(จบ)เมียซ่อน🔞(หื่น+มุ้งมิ้ง)

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : ปิดปากคนขี้โวย


ตอนต่อไป

              บนถนนที่เต็มไปด้วยรถรามากมาย ก่อนรถเมล์จะแล่นถึงตัวสถานีหมดชิต ก็เหลือเวลาไม่นานเท่าไหร่

            คชาที่คิดจะหนี จากความวุ่นวายที่พบเจอ แต่กลับย่างก้าวเข้าสู่เมืองที่วุ่นวายกว่า โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่นเรียกเข้าตลอดเวลา จนต้องได้ปิดเสียงเอาไว้ เขาไม่ได้ใส่ใจจะรับสายมัน เพราะรู้ดีว่าคนเป็นพ่อให้คนโทรตาม สายเรียกเข้าระยะห่างเว้นไม่ถึงสิบนาที ก็มีสายติดต่อมาอย่างต่อเนื่อง

         เขากลับมาจากต่างประเทศ กลับต้องมีปัญหาทางบ้านที่มีมาอีก ใครจะทนก็ทนแต่คชาไม่ทน จึงได้หิ้วกระเป๋าเสื้อ ออกมาโดยไม่บอกใคร
        เมื่อรถได้แล่นมาจอด สิ่งแรกที่ถึงเมืองใหญ่ต้องหาที่พักอาศัย และมันก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาในตอนนี้
 
        “พี่ ๆ ไปไหนครับไปส่งเอาป่าวพี่”     เสียงห้าวๆ แต่สุภาพเอ่ยเรียกลูกค้าจะต่อรถไปยังเป้าหมายต่อไป

       คชายื่นกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งให้กับเด็กเรียกลูกค้า  “รู้จักใช่มั๊ย ไปส่งที่นี่ทีสิ”
        “ผ่านครับผ่าน ขึ้นรถเลยครับ”

🌸🌸🌸🌸🌸

                               
       และเมื่อเวลาสาย ท้องฟ้าสดใส แดดออกจะจ้าเกินไปด้วยซํ้า แต่ไม่ได้ทำให้มีนากระเทือนผิวแต่อย่างใด ได้เลย เธอสวมรองเท้าผ้าใบสีขาว เข้าสีเดียวกันกับกางเกงขาสั้นสีขาว และยังเสื้อกล้ามสีเดียวกัน ถ้าไม่ติดตรงมันสั้นเกิน ใคร ๆ คงคิดว่าเธอจะเข้าวัด เพื่อทำวิปัสนากรรมฐานอย่างนั้นแน่
 
        เตรียมตัวพร้อม จักรยานพร้อม ภารกิจในวันนี้คือ ล่องหาเที่ยวลัดเลาะไปเรื่อย ตามสถานะช่วงปิดเทอม แต่พอเธอคว้าจักรยานคู่ใจเท่านั้น ยังไม่ทันได้ปั่นให้ล้อหมุนแม้แต่รอบเดียว เสียงอันเฉียบขาดดังขึ้นจากประตูตัวบ้าน

       “มิน…”    เสียงนี้คงไม่ใช่ใคร หรืออื่นใด มีนาหันกลับช้า ๆ ยิ่มเจื่อน ๆ ยิ้มไว้ ยิ้มไว้ ยังไงวันนี้ก็ไม่อยู่บ้าน ตัดสินใจแล้ว


      “ขาาา”    มีนาตอบตอบเสียงหวาน อย่างไรต้องหวานไว้ก่อน รู้นะ ว่าแม่เธอปากร้ายใจดี แต่ส่วนมากจะใจดี แต่ถ้ามีนาทำอะไรไม่สมควรเกินไปหน่อยก็คงถูกบ่น
      ปวีนาเรียกลูกสาวให้หยุด เธอจึงเดินเข้าไปหา     “จะไปไหนลูก? บ้านช่องไม่ค่อยอยู่ เดี๋ยวพ่อกลับมาก็โดนเอาหรอก”     แม่เธอเตือนแล้ว

          แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้อยากอยู่ ถึงจะพูดไม่ได้ก็ตาม มีนาไม่อยากจะแม้แต่เห็นหน้าพ่อของเธอด้วยซํ้า ก็อย่างที่ว่า ถ้ามาไม่เห็น ก็คงจะถูกด่าสามบ้านแปดบ้าน
 
         “มินจะรีบไปรีบกลับค่ะ พอดีว่าจะไปหาริสาหน่อย”
         “เอาแต่เที่ยว”   ปวีนาบ่นอีกรอบ นานถึงสิบนาที จะทำอย่างไรได้ ฟังไป บ่นแล้วก็หาย แล้วก็อนุญาต เรื่องนี้มีนารู้จักนิสัยของแม่เธอดี ต่อให้จะโกรธเธอเท่าไหร่ ปวีนาก็ไม่เคยโกรธนาน  เธอเดินเข้าไปกอดคอผู้เป็นแม่ แล้วเอาแก้มถูไถกับแก้มแม่เธอไปมา
        “ค่า ๆ มินสัญญา ไปสองชั่วโมงปุ๊บ! กลับทันที มินจะรีบปั่นไปแล้วรีบปั่นมาเลย อย่าห่วงเลยค่ะ ไปนะแล้วจะรีบกลับ”    เด็กสาววัยสะพรั่งบอกแล้วก็วางเท้า ถีบจักรยานสีแดงคู่ใจไปทันที
          ….ก็ขอแล้ว….รออะไร….
   
         สตรีวัยกลางคนมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ผิวหน้าที่บ่งบอกถึงอายุ เคลื่อนที่เข้าสี่สิบห้า จะให้เต่งตึงเหมือนสาวแรกแย้มคงเป็นไม่ได้ ปวีนายืนดูลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนหายลับไป ได้แต่มองเด็กสาวแสนซน ที่วัน ๆ เอาแต่หาเที่ยวเท่านั้น จะถอนหายใจกี่ครั้ง ในใจที่ห่วงอย่างหนักหน่วง ก็ไม่มีทางจะลดลง

          แม่บ้านคนเก่าแก่เดินออกมาจากด้านใน แล้วปลดร่มเบิกกางให้เธอ และยังพูดด้วยความห่วงใย    “คุณผู้หญิงขา อยู่อย่างนี้จะไม่สบายเอานะคะ เด็กสาวเด็กหนุ่ม ถึงอย่างไรก็แข็งแรงกว่า อย่าห่วงเลยค่ะ”
        “ห่วงน่ะ ไม่ใช่ว่ากลัวเขาจะล้มป่วยนะเนียม แต่ห่วง ที่มีนาไม่อยากอยู่บ้าน ความรู้สึกแบบนั้น ฉันไม่รู้จะต้องทำอย่างไรให้ทั้งสองฝ่ายสบายใจ”     เนียมได้ฟังความรู้สึกปวีนาก็คงอดห่วงไม่ได้เหมือนกัน ว่าตอนนี้มีนา เก่งพอจะเอาตัวรอดได้รึยัง เด็กน้อยที่แม่บ้านคนนี้โอบอุ้มแต่เด็ก พอพึ่งพาตัวเองได้ถึงไหนแล้ว แต่ก็อดยิ้มไม่ได้ อย่างดีก็มีวิธีหลีกเลี่ยงหน้าองอาจได้บ้าง

          เนียม แม่บ้านที่อยู่กับปวีนามาตั้งแต่ยังไม่แต่งงาน จนกระทั่งเดี๋ยวนี้เธอยังคงอยู่กับปวีนาเสมอ จะมีแค่เนียมเท่านั้นที่จะเข้าใจความคิดปวีนาได้ แม้แต่องอาจ สามีถูกต้องตามกฏหมายไม่รู้ใจถึงขนาดนี้ เพราะฝ่ายนั้น วัน ๆ ก็ห่วงแต่กิจการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศ ทำอะไรก็ห่วงหน้าตาตัวเองไปหมด ถึงขั้นแสแสร้งแกล้งเอ็นดูมีนาครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงพาออกงาน สุดท้ายก็กลับมาดุด่าว่ากล่าวเด็กสาวเสมอ จนมีนาไม่อยากอยู่บ้าน เพื่อพบเจอองอาจ ไม่ใช่เพราะโกรธหรือเกลียด แต่เพราะพบกันเมื่อไหร่ หัวใจหล่นอยู่ตาตุ่มเสมอ โตมาขนาดนี้ ยังจะตีกันลงได้แทบทุกวัน

    
         “คุณผู้หญิงคะ มีโทรศัพท์ถึงคุณผู้หญิงค่ะ”     แก้ว หญิงสาวใช้ ซึ่งเป็นหลานของเนียมแท้ๆ แต่เธอเรียนจบมัธยมปลาย จึงมาทำงานเป็นเพื่อนป้า เธอรายงานบอกถึงคนปลายทาง แล้วยื่นโทรศัพท์ให้ผู้เป็นนาย
         “สวัสดีค่ะ”    เธอรับสายปลายทางแล้วก็ฉีกยิ้ม เอ่ยต่อ  “ไงลูก…..   แถวนี้เหรอ…. ได้น้าจะไปรอที่หอพักนะจ๊ะ….”    ปวีนาหยิบคันร่มมาจากเนียมโดยไม่พูดไม่กล่าว และส่งโทรศัพท์ให้แก้วไปเก็บ จากนั้นหล่อนก็เดินไปโซนโรงจอดรถ ที่มีธงชัยกำลังขัดสีฉวีวัน ให้เฟอร์รารี่คันโปรดของเธออยู่
        “ไปส่งฉันที่แมนชั่นทีสิ”     เธอสั่งแล้วยิ้มเหมือนดีใจอะไรสักอย่างเอามาก
        “ครับ..”    ธงชัยรับคำแล้วรีบวิ่งอ้อมข้างรถไปเปิดประตูให้เธอทันที

         แก้วและเนียมยืนอึ้งกิมกี่อยู่ชั่วขณะ เห็นปกติจะไปไหนก็บอก แต่คราวนี้ทั้งยิ้มและรีบออกไป พลอยให้สาวใช้จอมวุ่นเรื่องชาวบ้านโพล่งปากถามป้าของเธอ
        “ป้า”    แก้วเรียกโดยยังเหม่อมองรถคุณนายอยู่
        “อะไร?”
        “คุณผู้หญิง มีชู้ปะ?”    เนียมได้ยินหลานสาวปากเสียพล่าม ก็ถลึงตาใส่และง้างมือจะลงฟาด
          “เก็บปากไว้เลยนะนังแก้ว”
          แก้วเห็นท่าตัวเองจะโดนห้านิ้วที่กร้านนั้นก็รีบยกมือห่อปากตัวเองไว้

                           

         กระเป๋าใบใหญ่เทอะทะ อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้า เตรียมพร้อมไว้เลย ว่าถึงอย่างไรคชาไม่ยอมกลับบ้านไปง่าย ๆ ต่อให้เอาช้างมาฉุดก็ตาม เขาสูญเสียพอแล้ว จะไม่สูญเสียความเป็นตัวเองเด็ดขาด แล้วต่อให้เจอผู้หญิงคนไหน ก็ตราหน้าเอาไว้เลย หัวใจของเขาสำคัญ จะไม่ยกให้ใครง่ายดาย การที่หลบออกจากบ้านมา ไม่ใช่ว่าอยากมาเท่าไหร่ แต่ถูกรบเร้ามากจนไม่อยากอยู่
        บนทางเท้าก็เต็มไปด้วยรถเร่บ้าง ร้านขายของบ้าง หาทางเดินแทบยากอยู่แล้ว บนถนนรถยิ่งมากกว่า จะให้เดินตรงไหนได้ คชาเหยียบขึ้นบนทางเท้า กระเป๋าใบเทอะทะชนปั่กเข้ากับเด็กนักเรียนในสถาบันหนึ่ง จนถ้วยก๋วยเตี๋ยวรสแซ่บล้นเลอะ
       “ขอโทษครับ”    คชาบอก ก่อนจะมีปัญหาไปกว่านี้ พูดดี ๆไว้ก่อนไม่เสียหาย แต่มันขัดใจอยู่อย่าง เขาต้องมาครับ ๆ กับรุ่นน้องห่างกันเกือบหกปีได้ มันยิ่งแปลกอยู่

         “เฮ้ย!  ชนแล้วจะเดินหนีเหรอวะ! หรือว่ากลัว?”     เด็กนักเรียนสถาบันเอ่ยห้วนๆ ฟังก็รู้ว่าไม่ยอม มันขัดหูจริง กับคำว่า ‘กลัว’  คชาถอนหายใจแรง กะว่าจะไม่มีเรื่องแล้วนะ
        “ไม่ได้กล้ว แค่ไม่อยากมีปัญหาที่ไม่จำเป็น”     เหล่าเด็กนักเรียนสถาบันแห่งหนึ่งจะยอมเหรอ ง่ายไปแล้ว แค่เดินชนก็ไม่เว้นแล้ว มันหยามกันชัด ๆ แต่ใครจะมาคิดอย่างนั้น นอกจากเจ้าที่เหมือนพวกนี้ คชายืนเท้าเอวจะเอาเรื่องบ้าง แต่ต้องอยากจะเปลี่ยนใจแล้ว เหล่าวัยโจ๋ยืนกราดตัวกันเรียงราย ไม่ตายคงได้หยอดนํ้าข้าวต้มล่ะงานนี้
          “ไงไอ้หน้าหล่อ เดิน ๆ นี่ไม่มีตา หรืออยากหาเรื่อง หา!?”    เจ้าที่วัยมันส์คว้าคอเสื้อคชาหมับ เงื้อมหมัดจะกระทั้นเบ้าหน้า

          ... ยุ่งยากจริงๆ...
         “งั้นจะซื้อชามใหม่ให้”    คชาตัดบท คิดว่าคงจะยอมลงบ้าง
        “มือกูถูกนํ้าก๋วยเตี๋ยวลวก อยากได้เลือดที่หน้ามึงมาทารักษา จะทำไม!”     หลายคนทั้งโต๊ะทั้งเก้าอี้ อาวุธซุกซ่อนครบมือ ถ้าไม่หนีซวยแน่ มีเรื่องไม่ได้ด้วย เดี๋ยวยุ่งยากกับคำว่าเด็กกว่า
          ผลั่ก!
         ชายหนุ่มรีบผลักร่างน้อย ๆ ยังไม่โตดีจนล้ม ทับพวกที่อยู่ด้านหลังล้มตาม ๆ กัน จะรออะไร วิ่งสิวิ่ง คชาสาวเท้าฉับๆ อยู่ก็ตาย หนีได้ก็รอด  
    
        แต่เจ้าตัวปัญหาคือกระเป๋าใบใหญ่ๆนี่แหละ ก็มีใบนี้ใบเดียวที่ขนของไปต่างประเทศอย่างกับย้ายสัมโนครัว จะให้ใช้ใบอื่นมันไม่สะใจ แต่คราวนี้สะใจแน่ ก็มันดันใหญ่ไปหาเรื่องเจ้าที่ในร้านก๋วยเตี๋ยว จนคนสะพายแทบวิ่งไม่ออก
          พอเข้าซอยเปลี่ยว ย่านตึกร้างสร้างไม่เสร็จ ขาก็แทบก้าวไม่ออกแล้ว อย่างน้อยต้องโยนอุปกรณ์ย้ายบ้านไว้ในตึกนี้ก่อนเถอะ จากนั้นเหล่าเด็กหนุ่มต่างพากันวิ่งกรูมาพร้อมตะโกน แผดเสียงดัง..

         “เฮ้ย!!  อย่าหนีนะเว้ย!”   ทั้งบอกทั้งชี้หน้า อาวุธเต็มมือ อย่างกับเตรียมตัวเข้าสนามรบเพื่อปราชัยศัตรู ถ้าส่งไปอยู่ในยุคกรุงศรีได้คงได้ชัยโดยง่ายดาย
        “ตามจริง ๆ หยุดก็โง่สิ”

                             
         หัวมุมซอย มีทางแยกเป็นสามแยก เด็กสาววัยสิบแปดสบถอารมณ์อย่างหนัก ทั้งปั่นจักรยานอย่างเอื่อยเฉย   “สานะสา ไม่อยู่ก็ไม่บอก ปล่อยมาเสียเที่ยว”
 
        คนหนึ่งวิ่งโร่อย่างไม่คิดชีวิต คนหนึ่งก็เอื่อยจนลืมดูสะถานะการณ์ เกิดเหตุวิบัติ
        “เอ๋ะ อ๊าาา!!!”
        “เฮ้!  หยุดๆๆ ..!”    โครม! หัวมุมอันอับจนสายตา จนเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานชนคน ล้มกลิ้งจนตกคูคลองแถวโพรงหญ้า หลงเหลือแค่สองล้อหมุนติ้วๆไม่นานก็นิ่ง
          “โอ้ย… เจ็บอะ  โอ่ย...ย ตายแน่ ๆ ตาย ต้องตายแน่เลย”    มีนาอุทานพลางครํ่าครวญเหมือนกำลังจะตายเอาจริงๆ เสียงโอดครวญเหมือนส่วนไหนของตัวมันหักไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น
          “เธอ แขนขาหักหรอ?”    คชาคร่อมร่างเธออยู่ถามอย่างเป็นห่วงไม่ใช่อะไร เกิดทำลูกเขาตายขึ้นมาจะทำไง?
          “เป็นคำถามที่ดีจริงจริ๊ง กับคนที่มาลากกันลงคลองเนี่ย จะให้ดีใจหรือเสียใจที่นํ้ามันไม่มีเนี่ย”    พูดได้บ่นพรำ ถึงจะมีนํ้ามาช่วยลดแรงกระแทกก็เถอะ แต่ถ้ามีจริง ก็คงจะมีนํ้าคลำอาบแก้ร้อน
       “ตกลงเจ็บตรงไหน?”    ชายหนุ่มพลิกตัวเธอไปมา ดูร่องรอยบาดแผล
       “ไม่ต้องมาจับ..  อะไรเนี่ย อึ้ย! จับตรงไหนเจ็บศอกไม่ตายหรอก!”    มีนารีบปัดมือคชาออก ไม่ได้จะตั้งใจมาจับเนื้อตัวอะไรหรอก แค่หาบาดแผลเท่านั้น ผู้หญิงนี่อะไรกัน แรกเริ่มก็หวงตัว นานเข้าหน่อย ก็คงจะคล้อยตามคนนั้นคนนี้อย่างง่าย เธอคนนี้เองก็คงจะเป็นจะอย่างนั้น
          “มันไปไหนแล้ว!”    เสียงเอะอะโวยวายยังตามติด นี่กะจะเอาเลือดให้ได้สินะ ได้ที่ซ่อนดีแล้ว แต่ดันติดสอยห้อยพวงเด็กสาวมาด้วย ขืนเธอคนนี้โวยจะเอาเรื่อง ปัญหามีไม่จบสิ้นได้หรอก
         “คุณจะ อุบ!”    ...นั่นไงว่าแล้ว  ต้องอาละวาดไปพร้อมพวกนั้น ปล่อยทางโน้นค่อยเคลียทางนี้นี่ท่าจะง่ายกว่า... คชารีบปิดปากอุดเอาเสียงเจ้าปัญหาทั้งหลายให้บางลง  แต่มีนาไม่ชอบใจเท่าที่ควร เด็กสาวพยายามดิ้นให้หลุด แต่มันก็ยากเกินจะควบคุม จึงดันเธอนอนแน่นิ่งลงพื้นหญ้าบนพื้นดิน ต่อให้จะขยับเท่าไหร่ก็ไม่มีทีท่าจะหลุดอยู่แล้ว
       ...นายคนนี้จะข่มขืนเธอเหรอ เป็นใครมาจากไหนไม่เคยเห็นหน้า...
      “ชี่-- เงียบก่อนสิ”    คชาปรามห้ามไว้ พลางขอด้วยนํ้าเสียงกระซิบ เธอฟังที่ไหน พอรู้ว่ามีคนอยู่แถวนี้ยิ่งอยากตะโกนขอความช่วยเหลือ ร่างบางบิดไปมา หาช่องว่าในการหลุดจากเงื้อมมือเขา ร่างสูงใหญ่โตคนนี้แรงเยอะยิ่งกว่าช้าง กดเธอเอาไว้ไม่มีทางเลื่อนหลุดได้เลย   ...จะให้เงียบก็โดนขยํ้าสิ ดีไม่ดีข่มขืนแล้วฆ่าทำไง ต้องหาทางแหกปากตอนนี้ล่ะ...     
        กึก!
       “อึก..!”    มีนากัดลงที่มือชายหนุ่ม จนแทบจะเก็บสุ้มเสียงของความเจ็บไม่ทัน จังหวะนี้แหละ ที่มีโอกาสอ้าปากร้อง
        “ชะ..!!”   

         ...โถ่เว้ยเดี๋ยวก็เป็นเรื่อง…

          ถูกปิดปากครั้งนี้ตกใจกว่า เขามือเจ็บ จนต้องประกบจูบเธอแทน มือหนึ่งก็จับล็อกแขน มือหนึ่งถูกงับเข้าให้ มีเพียงอย่างเดียวที่อุดเสียงเธอได้ ก็จูบนี่แหละ ใครใช้ให้อยากร้อง

           ดวงตากลมโตของเด็กสาวเบิกโพรง คิดไปแล้วว่าสูญเสียแล้วจูบแสนสำคัญที่มีให้นราวิชญ์ เธอต้องถูกคนไม่รู้จักมาชิมริมฝีปากสีเชอรี่
         พอพ้นจากนักเลงหัวไม้ คชาผละตัวออกจากเธอแล้วขยับออกห่าง   “ขอโทษแล้วกัน พวกที่เธอจะขอความช่วยเหลือพวกนั้นมีปัญหากับฉันอยู่  เลยปล่อยให้เธอทำมากกว่านี้ไม่ได้ เอาเป็นว่า จะให้ฉันไถ่โทษยังไงก็บอก”
        คชาเสนอความคิดเห็น ก็จูบไปแล้ว มันกลายเป็นสิ่งที่ไม่ทางเลือกในช่วงนั้น แต่ก็ถือว่าเป็นสุภาพบุรุษ จะให้ไว้ใจเหรอ ไม่มีความคิดนั้น ตอนนี้จะเรียกร้องเอาความรู้สึกคืนมาก็ไม่ได้  เรียกเอาจูบแรกคืนมาไม่ได้อีก โวยวายไปก็น่าจะเข้าท่า แต่ถ้าทำแล้วเธอถูกคนอื่นเอาไปนินทาต่อ  พ่อเธอคงต้องลงแส้เฆี่ยนกลางหลังอย่างกับทาสชัวร์
       “ไม่เอาอะไร ขอแค่อย่าเจอกันอีกพอ”    เธอพูดแล้วเดินไปถึงจักรยานคู่ใจแล้วหันมามองค้อน   คาดโทษด้วยสายตาเกลียดชัง    “ขอให้ถูกพวกนั้นยำตายเลย เชอะ!”
  
   

                                


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องนี้รับประกันว่าน่ารักมาก พระเอกน่าหมั่นไส้บ้างแต่น่ารักส่วนมาก "

ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha