เกาะซ่อนสวาท

โดย: รัชริล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 8 : เพียงสองเรา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตอนที่ 4

เพียงสองเรา

 

 

 

 

 

“โอ้ย”

เสียงร้องอย่างเจ็บปวดโหยหวนคล้ายกับคนถูกปะทุษร้าย พร้อมกับเงาดำทะมึนสูงใหญ่นั่นทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น

“มาตีหัวผมทำไมกันนี่?” กฤตภาคโวยวาย

ภัคจิราจึงเบิ่งตากลับไปมองให้ชัดๆ และก็เห็นว่าเป็นเขา...คนที่หายไปนานเสียจนเธอใจคอไม่ดี พร้อมกับกล้วยเครือใหญ่ที่ตอนนี้ทั้งคนทั้งกล้วยกองอยู่กับพื้น

“คุณกฤต” ก้มลงพยุงคนเนื้อตัวเปียกชุ่มโชก

“คุณหายไปไหนมาน่ะ?” แหวเข้าใส่เสียงดัง แทบจะร้องไห้ปล่อยโฮออกมาด้วยความดีใจเมื่อเห็นว่าเขากลับมา ไม่ได้ทิ้งเธอเอาไว้เพียงลำพังอย่างที่คิดฟุ้งซ่านไปเองคนเดียว

“ผมก็ไปหาอะไรมาให้คุณกินน่ะสิ...อูย...” กฤตภาคคลำหัวป้อยๆ หน้าตาตอนนี้ดูไม่ได้ เพราะมันทั้งบิดเบ้เหยเกทั้งเปียกปอนหัวหูลู่ลีบไปหมด...หมดมาดกงยูสุดหล่อไปเลยทีเดียว

“แล้วคุณไปเอากล้วยมาจากไหน?”

“ก็ป่าตอนที่เราเดินผ่านมาไง ดงกล้วยทั้งนั้น” แลมองกล้วยทั้งเครือที่กองอยู่กับพื้น มีทั้งที่สุก ที่ห่าม ส่วนมากจะยังดิบเขียวอยู่เลย

“กว่าจะปลิดหลุดออกจากต้นได้ แสนลำบากยากเย็น เห็นคุณหิวผมก็เลยไปหาอะไรมาให้กิน ไม่งั้นมีหวังโดนคุณงับหัวกุดแทนเอา”

“บ้า” ภัคจิราว่าพร้อมกับค้อนขวับคนที่เย้าเธอ ซาบซึ้งใจขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเขายอมตากฝน แถมยังไปหักกล้วยทั้งเครือด้วยมือเปล่าๆ มาให้เธอ

“เจ็บมากไหมอ่า” ถามเสียงอ่อย คนถูกตีด้วยท่อนไม้ผงกหน้าแข็งขัน

“ลองดูไหมล่ะ?” ถามดีๆ ตอบมากวนอย่างนี้ เลยเจอค้อนไปวงใหญ่ จะทำให้ซาบซึ้งสุดๆ ก็ไม่ได้ อีตาคนนี้

“มา ลุกๆ ฉันช่วย” ว่าพร้อมกับช่วยประคองร่างใหญ่นั่นให้ลุกขึ้น ดีกว่ามัวเถียงกันลมๆ แล้งๆ อยู่อย่างนี้ ไม่มีประโยชน์อะไร

“แล้วทำไมคุณไม่ดูกองไฟ ป่านนี้ไม่ดับไปแล้วหรือ?”

“ฉันสุมฟืนใส่ไปตั้งเยอะ มันคงไม่ดับไปง่ายๆ หรอกกระมัง”

“อีกแล้วนะ คุณภัคจิรา” เขาทำเสียงเขียว เรียกชื่อเธอเสียเต็มยศ ก่อนจะก้มลงยกเครือกล้วยขึ้นมาแบกไว้ที่หลัง

“กลางวันคุณก็เทน้ำดื่มสะอาดๆ ล้างมือเสียไปเปล่าๆ ตอนนี้ยังจะมาใส่ฟืนสุมไฟไม่คิดอีก เราไม่รู้ว่าจะต้องติดอยู่ที่นี่อีกกี่วัน จำเป็นต้องใช้ฟืนเท่าที่มีนั่นอย่างประหยัดที่สุด เพราะถ้าไม่มีทั้งแสงสว่าง และความร้อน เราจะยิ่งลำบากกว่านี้” กฤตภาคบ่นยาวเหยียดขณะที่เดินเข้ามาด้วยกัน จนคนถูกบ่นหน้างอง้ำ

“เถอะน่า ฉันขอรับรองว่า ถ้าฟืนหมด ฉันจะเป็นคนออกไปหาเอง”

“อ๋อ...เหรอ? แล้วฟืนเปียกๆ มันจะติดไฟได้ไหมล่ะ?” ถามประชด

ภัคจิราเม้มปากแน่น ค้อนขวับๆ เพราะนานๆ ทีหรอกที่เขาจะได้ดุเธอเสียที และเมื่อไปถึงข้างในก็ยังเห็นกองไฟลุกไหม้โชติช่วงดี และไม่มีทีท่าจะดับง่ายๆ เพราะได้เชื้อเพลิงชั้นดี

“ว้าย...ตายแล้ว” ร้องเสียงหลง เมื่อเห็นทั้งยกทรงและกางเกงในของตัวเองที่ผึ่งเอาไว้บนกิ่งไม้ติดไฟจนลุกไหม้ไปแล้ว

“บรากับแพนตี้ของฉัน” รีบไปคว้าออกมาสลัดๆ เพื่อให้ไฟดับ แต่ทั้งสองชิ้นก็หมดสภาพจะเอามาสวมใส่ได้อีก

กฤตภาคอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะลั่นจนดังก้องไปทั้งถ้ำ

“นี่คุณเอากางเกงในกับยกทรงมาผึ่งไฟหรือนี่...ไม่ต้องสะบัดแล้ว นั่นมันใส่ไม่ได้แล้ว”

ภัคจิราหันขวับไปมองหน้าคนพูด ก็เห็นสายตาโลมเลียกำลังกวาดมองเธอขึ้นๆ ลงๆ คล้ายกับสำรวจและคิดอะไรอยู่

“มองอะไร?”

คนถูกแหวสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะส่ายหนัวหลุกหลิก

“งั้นแปลว่าตอนนี้ข้างในคุณก็โล่งโจ้งน่ะสิ...ฮะฮ่า...อย่าๆ ไม่ต้องอ้าปากด่าผมให้เหนื่อย หิวจะแย่อยู่แล้วไม่ใช่หรือ เอ้ากินกล้วยนี่เสีย จะได้มีแรง” วางกล้วยเครือใหญ่ที่นับหวีคงได้เกินสิบลงกับพื้น

ภัคจิราค้อนขวับ คนที่ยืนยิ้มกริ่มกลั้นขำนั่นอย่างเคืองๆ ก่อนจะพากันเดินไปยังกองไฟข้างในที่ยังลุกโชนโชติช่วงดี เพราะมีเชื้อฟืนอยู่

“นี่มันกล้วยอะไร?”

คนถามปอกเปลือกกล้วยลูกที่สี่มือเป็นระวิง บอกให้รู้ว่าหิวจัดจริงๆ

“กล้วยสุกไง” กฤตภาคยื่นมือมาบิดขั้วกล้วยลูกที่สามสำหรับเขาไปทาน

ใบหน้างามเงยขึ้นมามองอย่างบึ้งๆ

“ก็รู้แล้วว่ากล้วยสุก ไม่สุกคงกินไม่ได้ แต่นี่มันกล้วยพันธุ์อะไรล่ะ?” เสียงเข้มขึ้นมา

“อื้ม! ไม่รู้สินะ สำหรับผมกล้วยก็คือกล้วย กินได้อร่อยดี” อ้าปากกัดเนื้อขาวนั่นเคี้ยวกร้วมๆ

ภัคจิราย่นจมูกเข้าใส่คนที่ไม่เคยจะใส่ใจอะไรจริงจัง

“ผมว่ามันน่าจะเป็นกล้วยป่ากระมัง เพราะมันขึ้นอยู่ในป่านี่นา แล้วก็...เม็ดเยอะชะมัด” คนสันนิษฐานคายเม็ดกล้วยบ้วนทิ้งใส่ฝ่ามือก่อนจะโยนเข้ากองไฟ

พอเห็นกลีบปากได้รูปอ้าสุดเหยียดก่อนจะงับกล้วยคำใหญ่เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ก็กลืนน้ำลายเอื๊อกอย่างคอแห้ง อย่าหาว่าเขาทะลึ่งตึงตังในสถานการณ์อย่างนี้เลย แต่เพราะรูปร่างของผลกล้วยที่เธอถืออยู่ในมือ และการดูดกินกัดจ๊วบๆ จั๊บๆ อย่างเอร็ดอร่อย มันทำให้เขาอดนึกถึงอวัยวะอย่างหนึ่งที่คล้ายคลึงกันไม่ได้ คิดแล้วก็ให้เสียววูบวาบที่ท้องน้อยขึ้นมา

ภัคจิราเงยหน้าขึ้นมามองคนที่จ้องหน้าเธอเขม็งตาค้าง

“มองอะไร?” น้ำเสียงเย็นยะเยียบถามขึ้นมาอย่างเอาเรื่อง

“ปละ...เปล่า...” รีบปฏิเสธ “อร่อยมากเลยหรือไง เห็นทานไม่หายใจหายคอ”

“ตอนนี้ต้องบอกว่ากินกันตายมากกว่า มันไม่มีอย่างอื่นให้ทานแล้วนี่นา อีกอย่างฉันก็ชอบทานกล้วยอยู่ด้วย กล้วยหอมกล้วยน้ำว้า มีติดบ้านไว้ตลอดไม่เคยขาดเลย คุณรู้ไหมว่ากล้วยน่ะ นอกจากจะมีกากใยสูงทานแล้วไม่อ้วน ไม่ท้องผูก ยังมีธาตุเหล็กสูง ช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด ป้องกันพวกโลหิตจาง เหมาะกับผู้หญิงที่เสียเลือดทุกเดือน แถมยังทานลดน้ำหนักดีนักแล โปแตสเซียมก็สูง มีเกลือต่ำ ช่วยปรับความสมดุล เวลาเครียดๆ ทานกล้วยนะจะทำให้สมองปลอดโปร่ง และตื่นตัวมากขึ้น ลดอาการของโรคซึมเศร้า และที่สำคัญ มันเหมาะกับเราสองคนมากที่สุดในตอนนี้ ก็เพราะว่า กล้วยปั่นกับนมผสมน้ำผึ้งนิดหน่อยน่ะ ช่วยแก้อาการเมาค้างได้ดีทีเดียว แถมยังมีวิตามินอีก เรียกว่าคุณค่าทางอาหารเพียบเลย” คนว่าผงกหน้าหงึกหงัก หลังจากแลกเชอร์ให้เขาฟังเสร็จ กัดกินกล้วยอย่างเอร็ดอร่อย ดูท่าว่าจะชอบกินเป็นจริงเป็นจัง ไม่ใช่กินกันตายอย่างที่บอกกับเขาทีแรก

“ตกลงนี่คุณเป็นเลขา หรือเป็นนักโภชนาการกันแน่?” เอียงคอมองเธอยิ้มๆ

ภัคจิรายักไหล่

“รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหามนี่นา ฉันอุตส่าห์แบ่งปันข้อมูลเป็นประโยชน์ให้คุณฟัง” แล้วการสนทนาเรื่องกล้วยๆ ก็จบลง หลังจากที่ภัคจิราทานกล้วยไปทั้งหมดห้าลูก

“นอนได้ไหมล่ะ?” ถามเมื่อเห็นหญิงสาวชำเลืองมองที่พื้นหลายครั้ง แต่ก็ยังนั่งชันเข่าอยู่อย่างเดิม

“แล้วเรามีทางเลือกอื่นหรือไง?” ถามพร้อมกับครางงึ่มงั่ม “ฉันอยากรู้นักว่าใครกันที่เล่นบ้าๆ อย่างนี้ คอยดูเถอะถ้ารู้ตัวล่ะก็ จะอัดให้น่วมเชียว”

กฤตภาคมองท่าทางเจ้าคิดเจ้าแค้นนั่นอย่างอึ้งๆ เพราะไม่ค่อยได้เห็นภัคจิราจะแสดงท่าทางอย่างนี้

“อย่างคุณอัดคนเป็นด้วยหรือ?”

“ลองดูไหมล่ะ?” หันมาถามคนกวนประสาท รู้ว่าเธออารมณ์เสียยังจะแซว อยู่ได้

“ดุเป็นจริงเป็นจังเลยนะ อย่างนี้ไงล่ะ ถึงไม่เห็นมีหนุ่มกล้าตายที่ไหนมาสอยคุณลงจากคานเสียที ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้ว คุณอายุเท่าผมนี่นา ใช่ไหม?...งั้นก็...สามสิบ...” ทำท่าคิด “สามสิบสามปีแล้วสินะ”

“บ้าน่า” หันมาแหวเข้าใส่ “ฉันเกิดปลายปีเดือนธันวา อย่างน้อยก็อ่อนเดือนกว่าคุณหลายเดือนทีเดียว อ้อ! แล้วถ้าจะวัดหนังหน้า ฉันก็คงอ่อนกว่าคุณสักห้าหกปีได้กระมัง”

คนฟังที่ถูกว่ากระทบหนังหน้าแก่ครางฮึ่มๆ ในลำคอ

“เอ่อ...อย่ามีวันไหนที่คุณมาตกหลุมรักผมก็แล้วกัน จะเล่นตัวให้น่าดูชมทีเดียวเชียว”  คำอาฆาตเครียดแค้นไม่จริงจังนัก เรียกเสียงหัวเราะคิกคักให้ได้ ก่อนจะยกมือปิดปากหาวหวอดๆ

หลังจากที่ทานกันอิ่มหนำ หนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน ความง่วงเข้าครอบงำที่ละน้อย แต่เพราะพื้นแข็งๆ และเย็นยะเยียบ แถมบรรยากาศรอบตัวที่ไม่คุ้นเคย เลยทำให้ทั้งสองคนนอนไม่สบายนัก แต่กระนั้นก็ยังหลับไปด้วยความอ่อนเปลี้ยเพลียแรงในที่สุด

+++++++++

 

“ไม่มีทางที่เราจะเอาเรือออกได้เลยหรือครับ?”

พอมั่นใจว่าไม่ได้ถูกอำ แถมยังติดต่อกฤตภาคไม่ได้เลยสักทาง รัฐเขตก็ร้อนรนกังวลใจรีบติดต่อหาใครที่จะให้ความช่วยเหลือ และพาเขาไปยังเกาะแรมดาวนั่นให้ได้โดยเร็วที่สุด

“อย่างน้อยก็รอจนกว่าฝนจะหยุดตกครับ เพราะตอนนี้พายุก็เข้าคลื่นทะเลก็สูง มันอันตรายเกินไปถ้าจะเอาเรือออกไปตอนนี้”

“แล้วคนบนเกาะนั่นจะปลอดภัยไหมครับ?”

“อันนี้ผมก็ตอบแทนไม่ได้ เกาะแรมดาวไม่ได้ใหญ่อะไรนัก แถมยังไม่ค่อยมีใครได้เคยไปที่นั่น เพราะเป็นเกาะส่วนตัว มีเจ้าของ ไม่น่าที่จะมีสัตว์ดุร้ายอะไรที่ทำอันตรายเพื่อนคุณได้ แต่ขอย้ำว่านี่เป็นแค่ข้อสันนิษฐานนะครับ”

สรุปว่าไม่มีใครรับรองความปลอดภัยของคนที่อยู่ที่นั่นได้ ทั้งญาติสนิท และเลขาคนสนิท

รัฐเขตพ่นลมหายใจพรวดออกมา มองไปยังคนที่เล่นอะไรแผลงๆ ซึ่งตอนนี้ก็หน้าตาเจื่อนจ๋อยโดยถ้วนหน้าอย่างสำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไป แต่จะดุด่าว่ากล่าวอะไร ก็คงไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นมาได้ ตอนนี้ที่เขานึกห่วงและเป็นกังวล ก็คือสองคนที่เกาะแรมดาว จะอยู่รอดปลอดภัยกระทั่งความช่วยเหลือที่ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่จะไปถึง

+++++++++


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่สนับสนุนค่า ^^"

รัชริล


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha