เกาะซ่อนสวาท

โดย: รัชริล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : ดวลเดือด


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 2

ดวลเดือด

 

 

 

 

 

“คุณภัคว่าคุณกฤตเป็นพวกไก่อ่อน เจนได้ยินแล้วก็เคืองแทนจริงๆ”

ปฏิบัติการใส่ไฟเริ่มขึ้น เมื่อสองหนุ่มสาวยังทำปั้นปึงกันจนกระทั่งถึงค่ำคืนสุดท้ายของการสัมมนา ซึ่งตอนนี้พนักงานหลายคนทยอยกันแยกย้ายกลับไปพักผ่อน เพราะเหน็ดเหนื่อยจากการร่วมกิจกรรมที่ชายหาดมาทั้งวันแล้ว

ใบหน้าตี๋เกาหลีหันขวับมามองคนพูด พร้อมกับตาลุกโตอย่างขุ่นเคืองใจ

“อะไรนะ นี่คุณภัคหาว่าผมเป็นไก่อ่อนงั้นหรือ?”

“อุ๊ย! ไม่ใช่ค่ะ เจนฟังผิด เป็นพวกคออ่อนต่างหาก แบบว่าไม่ค่อยแมนตามเทรนด์ชายไทย พวกกินเหล้า เจ้าชู้ต่างหากค่ะ” เจนนิสารีบแก้คำพูด

กงยูแห่งบีดับเบิ้ลยูเคนหน้ามุ่ย

“ภัคจิราไม่น่าชอบผู้ชายขี้เมานะ” ออกความเห็นตามความคิด

“แหม! ว่าได้หรือคะ เรื่องของรสนิยม บางเรื่องก็เปิดเผยได้ บางเรื่องก็เปิดเผยไม่ได้ ดูนู่นสิคะ” พยักพเยิดหน้าให้มองไปทางหญิงสาวที่เอ่ยถึง ซึ่งนั่งคุยสรวลเสเฮฮากับสถาปนิกและวิศวกรของบริษัท

แว่บหนึ่งภัคจิราเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตางามประสานสายตากับเขา เธอดูเหมือนจะขุ่นเคืองใจเขาไม่หายเสียที อะไรกันนักหนาแค่มาสายและถูกทำโทษให้เต้นไก่ย่าง  ถึงกับต้องโกรธกันข้ามวันข้ามคืนเชียวหรือไง

+++++++++

 

“อะไรนะ คุณกฤตหาว่าฉันสร้างภาพงั้นหรือ?”

ภัคจิราถามเสียงสูงกับสองหนุ่มบ่างช่างยุที่เอาความมาบอก

“ครับ คุณกฤตว่าคุณภัคน่ะ ทำเป็นเปรี้ยวซ่าก๋ากั่นมั่นใจ แต่จริงๆ ป๊อดจะตาย เหล้าแก้วหนึ่งก็ยังไม่ยอมแตะเลย เพราะกลัวถูกมอมแล้วคนจะรู้ว่าคุณน่ะ คออ่อน” อภิวัชโยนก้านไม้ขีดไฟ ตามด้วยราดน้ำมันใส่หญิงสาวที่ดูจะฮึดฮัดขัดใจมีอารมณ์ร่วมกับคำพูดของเขา

“เขาก็เคยเห็นฉันดื่ม แต่ฉันไม่เคยเมา ก็เพราะฉันรู้จักดื่มต่างหาก”

“นั่นแหละครับ คุณกฤตยังว่า เตกีล่าเป็กเดียว คุณภัคก็หงายหลังผึ่งแล้ว ไม่ต้องไปชวนเข้าผับเข้าบาร์ หรือไปสถานที่อโคจรยามค่ำคืนให้เสียเวลา เพราะคุณภัคไม่มีทางไปแน่ๆ เพราะต้องการให้หน้าเต่งตึงเหมือนสาวๆ หลอกตา ไม่ยอมรับสภาพอายุสามสิบกว่าตามความจริง” ภพธรช่วยสุมเพลิงที่กำลังลุกโรจน์ในแววตาสวย

“มันจะเกินไปแล้วนะ ตานั่นก็อายุเท่าฉัน เขามันก็พวกป๊อดเหมือนกันแหละ” เงยหน้าตวัดสายตาค้อนไปยังคนที่พูดถึงตัวเองในทางไม่รื่นหูนัก

“นั่นแหละครับ ผมก็ว่า คุณภัคไม่ใช่คนอย่างนั้น แต่คุณกฤตก็ว่ารู้จักคุณภัคดีกว่าเราสองคน พวกผมก็จนด้วยเกล้าเถียงแทนไม่ออกจริง”

“ดี...งั้นก็เอาให้รู้ไปเลยว่าใครกันแน่ที่อ่อน” ภัคจิราคว้าแก้วมาการิต้าเดินตรงไปหาผู้ชายที่นั่งอยู่หน้าบาร์เครื่องดื่มของรีสอร์ท แถมยังหันหน้ามาหาเธออย่างท้าทาย

เพราะทั้งสองเอาแต่จ้องมองกันและกันเขม็งโดยไม่ละสายตา เลยไม่เห็นว่าเจนนิสา ภพธร และอภิวัช ส่งซิกมือว่าโอเค แผนที่วางมา สำเร็จลุล่วงแล้ว

“ขอชนแก้วหน่อยสิ” สาวสวยในชุดเสื้อเกาะไหล่ผ้าพริ้วพิมพ์ลายกราฟฟิคยกแก้วมาการิต้าของตัวเอง ยื่นไปหาอีกฝ่าย

“ได้สิ” กฤตภาคยกแก้วจินโทนิคขึ้นชนด้วย “คุณดื่มแค่มาการิต้าเองหรือ?”

“ของคุณก็แค่จินโทนิคหรือไง?” ในคำถาม มีความท้าทายแฝงอยู่

“ก็แค่เบาๆ อุ่นเครื่อง เพิ่งหัวค่ำ”

ดวงตางามปรายไปมองนาฬิกาที่หลังเคาน์เตอร์

“สี่ทุ่ม เพิ่งหัวค่ำสำหรับคุณงั้นหรือ?”

“ใช่...สำหรับผมค่ำคืนนี้ ยังอีกยาวไกล”

“น้องคะ ขอวอดก้าเพียวๆ” หันไปสั่งบาร์เทนเดอร์ด้านหลังบาร์ ก่อนจะขึ้นไปนั่งเก้าอี้ใกล้ๆ กัน

วอดก้าเพียวๆ เลยหรือ?

กฤตภาคแอบลอบกลืนน้ำลายเอื๊อก เพราะเขาเคยเมาหัวทิ่มมาแล้วตอนดวลวอดก้ากับเพื่อนสมัยไปเรียนเมืองนอก ไม่คิดว่าหญิงสาวหน้าสวยๆ อย่างภัคจิราจะกล้าสั่งเหล้าที่เกือบเป็นเพียวแอลกอฮอล์ ดีกรี 40+ ดื่มหน้าตาเฉย เช่นนี้แล้วหนุ่มเหน้าอกสามศอกอย่างเขา จะน้อยหน้าได้อย่างไร ยิ่งถูกเธอตราหน้าว่าเป็นไก่อ่อน...เอ๊ย! คออ่อนอยู่ด้วย

เขาไม่ใช่พวกคออ่อน แต่เป็นคนไม่ชอบดื่มมากกว่า เวลาเมาทำให้คนเราเสียบุคลิก และด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานของเขา เรื่องภาพลักษณ์เป็นเรื่องสำคัญมาก

และยิ่งไก่อ่อนนี่ยิ่งว่าไม่ได้เลย...ไก่ของเขาคอแข็งโป้กเชียว แถมมันโก่งคอขันทุกเช้าจนเขาค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าผู้หญิงคนไหนได้รู้จัก ต้องรักหลงมันแน่ๆ

แต่เขายังไม่เจอผู้หญิงที่ต้องตาต้องใจมากไปกว่าผู้หญิงใกล้ตัว ที่ยังไม่กล้าเปิดฉากจีบจริงจัง เพราะความเก่งกาจมาดมั่นของภัคจิรา ที่หลายๆ ครั้งทำให้เขารู้สึกเสียความมั่นใจไปเลยทีเดียว

แต่สำหรับคืนนี้ ฟรีไนท์ เขาต้องการเรียกความมั่นใจกลับคืนมา และอย่างน้อยก็ในสายตาของผู้หญิงที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์บาร์ข้างๆ กัน

“พี่ด้วยน้อง วอดก้าเพียวๆ อ้อ แล้วขอเตกีล่าอีกเป็กหนึ่งมาเลย ล้างปาก” สั่งเสร็จก็หันมามองคนข้างๆ ยิ้มที่มุมปากอย่างเหนือกว่า

“เตกีล่าสองเป็ก....และนั่นๆ ขวดอะไรที่อยู่ข้างหลังเคาน์เตอร์นั่น เอามาชิมอย่างละแก้วสิ ขอด่วนด้วยนะน้อง”

กฤตภาคหันขวับมามองหน้าคนสั่งเหล้าข่มขวัญกันเห็นๆ อย่างอึ้ง ทึ่ง...และเสียหน้านิดๆ

“เอาเหมือนพี่สาวคนสวยสั่ง อีกชุดหนึ่งนะน้อง”

ภัคจิราปรายสายตามองหน้าคนก็อปปี้กันเห็นๆ พร้อมกับย่นจมูกนิดๆ ให้

วอดก้าแก้วแรกเสิร์ฟลงตรงหน้าเธอตามคำสั่ง และแก้วถัดมาก็วางตรงหน้าเจ้าหนุ่มนักก็อปปี้

มือเรียวและมือหนาคว้าหมับจับแก้วเหล้าของตัวเอง หันมามองกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่ม เพียงอึกแรกก็แทบจะพ่นพรวดออกมา หากต่างฝ่ายไม่ยอมเสียหน้า ซดน้ำใสเหมือนตาตั๊กแตนนั่นจนหมด ก่อนจะวางแก้วลงกับเคาน์เตอร์

ภัคจิราปาดหยาดของเหลวที่เอ่อซึมที่มุมปาก รู้สึกดีกรีร้อนฉ่าซาบซ่าแรงนั่นพุ่งผ่านโพรงจมูกขึ้นสมองจี๊ดเลยทีเดียว โลกที่ตาของเธอมองเห็น เริ่มลดความชัดเจนลง สายตาพร่ามัว เริ่มตาลาย เวียนหัว แล้วรู้สึกเหมือนเก้าอี้ที่นั่งอยู่กับกำลังหมุนไปมา

“ได้แล้วครับ เตกีล่า...แล้วนี่ก็....” หูเธอฟังไม่เป็นสรรพเสียง เห็นแต่บาร์เทนเดอร์หนุ่มหน้าละอ่อน วางแก้วเหล้าลงตรงหน้า ถัดๆ กันนับไม่ได้ว่ามีกี่แก้ว เพราะเริ่มเห็นภาพซ้อนกันไปมา

สองมือยกขึ้นลูบหน้าก่อนตบแปะๆ ที่ข้างแก้มเพื่อเรียกสติของตัวเอง แล้วคว้ามือไปที่แก้วเตกีล่า กลับกลายเป็นคว้าอากาศอยู่สองสามครั้ง กว่าจะจับแก้วไว้ในมือได้ เธอยิ้มตาเชื่อมหวานให้กับคนข้างๆ อย่างท้าทาย เลิกคิ้วสูง รู้สึกริมฝีปากทั้งสองข้างเริ่มไม่สามัคคีกัน ก่อนจะยกแก้วนั่นจ่อปาก หน้าดูเหมือนจะคะมำน้อยๆ แต่ก็กลั้นใจดื่ม

เสียอะไรไม่ว่า...แต่เรื่องเสียหน้า ภัคจิราไม่ยอมเด็ดขาด

เช่นเดียวกันกับกฤตภาค ที่เริ่มคว้าแก้วเหล้าต่อไปขึ้นมาดื่ม ชนิดว่า ดวลกันแก้วต่อแก้วเลยทีเดียว

“บระ...บระ...บรรลัยแล้วสิงานนี้” เจนนิสาเอ่ยขึ้นมา พร้อมกับยกมือกุมหน้า ไม่อาจจะทนมองภาพการดวลเหล้าอย่างดุเดือดราวกับว่าให้ตายกันไปข้างหนึ่งของสองหนุ่มสาวที่เคาน์เตอร์บาร์ โชคดีที่ว่าไม่มีแขกอื่นๆ เหลืออยู่แล้ว

“เป็นยังไงบ้างเจน?” ภพธรที่ไปเตรียมยานพานะกลับมาถึง ถามขึ้น

“ดูท่าจะอาการหนักกว่าที่เราคิด” มองไปทางสองคนที่หัวกำลังจะโขกกับเคาน์เตอร์ แต่ก็ยังฝืนดื่มกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

อภิวัชและภพธรมองตาม ก่อนจะกลืนน้ำลายเอื๊อกเปรี้ยวปากและเมาแทน

“นายแน่ใจนะว่าแผนนี้มันดีแล้ว?”

+++++++++

 

สียงซ่า...ซ่า...เหมือนว่าคลื่นกระทบฝั่งดังอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า และชัดเจนถนัดหูขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อสติเริ่มตื่นคืนมา อากาศเย็นชื้นพัดโชยแรง เกือบเท่าๆ กับการนั่งเรือที่แล่นฉิวฝ่าลมทะเล

เปลือกตาหนาหนัก เริ่มเผยอขึ้นมาทีละน้อย แสงจัดจ้าที่แยงตาจนต้องหลับตาลงไปดังเดิม และต้องนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ทีเดียว ใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดรับรู้ถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัว

หัวคิ้วเรียวขยับย่นจนเกิดร่อง ดวงตาที่ปรับรับแสงสีขาวเริ่มทำความคุ้นเคย ก่อนที่ภัคจิราจะลืมตาโพลงขึ้นมา เหลียวคอที่ตึงๆ เหมือนไม่ได้ขยับมานาน และศีรษะที่หนักอึ้งไปมารอบๆ กาย ก่อนจะพบว่า เธอกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงโขดหินอยู่ที่ริมชายหาดบนพื้นทรายขาว มิน่าเล่า ถึงได้ยินเสียงคลื่นลมชัดเจน แถมยังรู้สึกถึงลมที่พัดพรูมาปะทะใบหน้าแบบเน้นๆ จนเนื้อตัวเย็นชืดไปหมด นี่แปลว่าเธอนอนอยู่ที่นี่ทั้งคืนอย่างนั้นนะหรือ?

“โอ้ย...” กลีบปากแห้งตึงร้องครวญ รู้สึกปวดหัวตุ๊บๆ หนักจนแทบยกไม่ไหว คงเป็นเพราะเหล้าหลายขนานที่ดื่มผสมปนเปชนิดที่พยาธิในท้องตายทั้งกระบิเลยทีเดียว

“อ่า...เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี่ย”

ถัดไปไม่ไกลคือสิ่งมีชีวิตที่รูปเป็นร่างคล้ายมนุษย์ ในชุดที่ดูคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นใครใส่มาก่อน อย่างน้อยเมื่อคืนนี้ บอกให้รู้ว่าเธอไม่ได้ถูกทอดทิ้งเพียงลำพัง

“ใครเนี่ย? โอ้ย เราไม่น่าดื่มเยอะขนาดนั้นเลย”

แต่เป็นเพราะถือคติฆ่าได้ หยามไม่ได้ ถึงทำให้เธอมีสภาพเช่นนี้ หญิงสาวกระเถิบตัวคลานลงไปบนพื้นทราย ก่อนจะไปจับร่างนั้นเขย่า เพราะลุกเดินไม่ไหวจริงๆ หัวมันจะทิ่มเอา เมาค้างเป็นยังไง รู้แจ้งกระจ่างใจเลยตอนนี้เลย

“คุณ...คุณ...นี่คุณ...”

ร่างที่นอนนิ่งไม่ติงไหว หากไม่รูปร่างหน้าตาคล้ายคน เธอคงคิดว่าเขาเป็นก้อนหินชายหาดแน่ๆ ขยับตัวเล็กน้อย พอให้เบาใจได้ว่า...ยังไม่ตาย ก่อนจะงัวเงียสีหูสีตาผงกลุกขึ้นมานั่ง

“คุณกฤต”

“คุณภัค” ต่างฝ่ายต่างเรียกชื่อกัน แต่นี่ไม่ใช่เกมทายชื่อ หลังจากหันไปมองรอบๆ ตัว นอกจากไม่คุ้นตา ไม่เห็นคนและบ้านเรือน มันดูรกร้างว่างเปล่าเหมือนเกาะกลางทะเล ที่ไม่มีคนอยู่ ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน

“เราอยู่ที่ไหนเนี่ย?”

มีเพียงหาดทราย...สายลม...และสองเรา...ยินเพียงแผ่วเบา...เสียงคลื่น...และเสียงลม...

ไม่ๆ นี่ไม่ใช่เวลามาครวญเพลง และเสียงคลื่นเสียงลมก็ชัดเจนแจ่มแจ้งมากว่า...เธอและเขา...เราทั้งสอง...

“เราติดเกาะ” สองเสียงประสานกัน บอกให้รู้ว่าเข้าใจไปทางเดียวกัน ซึ่งมีไม่กี่ครั้งที่เธอและเขาจะมีความเห็นลงรอยกันอย่างนี้

“ที่นี่มันเกาะอะไร อยู่ที่ไหน? แล้วคนอื่นไปไหนกันหมด?” ภัคจิราพรั่งพรูคำถามออกมาเป็นชุด หน้าตาตระหนกตกใจ

“ไม่รู้” กฤตภาคส่ายหน้าดิก “ผมรู้อย่างเดียวว่า...” เขาขยักคำพูดเอาไว้

“รู้อะไร...บอกฉันมาสิ...ว่ารู้อะไร?” ภัคจิราเขย่าอีกฝ่ายจนหัวสั่นหัวคลอน

ทำเอากฤตภาคที่ผะอืดผะอม รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกย่อยในท้อง กำลังตีขึ้นมาถึงลำคอ และเกินกว่าจะอดทนอดกลั้นได้ไหวอีก รีบลุกพรวดหัวทิ่มหัวตำ เกาะโขดหินเอาไว้ ก่อนจะคายพรวดของเก่าพุ่งออกมาเป็นสาย

ให้ตายเถอะ...เมาค้างมันทรมานอย่างนี้นี่เอง

+++++++++


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่สนับสนุนค่า ^^"

รัชริล


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha