เมียริมทาง

โดย: aom13



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : สามีของฉัน?


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                วรเดชทรุดลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง พร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาไม่ได้ข่าวคราวของหลานสาวมาหลายวันแล้ว ตั้งแต่...ที่เจ้าหล่อนหายตัวไปจากไร่ คนสำคัญของไร่ธารมณ์ ทายาทที่หายตัวไปแบบนี้ มันกำลังทำให้เขาเครียด เพราะต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เกี่ยวกับที่ดินส่วนหนึ่งของธารมณ์

                เขาต้องตัดใจขายพื้นที่บางส่วนออกไป เพื่อชำระหนี้สินของธารมณ์ และ...ถ้า จิรัชญาหายตัวไปแบบนี้ เขาจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย อ้อ...จริงสิ เขามีหนังสือมอบอำนาจไว้ นั่นคือสิ่งที่จะงัดเอามาใช้เป็นสิ่งสุดท้าย หลังจากหาตัวเธอไม่เจอแล้วจริงๆ

                จิรัชญา หายไปไหนกันนะ มีเหตุอะไรเกิดขึ้นกับหลานเขาหรือเปล่า? หลังจากที่พี่ชายของเขาและพี่สะใภ้ เสียชีวิตไปในอุบัติเหตุเมื่อปลายปี วรเดชก็ก้าวเข้ามาช่วยเหลือบริหารที่นี่เต็มตัว ช่วยหลานสาวกำพร้าของเขาดูแลประคองกิจการอันมีมูลค่ามหาศาลนี้ หลานสาวของเขาเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ความรู้ ประสบการณ์ต่างๆ ยังน้อยนัก เขาจะต้องช่วยประคองดูแล

                จิรัชญา...

                ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวล วรเดชโทรศัพท์หานักสืบให้ช่วยอีกทาง ครั้งสุดท้ายหลานสาวของเขากลับไปที่กรุงเทพฯ เพื่อจะเก็บของที่ลืมทิ้งไว้ที่หอพักของเธอ แล้วก็หายตัวไปเลย บางทีเขาจะสืบจากที่นี่

                แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นกับจิรัชญาจริงๆ เล่า

                เขาควรจะทำอย่างไรกับไร่ธารมณ์ดี

                คำตอบนั้น...

                วรเดชถอนใจน้อยๆ บางทีเขาควรจะติดต่อทนายความของพี่ชายและพี่สะใภ้ เป็นการเผื่อไว้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ มีเหตุอาชญากรรมไม่เว้นแต่ล่ะวัน และถ้าเกิดว่าหลานสาวของเขาตกเป็นเหยื่อขึ้นมาจริงๆ แล้ว เขาจะได้หาทางออกให้กับไร่ธารมณ์ได้ มีคนงานหลายร้อยชีวิต ที่จะต้องดูแลรับผิดชอบ

                ถ้าเกิดว่าหาจิรัชญาไม่เจอ...

                ถ้าเกิดว่าหาไม่เจอ...ทายาทของที่นี่ เขาก็จำใจต้องรับไว้สินะ

 

..........................................................................................................................................................................

 

 

                เสือกล้าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเปิดประตูรั้วบ้านของเอกเอื้อเข้าไป นายละมุดยืนทำหน้าแปลกๆ ในมือมีไม้กวาดทางมะพร้าว ท่าทางเหมือนกำลังตั้งใจทำงาน เมื่อเสือกล้าโผล่หน้าเข้าไปพร้อมกับข้าวของเต็มสองมือ และกระเป๋าลากอีกหนึ่งใบ นายละมุดก็ทิ้งงานในมือปรี่เข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว

                “เกิดอะไรขึ้นครับ?”

 คนถามดันเป็นคนในบ้าน แถมยังเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์เดือดมาตลอดหลายชั่วโมงเสียด้วย ทำให้เสือกล้าถึงกับค้อน แล้วแอบหยิกไปหนึ่งที

                “มาถามฉันทำไมยะ ฉันต้องถามเราหรือเปล่า”

                “แหะๆ นายไม่ให้โผมรู้เรื่องเลย ห้ามเสือก นายว่าแบบนี้อะครับ ให้ยิ้มอย่างเดียว ห้ามพูดมาก กับคุณท่านย่า ก็ห้ามพูดมาก”

                “งั้นก็ทำอย่างที่นายเราบอก หุบปาก แต่เปิดหูไว้นะยะ มีอะไรรายงาน จะได้ช่วยๆ นายเรา กำลังตกที่นั่งลำบากมาก ว่าแต่คุณย่าไปไหนหรือยัง หรือยังปักหลักประจำการที่นี่”

                “ออกไปตะเช้าแล้วล่ะครับ คุณโอบมารับ”

                “ดีมาก จำไว้นะละมุด พักนี้ปิดปาก ยิ้มอย่างเดียว แต่เปิดหูไว้ แล้วรายงาน Call me…Ok?” ธนบัตรใบล่ะพันสองใบถูกยัดใส่ในมือ นายละมุดตะเบ๊ะรับ ด้วยท่าทีแข็งขัน

                “Yes sir!

                “ใช้ได้นะเนี่ย พม่าของเพื่อนฉัน ปกป้องเจ้านายดีจริงๆ”

 เสือกล้าอมยิ้ม เมื่อคล้อยหลังนายละมุด เขาสูดลมหายใจเข้าอีกหน ก่อนจะกระแอม แล้วนับถอยหลังในใจ

                5 4 3 2 1 แอคชั่น!

                “เฮลโหลลลลลลลลลลลลลล”

 เสียงของเสือกล้าแหลมเปี๊ยบ และดังไปทั่วบ้านของเอกเอื้อ เจ้าของบ้านตะโกนตอบรับเสียงทุ้ม

                “อยู่ทางนี้ ไอ้กล้า”

เสือกล้าวางข้าวของทั้งหมดลงตรงบริเวณห้องโถงของบ้าน ก่อนจะเดินดุ่มไปยังต้นเสียง ซึ่งเป็นระเบียงด้านข้างของตัวบ้าน ยื่นออกไปยังบริเวณสวน สร้างคร่อมทับบ่อปลาคราฟ มีน้ำไหลทำเลียนแบบธรรมชาติ และตกแต่งไว้ด้วยไม้ใบไม้ดอกให้ความร่มรื่น

                “อยู่นี่กันเอง หายงอนกันแล้วใช่ปะเพื่อนเลิฟ ฉันเอาของๆ แกมาให้อะ บี”

 เสือกล้าใช้เสียงนำไปก่อนตัว ตามองเขม็งมองหาหญิงสาวที่อุปโลกน์กันว่าชื่อบี นั่นไง เจ้าหล่อนนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นไม้ กำลังหันมาทางเขา มองเขาอยู่ด้วยสายตางุนงง สงสัย เธอสวมเสื้อยืดที่ตัวใหญ่กว่าตัวเอง คาดว่าคงจะเป็นเสื้อของไอ้หมอเอื้อ และกางเกงเลตัวใหญ่พับขึ้นหลายทบ เธอยิ้มอย่างลังเลส่งให้เขา

                หน้าตาจิ้มลิ้มยังกะตุ๊กตา ปากนิด จมูกหน่อย ผมยาวถูกรวบไว้ง่ายๆ เป็นหางม้า อวดใบหน้าสวยใสไร้เครื่องสำอาง ตัวเล็กน่าถนอม น่ากอด ตายล่ะ...นี่ขนาดเขาเป็นแบบนี้ยังเคลิ้มๆ แล้วไอ้หมอเอื้อมันจะไม่เคลิ้มบ้างหรือยังไงกันล่ะนี่

                หรือเหตุการณ์หนนี้จะเป็นฝีมือของกามเทพกันนะ

                “น้องบี เป็นอะไร ทำไมมองเพื่อนแบบนั้นล่ะจ๊ะ พี่เองไง กล้า หรือว่ากีวี่ นี่ตกลงว่าความจำเสื่อมชั่วคราวยังไม่หายใช่ไหม ไอ้เอื้อ ดูแลเมีย ดูแลมายเฟรนของฉันยังไงยะ”

                “ขอโทษจริงๆ นะคะ แต่ว่าฉันจำคุณไม่ได้จริงๆ”

 เธอเอ่ยเสียงพร่า หน้าตาเศร้าหมองลงเลยทันที ก่อนจะหันไปยิ้มแหยส่งให้กับเอกเอื้อ ที่มองเธออยู่ก่อนแล้ว

                “ขนาดเพื่อนสนิท ฉันยังจำไม่ได้เลยค่ะ แล้วแบบนี้ ฉันจะหายจริงๆ น่ะหรือคะ เอ่อ...”

 เธอลังเล ไม่กล้าเอ่ยสรรพนามที่จะเรียกขานเขา เอกเอื้อกระแอม หน้าขาวๆ นั่นมีสีเรื่อแต้มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเอ่ยออกมาเสียงทุ้ม

                “ปรกติ บีจะเรียกพี่ว่า พี่เอื้อครับ”

                “นั่นแหละค่ะ ขนาดว่าชื่อเล่นของคุณ เอ๊ย พี่เอื้อ หรือการคุยกันแบบนี้ บียังไม่คุ้นเลย เฮ้อ...บีรู้สึกแย่จัง”

หญิงสาวบ่นออกมาอีกหน มือหนาจับมือเธอมาบีบเบาๆ เสือกล้ามองอาการของเพื่อน แล้วแอบลอบยิ้ม

                “มันต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปครับ ไม่ต้องเร่งร้อนจำอะไรให้ได้หรอก น้องบี”

                “ใช่แล้ว ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปน่ะ น้องบี”

 เสือกล้าเอ่ยย้ำอีกคน เพื่อให้กำลังใจเธอ เขาตรงเข้าไปจับมือเธออย่างถือสนิท บียิ้มแหยส่งให้ สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อทางนั้นถือวิสาสะโอบเอวเธอ แม้จะท่าทางกระตุ้งกระติ้งแบบนี้ แต่เธอก็ไม่คุ้นกับการถึงเนื้อถึงตัวของเพศตรงกันข้ามแบบถือสนิท ทำไมกันนะ ทั้งที่สามีของเธอบอกแท้ๆ ว่าเธอสนิทกับเสือกล้ามาก

                “ไปกับพี่ก่อน ไปดูข้าวของๆ เราเผื่อจะจำได้บ้างอะ เรางอนกับนายเอื้อ แล้วก็ไปนอนค้างที่บ้านพี่ เกือบจะเลิกกับมันแล้วนะนั่น จำได้ไหม”

 เสือกล้าเริ่ม เล่นละครของตนที่เตรียมไว้ทันที เขาพาเธอมายังห้องโถงที่ได้วางของไว้ตรงนั้น เอกเอื้อปล่อยให้เพื่อนรักจัดการตามลำพัง ขอตัวไปหาอาหารมื้อกลางวันให้กับภรรยาและแขกของตน 

“นายเอื้อบอกอะไรเราบ้างล่ะ”

                “ก็บอกแค่ว่า บีชื่ออะไร แล้วพี่เอื้อก็เป็นสามีบี เรามีปัญหากันก่อนที่บีจะโดนรถเฉี่ยวเอา พี่เอื้อบอกว่าบีโกรธพี่เอื้อมากเพราะ...” เธอขมวดคิ้ว

 “เรื่องเข้าใจผิด แต่ก็ไม่ยอมบอกว่าเข้าใจผิดกันเรื่องอะไร”

                คิดบทไม่ออกล่ะสิ ไอ้เอื้อ

                เสือกล้ากระแอม ก่อนจะจัดแจงหยิบข้าวของมาวางๆ ให้บีได้ดู แล้วบางชิ้นเขาก็จับทาบกับตัวเธอ มันดูพอดิบพอดี ไม่ใหญ่หรือเล็กไป เอกเอื้อกะขนาดของเจ้าหล่อนได้พอดีเปี๊ยบ

                “เห็นเสื้อผ้า เห็นของใช้ พอจะจำได้หรือเปล่า นี่ก็ชุดโปรดเราเลยนะ ใส่บ่อยมาก ขอบอก ส่วนนี่ครีมที่เราใช้ประจำ นี่พวกของกระจุกกระจิกของเรา พี่เอามาคืนให้ เราน่ะโมโหนายเอื้อมันเรื่องสาวไง มันไม่กล้าบอกล่ะสิ คงจะกลัวน้องบีโกรธเอาอีกรอบ ถึงได้งอนกัน นี่ตอนพี่เห็นเราขนของมายังตกใจเลย นึกว่าจะย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ด้วย”

                ชุดเดรสแขนสั้นสีแดงที่เสือกล้าส่งให้ ครีมทาหน้า และที่คาดผม ที่บอกว่าเป็นของๆ เธอ ไม่ยักกะทำให้บีคุ้นเคย แล้วเธอก็คลับคล้ายคลับคลาว่า เธอไม่ค่อยชอบสวมกระโปรงสักเท่าไหร่ ยิ่งสีแดงไม่น่าจะอยู่ในลิสต์สีโปรดของเธอ ที่จะเลือกใส่ มันฉูดฉาดมากเกินไป เธอชอบสีเรียบๆ อย่างสีขาว สีเทา สีเขียวเข้มๆ สีน้ำเงิน อะไรแบบนี้มากกว่า สีสดที่เธอโปรดมากที่สุดคือสีส้ม

                เอ...

                หรือว่าเธอจะจำอะไรผิดไปหรือเปล่าหนอ?

                เธอลองรื้อค้นดูในกระเป๋า เสื้อผ้าที่เสือกล้าบอกว่าเป็นของเธอ ยังดูใหม่ทุกตัว บางตัวเหมือนไม่เคยใช้มาก่อนด้วยซ้ำ สีหน้าสงสัย การพลิกดูเสื้อผ้า ถึงกับขนาดดมกลิ่นดูของเธอ ทำให้เสือกล้ารีบพูด

                “เราเป็นคนช่างแต่งตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อย แป๊บๆ ก็เบื่อ ก็โละแล้ว ชวนพี่เอาของเก่าไปขายมือสองบ่อยๆ”

                “ค่ะ” บีขมวดคิ้ว กับสิ่งที่เสือกล้ากำลังบอกข้อมูลกับเธอ

                “เอาน่า เดี๋ยวก็จำได้ ไม่ต้องเครียดไปหรอกจ้ะ ถ้าเสื้อผ้าพวกนี้มันไม่คุ้น ไม่สะดวกใจที่จะใส่ เดี๋ยวพี่จะพาไปซื้อใหม่ ไอ้เอื้อมันจ่ายอยู่แล้วล่ะ อยากง้อเมียจะแย่ ที่น้องบีเป็นแบบนี้ มันคงแอบดีใจ เพราะน้องบีจะได้ไม่โกรธอะไรมันต่อ เพราะลืมไปหมดแล้ว”

                “พี่กล้าคะ”

 เธอตัดสินใจที่จะถามเขาเกี่ยวกับเรื่องที่เธอสงสัยมาก มาตั้งแต่แรกลืมตา เสือกล้ามองเธอเหมือนค้อน แล้วเอ่ยเสียงเข้ม

                “กรุณาเรียกพี่ว่ากีวี่ค่ะ เราสนิทกันและเราเป็นเพื่อนสาว เพื่อนสวยกัน อย่ามาเรียกกล้า อันนั้นสงวนนามไว้ให้คนไม่สนิทเรียก”

                “ค่ะพี่กีวี่”

แม้จะจำเขาไมได้ แต่บีก็พอจะรู้เลาๆ ว่าทำไมเธอถึงชอบพอและสนิทสนมกับเสือกล้า เขาดูมีจริตจะก้าน น่ารักจริงๆ

                “ดีมากค่ะ” เสือกล้ายิ้ม “สงสัยอะไร ว่ามา ยินดีตอบทุกคำถาม”

                “บีกับพี่เอื้อ คือ...เรา มาอยู่ด้วยกันได้ยังไงคะ”

                “ถามประหลาด ถามมาได้ แหม...ก็รักกันยังไงละจ๊ะ”

 เสือกล้าเริ่มเล่า นิยายรักที่ตัวเองเขียนกะมือ ส่งบทให้เอกเอื้อแล้วด้วยเรียบร้อย

                “คือว่าเราอะเป็นเพื่อนพี่ เพื่อนของเพื่อนของเพื่อนอีกที คือต้นตอเป็นใคร พี่ก็ลางๆ เลือนๆ ว่าอีกิฟท์ อีเชอรี่ หรืออีไวน์นี่ล่ะไม่แน่ใจว่าคนไหน แต่เอาไปเอามาเรามาสนิทกับพี่ เพราะมาทำงานที่ละแวกที่พี่ทำงานอยู่ เราก็ไปมาหาสู่ตามประสาเพื่อนสาวสนิท ไปกิน ไปดริ้งค์อะไรแบบนี้ แล้วเราก็เจอกับไอ้เอื้อ ไอ้เอื้อเป็นเพื่อนสนิทมากของพี่ เรียนรุ่นเดียวกันมา แล้วก็ทำงานที่เดียวกัน พี่นี่ล่ะเป็นกามเทพให้เรากับเอื้อมัน เอื้อมันปิ๊งเรามากตั้งแต่แรกเห็น พี่เลยช่วยสานสัมพันธ์ให้ แล้วก็เลยลงเอยกันอะจ้ะ หวานแหววสุดๆ รักกันมากจนพี่อิจฉาริษยา น้ำตาตกเลยอะ”

                “บีกับพี่เอื้อ คบกันมานานแค่ไหนแล้วคะ”

                “คบกันเดือนหนึ่ง แต่รู้จักกันมาห้าเดือน”

                “อ้อ...”

 เธอพยักหน้า แสดงว่าเธอจะต้องรักเขามาก ถึงได้ตกลงปลงใจมาอยู่กับเขาแบบนี้ เขาอ้างว่าเธอเป็นภรรยาเขา แบบนี้จะต้องมีการแต่งงาน หรือมีทะเบียนสมรสสินะ

                “เรากับนายเอื้อเลยตกลงอยู่ด้วยกัน เพราะว่ารักกันมาก จนไม่อยากห่างกันอีกแล้วอะ อีกอย่างที่บ้านของบีก็ไม่มีใครแล้วด้วย นายเอื้อจะจัดงานแต่งให้แล้วนะ แต่ว่าเราก็ไม่ยอม เราบอกเองว่าไม่อยากเอิกเริก แล้วเราก็เลยลาออกงาน มาเป็นแม่บ้านให้นายเอื้อ พี่เล่าให้ฟังนี่ คุ้นๆ ไหม พอจะจำอะไรได้หรือเปล่า?”

                คงจะคุ้นอยู่หรอก อีหนูเอ๊ย

                เป็นการหลอกลวงซึ่งหน้า ที่สร้างความลำบากใจให้เสือกล้าไม่น้อย ยามเห็นหน้างงๆ มึนๆ ของอีกฝ่าย เขาต้องทำนิ้วไขว้กันไว้ สาบานไว้ในใจว่าจะต้องตามหาครอบครัว หาเพื่อน ตัวจริง ให้กับเมียกำมะลอของเพื่อนเขาให้ได้

                “จำไม่ได้เลยค่ะ จำไม่ได้สักอย่าง”

                “เอาน่า ค่อยเป็นค่อยไป ถ้าอดีตมันจำไม่ได้ ก็เอาแค่วันนี้ พรุ่งนี้ก็แล้วกันนะ”

 เขาโอบเธอไว้อย่างปลอบๆ บีถอนใจน้อยๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ เสือกล้าชักไม่อยากจะเล่นเกมนี้กับเอกเอื้อเสียแล้วสิ แต่น่ะ...เพื่อนเข้าตาจน ถึงขนาดต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยทำแบบนี้ ก็ต้องช่วยๆ กันไปก่อนนั่นล่ะ

                “ค่ะพี่กีวี่ พอคิดมากๆ บีก็ปวดหัว พี่เอื้อก็บอกว่า ปล่อยให้มันจำได้เอง เดี๋ยวก็จำได้”

                “อื้อ นั่นล่ะ ไปหาหมอตามนัด แล้วก็ใช้ชีวิตไปแบบของเรานี่ล่ะ เดี๋ยวก็จำได้เอง เชื่อพี่ พี่ก็หมอนะจ๊ะ โรคนี้มันไม่อันตราย แต่มันน่ารำคาญ แล้วก็น่าเครียด ตรงที่ความทรงจำมันติดๆ ดับๆ เหมือนเราไม่ใช่ตัวของเราเอง แต่มันไม่ได้ร้ายแรงอะไร ถึงเวลาน่ะ ร่างกายเราจะเยียวยาตัวเอง แล้วก็จำได้เองนั่นแหละจ้ะ ยิ่งบีอยู่กับนายเอื้อ รับรองว่าจะจำได้เร็วขึ้น”

                “บียิ่งไม่คุ้นเลยน่ะค่ะ กับพี่เอื้อ”

 เธอสารภาพตามตรง แก้มสาวแดงเรื่อ เธอกล้าคุยกับเสือกล้า เพราะบุคลิกของเขา ทำให้เธอไว้วางใจ

                “แหม...ก็ถือว่าจีบกันใหม่ รักกันใหม่ไปก็ได้ เพื่อนพี่อะน่ารักจะตายไป อิอิ เอาน่า...ถ้ายังไม่สะดวกใจเรื่องนี้ ก็คุยกับนายเอื้อมัน มันคุยง่าย พูดรู้เรื่อง พี่จะคุยให้ก็ได้นะ”

                “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวบีคุยเองก็ได้ ขอบคุณพี่กีวี่มากๆ เลยนะคะ ที่เอาของมาคืน แล้วก็เล่าเรื่องทุกอย่างให้กับบีได้ฟัง” เธอยกมือไหว้เขาอย่างนอบน้อม

                “เด็กดีนะเรานี่”

 เสือกล้าพึมพำอย่างลืมตัว อาการนอบน้อม ผิวพรรณ ท่าทาง ไหนจะคำพูดคำจา บอกว่าเด็กคนนี้น่าจะมาจากครอบครัวที่ดีไม่ใช่น้อย

                “มาๆ เดี๋ยวพี่ช่วยเก็บของให้ หิวข้าวแล้วล่ะสิ ไม่รู้ว่านายเอื้อมันจะทำอะไรเลี้ยงเราสองคน”

 เขาสูดจมูกฟุตฟิต มีกลิ่นอาหารลอยเข้ามาถึงตรงนี้ แน่นอนว่าเอกเอื้อต้องเป็นคนทำครัวแน่ๆ ถ้าเป็นนายละมุดแล้ว นอกจากกลิ่น อาจจะได้ยินเอฟเฟคอย่างอื่นตามมาอีก เป็นต้นว่าเสียงประหลาดๆ พร้อมกับควัน เพื่อนรักของเขาเลยไม่ค่อยให้ลูกน้องได้ทำครัว ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

                “ค่ะ”

บีช่วยกันกับเขา เอาข้าวของที่ถูกบอกว่าเป็นของเธอ ขึ้นไปจัดวางที่ห้องของเอกเอื้อ เสือกล้ากุลีกุจอช่วยเธอทำงานไป ปากก็ชวนคุยไปด้วยแจ๋วๆ ยัดเหยียดข้อมูลให้เธอให้ได้มากที่สุด บีฟังไปพลาง ก็คิดไปพลาง บางครั้งเธอนิ่งรับฟังแล้วเม้มปากไปด้วยอย่างพยายามคิด ว่าสิ่งที่เสือกล้าบอกเธอนั้นเป็นความจริงไหม

                บางทีก็เธอก็คิดสงสัยตัวเอง

                หญิงสาวลอบถอนใจ ขณะที่วางกระปุกครีมลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง ข้างๆ กับของใช้ของเอกเอื้อ เมื่อมีข้าวของๆ เธอเข้ามาแทรกบ้าง ห้องนี้เลยไม่เหมือนกับห้องของหนุ่มโสดมากสักเท่าไหร่

                เสียงของเอกเอื้อตะโกนเรียกให้พวกเขาลงไปรับประทานอาหาร ทำให้บีตื่นจากภวังค์ลึกล้ำของตนเอง เอาเถอะ...จะอย่างไร ทั้งหมดก็เป็นเรื่องจริง อาการของโรคความจำเสื่อมทำให้เธอไม่คุ้นเคยกับเขา กับที่นี่ กับทุกคน

                เธออยากจะรีบหาย อยากจำทุกอย่างให้ได้ ไม่อยากรู้สึกเหมือนคนอยู่ผิดที่ผิดทางแบบนี้

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับเหรียญให้กำลังใจค่า"

aom13


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha