เมียริมทาง

โดย: aom13



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 8 : ความรู้สึกดีๆ ที่ไม่ต้องใช้เวลา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

แก้วกานดากับคุณเพชรสกาว ต่างมองตากัน เมื่อเห็นอาหารที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ แม่ครัวยืนหน้ามันอยู่ตรงนั้น ยิ้มหวานส่งให้ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใสว่า

                “รสชาติพอใช้ได้ไหมคะ บีลองเปิดตำราดู ไม่รู้ว่าจะถูกใจหรือเปล่า?”

                “ก็...”

 คุณเพชรสกาวจิ้มสปาเกตตีเข้าปาก ทำท่าว่าจะติ แต่แล้วรสชาติกลับทำให้นางหลับตาพริ้ม แล้วเผลออุทานออกมาว่า

                “อร่อยมาก”

                “คุณย่า”

 แก้วกานดาแอบสะกิด คุณเพชรสกาวที่ห้ามตัวเองไม่ทันแล้วได้แต่ยิ้มแหย แล้วหยุดไม่ได้กับความอร่อยตรงหน้า แก้วกานดาเลยเป็นฝ่ายรับหน้าที่ป่วนใส่เสียเอง

                “ไหนชิมบ้างสิ”

 เธอลองชิมอาหารตรงหน้าตัวเองบ้าง สเต็กไก่ซอสพริกไทยดำ เนื้อนุ่ม ราดซอสรสชาติเผ็ดร้อนกำลังดี ชิมแล้วไม่เห็นว่าควรจะติอะไร แต่แก้วกานดาก็แกล้งวางช้อนแบบกระแทก แล้วรีบดื่มน้ำตาม พร้อมกับโบกมือทำท่าเผ็ดจนเกินจริง

                “โอ๊ย! อะไรกันนี่ เผ็ดมาก เนื้อไก่ก็แข็งไม่อร่อยเลยอะ”

                “ถ้าอย่างนั้นลองสลัดไหมคะ”

 บีเลื่อนจานสลัดส่งให้ แก้วกานดามองค้อน แล้วลองชิม พร้อมกับทำหน้ายี้

                “น้ำสลัดเค็มมาก คาวด้วย กินไม่ลงแล้วอะคะคุณย่า”

 เธอหันมาทางคุณเพชรสกาว ที่ยังคงกินเอากินเอาด้วยความเอร็ดอร่อย

                “คุณย่า”

                “หืม?”

 เมื่อถูกเขย่าแขนท่านถึงยอมหันมา แล้วทำหน้างงๆ แก้วกานดาขยิบตา แล้วเริ่มโวยวายงอแง

                “ลูกแก้วกินไม่ลงน่ะค่ะ ไม่อร่อยเลยสักอย่าง คุณย่า เราไปกินที่อื่นไหมคะ?”

                “เอ่อ...ย่าขอกินให้หมดก่อนได้ไหม”

                “คุณย่า”

 แก้วกานดาทำเสียงดัง ท่านถึงยอมวางช้อน แล้วดื่มน้ำกลั้วคอ ตามองสปาเกตตีอย่างนึกเสียดาย ไม่เป็นไร รู้แล้วว่าแม่นี่ทำอร่อย ไว้มื้อหน้าค่อยให้ทำอีกทีก็ได้

                “ก็ได้ๆ งั้นเราไปกินข้างนอกกัน ไม่ได้เรื่องเลยนะเธอน่ะ เป็นเมียที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ”

 ว่าแล้วท่านก็รวบช้อน แล้วเดินสะบัดจากไปพร้อมกับแก้วกานดา บีย่นจมูกมองหน้ากันกับนายละมุด ที่ยืนอยู่ตรงมุมห้อง เขายิ้มส่งกำลังใจให้เธอ พร้อมกับเอ่ยเป็นภาษาไทยแปร่งๆ ว่า

                “อร่อยทุกอย่างครับ พวกคุณๆ ทำพูดไปอย่างนั้นแหละครับ ไม่มีใครกินห้ามไปเทให้หมานะครับ ผมเสียดาย”

                “ไม่เทให้หมาหรอกนายละมุด”

เธอยิ้มกว้าง พลางถอนใจเฮือก แล้วมองตามหลังคุณเพชรสกาวกับแก้วกานดา ที่เดินปึงๆ พากันไปขึ้นรถคันหรูแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว เธอลองใช้มีดกับส้อมตักชิมอาหารจานของแก้วกานดาที่กินเหลือทิ้งไว้ ก่อนจะนิ่วหน้า มันรสชาติดีเลยทีเดียว อีกฝ่ายคงจะแกล้งเธอนั่นแหละ

                “อยากกินไหม ฉันทำเผื่อไว้ด้วยล่ะ”

                “เอาสิครับ อิอิ ลาภปากเลย ปรกติแล้วผมกินแต่ข้าวถุง”

                “เอ...ฉันมาอยู่บ้านนี้นานตั้งหลายเดือน ไม่เคยทำกับข้าวเผื่อนายละมุดเลยเหรอ?”

 บีหน้าเจื่อนเลยทันที นี่เธอไร้น้ำใจกับคนทำงานที่บ้านนี้มากเลยสินะ อีกฝ่ายถึงได้บ่นแบบนี้ นายละมุดกะพริบตาปริบๆ เหมือนจะคิดได้ว่า เจ้านายกำชับว่าอะไร เขาเป็นคนฉลาด ดังนั้นจึงไม่ยากที่จะฉีกยิ้ม แล้ว เล่นละครเหมือนเจ้านาย

                “คือผมพูดไม่หมดน่ะครับคุณบี ปรกติผมกินแต่ข้าวถุงบ้าง กับข้าวไทยบ้างที่คุณบีทำ ไอ้กับข้าวหน้าตาแปลกๆ แบบนี้ไม่ค่อยเคยเห็น แหะๆ เค้าเรียกอาหารฝรั่งรึเปล่าครับ?”

                “อื้อ...อยากกินอะไรล่ะ เอาเส้นๆ แบบนี้หรือว่าสเต็กไก่ดีจ๊ะ”

 บีมีสีหน้าดีขึ้นบ้าง นายละมุดทรุดลงนั่งแทนที่ ที่ของแก้วกานดา ก่อนจะยิ้มเผล่ส่งให้ แล้วถือมีดกับส้อมอย่างเตรียมพร้อม

                “อันนี้เลยครับ ไม่ต้องเอาอันใหม่ก็ได้ ผมกินเหลือได้ ฮี่ๆ อันนี้เอาข้าวมากินด้วย จะผิดไหมอะคุณบี กินตะไก่เฉยๆ มันแปลกๆ เคยแต่กินกับข้าว”

                “ตามสบายเลยจ้ะ”

 เธอจัดแจงทำน้ำซุปให้กับนายละมุดเพิ่ม แล้วลงนั่งรับประทานพร้อมกันกับเขา ถือโอกาสถามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของเธอและเอกเอื้อไปด้วย นายละมุดตอบบ้างไม่ตอบบ้าง บางอย่างก็ตอบกำกวม จนเธอแทบไม่ได้ข้อมูลอะไรแน่ชัดนัก

                ตกลงจนมาถึงตอนนี้แล้ว บีก็ไม่คุ้นเลยสักนิดเรื่องที่เธอกับเอกเอื้อ เคยตกลงปลงใจเป็นสามีภรรยา อยู่บ้านเดียวกัน แต่ในความไม่คุ้นเคยเหล่านั้น จากการที่สัมผัสถึงตัวตนของคนที่เธอตกลงเป็นภรรยา เธอก็พอจะรู้แล้ว ว่าเธอทำไมถึงได้หลงรักเขาได้ง่ายดายนัก

                ความเอื้ออาทรในนัยน์ตาคู่คม รอยยิ้มอ่อนโยนของเขา ความเป็นสุภาพบุรุษ นี่กระมัง ที่ทำให้เธอหลงรัก

                บีช่วยนายละมุดทำงานบ้าน ไม่สนใจแม้นายละมุดจะคอยห้ามไม่ให้ทำ แถมยังซักจนนายละมุดต้องแกล้งปวดท้อง ปวดหัวหนีไปนอนเพราะเกรงว่าจะตอบอะไรผิดๆ ไปอีก ก็คุณเอกท่านสั่งไว้ เฮ้อ...มหกรรมโกหกที่พาลทำให้พม่าอย่างเขาเดือดร้อนไปด้วยหนนี้ มันปวดหัวเสียยิ่งกว่าการหนี ตม. สมัยหลบมาทำงานใหม่ๆ ก่อนจะได้บัตรคนต่างด้าวอีกนะนี่

                คุณเพชรสกาวกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับแก้วกานดาในตอนเกือบทุ่ม พอกลับมาถึงคุณเพชรสกาวก็เดินสำรวจรอบบ้าน โดยมีแก้วกานดาเดินตามติดๆ ค่อยบ่นนั่น บ่นนี่ ว่าบ้านช่องไม่สะอาดบ้าง ตรงนั้นมีฝุ่น ตรงนี้รกต้องเก็บ ต้องทำ แล้วก็ชี้นิ้ว บอกให้บีวิ่งตามทำ ตามเก็บ ไม่ยอมให้นายละมุดช่วย บีหันมายิ้มให้กับนายละมุดเป็นเชิงว่าเธอไหว จนถึงเวลาเกือบสามทุ่ม เมื่อเอกเอื้อกลับมาจากโรงพยาบาล เขาก็ได้เห็นบีกำลังนั่งขัดกระเบื้องในโรงรถอยู่ โดยมีคุณเพชรสกาวยืนคุมเชิง และแก้วกานดายืนโบกพัดให้

                “อะแฮ่ม! นี่ทำอะไรกันครับนี่”

 คุณเพชรสกาว เห็นหลานชายกลับมาก่อนที่บอกไว้ ว่าจะถึงบ้านสี่ทุ่มก็ทำหน้าไม่ถูก นางเงียบไปพัก บีลุกขึ้นยืนแล้วโยนอุปกรณ์ทำความสะอาดลงในกระป๋อง เธอคล้องมันไว้ที่แขน แล้วยิ้มกว้างบอกกับสามีกำมะลอของตน

                “คุณย่าให้บีช่วยทำความสะอาดบ้านน่ะค่ะ ไม่มีอะไร บีเอาของไปเก็บก่อนนะคะ พี่เอื้อกินอะไรมาหรือยัง เดี๋ยวบีจัดการเรื่องกับข้าวให้”

 หน้าของเธอแดง เป็นมันเพราะเหงื่อ เอกเอื้อเห็นแล้วพอจะรู้ว่า คุณย่าของเขาทำอะไรลงไปกับภรรยาแอบอ้างของตนบ้าง

                เมื่อเห็นหลานชายหันมาหาทำท่าจะสืบถาม คุณเพชรสกาวก็เอาตัวรอด ด้วยการแกล้งบ่นวิงเวียนอยากนอน และอ้อนให้แก้วกานดาจำเลยอีกคนหนึ่ง พาไปส่งท่านนอน เอกเอื้อจึงได้แต่ยืนกอดอก มองโรงรถที่สะอาดเอี่ยม นายละมุดมาเดินเลียบๆ เคียงๆ เขาจึงกวักมือมาถามว่า วันนี้คุณบีทำอะไรไปบ้าง

                “ทำสารพัดเลยล่ะครับนาย ถูบ้านนี่ สักสามรอบล่ะมั้งครับ ตัดหญ้า ล้างโรงรถ เห็นว่าพรุ่งนี้คุณท่านจะให้ล้างมุ้งลวด ซักผ้าม่านด้วย แหะๆ”

                “โห...” เอกเอื้อได้แต่ถอนใจแล้วส่ายหน้า นายละมุดย่นจมูก แล้วรีบออกตัว

                “ผมพยายามจะช่วยแล้วนะนาย แต่โดนห้าม ผมไม่ได้ขี้เกียจหรืออู้งานไม่อยากช่วยนะครับ แต่ว่า...”

                “อื้อ...เข้าใจ เฮ้อ...คุณย่าหนอคุณย่า แล้วบี ถามอะไรกับแกบ้างหรือเปล่าวะ”

                “ก็ถามเยอะแยะไปหมดเลยล่ะครับนาย”

                “ตายโหง” เอกเอื้ออุทาน นายละมุดรีบเอ่ยต่อทันที

                “ไม่ตายหรอกครับนาย ผมนะ ทำตามนายเป๊ะเลย ก็คือโม้แหลกว่า คุณบีกับนายรักกันมาก จู๋จี๋กันมาก อย่างนั้นอย่างโน้น อย่างนี้ เค้าก็เลิกถามผมไปเอง คงจะเลี่ยน แหะๆ”

                “น่ะ...เล่าอะไรไปบ้างล่ะวะ” นายละมุดยิ้มแฉ่งแล้วเริ่มเล่าเป็นฉากๆ ทันที

                “ก็เล่าว่านายน่ะ พอพาคุณบีมาอยู่นี่ ต้องหอมก่อนไปทำงานทุกวัน กลับมาก็ต้องจูบ จูบปากกันบ่อย ผมเห็นนายก็จะโบกมือให้แบบอวดๆ ว่าเมียกูสวย คุณบีกับนายรักกันมากกกกกกกกกกก”

                “พอๆ เดี๋ยวๆ นี่เล่าแบบนี้จริงๆ น่ะหรือ”

 เอกเอื้อทำตาโต ก็ฟังวาจาพ่อหนุ่มพม่าสิ มัน...โอย...นี่ตกลงให้มันหลอกบีว่าเขากับเธอเป็นแค่สามีภรรยากัน ไม่ใช่ว่ามันดันไปหลอกทางนั้นเลอะเทอะเลื่อนเปื้อนไปกว่านี้อีกนะ เท่าที่ฟังนี่ เขาคล้ายกับเป็นพวกชอบโชว์ยังไงพิกล

                “ครับ”

นายละมุดพยักหน้าหงึกหงัก นัยน์ตาเป็นประกายพิกล เอกเอื้อได้แต่ถอนใจ เพราะไม่รู้ที่จะทำอะไรดีไปกว่านั้นแล้ว และโบกมือไล่ให้นายละมุดไปนอน

                “แบบนี้บีจะคิดว่ากูเป็นคนยังไงวะนี่”

                ชายหนุ่มบ่นเบาๆ แล้วเดินเข้าบ้านไป เขาตรงเข้าไปยังห้องครัว เพราะได้ยินเสียงก็อกแก็กในนั้นและกลิ่นอาหารหอมๆ ถึงจะกินข้าวมาแล้วก็เถอะ แต่กลิ่นของมันก็ทำให้เขาท้องร้อง วันนี้เธอโชว์ฝีมือทำอาหารแต่เขาไม่มีโอกาสได้ชิม เพราะรีบไปทำงาน

                “ทำอะไรครับ หอมน่ากินจัง”

เขาส่งเสียงทักทาย บีหันมายิ้มให้เขาแล้วตักสิ่งที่ส่งกลิ่นหอมน่ากินในกระทะลงในจาน

                “ข้าวผัดกุ้งน่ะค่ะ ไม่รู้ว่าอร่อยไหม? คุณย่ากับคุณลูกแก้วบอกว่า รสชาติมันแย่มาก”

 บียักไหล่ พร้อมกับอมยิ้มน้อยๆ เธอขยิบตาให้เขาเมื่อวางจานอาหารลงบนโต๊ะ สีสัน หน้าตา รวมถึงกลิ่นหอมของมัน ทำให้คนที่อิ่มมาแล้วอย่างเขา ท้องว่างขึ้นใหม่อีกหน

                “พี่ว่า สองคนนั่นจะต้องต่อมรับรู้รสชาติ พิการกะทันหันแน่นอน”

เขาตักข้าวผัดฝีมือเธอเข้าปาก  แล้วก็ตกลงใจว่านี่เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้เขาต้องกันเธอไว้เป็นเมียกำมะลอของเขาไปก่อน เธอทำอาหารได้อร่อยมาก

                “อื้ม...อร่อยมาก”

                “บอกแล้วว่าบีทำกับข้าวได้”

 เธอดูเหมือนจะปลื้มใจกับความสามารถนี้ เพราะมันทำให้เธอรู้สึกมีตัวตนและพอจะจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง

                “พอมานั่งหน้าเตา หั่นนั่นทำนี่ บีก็พอจะจำได้หลายอย่างเลยนะคะ เกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับสิ่งที่เคยทำ”

                “ครับ” คุณหมอหนุ่มถึงกับข้าวติดคอ ต้องควานหาน้ำมาดื่ม เขาทำตาปริบๆ แล้วฟังเธอพูดต่อ

                “ค่ะ บีจำได้ว่าเช้าๆ บีต้องทำอาหารให้คนในบ้านกิน จะมีอยู่คนหนึ่งไม่ชอบกินข้าวบีจะต้องทอดไข่ดาว แล้วก็ปิ้งขนมปัง กาแฟต้องต้มจากเครื่องชงกาแฟ กาแฟนี่สั่งมาจากโครงการหลวง เพราะมันอร่อยถูกปากคนในบ้าน ส่วนมื้ออื่น บีจะต้องทำอาหารหม้อใหญ่ๆ เปลี่ยนเมนูพยายามไม่ให้ซ้ำ มีงบประมาณมาให้ แล้วบีก็จะไปจ่ายตลาดทุกวัน กับผู้หญิงมีอายุคนหนึ่ง”

 เธอหยุดพูด แล้วมองหน้าคุณหมอหนุ่ม นิ่งไปนิด แล้วยกมือนวดขมับตัวเอง เธอมีสีหน้าไม่ดีนัก เอกเอื้อวางช้อนลงแล้ว เอื้อมมือไปแตะแขนเธอเบาๆ ตาโตแป๋วนั่นมองตาเขา ก่อนที่เจ้าตัวจะส่งรอยยิ้มแหยให้เขาอีกแล้ว

                “บีขอโทษจริงๆ ค่ะ ทำไม บีถึงคิดไม่ออกเลย เกี่ยวกับเรื่องของเรา ทำไมบีถึงต้องไปคิดได้แต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ ทั้งที่สิ่งที่บีอยากจะคิดออกมากที่สุดตอนนี้ ก็คือเรื่องของบีกับพี่เอื้อ”

                “โธ่...”

คุณหมอหนุ่มอยากจะเขกหัวตัวเองรัวๆ นัก เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ ตรงไปคุกเข่าอยู่ต่อหน้าบี ก่อนจะจับมือเธอมากุมไว้ แล้วเอามันแนบแก้ม นัยน์ตาที่มองเธออ่อนโยน ออดอ้อนอย่างที่คนทำไม่รู้ตัว แต่คนมองสบด้วย กำลังจะละลายกับสายตาแบบนั้น

                “บีจ๋า ไม่ต้องพยายามคิดมากหรอกครับ ให้มันค่อยเป็นค่อยไปนะ”

                “แต่บีอยากจำได้นี่คะ”

                “ทำไมครับ”

 คุณหมอหนุ่มมองใบหน้าหวานละมุนนั่นแล้ว ใจเจ้ากรรมมันก็พาลเต้นคึกคัก ราวกับหนุ่มสิบสี่ที่แรกตกหลุมรัก ตาโตแป๋วของเจ้าหล่อนยามมองเขา บอกอะไรต่ออะไรได้หมดเปลือก ว่าบีของเขากำลังคิดอะไร

                เพราะเขาไปหลอกเธอว่าเป็นสามีหรือเปล่าหนอ เพราะหลอกเล่นละครได้แนบเนียนเกินไปไหม เธอถึงได้มองเขาด้วยสายตาแบบนี้ โอ...มันทำให้เขารู้สึกผิดมาก

                และในขณะเดียวกัน

                มันก็ทำให้เขารู้สึกดีมาก...

                “บีอยากรู้ว่าเรารักกันได้ยังไง”

คำถามซื่อๆ นั่น ทำให้คนฟังและต้องตอบคำถามนั้น หน้าเป็นสีเรื่อ

                “ถ้ามันจำไม่ได้ บีก็ไม่ต้องเครียดไปหรอกครับคนดี พี่จะทำให้บีหลงรักพี่ใหม่ แล้วก็...”

 เขาจุมพิตหลังมือเธอเบาๆ ตาต่อตามองสบกัน แก้มสาวแดงเรื่อขึ้นทันที

                “ทำให้บียอมรับพี่ใหม่อีกครั้ง ถึงจะเป็นงานหนัก แต่พี่คิดว่า พี่จะทำให้บีรักพี่อีกหนให้ได้”

                “พี่เอื้อ”

                แม้ว่าจะคุกเข่าต่อหน้าเธอ แต่ด้วยความสูงของร่างกายที่ต่างกัน ทำให้เขามองสบตาเธอได้พอดิบพอดี เอกเอื้อยืดตัวขึ้นเล็กน้อยและปล่อยมือเธอ ประคองหน้าเธอไว้ในอุ้งมือ เสียงทุ้มกระซิบแผ่ว

                “พี่สัญญา บีจะรักพี่อีกครั้ง”

                ริมฝีปากได้รูปเคลื่อนใกล้เกือบจะแตะปากอิ่ม แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ก็กรีดดังขึ้นเสียก่อน เอกเอื้อสะดุ้ง เขาควานหาต้นกำเนิดเสียง แทบจะสบถเมื่อเห็นว่าเป็นใครที่โทรเข้ามาขัดจังหวะ บีรีบลุกขึ้น แล้วเดินหนีเขาออกไปนอกห้องครับ

                “ว่าไง สถานการณ์บ้านของมึงอะ เป็นไงๆ ความแตกยังไอ้เอื้อ”

                “นี่จะเสือกรู้ทุกนาทีเลยใช่ไหมไอ้กล้า”

                “แหม...ก็คนเขียนบทอะ ก็ต้องรู้สิยะ ว่ามันไปยังไงมายังไงแล้ว นี่ถึงกับท้องผูกนะมึงรู้ไหม กูลุ้นนี่ กลัวความจะแตก”

                “ไม่ต้องลุ้นมากหรอกได้กล้า สถานการณ์ยังดีอยู่ เฮ้อ...”

                “มีอะไรคืบหน้า บอกมาด้วยนะมึง กูจะคอยลุ้นทุกระยะ อิอิ”

                “มันไม่ใช่เรื่องสนุกนะโว้ย”

เขาอดเอ็ดตะโรเพื่อนรักไม่ได้ ทางนั้นหัวเราะก๊ากอย่างถูกใจ ก่อนจะบอกลาเขา

                “ไอ้ห่า”

                อดเจริญพรส่งท้ายไม่ได้ นึกเคืองก็นึกเคือง โล่งใจก็โล่งใจ ที่เสือกล้าโทรศัพท์มาตอนที่เขากำลังจะเผลอ...เฮ้อ...อีกแล้ว

                คุณหมอหนุ่มมองจานข้าวผัด ที่คนทำเหลือไว้ให้เขาดูต่างหน้า เจ้าตัวหนีหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ หัวใจของคุณหมอหนุ่มมันอิ่มเอม มีความสุข แค่ได้ใกล้ ได้สบตา มองหน้าหวานๆนั่น แต่มันก็ปนเปไปด้วยความรู้สึกถ่วงหนัก ก็เขาดันไปหลอกลวงเธอไว้ หลอกอะไรไม่หลอก ดันหลอกว่าเธอเป็นเมียเขาเสียด้วย

                อิ่มตื้อขึ้นมากะทันหัน เมื่อนึกถึงความจริงข้อนี้ ถึงกับกินต่อไปไม่ลง เขาส่งไลน์ไปหาญาติผู้พี่ สอบถามเรื่องที่ให้สืบ ทางโอบตะวันยังไม่ตอบกลับมา คงจะยังไม่ได้เปิดดูโทรศัพท์หรือไม่ก็กำลังยุ่งอย่างอื่น

                อย่างน้อยๆ เขาก็ถือว่าเป็นความดีไถ่โทษของตนได้บ้าง (หรือเปล่า?) เรื่องหาครอบครัวคืนให้เธอ

               

..........................................................................................................................................................................

 

                “พรุ่งนี้บีไม่ต้องทำตามที่คุณย่าสั่งแล้วนะ”

                “คะ?”

 คนที่นั่งพับเพียบอยู่บนเตียง มองหน้าเขาอย่างสงสัย คุณหมอหนุ่มนั่งขัดสมาธิอยู่บนที่นอนปิกนิกซึ่งปรกติเอาไว้รับแขก แต่ตอนนี้เขายึดเป็นที่นอนของตัวเองไปแล้ว เพราะเตียงของเขามีเจ้าของอยู่ชั่วคราว

                “พรุ่งนี้วันหยุดไอ้กล้ามัน มันจะมารับน้องบีไปซื้อของ แล้วก็ดูหนัง เผื่อว่าน้องบีอยากจะได้ของใช้อะไรเพิ่มเติม พี่จะให้เงินไว้ จะได้ไปเลือกซื้อของที่ตัวเองชอบ”

                “ไม่ดีกว่าค่ะ บีว่าบีอยู่ดูแลคุณย่านี่แหละค่ะ”

                “โรคจิตหรือยังไงเราน่ะ”

 เอกเอื้อว่า ทำให้คนที่กำลังเอนหลังแล้วผุดลุกขึ้นมานั่ง พลางมองเขาแล้วทำตาโต

                “อะไรนะคะ พี่เอื้อ ทำไมว่าบีแบบนั้นล่ะ”

                “ก็รู้อยู่ว่าคุณย่าของพี่แกล้ง แถมยังแท็คทีมมากับ...” เขาไม่ค่อยอยากจะพูดชื่อนี้นัก

 “ลูกแก้วด้วย ป่วนคูณสองแบบนั้น บีจะทนทำไมล่ะครับ”

                “ก็อยากพิสูจน์ให้คุณย่าเห็นน่ะค่ะ ว่าพี่เอื้อเลือกบีแล้ว พี่เอื้อคิดถูก”

 คนพูดนึกดีใจที่ตอนนี้มีเพียงไฟดาว์นไลท์เปิดไว้ที่บริเวณปลายเตียง เห็นพอสลัวไม่ชัดนัก เพราะหน้าเธอคงแดงเถือกไปหมดแล้วตอนนี้

                “อะไรนะครับ”

 คนถามเองก็ยิ้มแล้วตอนนี้ ยิ้มกว้างเสียด้วย เขามองจ้องเขม็งไปที่เตียง คนตัวเล็กบนเตียงรีบตลบผ้าห่มมาคลุมโปง ทั้งที่เปิดแอร์ไว้ที่อุณหภูมิไม่เย็นจัดมากนัก แล้วก็ทำทีว่าหลับไปเสียดื้อๆ

                เอกเอื้อทรุดตัวลงนอนบ้าง เขายังคงมีรอยยิ้มที่ริมฝีปาก หัวใจอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก บางครั้ง ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อใครสักคน มันไม่ต้องใช้เวลามากมายเลยจริงๆ 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับเหรียญให้กำลังใจค่า"

aom13


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha