เกาะซ่อนสวาท

โดย: รัชริล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 7 : ผจญภัย - 2


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

“ถ้าเราเดินเข้ามาในนี้แต่แรก เราก็คงเจอถ้ำนี้แล้วล่ะ”

กฤตภาคมองสำรวจปากถ้ำหิน พร้อมกับจับจูงมือเล็กของหญิงสาวร่วมชะตากรรมเดินลึกเข้ามา

“แน่ใจนะคุณว่าข้างในนั้นไม่มีงูเงี้ยว เขี้ยวขอ เสือสิงกระทิงแรดอยู่น่ะ” คนที่เดินตามมาอย่างระแวดระวังถามนึกกริ่งเกรง ซึ่งเขาก็ให้คำตอบเธอไม่ได้เหมือนกัน แต่ในสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ไม่มีที่ไหนดูปลอดภัยและอาศัยหลบพายุฝนได้ดีเท่าที่นี่อีกแล้ว

“มีรอยก่อกองไฟในนี้ด้วย แปลว่าต้องเคยมีคนมา” คาดเดาอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นเศษขี้เถ้าและดุ้นฟืนที่เหลือๆ

“ช่วยกันขนฟืนพวกนี้เข้าไปข้างในเร็วคุณภัค ก่อนที่มันจะชื้นน้ำฝนไปหมด”

“เอาไปทำไม?” ภัคจิราถามอย่างสงสัย

“ก็จุดไฟไง จะได้ผิงให้อุ่นๆ”

“แล้วคุณจะเอาอะไรจุดไฟ?” ถามอย่างข้องใจ เธอไม่ได้หวังคำตอบทำนองว่า เขาเคยเรียนลูกเสือสำรองหรือลูกเสือสามัญมา เลยสามารถปั่นกิ่งไม้ หรือตีก้อนหินเพื่อให้เกิดไฟขึ้นมา เพราะว่าเธอเองก็เคยเรียนทั้งเนตรนารีและยุวกาชาด บอกได้เลยว่า วิธีนั้นไม่ได้ผล เพราะเคยปั่นกิ่งไม้แห้งจนหน้ามืดมาแล้ว

“ก็ไฟแช็คไง”

“ไฟแช็ค?” หัวคิ้วเรียวกดต่ำ หน้าฉงน

กฤตภาคล้วงเอาไฟแช็คในกระเป๋ากางเกง ออกมาให้ดู

“มันมีอยู่ในถุงเสบียงนั่น สงสัยไอ้คนเตรียมเสบียงคิดว่าเราจะมาต้มน้ำร้อนลวกบะหมี่กินกันมั้งถึงได้เตรียมมาให้” แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ถูกกินเรียบร้อยโดยไม่ผ่านการปรุงอะไรให้ถูกต้องตามคำแนะนำข้างกระป๋อง

ภัคจิรารู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดหนึ่ง รีบขนฟืนเข้าไปข้างในที่ลึกกว่านี้ พอที่จะให้พ้นจากละอองฝนที่สาดซัดเข้ามา

“เดี๋ยวผมจะเป็นคนก่อกองไฟ ส่วนคุณช่วยเอาขวดน้ำทั้งหมดไปรองน้ำฝนเอาไว้ดื่มกัน” หันมาสั่งความเสร็จ ก็ขมีขมันกลับไปวุ่นกับการก่อกองไฟ

“หมายความว่าเรายังจะอยู่ที่นี่ในคืนนี้งั้นหรือ?”

คนถูกถามละสายตาจากงานตรงหน้ามามองเธอ

“คุณยังหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะมีใครออกมาตามหาเราอีกหรือ? ทะเลคลั่งออกอย่างนั้น เราจะติดอยู่ที่นี่กี่วันก็ยังไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นปลอดภัยไว้ก่อน”

ฟังอย่างนั้นภัคจิราก็แทบจะเข่าอ่อนทรุดลงเสียตรงนั้น ไม่มีเสบียง ไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน และไม่รู้ว่าจะได้กลับสู่โลกปกติเมื่อไหร่ ชีวิตตอนนี้ ไม่มีทางเลือกอื่นอีก เธอควรจะอุ่นใจดีไหมที่อย่างน้อยก็ไม่ได้ถูกพามาทิ้งเกาะตามลำพัง แต่พระเจ้ายังอุตส่าห์ประทานกฤตภาคมาให้ ผู้ชายที่ดูไม่เป็นโล้เป็นพายนัก แต่ยามนี้กลับตาลปัตรเป็นคนละคน

+++++++++

“อะไรนะ เจ้ากฤตกับคุณภัคติดเกาะ”

รัฐเขตทวนคำพูดที่ได้ยินจากเลขาของกฤตภาค สถาปนิก และวิศวกรของบริษัทที่พากันดาหน้าเขามาแจ้งเรื่องนี้กับเขา

“ภพธร ผมว่าคุณน่าจะไปอาบน้ำก่อนดีไหม?” ที่พูดเพราะภพธรเปียกไปทั้งตัวหัวหูจรดเท้ามะล่อกมะแล่กทีเดียว

“นี่คุณเขตไม่ห่วงคุณกฤตกับคุณภัคเลยหรือคะ?”

“ผมอยากรู้ว่าทั้งสองคนนั้นอยู่ไหน เรื่องติดก่งติดเกาะไม่ต้องมาอำหรอกนะ เพราะผมไม่เชื่อหรอก”

“แต่มันเป็นเรื่องจริงนะคะ” หน้าตาของเจนนิสาเหมือนกำลังจะร้องไห้

“แล้วสองคนนั่นจะไปติดเกาะที่ไหน? และไปติดเกาะได้ยังไง? แถวนี้ทะเลประเทศไทยนะคุณ อำเรื่องอื่นเถอะ เพราะถ้าเป็นเรื่องนี้ผมไม่เชื่อ...อ้อ! นี่เจ้ากฤต คุณภัค ร่วมมือกับพวกคุณกะจะมาอำผมเล่นให้ตกใจใช่ไหม?” ชี้หน้าทั้งสามคน มองอย่างคาดคั้น ยืนยันว่ายังไงก็ไม่เชื่อเด็ดขาด

“โธ่! บอสขา เรื่องนี้มันเรื่องคอขาดบาดตายนะคะ พวกเราไม่กล้ามาอำบอสแน่”

“แล้วมันยังไง? ไหนลองอธิบายมาสิ”

“ก็ที่บอสบอกว่า ถ้าใครทำให้คุณกฤตกับภัคหันมาจูบปากกันได้ จะให้โบนัสสิบสองเดือนไงคะ พวกเราก็เลยสุมหัวกันคิด แล้วทีนี้นายวัช” หันไปถลึงตาใส่วิศวกรหนุ่ม “ก็ดันปิ๊งแผนว่าน่าจะพาทั้งสองคนไปปล่อยเกาะ ประจวบเหมาะกับนายภพ” หันไปทางหนุ่มสถาปนิกที่เนื้อตัวชุ่มฉ่ำ “ดันคิดออกว่า แถวนี้มีเกาะร้างไม่มีคนอยู่ ชื่อเกาะแรมดาว อยู่ห่างไกลออกไปนู้น....นั่งเรือไปสักสองชั่วโมงได้ ก็เลยยุให้ภัคกับคุณกฤตแข่งกันดื่มจนเมาแอ๋ไม่ได้สติทั้งคู่ ก่อนจะพาสองคนนั่นไปปล่อยที่เกาะ ทีแรกก็ตั้งใจว่าเอาแค่พอหอมปากหอมคอ เย็นนี้จะกลับไปรับ แต่ดันโชคร้ายมีพายุเข้ามาเสียก่อน ตอนนี้พวกเราเลยยังเอาเรือออกทะเลไม่ได้” เล่าไปเสียงอ่อย

หน้าของรัฐเขตเริ่มเปลี่ยนไป เขาหรี่ตากวาดมองทั้งสามคน

“นี่มันเรื่องจริงหรือ? ผมไม่เคยเห็นได้ยินชื่อเกาะแรมดาวอะไรนี่เลย”

“เรื่องจริงครับคุณเขต เกาะนั้นเป็นเกาะส่วนตัวของใครสักคนนี่แหละ แต่เจ้าของปล่อยรกร้างไม่ได้ทำประโยชน์อะไร และก็ไม่มีใครไปอยู่ด้วย คนก็เลยไม่ค่อยรู้จัก ห่างจากนี้ไปเกือบๆ สองร้อยไมล์ทะเล ถ้าคุณเขตไม่เชื่อไปถามบาร์เทนเดอร์ที่ประจำอยู่บาร์เมื่อคืนนี้ หรือไม่ก็คนขับเรือก็ได้ครับ ว่าเราพาคุณภัคกับคุณกฤตไปปล่อยที่เกาะนั่นจริงหรือเปล่า”

สีหน้าของรัฐเขตเคร่งเครียดขึ้นมา เมื่อทั้งสามคนออกอาการวิตกกังวลอย่างหนัก

“นี่พวกคุณเล่นอะไรแผลงๆ อย่างนี้ได้ยังไงกัน?”

“ก็เราอยากได้โบนัสสิบสองเดือนนี่ครับ” อภิวัชตอบเสียงอ่อย เลยถูกเจนนิสาถลึงตาดุเข้าใส่

“คือเราแค่นึกสนุกค่ะบอส แค่อยากให้คุณกฤตกับภัคได้ไปลองลำบากกันตามลำพัง ไม่คิดว่าเรื่องมันจะเลยเถิดมาถึงขนาดนี้”

รัฐเขตส่ายหน้า ก่อนจะกุมขมับ คิดหาวิธีช่วยเหลือทั้งเพื่อนรักและเลขาคนสนิท

“แล้วรู้ไหม? เมื่อไหร่ฝนจะหยุดตก เราจะเอาเรือออกทะเลได้?”

“เร็วสุดก็พรุ่งนี้ครับ” ภพธรรีบตอบ

“ส่วนช้าสุดก็อีกห้าหรือเจ็ดวันค่ะ” เจนนิสาตอบเสียงอ่อยจนแทบไม่ได้ยิน

ดวงตาคมกล้าฉายแววกังวลขึ้นมาอย่างหนัก ยิ่งเมื่อได้ฟังว่าทั้งสองคนนั่นมีเสื้อผ้าชุดเดียว แถมยังมีเสบียงกรังเพียงพอสำหรับวันเดียว

พอหันมาเห็นทั้งสามคนตัวต้นเรื่องที่หน้าเจื่อนจ๋อยจะดุด่าว่ากล่าวก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น นอกจากช่วยกันหาวิธีคิดแก้ไข และถ้าจะว่าไปแล้ว คนที่เป็นตัวต้นเหตุของเรื่องนี้จริงๆ ก็คงจะเป็นเขา ที่ไม่น่าพูดพล่อยๆ ท้าทายไปอย่างนั้น

+++++++++

 

องไฟที่ลุกโชนโชติ ต้องขยันเติมฟืนไม่ให้ขาด นอกจากจะทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ยังช่วยผึ่งเสื้อผ้าให้แห้งเร็วขึ้นด้วย แต่กระนั้นก็ไม่ได้แผ่ซ่านไปถึงชิ้นน้อยๆ ที่แนบเนื้ออยู่ข้างใน จนนึกอยากจะถอดออกมาผิงไฟเสียให้รู้แล้วรู้รอด เพราะมันทำให้เธอรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวเอาเสียเลย แต่ก็เกรงใจใครอีกคนที่อยู่ด้วยกัน เท่านั้นไม่พอ เจ้ากระเพาะที่ทำงานเที่ยงตรงแท้ก็ยังครวญโครกเสียงดังจนน่าอาย เพราะไม่มีอะไรไปให้มันย่อย

“คุณหิวเหรอ?” เขาไม่น่าถาม เพราะก็ได้ยินชัดอยู่กับหูแท้ๆ เทียว แต่เธอหนอเธอก็ยังอุตส่าห์ไว้ฟอร์มสั่นหน้าดิกจนผมเผ้ากระจาย กฤตภาคจึงนิ่งไป ไม่ได้พูดคุยหรือถามอะไรต่อ นัยว่าเพื่อจะเก็บออมพลังงานเอาไว้ใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

บรรยากาศเงียบงันช่างน่าอึดอัด ยินเพียงเสียงประกายไฟที่แตกนานๆ ที ภัคจิราปลายตาไปมองทางชายหนุ่มที่ดูเคร่งขรึมครุ่นคิดอะไรอยู่ จู่ๆ กฤตภาคก็ลุกพรวดขึ้นยืน ทำท่าว่าจะเดินออกไปข้างนอก

“คุณจะไปไหนนะ?” เธอพลอยผวาลุกตามไปด้วยอีกคน ตอนนี้ที่เกาะนี่ก็มีแค่เธอกับเขา โบราณว่าไว้ คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย จึงจำเป็นที่จะต้องญาติดีกับเขาเอาไว้ก่อน

“ผมจะไปดูที่ปากถ้ำเสียหน่อย เผื่อจะมีใครมาตามหาเราก็ได้” ก้มลงหยิบเอาท่อนไม้ติดไฟท่อนหนึ่งติดมือไปใช้ส่องสว่างด้วยแทนคบไฟ เพราะข้างในนี้เริ่มมืดลงทุกขณะ

“ก็คุณบอกเองว่าฝนตกหนักอย่างนี้ ไม่มีใครบ้าเอาเรือออกทะเลหรอก” เสียงฝนจากหน้าปากถ้ำที่สะท้อนดังเข้ามาถึงข้างในยังชัดเจน

“ก็เผื่อเอาไว้”

“งั้นฉันไปด้วยสิ”

“อย่าเลย คุณคอยเติมฟืนอยู่ที่นี่แหละ อย่าให้ไฟดับอีก ไม่งั้นจะยุ่ง” เพราะกว่าจะก่อไฟกองนี้ติด ก็กินเวลาอยู่นานทีเดียวเหมือนกัน 

ภัคจิราเหลียวหน้ากลับมาดูกองไฟที่เป็นความรับผิดชอบของตัวเอง เมื่อหันไปอีกที ร่างสูงของกฤตภาคก็ถือคบไฟเดินออกไปที่หน้าถ้ำเสียแล้ว ใบหน้าที่ซีดเซียวเหลียวซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง เมื่อไม่มีใครอยู่ด้วย

“ดีเหมือนกัน จะได้เอาออกมาผึ่งให้แห้ง” พึมพำกับตัวเอง ก่อนจะล้วงมือปลดตะขอเสื้อชั้นใน แล้วเอามาแกว่งๆ  ให้โดนเปลวความร้อน เผื่อจะช่วยให้มันแห้งไว้ขึ้น

“ไม่ต้องรีบกลับมานะ ไปนานๆ เลย” ยิ้มกับตัวเองที่จะได้มีเวลาส่วนตัว เหลือแต่ชิ้นล่างที่ถอดยากเย็นเสียหน่อย แต่ก็ไม่เกินความสามารถ ที่สุดแล้วก็หากิ่งไม้ง่ามคีบอังชั้นในทั้งสองชิ้นกับกองไฟ

แล้วหันมาสางเส้นผมที่หมาดชื้น เพื่อให้แห้งไวขึ้น

“บ้าจริงเชียว ใครก็ได้บอกฉันทีว่านี่แค่ฝันร้าย” บ่นกับตัวเอง แต่ก็ไม่ยอมตื่นจากฝันบ้าๆ นี่สักที

ให้เธอนึก ก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าใครกันที่บังอาจเล่นแผลงๆ อย่างนี้ แต่เมื่อคิดทบทวนความทรงจำที่บาร์เครื่องดื่มเมื่อคืน คนที่พูดคุยด้วยคนสุดท้ายก่อนจะมาเจอกฤตภาค ก็คืออภิวัช วิศวกรของบริษัท

และถ้าเป็นอภิวัชแกล้งเธอจริงแล้วล่ะก็ เขาจะทำอย่างนั้นไปทำไม ในเมื่อเธอกับเขาไม่ได้มีปัญหาหรือว่าเรื่องบาดหมางอะไรกันเสียหน่อย แล้วทำไมถึงต้องจำเพาะเจาะจงพาเธอมาปล่อยเกาะพร้อมกับกฤตภาคด้วย

คอเรียวระหงชะเง้อชะแง้มองไปทางปากถ้ำ เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มหายไปนานเกินไป ถ้าอยู่แค่ปากถ้ำ ก็ไม่น่าที่จะเงียบขนาดนี้นี่นา

“คุณกฤต” เธอลองตะโกนเรียก ได้ยินเสียงของตัวเอง ก้องสะท้อนไปมา

“คุณกฤต ยังอยู่หรือเปล่า? ถ้าได้ยินเสียงฉัน ตอบกลับมาหน่อยสิ”

เสียงของเธอสะท้อนก้องไปมาจนฟังไม่เป็นคำพูดเลยด้วยซ้ำ ก่อนที่มันจะค่อยๆ แผ่วเบา และเงียบหาย ได้ยินแต่เสียงสายฝนข้างนอกที่ยังตกซ่าๆ อยู่       ภัคจิราเริ่มใจคอไม่ค่อยดี สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ เขาไม่ควรจะล้อเล่นอะไรกับเธอทั้งนั้น

ร่างเปรียวหยัดตัวลุกขึ้นยืน ชะเง้อชะแง้มอง แต่ก็ไม่เห็นเงาของสิ่งมีชีวิต หรือได้ยินอะไร เธอเริ่มเป็นห่วงเขา เมื่อหันกลับมามองกองไฟที่ยังลุกโชนอยู่ จึงรีบคว้าเอาท่อนฟืนที่ยังติดไฟแทนคบไฟให้ส่องนำทาง ก่อนจะเดินออกไปที่หน้าถ้ำเพื่อตามหาคนที่หายไปเงียบกริบ

ไม่มี...ไม่มีกฤตภาคอยู่ที่ปากถ้ำ แล้วเขาหายไปไหน ทั้งๆ ที่ฝนก็ยังตกหนักอยู่ แถมข้างนอกนั่นยังมืดมากๆ เหมือนตอนพลบค่ำ แต่เขากลับทิ้งท่อนฟืนที่ยังติดไฟของตัวเองเอาไว้ที่นี่

 “หรือเสือจะคาบไปกินเสียแล้ว”

รีบสั่นหน้ากับความคิดไม่เข้าท่านี้ เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าเจอเสือจริงอย่างน้อยเขาก็ต้องร้องโวยวาย มีการต่อสู้ มีรอยเลือดสาดกระเซ็นอยู่บ้าง แต่นี่กลับว่างเปล่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากเขาจะย่องหนีไปอย่างเงียบเชียบ

อย่าบอกนะว่ากฤตภาคเจอใครที่มาตามหา และเขาเลือกที่จะทิ้งเธอเอาไว้ที่นี่ แล้วกลับไปเพียงลำพัง ความคิดแง่ลบทั้งหลายแว่บผ่านเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ

“นี่ไม่ได้ล้อกันเล่นใช่ไหม?” บ่มงึมงำกับตัวเอง เริ่มใจเสียไปทุกที

หน้าตาสวยซีดเซียวบูดบึ้งขึ้นมา มือกำแน่น กำลังคิดถึงความจะเป็นไปได้อื่นๆ ก่อนจะได้ยินเสียงสวบสาบ...สวบสาบดังอยู่ข้างหลัง ใจเธอหายวาบ มันตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเสียแล้ว

เสียงอย่างนี้นี่มันเสียง...

ภัคจิราค่อยเหลียวหน้าไปช้าๆ ก่อนจะเห็นเงาดำทะมึนใหญ่โตที่เดินตรงเข้ามาหาเธอ

“กรี๊ด....” เสียงกรีดร้องลั่น พร้อมกับฟาดคบไฟในมือไปหาสัตว์ประหลาดนั่นไม่ยั้งเพื่อป้องกันตัว


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่สนับสนุนค่า ^^"

รัชริล


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha