงรุ่งสาง แล้วสุดท้ายร่างหนาก็ทับทาบหมดแรงตามมา สองร่างนอนกอดก่ายหายใจหอบอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน

 

ทางด้านของปัญชิกาหลังจากที่หญิงสาวฟื้นตัวจากการนอนหลับอันยาวนาน ไม่นานหล่อนก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ หญิงสาวยังต้องใช้ไม้ค้ำในการช่วยเดินอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเดินทางไปหามุขพลที่โรงแรม

ปัดร้อนใจอยากจะมาเจอหน้าคู่หมั้นโดยเร็ว หวั่นในหลายเรื่องๆที่จะตามมารวมถึงกลัวว่าจะไม่ได้เจอหน้าครอบครัว กลัวไม่ได้รับการยอมรับ ปราบวุธลางานยาวเพื่อมาดูแลน้องสาว เขาติดตามเธอเข้ามาโรงแรมของคู่มั่นอย่างไม่ห่าง

“คุณมุขพลอยู่ไหม” หญิงสาวเอ่ยถามผู้จัดการโรงแรมด้วยน้ำเสียงราวกับตัวเองยิ่งใหญ่

“ไม่อยู่ค่ะ ไม่ได้เข้ามาบริษัทนานแล้ว” ผู้จัดการโรงงานสาวตอบอย่างสุภาพ เพราะพอจะคุ้นหน้าหญิงสาวพอสมควร หล่อนเคยเดินควงคู่กับเจจ้านายและยังมีข่าวการแต่งงานที่เร็วปานสายฟ้าฟาด เป็นที่ข้องใจในพนักงานในโรงแรมว่าเจ้านายถูกหล่อนจับ

“อะไรกัน ก็เขาประสบอุบัติเหตุไม่มีใครรู้เลยหรือไง” ปัญชิกา   ขึ้นเสียงขึ้นมาหน่อย หงุดหงิดที่หล่อนไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเลย

“เอ๊ะ ไม่นี่คะ ไม่เห็นมีตำรวจติดต่อมาเลย ก็โอนงานให้คุณอิฐทำแล้ว ตัวเขาก็ลาไปจัดงานวิวาห์” คนตอบกล่าวสีหน้าเคร่ง ทั้งหงุดหงิดที่ถูกขึ้นเสียงและข้องใจสิ่งที่ยังไม่รู้

“อะไรกันเจ้านายหายไปทำไมไม่มีใครรู้เลย” ปัดทำน้ำเสียงตำหนิ

“ขอโทษนะคะ คุณเป็นเป็นคู่หมั้นแต่กลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณมาร์คอยู่ที่ไหน แล้วพวกดิฉันที่เป็นพนักงานจะทราบได้อย่างไร” เมื่อถูกพูดจาไม่ดีใจ ผู้จัดการมากประสบการณ์ก็ตอบวาจายอกย้อนในทันที พร้อมด้วยสีหน้าดูแคลนอีกฝ่าย อย่างไม่หวั่นในฐานะของปัด

“อย่ามาทำสายตาแบบนี้นะ ฉันแต่งงานกับพี่มาร์คเมื่อไรจะไล่หล่อนอกเป็นคนแรกเลย” ปัญชิกาทำขึ้นเสียงชี้หน้าอย่างคาดโทษ

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เธอคนหนึ่งคือปัจจุบันที่ผู้หลอกลวงชายหนุ่มให้หลงใหล เธออีกคนหนึ่งคือผู้เป็นเพียงภาพเงาในอดีตที่แสนหวาน และเขาคือผู้สูญเสียความทรงจำทุกอย่างไป"

รมย์ธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha