เมียริมทาง

โดย: aom13



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : เมียที่ไม่รู้ตัว


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                ทุกอย่างมืดไปหมด...

                หนาวเหลือเกิน...

                กลัวเหลือเกิน...

                มีคนกำลังวิ่งตามเธอ วิ่งตามมาติดๆ ในมือถืออาวุธ มันคือไม้ท่อนขนาดใหญ่ หน้าตาของคนถึงดูเกรี้ยวกราด โมโห และเต็มไปด้วยเลือดแดงฉาน!

                ตายเสียเถอะ ตาย! ตาย! ตาย!

                “กรี๊ด...ไม่ ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย”

 กรีดร้องออกมาอย่างหวาดกลัว ร่างนั้นสั่นเทิ้ม กระสับกระส่าย พยายามที่จะลืมตาขึ้นมาเพื่อหลีกหนีความมืดมิดราวกับก้นนรกนั่น แต่...มันไม่สามารถทำได้

                “ใจเย็นๆ ครับ คุณไม่เป็นอะไร คุณอยู่กับผม”

                เสียงทุ้มอ่อนนุ่ม ราวกับเสียงสวรรค์ เธอถูกดึงเข้าไปกอดกระชับกับความอบอุ่น มือบางไขว่คว้า เมื่อกอดรัดได้กับอะไรบางอย่าง ที่หนาแกร่ง แข็งแรง เธอก็เกาะกอดไว้แน่นหนา ร้องไห้กระซิกทั้งที่ไม่ลืมตา มือของใครบางคนกำลังลูบไล้หลังไหล่ พร้อมกับเอ่ยพึมพำปลอบโยนเป็นระยะ ที่สุดแล้วเธอก็คลายสะอื้น ทุกสิ่งที่วิ่งระริกอยู่ในสมอง ดับวูบลงอีกครั้ง ผ่อนคลาย และนิ่งสงบ

                “คนบ้ารึเปล่าครับนาย”

 เสียงแปร่งๆ ดังขึ้นมาจากหนุ่มหน้าลายพร้อยที่นั่งยองๆ ช่วยเขาพยาบาลผู้ป่วยอยู่ คุณหมอหนุ่มค่อยประคองวางเธอลง แล้วจุ๊ปาก เขายังเฝ้าดูอาการของเธออยู่ บาดแผลของเธอบริเวณศีรษะค่อนข้างลึก เขาอยากจะให้เธอได้เอ็กซ์เรย์ดูอีกหนว่ากระทบภายในหรือเปล่า ตัวของเธอเริ่มรุมๆ เขาจึงต้องเช็ดตัวลดไข้ให้ แล้วเฝ้าอยู่แบบนี้ กะว่าพรุ่งนี้สว่างแล้วจะพาเธอไปที่โรงพยาบาล

                “ไม่บ้าหรอก แต่งตัวดีแบบนี้น่ะ คงจะเพ้อเพราะไข้ขึ้นมากกว่า”

                “โผมอยู่กับนายดีกว่า”

นายละมุด หรือชื่อพม่าว่าอองโจว ยังคงจ้องแขกยามวิกาลอย่างไม่วางตา และไม่ไว้ใจสุดๆ เขาถือตะหลิวมาไว้ใกล้ตัวเพื่อเป็นอาวุธ เผื่อยัยนี่จะลุกขึ้นมาร้องกรี๊ดๆ บีบคอเจ้านายเขาเข้า ไว้ใจใครได้ที่ไหนกัน สังคมสมัยนี้

                “ตามใจ งั้นก็ช่วยเอาน้ำไปเปลี่ยนหน่อย เผื่อตัวร้อนขึ้นมาอีก จะได้เอาไว้เช็ดตัวให้เขา”

                “ครับ”

 พ่อละมุดยังคงห่วงหน้าพะวงหลัง สุดท้ายมอบตะหลิวไว้ให้เอกเอื้อป้องกันตัว เผื่อว่าเจ้าหล่อนจะลุกขึ้นมาบีบคอเข้า คุณหมอหนุ่มรับไว้แล้วก็แอบขำ พลางมอง แขกที่ไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งกำลังนอนนิ่งอยู่บนโซฟาที่ปรับเป็นเตียงชั่วคราว

                เธอสวมเสื้อยืดตัวโคร่งและกางเกงเลของเขา แทนเสื้อผ้าที่เปียกฉ่ำ อาชีพแพทย์ทำให้ชินกับกายวิภาคของคนไข้ และมองเธอว่าเป็นคนไข้ฉุกเฉินที่ต้องช่วยเหลือ จนมองข้ามร่างกายขาวเนียนนั่นไปเสีย เอกเอื้อเช็ดโคลนและเลือดให้เธอจนเรียบร้อย บ้านนี้มีแต่หนุ่มโสดอย่างเขาและละมุดเสียด้วย คุณหมอหนุ่มจัดการเสื้อผ้าที่เปียกของเธอด้วยตัวเอง ดูแลแผลขั้นต้นให้เธอ ตอนนี้ก็รอแค่เธอฟื้น เพื่อจะได้สอบถามอาการ และพาไปโรงพยาบาลอีกหนในตอนเช้า นี่คือสิ่งที่เขาตั้งใจไว้ อ้อ...เขาคงจะต้องช่วยจ่ายค่าโรงพยาบาลให้เธอ และช่วยเหลือให้เธอได้พบกับญาติ สอบถามความช่วยเหลือต่างๆ ถ้าเธอต้องการ นึกแปลกใจอยู่ที่จู่ๆ เธอก็วิ่งมาตัดหน้ารถเขาพร้อมกับบาดแผล บางทีเธออาจจะต้องการตำรวจถ้าถูกทำร้ายมา

                แผลนั่นเป็นบาดแผลจากของแข็ง จากการที่เขาวิเคราะห์ นึกสงสารเธอเมื่อนึกว่าสาเหตุที่เธอวิ่งกระเซิงมาแบบนั้น อาจจะถูกมารสังคมทำร้ายเอา การเป็นเพศหญิงที่อ่อนแอกว่า บางทีก็ตกเป็นเหยื่อได้โดยง่าย จากพวกเพศแข็งแรงกว่าที่มีจิตใจที่ไม่ใช่มนุษย์

                นัยน์ตาคมของเขามองกวาดไปตามใบหน้ารูปไข่ เธอมีใบหน้าจิ้มลิ้ม ปากนิดจมูกหน่อย ดูเครื่องหน้าเหมือนตุ๊กตา ผิวพรรณละเอียด ขาวลอออมชมพู ผิวสวยมาก เธอสวมเครื่องประดับคือสร้อยทองเส้นเล็กที่ติดตัว ห้อยอักษร บี เขาถอดออกตอนที่ทำความสะอาดตัวให้เธอ เสื้อผ้าของเธอเป็นชุดเดรสยาวลายดอกไม้ ตัดเย็บประณีต เป็นของแบรน แน่นอนว่าเธอไม่ใช่โจรอย่างที่นายละมุดคิดระแวงหรอก

                เป็นห่วงมากกว่าว่าอาจจะถูกฉุดมาทำร้ายแถวนี้หรือเปล่าหนอ?

                เขานั่งมอง นั่งเฝ้าคนไข้ปริศนาของตนเอง ก่อนจะผล็อยหลับไปในเวลาเกือบรุ่งสางเพราะเพลียจัดจากงาน และไหนจะต้องมาดูแลพยาบาลเธออีก ละมุดกลับมาอีกที ก็เห็นเจ้านายนั่งกอดอกหลับบนเก้าอี้ตัวยาวเสียแล้ว จึงจัดท่าให้คุณหมอหนุ่มนอนได้สบาย ส่วนตัวเองก็นอนหนุนแขนตัวเองเฝ้าเจ้านายอีกที

                คนไข้ คุณหมอ รวมถึงคนเฝ้ายามของคุณหมอ ก็หลับกันไปในท่านั้น อย่างยาวนาน...

 

..........................................................................................................................................................................

 

                เกือบเที่ยง เอกเอื้อถึงสะดุ้งตื่น ทันทีที่ตื่นเขาก็จับชีพจรคนไข้ที่ยังคงหลับอยู่ และจับตัวเธอดูคร่าวๆ ไข้ของเธอลดลงแล้ว เมื่อมือของเขาสัมผัสที่หน้าผาก ที่คอ คนที่หลับอยู่ก็ค่อยๆ ปรือตาขึ้นมามองเขา เธอดูงุนงงเมื่อมองหน้าเขา เสียงหวานเอ่ยแผ่ว ขณะที่คุณหมอหนุ่ม กำลังตะลึงกับรูปโฉมของคนไข้ปริศนา เมื่อยามสบตากับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกลมโต สวยกระจ่างนั้น มันราวกับ...

                ฉึก!

                หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นมาทันที แปลบๆ วูบวาบประหลาด เพียงแค่มองสบตากับเจ้าหล่อน นี่มันอะไรกันนะ?

                “ที่ไหน?”

คำถามแรกออกมาจากริมฝีปากจิ้มลิ้มสีเรื่อ ที่ลิปสติกยี่ห้อไหน ก็คงแต่งแต้มสีนี้ได้ไม่น่าจูบเท่ากับกลีบปากคู่อิ่มนี้อีกแล้ว

                “คุณชื่ออะไรครับ เอ่อ...คุณประสบอุบัติเหตุ จำได้ไหม? ไม่ต้องกลัวนะ ผมเป็นหมอ ผมช่วยคุณไว้ เดี๋ยวผมจะพาคุณไปโรงพยาบาล”

                “ชื่อ...”

เธอเอ่ยทวนอย่างงงๆ มองหน้าเขาแล้วสั่นหน้าน้อยๆ พลางกุมศีรษะ รู้สึกปวดร้าวไปทั้งบริเวณขมับ เมื่อพยายามเค้นความทรงจำของตนเอง

                ชื่อ...ชื่อ....ชื่อ..

                เราชื่ออะไร?

                เราเป็นใคร?

                “ครับ คุณชื่ออะไร”

 เห็นอาการของเธอแล้ว เขานึกเป็นห่วงมากทันที ดูคนไข้ปริศนาของเขาจะเกิดอาการแอมนีเซียขึ้นแล้วหรือเปล่านะ? ภาวนาอย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย แบบนี้เขาจะต้องพาเธอไปตรวจให้เร็วที่สุดเสียแล้ว การกระทบกระเทือนที่สมอง บางทีก็ส่งผลกับความจำ คนไข้อาจจะความจำเสื่อมชั่วคราวเพราะช็อก หรือถูกกระทบกระเทือน เขาจะต้องพาเธอไปตรวจกับแพทย์เฉพาะทางอย่างเร็วที่สุดเสียแล้ว

                “ฉัน...ฉัน ขอโทษ ฉันจำไม่ได้ ฉันขอโทษ”

เสียงหวานเอ่ยละล่ำละลัก ร้องไห้โฮออกมาอย่างขวัญเสีย เมื่อเธอร้องไห้ หมอหนุ่มถึงกับผวาเข้าไปหา แล้วโอบเธอมาปลอบประโลม อาการราวกับลูกนกหลงรังของเธอนั้น ทำให้เอกเอื้อ สงสารเธออย่างมาก

                “ใจเย็นๆ ครับ ค่อยๆ คิด เดี๋ยวเราไปโรงพยาบาลกันนะ ให้หมอดูอาการสักหน่อย พักสักนิด เดี๋ยวคุณหายช็อกแล้ว ก็จะจำอะไรได้เอง”

                “สัญญานะคะ อย่าทิ้งฉันนะคะ ฉัน...ฉันกลัว”

 อะไรบางอย่างในตัวผู้ชายคนนี้ ทำให้เธออยากจะยึดเหนี่ยวเขาไว้เป็นที่พึ่ง เมื่อแรกลืมตาเธอเห็นใบหน้าอันอ่อนโยนของเขา นัยน์ตาที่เอื้ออารี ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น คำพูดของเขาทำให้เธอรู้สึกว่าเขาพึ่งพาได้ และจะไม่ทำร้ายเธอแม้แต่ปลายเล็บ

                ทำร้าย...

                ภาพใบหน้าถมึงทึงน่ากลัว ผุดขึ้นในความทรงจำอีกหน ทำให้หญิงสาวสะอื้นอย่างหวาดกลัว เธอหลับตาแน่น น้ำตายังคงไหลไม่ขาดสาย เธอไม่อยากคิดถึง ไม่อยากรื้อฟื้นความทรงจำอะไรอีก ถ้ามันจะน่ากลัวขนาดนั้น เธอกลัวเหลือเกิน

                ร่างบางนั่นสั่นอีกหน เอกเอื้อปลอบโยนให้เธอค่อยดีขึ้น แล้วตัดสินใจรีบพาเธอไปโรงพยาบาล บางทีเขาอาจจะต้องดูแลเธอนานอีกหน่อย ถ้าเธอเป็นแอมนีเซียขึ้นมาจริงๆ เขาจะทำอย่างไรดีนะ จะปล่อยเธอไว้ที่โรงพยาบาลแล้วสืบหาญาติให้เธอ หรือว่าพาเธอไปหาตำรวจดีหนอ

                คิดอย่างสับสนวุ่นวาย เมื่อรอนายแพทย์รุ่นพี่ซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านสมอง ดูแลอาการของเธอ หญิงสาวที่เขาไม่รู้แม้กระทั่งชื่อ เธอน่าสงสารมาก และเอกเอื้อถือเป็นหน้าที่ของตนในฐานะพลเมืองดี ที่จะช่วยเหลือเธอ ตอนนี้เขารอฟังอาการของเธออย่างเคร่งเครียด

                “ความจำเสื่อมชั่วคราวน่ะ เอ็กซ์เรย์แล้วไม่มีแผล ไม่มีเลือดคั่ง ถ้าหายช็อกแล้วก็จะดีขึ้น คนไข้น่าจะเจอกับอะไรที่ทำให้ตกใจสุดขีด แล้วแผลโดนทำร้ายอีก ก็เลย..ดับสวิตซ์ตัวเองเสียเลย พี่เคยเจอเคสแบบนี้อยู่นะหมอเอื้อ แต่อาการพวกนี้คนไข้มักจะหายได้เอง ได้ความทรงจำคืนกลับมาเอง นายไม่ต้องห่วงหรอก”

                “ครับ”

                “ญาตินายหรือ?”

                “คือ...”

                “หมอ...หมอเอื้อคะ”

 เสียงหวานสั่นๆ เอ่ยเรียกเขา มันทำให้เขามองหาคนเรียกทันที คนไข้ปริศนาของเขานั่นเอง เธอยืนตัวสั่น หน้าซีดอยู่ตรงนั้น เธอจำชื่อของเขาที่บอกกับเธอได้ สายตาแบบนั้น ท่าทางแบบนั้น ทำให้เอกเอื้อตัดสินใจได้ในทันทีว่า เขาจะอุปาการะคนไข้คนนี้ไว้ จนกว่าอาการเธอจะดีขึ้น ความทรงจำของเธอจะกลับมา

                จริงๆ แล้วเขาไม่ต้องรับผิดชอบขนาดนี้ก็ได้ แต่นัยน์ตากลมโตแป๋ว เหมือนนางกวางระแวงภัย ที่มองมายังเขา มันเอ่อคลอไปด้วยน้ำใสๆ แค่นี้ใจเขาก็อ่อนยวบ อยากช่วยเหลือ อยากดูแล จนกว่าเธอจะหายดี

                “ขอตัวก่อนนะครับพี่ ขอบคุณมากที่ช่วยดูแลให้”

                “ไว้อาทิตย์หนึ่งพี่จะนัดตรวจอาการเป็นระยะนะ ก็พยายามให้คนไข้อยู่กับสิ่งที่คุ้นเคย เดี๋ยวทุกอย่างก็จะค่อยๆ คืนกลับมาเองนั่นแหละ พี่มีจ่ายยาให้ด้วยสองสามตัว ไม่ต้องห่วงมากหรอกหมอเอื้อ”

แพทย์รุ่นพี่ตบบ่าเขาเบาๆ เอกเอื้อพึมพำขอบคุณ หญิงสาวยืนตาแป๋วรับฟังอยู่ข้างๆ เธอเกาะแขนเขาแน่น เหมือนกับว่าเขาเป็นเพียงที่พึ่งเดียวที่เธอมี เมื่อไปนั่งรอรับยาด้วยกัน เธอจึงตัดสินใจเอ่ยถามเขา

                “คุณหมอ”

                “ครับ?”

หมอเอื้อหันมามองเธอแล้วเลิกคิ้ว แต่ก่อนจะได้ทันพูดอะไร เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน หมายเลขของคนปลายสายทำให้เขาลอบถอนใจก่อนจะกดรับ

                “ครับคุณย่า มาถึงแล้วหรือครับ พอดีว่าผมติดเวร เลยไม่ได้ไปรับคุณย่าน่ะครับ”

                “ย่ะ มาถึงแล้ว ย่าจะนอนกับแกนะมาหนนี้ นี่กำลังเกณฑ์ให้เด็กรับใช้ของแกทำความสะอาดห้องหับอยู่ อ้อ...ย่ามีแขกพิเศษมาด้วย คือหนูลูกแก้ว เราจะอยู่กับแก อิอิ”

                “อะไรนะครับ”

                “รีบกลับมาล่ะหมอเอื้อ มาไวๆ เข้า ย่าคิดถึง จะได้คุยกับเราถึงการหมั้น แล้วก็การแต่งงานเสียเลย”

                “ฉิบหายล่ะ คุณย่าเอาจริง”

 คุณหมอหนุ่มอุทาน แล้วเขาก็ดึงคนที่ยังคงนั่งงงอยู่ข้างๆ ให้ลุกพรวดขึ้นมา จะอย่างไรเขาก็ต้องช่วยดูแลรับผิดชอบเธอจนกว่าเธอจะหายดี ช่วยดูแล ช่วยรับผิดชอบทั้งที่ไม่รู้ชื่อนี่แหละ

                “คุณหมอ”

เธอมองหน้าเขา ตอนนี้เอกเอื้อกำลังขับรถด้วยความเร็วค่อนข้างสูง ปาดซ้ายขวาจนน่าตกใจ มือบางจับตรงบริเวณประตูรถเกร็งแน่น คิดจะถามไถ่ถึงสิ่งที่สงสัยว่าตกลงแล้วเธอเป็นใคร? ชื่ออะไร เป็นอะไรกับเขา การทดสอบและตรวจอาการมากมายจากคุณหมอ ทำให้เธอยิ่งปวดหัวหนัก และเครียดที่จำอะไรไม่ได้เลย แต่คุณหมอท่าทางใจดีที่ตรวจอาการเธอ บอกกับเธอว่าเธอคงจะเป็นญาติกับหมอเอกเอื้อ เขาถึงได้พาเธอมารักษาด้วยตัวเอง และดูแลเป็นอย่างดี

                เธอเป็นอะไรกับผู้ชายคนนี้กันนะ

                หญิงสาวยังคงคิดสงสัย ชื่อตัวเองยังจำไม่ได้ เธอจำเขาไม่ได้ จำใครก็ไม่ได้ โอ...มันช่างเป็นความรู้สึกที่เคว้งคว้าง และน่าหวาดกลัวมากนัก

                “เดี๋ยวเราค่อยคุยกันครับ เอ่อ...” เขาจำได้ว่าเธอมีสร้อยเส้นบาง ที่ห้อยตัวอักษร บี

 “คุณบี ผมจะเรียกคุณว่าคุณบีก็แล้วกัน”

                “บี? ฉันชื่อบีหรือคะ” มันไม่ค่อยคุ้นเลยแหะ

                “ครับ อย่าเพิ่งถามอะไรผมตอนนี้ ผมต้องการสมาธิอย่างมาก ผมจะต้องไปถึงบ้านให้เร็วที่สุด”

                เธอเลิกถามไปในทันที แล้วพยายามคิดว่า ชื่อจริงเธอชื่ออะไรกันนะ แล้วเธอเป็นอะไรกับหมอเอื้อหนอ ทำไมถึงลืมเขาไปได้สนิทนัก ทั้งที่เขาไม่น่าลืมเลยสักนิด

                คิดแล้วก็แอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคุณหมอหนุ่ม เรือนผมของเขาตัดสั้น เน้นอวดรูปหน้าโดยไม่ได้ตั้งใจ คิ้วดกดำได้รูป ขนานไปกับนัยน์ตายาวรีสดใส แฝงประกายวับอย่างคนขี้เล่น จมูกโด่งได้รูปสวย ริมฝีปากของเขามันเป็นสีเรื่ออย่างคนมีสุขภาพดี แล้วก็...

                น่าจูบ

                เอ่อ...มันใช่เวลาไหมนะ เธอสั่นหน้าน้อยๆ แล้วมองไปนอกหน้าต่างรถยนต์ ใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล บีหลับตาลงแล้วถอนใจ พยายามทำให้ใจว่าง บางทีความทรงจำต่างๆ อาจจะไหลขึ้นมาได้เอง คุณหมอใจดีบอกกับเธอว่า อย่าพยายามไปคิด ไปเค้นอะไรมาก เพราะจะยิ่งปวดหัวหนัก ให้ทำใจสบายๆ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ถ้าเธอได้อยู่ในสภาพ และผู้คนที่คุ้นเคย

                หมอเอื้อก็น่าจะเป็นคนที่เธอคุ้นเคยหรือเปล่าหนอ

                มันก็ดีกว่าผู้ชายน่ากลัวที่เธอฝันว่าจะทำร้ายเธอนั่นแหละ

                คิดแล้วก็ปวดหัว หญิงสาวหลับตาลง แอร์รถเย็นๆ ฤทธิ์ยาที่กินเข้าไป ทำให้บีเคลิ้มหลับแถมยังหลับสนิทเสียด้วย

                เป็นวันที่เขาขับรถซิ่งที่สุดเลยก็ว่าได้ เพื่อมาหาคุณย่า เมื่อรถจอดสนิทแล้ว เอกเอื้อก็แทบจะกระโดดพรวดลงจากรถ ลืมไปชั่วคราวเลยว่าเขาไม่ได้มาคนเดียว บียังคงหลับสนิทอยู่บนนั้น และเขาก็ลืมเธอทิ้งไว้เพราะมีเรื่องเร่งด่วนต้องไปจัดการ คือคุณย่ากำลังจะยึดบ้านของเขา แล้วเขายอมไม่ได้ก็ตรงที่จะให้แก้วกานดามายึดด้วยนี่แหละ

                “คุณย่า”

เสียงห้าวดังขึ้นก่อนตัว พร้อมกับร่างสูงที่ก้าวพรวดๆ เข้ามาในห้องรับแขก คุณเพชรสกาวกำลังนั่งจิบน้ำชายามบ่ายกับหญิงสาวอีกคน ซึ่ง...หืม? นั่นแก้วกานดาคนรักเก่าของเขาจริงๆ น่ะหรือ เขาไม่ยักกะจำเธอได้ เมื่อเธอช้อนสายตาขึ้นมองเขา มันเป็นนัยน์ตาคู่โตกว่าเดิมเล็กน้อย คงเพราะตาสองชั้นที่เธอไปทำมา แล้วก็จมูกของเธอก็เปลี่ยนทรงไป ริมฝีปากที่บางลงอีก หน้าก็เรียวลง คุณพระ! เธอมีลักยิ้มด้วยหนนี้ แล้ว...แน่นอนว่าหนนี้แม่เจ้าประคุณไปทำมาทั้งตัวจริงๆ คัพดีแน่นอน ถ้าเขามองไม่ผิด มันถึงได้ล้นเสื้อออกมาได้ถึงขนาดนั้น เอกเอื้อถึงกับกะพริบตาปริบๆ เมื่อแก้วกานดาโถมเข้ากอดเขา

                “เอื้อขา เอื้อ ดีใจจริงๆ เลย”

                “ดะ...เดี๋ยวก่อน”

 เขาพยายามผลักเธอออก แต่มือของแก้วกานดาก็เหนียวหนับจริงๆ คุณเพชรสกาวที่ปรกติจะมองบนเวลาที่เห็นผู้หญิงไทยทำกิริยาไม่สมเป็นกุลสตรีแบบนี้ แต่หนนี้นางกลับมองว่าน่าเอ็นดูไปเสียนี่ ก็ตามประสาคนรักที่ไม่ได้เจอกันมานาน

                “น้องคิดถึงน่ะตาเอื้อ มาๆ มาคุยกันเรื่องงานหมั้น ย่าว่าไม่อยากให้เราหมั้นนาน”

                “อะไรนะครับ”

                “ก็หมั้นไง”

 นางว่า แก้วกานดายังคงกอดเอวเขา ซึ่งเอกเอื้อก็เหนื่อยกับการพยายามปัดเจ้าหล่อนแล้ว เลยปล่อยให้เกาะเป็นชะนีอยู่แบบนั้นล่ะ เขาทำตาโต มองย่าของเขาสลับกับมองแก้วกานดาอย่างไม่อยากเชื่อ ว่าย่าเขาจะบังคับอะไรแบบนี้

                “หมั้นกับลูกแก้วยังไงล่ะคะ สัญญาของเรานะเอื้อ ที่เอื้อสัญญาไว้ ลูกแก้วมาทวงสัญญา แล้วลูกแก้วก็บอกกับคุณย่าหมดแล้วด้วยละค่ะ”

 เธอช้อนตาขึ้นมองเขา ให้ตายเถอะ! เขาไม่คุ้นกับหน้าใหม่ของเจ้าหล่อนจริงๆ รู้ข่าวว่าหลังๆ มานี้แก้วกานดาเสพติดศัลยกรรม อัพโน่นทำนี่เกือบๆ จะทุกหกเดือนกระมัง ใครจะไปคิดว่าจะ เปลี่ยนได้ถึงขนาดนี้

                “ผมหมั้นไม่ได้”

เอกเอื้อร้องเสียงหลง คุณเพชรสกาวขึงตาใส่เขา แก้วกานดาปล่อยมือเขาแล้วกอดอก เหมือนเจ้าหล่อนจะรู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องพูดแบบนี้ เธอหันไปถอนใจกับคุณเพชรสกาว

                “บอกแล้วยังไงละคะคุณย่า เอื้อน่ะ...เอ่อ...ลูกแก้วถึงได้ไปขอความช่วยเหลือจากคุณย่า”

                “ไม่ได้ตาเอื้อ แกต้องหมั้น”

                “ผมจะหมั้นได้ยังไงกัน มัน...มันไม่ใช่ มันไม่ได้”

 เขาสั่นหน้า โบกไม้โบกมือไปด้วยอย่างว้าวุ่น นี่ย่าของเขาเป็นอะไรไปนะ ถึงจู่ๆ จะจับเขาแต่งงานกับ ผู้หญิงคนนี้!

                “ทำไมจะไม่ได้กันตาเอื้อ แกมีเหตุผลอะไร หา!

ดูเหมือนว่าคุณเพชรสกาวจะไม่ให้เขาปฏิเสธ แล้วมันเรื่องอะไรกันเล่าจะมาจับเขาแต่งงาน

                “แล้วทำไมคุณย่าถึงจะจับผมแต่งงานล่ะครับ”

                “ฉันมีเหตุผลของฉัน” นางว่า พลางทำคอแข็ง

 “แกต้องขอบคุณหนูลูกแก้วด้วยซ้ำ ที่คิดจะกลับมาช่วยให้แกหาย ให้เหมือนคนปรกติเขา”

                “อะไรนะครับ”

เอกเอื้อคิ้วพันกันเลยหนนี้ แล้วหันขวับไปมองแก้วกานดา ที่ยิ้มหวานให้เขา แล้วทำสีหน้าเห็นใจเขาจนเกินจริง

                “ตามนั้นแหละค่ะเอื้อขา เฮ้อ...เราแต่งงานกันเถอะนะคะ”

                “ผมแต่งงานกับคุณไม่ได้ คุณเลิกกับผมไปแล้ว คุณ คุณ...โว้ย! ยังไงก็ไม่แต่ง”

                “ไม่แต่งไม่ได้”

ย่าของเขาค้านขึ้นอีกหน พร้อมกับลุกขึ้นยืนด้วยมาดของนางพญา นางกำลังจะยื่นไม้ตาย ที่หลานชายจะต้องยอมสยบ

                “ผมไม่แต่ง”

                “แกมีเหตุผลอะไรที่ไม่แต่ง”

                “เอ่อ...ขอโทษค่ะ”

เสียงหวานดังลอดขึ้นท่ามกลางบทสนทนาที่กำลังดุเดือด บรรยากาศที่เคร่งเครียด ทุกคนหันขวับไปมองยังต้นเสียงเป็นตาเดียว หญิงสาวหน้าใส หน้าตาน่ารัก ยืนยิ้มแหยอยู่เมื่อตนตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนแบบนั้น

                พลัน!

                เอกเอื้อก็คิดอะไรออก แล้วก็ตัดสินใจราวกับสายฟ้าแลบ ด้วยการดึงเธอเข้ามากอด แล้วประกาศเสียงดังลั่น

                “ผมแต่งงานไม่ได้ เพราะผมมีเมียแล้ว นี่ไงล่ะครับ เมียผม คุณย่า!

                “หา!

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับเหรียญให้กำลังใจค่า"

aom13


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha