เกาะซ่อนสวาท

โดย: รัชริล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : แหย่แม่เสือ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 1

แหย่แม่เสือ

 

 

 

 

 

“เราต้องรีบไปนะคะคุณกฤต ในหมายกำหนดการบอกทุกคนต้องพร้อมกันที่หน้าบริษัทในเวลาเก้าโมงเช้า”

ภัคจิราเรียกตามหลังชายหนุ่มที่พอขับรถเข้ามาจอดหน้าไซต์งานก่อสร้างที่รับผิดชอบดูแลอยู่ก็รีบเปิดประตูลงไปจากรถทันที

“มีเวลาตั้งถมเถไป ออฟฟิศบริษัทอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง” คนว่าดูจะไม่ใส่ใจคำพูดของเธอ เมื่อเดินลึกเข้าไปในเขตอาคารที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ

ภัคจิราพลิกข้อมือดูนาฬิกา เหลือเวลาอีกราวๆ หนึ่งชั่วโมง แต่ก็ไม่ควรจะชะล่าใจไปใช่ไหม? ในเมื่อทุกคนควรจะไปถึงที่นัดหมายก่อนเวลา เพื่อเตรียมตัวและสำรวจความพร้อม หากขาดตกบกพร่องอะไรไป จะได้แก้ไขทัน แต่นั่นไม่ใช่สำหรับกฤตภาค เขาเป็นคนสบายๆ จนดูหย่อนวินัยหลายครั้งในสายตาเธอ

เรือนร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อโปโลสีขาวและกางเกงสปอร์ตขาสั้นสีขาว อวดขาเรียวยาวเนียนสวยผิวสีน้ำนมอมชมพูอย่างคนสุขภาพดีถอนใจพรวดกับความดื้อรั้นของคนที่อาสาไปรับเธอที่คอนโดมิเนียม รู้อย่างนี้ขับรถมาเองดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามใจคนขับที่อยากแวะที่ไหนก็แวะ ตามอำเภอใจ

และเมื่อเห็นท่าว่ากฤตภาคจะไม่กลับมาง่ายๆ สองเท้าภายใต้รองเท้าผ้าใบก็ตามเข้าไปข้างใน พอเห็นหมวกนิรภัยแขวนอยู่ครบทุกใบในตู้เซฟตี้ที่เตรียมไว้ให้สำหรับที่จะเข้าไปข้างในเขตไซต์งานที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ใบหน้าสวยก็มุ่ยขึ้นมา ก่อนจะเดินไปเปิดตู้หยิบหมวกมาสวมใส่ศีรษะตามกฏข้อบังคับความปลอดภัย และไม่ลืมหยิบอีกใบไปเผื่อคนที่ไม่รู้จักเคารพกฏ

“คุณกฤต...คุณกฤต” เสียงเรียกชื่อเขาเพราะมองหาไม่เห็นสะท้อนก้องดังไปมาภายในอาคารที่ฉาบผนังเรียบร้อยแล้ว เหลือก็แต่เก็บรายละเอียดอีกนิดหน่อย และทาสีให้สวยงาม

“ผมอยู่นี่ คุณภัค” เสียงทุ้มดังมาจากไหน ต้องเงี่ยหูฟังให้ดี ก่อนที่ภัคจิราจะเดินตามไป แล้วก็เห็นใครบางคนที่แต่งตัวเหมือนกันเปี๊ยบ ทั้งสีและทรงของเสื้อกางเกง ใบหน้าตี๋หล่อ ที่พนักงานสาวๆ ในบริษัทลงความเห็นว่าละม้ายคล้ายคลึงกับกง ยู หรือกง จี ชอน พระเอกซีรี่ย์เกาหลีขวัญใจเธอ กำลังแหงนเงยมองผ่านช่องข้างบันไดที่ก่อสร้างยังไม่เสร็จ ขึ้นไปข้างบน

“ทำไมคุณไม่ใส่หมวกเซฟตี้” น้ำเสียงดุนิดๆ เหมือนคุณครูสาวจอมเฮี๊ยบทำให้เขาต้องเหลียวหน้ากลับมา ก่อนจะยื่นมือไปรับหมวกเซฟตี้สีเหลืองจากเลขาคนเก่งของผู้จัดการบริษัท

“ผมเข้ามาดูแค่แป๊บเดียว และอีกอย่างคนงานก็ก่อสร้างเกือบเสร็จแล้ว”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะปลอดภัยไว้ก่อน คุณเป็นถึงผู้บริหารควรทำให้เป็นตัวอย่างกับคนอื่นสิ” เธอยังบ่นไม่เลิก ดวงตาเรียวยาวหน่วยตาใหญ่ที่ใครบางคนว่าโปนคล้ายกับปลาทองเหลือบแลไปทางคุณเลขาคนสวยที่ตอนนี้บ่นอุบๆ หน้าคว่ำ แต่ก็ยังน่าดูชม

“เป็นห่วงผมหรือคุณภัค?”

ดวงตางามแลปลาบกลับมาค้อนคนเล่นลิ้นที่ตีความหมายผิดไป

“ฉันกลัวว่าเกิดมีอะไรตกมาใส่หัวคุณเข้า ฉันจะลากร่างควายใหญ่ยักษ์ของคุณออกไปไม่ไหวต่างหากล่ะ” พูดพร้อมค้อนวงใหญ่ แต่สำหรับเขามันน่าดู

“หรืออีกที อาจจะมีคนคิดว่า คุณตีหัวผมสลบแล้วกะจะลากไปทำมิดีมิร้ายเอา” กระเซ้ากลั้วขำ

หัวคิ้วเรียวกดต่ำ แลปราดมาด้วยสายตาที่ถ้าเป็นแสงเลเซอร์ ร่างควายใหญ่ยักษ์ของเขาคงระเบิดแหลกออกเป็นจุลไปแล้ว

“คนที่คิดแบบนั้นได้ คงเป็นพวกสติไม่ดี หรือจิตไม่ปกติแน่ๆ เพราะฉันไม่มีวันหน้ามืดตามัวขนาดนั้น เว้นเสียแต่ว่าจะเมายาบ้าสักกำมือหนึ่งกระมัง”

ใบหน้าตี๋หล่อเกาหลีหันขวับมาทันที

“จริงหรือ? ยาบ้ามันมีขายที่ไหนน่ะคุณภัค ผมจะไปเหมามาสักกระสอบ”

ภัคจิราหน้าเหวอ ก่อนจะส่งสายตาพิฆาตกลับมา ขมุบขมิบปากคล้ายบ่นอะไร

“งั้นฉันออกไปรอข้างนอกนะคะ ให้เร็วๆ ด้วยล่ะ” ร่างสูงโปร่งหมุนตัวกลับ 

“ดะ...เดี๋ยวสิคุณภัครอด้วย” พอเห็นท่าทางตะบึงตะบอนของหญิงสาว ก็รีบก้าวเท้าตามไป

“โอ้ย” เสียงร้องหลงที่ดังข้างหลัง เรียกให้ภัคจิราชะงักเท้าหันขวับไปมอง ก็เห็นกฤตภาคทรุดลงกองกับพื้นร้องโอดร้องโอยยกมือ กุมหัวอยู่ พอแหงนหน้าขึ้นไปก็ได้ยินเสียงคนงานเอะอะโวยวาย มีคนวิ่งลงบันไดมาจากชั้นบน

“เป็นอะไรไปคุณกฤต” เธอรีบผวาเข้าไปหาเขาด้วยความตกใจ

“อะไรก็ไม่รู้ตกมาใส่หัวผม โอ้ย หัวแตกแน่เลย แตกแล้ว...แตกแน่ๆ”

ภัคจิรารีบโอบประคองใบหน้าที่เหยเกร้องโอดร้องโอยเหมือนเจ็บเสียมากมาย กวาดตามองสำรวจบาดแผล แต่ก็ไม่เห็นมีแผลอะไร

“ขอโทษครับ ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ” คนงานที่วิ่งลงบันไดเสียงมาก่อนตัว ยกมือไหว้ท่วมหัวเอ่ยขอโทษขอโพยเมื่อลงมาถึงแล้วเห็นเจ้านายนั่งทรุดลงกับพื้น

“พอดีผมได้ยินเสียงคนคุยกันครับ เลยชะโงกหน้าออกมาดู ไม่ทันได้ระวัง เลยทำเกียงฉาบปูนตกลงมา” อธิบายเสียงอ่อย “มันตกใส่หัวนายหรือครับ?”

“ก็ เออน่ะสิ” กฤตภาคโวยวาย

ภัคจิรากวาดตามอง เห็นเกียงฉาบปูนขนาดพอดีมือ ไม่ใหญ่โตอะไรตกอยู่ไม่ไกลนัก ก็แอบถอนใจอย่างโล่งอก กลับมามองคนที่ร้องโวยวายจะเป็นจะตาย

“โธ่! ก็นึกว่าอะไร เกียงฉาบปูนอันนิดเดียว” ว่าพร้อมกับเอื้อมมือคว้าเก็บมาคืนให้กับคนงาน

กฤตภาคลืมตามอง พอเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของหญิงสาวก็อึ้งไปนิดๆ ที่เจ็บเสียโอเว่อร์เชียว...ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ จู่ๆ ก็มีอะไรไม่รู้หล่นลงมากระทบหัวดัง ป๊อง เขาก็รีบนั่งลงไปก่อนเพื่อความปลอดภัย แต่ตอนนี้รู้สึกเสียหน้าทีเดียวที่ออกอาการไปเสียเยอะ

“แค่เกียงฉาบปูนน่ะคุณ ไม่มีแผล ไม่เลือดออกตรงไหนสักนิดเดียว” ทั้งน้ำเสียงและสายตาคนพูดคล้ายจะเยาะๆ ว่าเขาใจปลาซิว กฤตภาคจึงรีบปัดไม้ปัดมือที่เปื้อนฝุ่นลุกขึ้นยืนพรวด

“ทีหลังทำอะไรให้รู้จักระมัดระวังหน่อยสิ ไอ้ปลายแหลมๆ นี่ ถ้าเกิดมันเจาะปักลงมากลางกบาลฉันนายจะว่ายังไง ห๊า!” คนงานที่ถูกด่าหน้าซีดเผือด ยกมือไหว้สูงท่วมหัว

“ขอโทษจริงๆ ครับคุณกฤต ผมแค่ชะโงกหน้ามาดูหน่อยเดียว ไม่คิดว่ามันจะหลุดมือ นี่โชคดีนะครับที่คุณกฤตสวมหมวกเซฟตี้เลยไม่เจ็บอะไรตรงไหน”

กฤตภาคยกมือขึ้นคลำสะเปะสะปะบนหัว พอสัมผัสได้กับหมวกเซฟตี้เนื้อแข็งที่ช่วยปกป้องศีรษะเขาก็อุ่นใจขึ้นมา หันไปมองหน้าภัคจิราที่ตีสีหน้าบึ้งๆ เข้าใส่ คล้ายกลับจะทวงบุญคุณหน่อยๆ

“เออ วันหลังก็ให้ระวังหน่อยละกัน”

“ครับๆ ว่าแต่ทำไมคุณสองคนถึงยังอยู่ที่นี่ละครับ ผมได้ยินว่าที่ออฟฟิศจะไปสัมมนาที่ระนองไม่ใช่หรือครับ?”

ทั้งสองคนทำท่านึกขึ้นมาได้ ภัคจิรารีบยกข้อมือดูนาฬิกา

“อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ตามเวลานัด” สีหน้าตกตื่นหน่อยๆ ก่อนจะรีบก้าวฉับๆ ออกไปจากนอกอาคาร เห็นอย่างนั้น กฤตภาคก็รีบเดินตามมาทันที

“ทันถมเถน่าคุณ บีดับเบิ้ลยูเคใกล้แค่นี้ ไม่ถึงสิบกิโล เรามีเวลาแวะนั่งจิบกาแฟเสียด้วยซ้ำ”

ภัคจิราส่งสายตาเขียวปั๊ดเข้าใส่เขา เดินมาถึงตู้เซฟตี้ก็รีบถอดหมวกออกแขวนไว้อย่างเดิม แล้วก้าวฉับๆ กลับไปที่รถ กฤตภาครีบทำตาม แต่เจ้ากรรมที่ว่า ตอนสวมหมวกเขาประชดประชันคนเอามาให้โดยการติดตัวล็อกที่ใต้คาง แล้วดันดึงสายรัดเสียตึงเปรี๊ยะ มาถึงตอนนี้มันจึงถอดออกไม่ได้ง่ายๆ

“เร็วสิคุณ เดี๋ยวก็ไปไม่ทันหรอก” ภัคจิรายืนรออยู่ประตูรถฝั่งข้างคนขับเร่งมา

“ก็อยากเร็วอยู่เหมือนกัน แต่ผมถอดหมวกเซฟตี้ไม่ออก” ยิ่งเธอเร่ง เขาก็ยิ่งลน เหงื่อแตกพลั่กๆ จนมือลื่น ดึงยังไงตัวล็อกก็ยังไม่คลาย

“มันถอดไม่ได้เนี่ย...โอ้ยจะปลอดภัยอะไรกันนักหนาวะ” สบถออกมาอย่างหัวเสีย

ภัคจิราเดินกลับมาหน้ายุ่ง ก่อนจะช่วยดึงคลายล็อกให้

“อยู่นิ่งๆ สิคุณ” เอ็ดใส่เขาที่เอียงคอไปมา ทำให้ที่ยากอยู่แล้ว ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก

“อย่าดุนักสิ คนอะไรดุได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง” บ่นงึมงำ

เสียง คลิก แล้วล็อกก็หลุด ปลดหมวกออกมาได้ กฤตภาคถอนใจอย่างโล่งอก มือเรียวยกหมวกออกจากศีรษะเขาแขวนเอาไว้ที่เดิม พร้อมกับค้อนควักให้จนตาแทบกลับอย่างหมั่นไส้คนวุ่นวาย งานไหนงานนั้นที่เธอกับกฤตภาคร่วมมือกัน เป็นได้มีปัญหาเฉพาะหน้าให้แก้ไขอยู่เรื่อย พลอยทำให้เธอปั่นป่วนไปด้วย

“เร็วสิ รีบเข้า ถ้าคุณทำให้ฉันไปสายนะ ฉันจะไม่ยอมคุยกับคุณสามวันเลย คอยดู” ขู่ไปอย่างนั้นแหละ เพราะสุดท้ายเธอก็ไม่เคยอดทนจะเฉยชาต่อเขาได้เสียที แต่มันเป็นคำขู่เดียวที่ทำให้กฤตภาคกริ่งเกรง

“ก็ไปสิครับ...เชิญครับ คุณผู้หญิง” ผายมือให้คนที่ค้อนเขาขวับๆ

พอขึ้นมานั่งหลังพวงมาลัยเท่านั้น กฤตภาคก็รีบเหยียบห้อตะบึงเพื่อไปให้ถึงออฟฟิศใหญ่ของบีดับเบิ้ลยูเคให้ทันตามเวลานัดหมาย เพื่อจะได้ขึ้นรถบัสพร้อมกับคนอื่นๆ อย่างพร้อมเพรียง

“ระวังหน่อยสิคุณกฤต”

“ก็คุณบอกให้รีบๆ”

“รีบก็ใช่ แต่มันก็ต้องปลอดภัยด้วยสิคุณ” โวยวายขึ้นมา

“มันอีกห้านาทีเท่านั้น” กฤตภาคเหลือบมองนาฬิกาดิจิตอลหน้ารถ เพิ่งมารู้สึกรีบเอาตอนนี้

“นั่นแหละ คุณมัวแต่เถลไถล ฉันเตือนก็ไม่ฟัง”

“เอาน่าคุณภัค ผมรับรองว่าผมจะพาคุณไปถึงบริษัทอย่างปลอดภัย และทันเวลาแน่นอน” รับคำหนักแน่นด้วยเกียรติของกงยู แห่งบีดับเบิ้ลยูเค

แต่อนิจา กฤตภาคไม่สามารถทำตามที่ได้รับปากกับภัคจิราเป็นมั่นเหมาะ เพราะพอรถแล่นเข้าสู่เขตชุมชน การจราจรก็ติดขัดสมกับเป็นกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของประเทศไทย

ภัคจิราจับสายเบลท์ที่คาดไว้ตรงหน้าอกแน่น ทั้งลุ้นทั้งเกร็งว่าแลนด์โรเวอร์คันงามของกฤตภาคจะไม่ไปเฉี่ยวชนมอเตอร์ไซด์ที่ปาดซ้ายบ่ายขวาพยายามกระแซะเบียดเข้ามาหา กระทั่งหัวรถพุ่งเข้าประตูบริษัทไปชนิดที่ซีคิวริตี้ยกที่กั้นขึ้นแทบไม่ทัน และรถก็มาจอดเอี๊ยดหน้าสำนักงานใหญ่ที่มีรถบัสจอดรออยู่แล้ว พร้อมกับคนอื่นๆ

“คุณกฤตกับภัคมาแล้ว เป็นอันว่าครบคนแล้ว เย้ๆ” เจนนิสาเลขาของกฤตภาคปรบมืออย่างยินดี

ภัคจิราเปิดประตูลงมาก่อน ยิ้มแหยๆ รีบหิ้วกระเป๋าเดินทางลากมารวมตัวกับคนอื่นๆ มีกฤตภาคที่รีบเร่งตามมาไล่ๆ กัน

“นายกับคุณภัคช้าไปยี่สิบนาที” คนว่าชูนาฬิกาจับเวลาในมือประกอบเป็นหลักฐาน

“เออ...มาช้า แต่ก็มาแล้ว” กวาดตามองไปรอบๆ “ครบแล้วก็ไปกันสิ มายืนมัวรอรีอะไรล่ะ?” เอ่ยขึ้นมาเสียงเขียวนิดๆ แต่ทุกคนพากันยิ้มกริ่ม เดินโอบล้อมวงทั้งสองคนไว้

“เวลาล้อหมุนกี่โมง?” รัฐเขตถามขึ้นมาน้ำเสียงแข็งขัน

“เก้าโมงค่ะ” เจนนิสาตอบ

“แล้วพวกเราสายช้ากันเพราะสองคนนี้ เราต้องมีบทลงโทษจำได้ไหม? ใครมาสายมาช้า ต้องทำยังไง?” รัฐเขตสวมมาดผู้คุมกฏสุดเฮี๊ยบ ที่บรรดาพนักงานกว่าสี่สิบชีวิตประสานเสียงตอบขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง

“ต้องเต้นเพลงไก่ย่าง”

กฤตภาคและภัคจิรา ทำหน้าเหวอ

“อะไร ไอ้กฏนี่มันต้องเริ่มตั้งแต่ตอนเดินทางไม่ใช่หรือ? เรายังไม่ทันออกเดินทางกันเลย” โวยวายขึ้นมา

“เวลาเดินทางคือเก้าโมงเช้าตรง แต่นายมาสาย ทำให้คนอื่นๆ พลอยสายไปด้วย เพราะอย่างนั้นอย่างโยกโย้ เร็ว คุณภัคด้วยครับ” เจ้านายหันมาบอกกับเธอโดยตรง

“ภัคด้วยหรือคะ?” ภัคจิราชี้หน้าตัวเอง อยากจะแย้งนักว่าเธอมาสายเพราะคนขับรถต่างหากเล่าที่มัวโอ้เอ้ แต่ก็ดูจะเป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น เมื่อเลือกที่จะฝากอนาคตไว้กับกฤตภาค เธอก็ต้องยอมรับชะตากรรมนี้ด้วย

“ครับ เพราะคุณภัคก็มาสาย”

ภัคจิราแลตาปลาบไปยังคนที่เป็นต้นเหตุ

“ไก่ย่างถูกเผา...ไก่ย่างถูกเผา...มันจะโดนไม้เสียบ...มันจะโดนไม่เสียบ...” เมื่อเสียงเพลงดังขึ้น หญิงสาวจำต้องยอมเต้นเก้ๆ กังๆ ตามเขาไป สายตาก็ค้อนประหลับประเหลือกคนที่ทำให้เธอต้องมาทำอะไรแผลงๆ อย่างนี้ เสียภาพพจน์เลขาของผู้จัดการใหญ่แห่งบีดับเบิ้ลยูเคหมด

พนักงานพากันร้องเพลง ไก่ย่างพร้อมกับปรบมือให้จังหวะกันเป็นที่สนุกสนาน แถมยังสนุกเลยเถิดไม่ยอมหยุดง่ายๆ คนสวยต้องกลายร่างเป็นไก่ย่างถูกเสียบตูดถึงสี่รอบกว่าจะสาแก่ใจคนที่เสียเวลารอคอยเธอและเขาถึงยี่สิบนาที ก่อนที่สถาปนิกชายนามภพธร จะช่วยยกกระเป๋าสัมภาระของเธอไปเก็บให้ที่ใต้ท้องรถ และคนอื่นๆ ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท จากหลากหลายตำแหน่ง หลายแผนกจะพากันขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดระนอง

+++++++++


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่สนับสนุนค่า ^^"

รัชริล


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha