เผด็จการยอดรัก (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2-50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

            ปานชีวายังไม่ทันขับรถถึงบ้าน ปาลิกาก็โทรมาตามบอกด้วยน้ำเสียงลำบากใจว่าดัมรงค์ต้องการพบ หญิงสาวจำใจรับปากแม้ว่าจะไม่ได้อยากพบพ่อเลี้ยงเลยก็ตามแต่การขัดขืนของเธอจะทำให้แม่ต้องรับเคราะห์แทน ผู้ชายที่ซ้อมผู้หญิงยังมีอยู่ในสังคมที่พากันบอกว่าเจริญแล้ว

               ไลลาโทรมาเช็กปานชีวาก็บอกไปตามตรงว่ากำลังจะไปหาแม่ ความที่รู้จักกันมานานจนรู้นอกรู้ในกันหมดไลลาก็เลยเตือนซ้ำๆ ว่าให้ระวังตัว เสร็จแล้วรีบกลับบ้าน ก็ยังดีที่ยังมีใครสักคนคอยห่วง ซึ่งก็ไม่ใช่ความห่วงเกินเหตุ เพราะในทันทีที่เธอลงจากรถยังไม่ทันได้เดินเข้าบ้าน พ่อเลี้ยงก็มายืนรอที่ประตูใหญ่ด้วยใบหน้าถมึงทึง โดยมีแม่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ข้างๆ

               ปานชีวายกมือไหว้แม่ แต่ไม่สามารถไหว้ผู้ชายคนนั้นได้ อารมณ์ที่เดือดปุดระเบิดในวินาทีนั้น ดัมรงค์ชี้นิ้วมาที่ลูกเลี้ยงก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านด้วยเกรงว่า จะมีนักข่าวอยู่หน้าบ้าน แต่พอเข้าไปถึงห้องรับแขกเขาก็ใส่ลูกเลี้ยงเต็มเหนี่ยว

               “นังตัวดี แกรู้ไหมว่าเพราะแกอาจทำให้ฉันวืดตำแหน่งรัฐมนตรี”

               “แล้วตอนที่ปานมีชื่อเสียง คุณไม่ใช่หรือที่ตักตวงหาผลประโยชน์ ตอนนี้ก็ถือว่าเจ๊ากันไปก็แล้วกัน” ปานชีวาพยายามใจเย็น แต่ก็กัดได้เจ็บล่ะ หน้าตาพ่อเลี้ยงบอกเธออย่างนั้น

               “นังปาน!”

               ...เผียะ

               แต่ผลที่ได้กลับเป็นฝ่ามือแข็งๆ ที่ตบลงบนแก้มจนได้ลิ้มรสเลือดที่กบปาก ปาลิการ้องลั่นรีบเอาร่างมาบังลูกสาวไว้ ไม่นึกว่าสามีจะลงมือทำร้ายร่างกาย ถึงจะ อารมณ์ร้อนและชอบลงมือแต่ก็ไม่เคยลงมือเร็วจนตั้งตัวไม่ทันขนาดนี้

               “คุณดัมรงค์ทำไมต้องลงไม้ลงมือด้วยล่ะคะ”

               “ลูกสาวเธอมันปากดีใส่ฉันก่อนทำไมล่ะ” ดัมรงค์ย้อน

               “ปานไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่ ยิ่งกว่านี้ก็เคยมาแล้ว แค่โดนตบจิ๊บๆ มาก” ปานชีวา ยิ้มย้อนพลางยกหลังมือเช็ดเลือดที่มุมปาก คนอย่างพ่อเลี้ยงถ้ายิ่งโมโหตามก็ยิ่งพอใจ แต่ถ้ายิ่งหงอก็ยิ่งได้ใจ

               “ปากดีอีกแล้วนะนังปาน” ดัมรงค์เงื้อมืออีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นวาววาบเมื่อลูกเลี้ยงยังถือดีไม่ลดราวาศอก

               “พ่อใจเย็นๆ เถอะครับ แล้วพูดกันดีๆ ดีกว่า” ดรัณเพิ่งมาถึงบ้านรีบเข้ามาห้ามพ่อ อย่างกลัวใจ

               “เขาเรียกปานมาหามีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ”

               “คุณดัมรงค์อยากถามเรื่องข่าว” ปาลิกาอ้อมแอ้มตอบกลัวลูกสาวจะโกรธ นางไม่อยากให้ปานชีวามาที่นี่ถ้าเลือกได้ แต่ถ้าไม่มาเรื่องใหญ่คงตามมาอีก

               “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็แค่สาดโคลนใส่กัน อีกไม่กี่วันเรื่องก็เงียบ ปานไม่ได้ทำ ตามที่ข่าวลงนะคะแม่ แม่ต้องเชื่อปาน ไม่ว่าข่าวจะตีไข่ใส่สีเท่าไหร่แค่เชื่อว่าปานไม่ได้ทำก็พอแล้ว ส่วนคนอื่นถ้าไม่เชื่อก็ตามใจ”

               คนอื่นมองมาตาเขียวปั้ด

               “ง่ายจริงนะ”

               “ค่ะ ง่าย เหมือนกับชื่อเสียงที่ได้มาง่ายๆ ของคุณ” ดาราสาวยิ้ม

               แน่จริงก็เถียงกลับมาสิว่าไม่ใช่ แต่ถ้าทำร้ายร่างกายอีกทีงานนี้ถึงตำรวจแน่ เธอไม่กลัวเป็นข่าวอยู่แล้ว แล้วยิ่งข่าวพ่อเลี้ยงทำร้ายลูกเลี้ยง งานนี้อย่าว่าแต่เก้าอี้รัฐมนตรีเลย ตำแหน่ง ส.ส. ก็คงหลุดด้วย

               ดัมรงค์โกรธมากแต่ทำมากกว่านี้ก็ไม่ได้ หลักฐานบนใบหน้าของปานชีวาสามารถแจ้งความได้ คนอย่างดัมรงค์ไม่เคยต้องยอมใคร ถ้าไม่ติดว่าเพิ่งหลังเลือกตั้งและกำลังอยู่ระหว่างคัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีเขาไม่ปล่อยมันไว้แน่

               “ปานกลับไปก่อนนะลูก” ปาลิกาไม่อยากให้ลูกสาวอยู่นานเดี๋ยวจะเจ็บตัวอีก ดรัณก็เห็นด้วย

               “ไปนะคะแม่” ปานชีวาไหว้ลาแม่ ยิ้มให้ดรัณนิดหนึ่งก่อนจะเดินออกจากบ้านไป

               “พี่ไปด้วยปาน”

               ดรัณวิ่งตามน้องสาวไป ปานชีวาเข้าไปนั่งในรถเขาก็รีบเข้าไปนั่งอีกด้าน หญิงสาวเลิกคิ้วแปลกใจแต่ไม่ได้คิดมาก ดรัณยิ้มให้กำลังใจ ยกมือไปจับมือบางเบาๆ ก่อนจะปล่อย รถคันหรูขับออกไปอย่างรวดเร็ว ถ้าเลือกได้เธอจะไม่กลับมาบ้านหลังนี้อีก

               

               ไลลามาหาปานชีวาที่บ้านแต่แม่บ้านกลับบอกว่าดาราสาวยังไม่กลับก็ชักห่วงว่าจะเกิดเรื่อง กลับบ้านไปหาแม่ทีไรปานชีวามักจะมีปัญหากับพ่อเลี้ยงอยู่บ่อยๆ ไม่รู้คราวนี้เกิดเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า แล้วก็ยังดีที่พอโทรตามก็ยังรับสาย

               “ปานอยู่ไหน ทำไมยังไม่กลับบ้าน” ไลลาถามเสียงอ่อนๆ เป็นห่วง

               “มาเที่ยวแก้เครียดที่ผับของรหัทน่ะพี่ไลลา เดี๋ยวก็กลับแล้ว” ปานชีวาบอกน้ำเสียงยังติดเซ็งๆ

               ไลลาเบาใจได้มากเพราะรหัทก็เพื่อนสนิทของปานชีวา อีกทั้งผับนี้ปานชีวาก็มีหุ้นอยู่นิดๆ หน่อยๆ แถมนักข่าวก็ถูกกันไม่ให้เข้า อุ่นใจได้ว่าจะไม่มีข่าวตามมาให้ปวดหัวอีกเรื่อง

               “แล้วเจอรหัทหรือเปล่า”

               “ไม่เจอเลย สงสัยยุ่ง แค่นี้นะพี่ไลลา” ปานชีวารีบวางสายเมื่อเห็นรเมศแวบๆ แต่พอเดินตามก็ไม่เห็นใคร สงสัยเธอคงตาฝาดไปเอง

               พอเดินกลับมาที่โต๊ะดรัณก็สั่งเครื่องดื่มและของทานเล่นไว้แล้ว ก็ดี ไหนๆ พรุ่งนี้เธอก็ไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน คืนนี้ก็ขอปลดปล่อยเรื่องเครียดออกจากสมองเสียบ้าง เหล้าหลายแก้วถูกดื่ม ความเครียดเริ่มหายไป...ชั่วคราว ปานชีวาหัวเราะได้ง่ายขึ้น กับดรัณ ทั้งที่ปกติแล้วก็ไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่

               “อ้ะชนแก้ว ไหนๆ ก็เจอแต่เรื่องเครียดๆแล้ว”

               “จะมอมเหล้าปานหรือพี่รัณ” ปานชีวาถามหัวเราะเบาๆ เธอไม่ได้คออ่อนแต่ก็ไม่เคยบอกใครว่าคอแข็ง

               ดรัณยิ้มพลางส่ายหน้า “จะบ้าเหรอ”

               “ปานล้อเล่น พี่รัณคงดีกว่าพ่อเลี้ยงของปานเยอะเลย ป่านนี้คงอยากฆ่าปานใจจะขาดแล้วมั้ง”

               ดรัณเห็นปานชีวาหัวเราะคิกคักก็ถอนใจ

               “จะพูดถึงพ่อทำไมล่ะ รู้ทั้งรู้ว่าทำแบบนั้นแล้วพ่อจะโมโหก็ยังทำ”

               “ก็มันอดไม่ได้นี่” เธอดันลืมไป นี่กลายเป็นว่ามาว่าพ่อของดรัณต่อหน้าดรัณ สงสัยเริ่มมึน ปวดท้องหน่อยๆ ด้วย “โอ้ย อย่ามาสอนน่า เดี๋ยวไปห้องน้ำก่อนนะ อย่าหนีกลับล่ะ”

               ปานชีวาลุกขึ้นเดิน แต่ไม่ทันเห็นเก้าอี้เลยเซเกือบล้ม ถ้าดรัณไม่ตาไวรีบเข้ามาช่วยประคองไว้

               “เดินดีๆ สิปาน”

               หญิงสาวยิ้มขอบใจแล้วเดินไปห้องน้ำ ถามว่าเมาแล้วหรือยังก็คิดว่ายังแต่ควรหยุดดื่มได้แล้ว เธอยังไม่ไว้ใจพี่ชายต่างพ่อต่างแม่ถึงขนาดเมาหลับ พอออกมาจากห้องน้ำเหล้าและมิกเซอร์ต่างๆ ถูกเก็บไปหมดแล้วเหลือแต่น้ำเปล่า ปานชีวาดื่มน้ำไปเกือบหมดแก้วก็ขอตัวกลับดรัณก็เลยกลับด้วย แถมยังจ่ายค่าเครื่องดื่มให้ไปตั้งแต่ตอนที่เธอไปเข้าห้องน้ำ

               แต่ว่าเดินมายังไม่ทันถึงรถปานชีวาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้น กับตัวเอง เธอพยายามเดินให้เร็วขึ้นแต่แรงกลับยิ่งน้อยลงจนแต่ละก้าวช่างยากเย็น หญิงสาวหันไปมองดรัณที่เดินตามมา เรียวปากที่แสนน่าเกลียดนั้นยิ้มกว้างซ้ำ ยังเดิน มาประคองกอดเธอไว้แน่น เธอสะบัดพยายามหนีด้วยความขยะแขยง โกรธตัวเองที่ประมาท

               แค่น้ำเปล่าแก้วเดียว!

               “ปล่อยนะ ทำไมหัวหมุนไปหมด”

               “ปานเมาน่ะสิ อีกสักพักก็หลับยาวแล้ว” ดรัณกระซิบข้างหู ลมหายใจอุ่นๆ จงใจเป่ารดพวงแก้มนุ่ม “พี่ชอบปานมานานแล้ว ปานรู้ใช่ไหม”

               ทำไมเธอปล่อยให้ตัวเองโง่ขนาดนี้นะ! ปานชีวาสะบัดแขนกระทืบเท้า กลัวตัวเองจะหลับโดยที่ไม่ทันได้ปกป้องตัวเอง

               “ไม่รู้ ปล่อย บอกให้ปล่อย”

               ดรัณส่ายหน้า ลูกกวางน่ากินขนาดนี้ใครจะโง่ปล่อยให้หลุดมือ เขามองหากระเป๋าสะพายเพื่อที่จะเอากุญแจมาปลดล็อกรถ แต่ปานชีวากลับลืมกระเป๋าไว้ที่โต๊ะ ไม่เป็นไรคืนนี้ยังไงเธอก็ต้องเป็นของเขา ร่างเพรียวถูกจัดให้นั่งลงข้างรถและลับตาคนพอสมควร สภาพของปานชีวาในตอนนี้อย่าว่าแต่เดินหนีแค่ลุกขึ้นเองยังไม่ไหวเลย

               “รอพี่ตรงนี้ก่อนนะ หลับให้สบาย เดี๋ยวพี่กลับมา”

               ปานชีวารอจนดรัณเดินแกมวิ่งกลับไปในผับ หญิงสาวก็ตบหน้าตัวเองให้มีสติและพยายามยันกายลุกขึ้น ไม่นานนักดรัณก็เดินผิวปากอารมณ์ดีกลับมา แต่คนที่เขาคิดว่าไม่มีแรงกลับไม่อยู่ที่เดิมแล้ว

               “ปาน ปาน หายไปไหนแล้ว”

               ดรัณเดินหาปานชีวาไปทั่ว งานนี้ถ้าปานชีวาไปบอกปาลิกาหรือไลลาเขาแย่แน่ ร่างสูงวิ่งตามหาคนที่ไม่น่ามีแรงเดินไปเรียกรถแท็กซี่ด้วยซ้ำ แต่ให้หาเท่าไหร่เขาก็หาไม่เจอ พอค้นในกระเป๋าสะพาย กระเป๋าสตางค์และถุงเครื่องสำอางยังอยู่ สิ่งเดียวที่ไม่อยู่ในนั้น...โทรศัพท์

               ...ซวยแล้วไอ้รัณ!

               

               ปาลิกาเพิ่งกลับมาจากตักบาตร พอเดินเข้ามาในบ้านก็ยกเท้าหลบแทบไม่ทันเมื่อสิ่งหนึ่งกระเด็นกระดอนมาอยู่บนพื้น เมื่อมองชัดๆ ถึงได้รู้ว่าเป็นโทรศัพท์มือถือของดัมรงค์ พอมองหาเจ้าของก็เห็นว่ากำลังโกรธอะไรสักอย่าง

               “เกิดอะไรขึ้นคะคุณ ขว้างโทรศัพท์ทำไม พังแล้วละมั้ง”

               “ช่างมัน เธอรู้ไหมว่าคุณปราบดาโทรมาหาฉันแต่เช้าทำไม” ดัมรงค์ถาม หน้าตาบอกบุญไม่รับ

               ปาลิกาเก็บซากโทรศัพท์ใส่ถังขยะ เด็กรับใช้พากันกลัวจนไม่กล้าโผล่หน้าออกมา

               “ไม่ทราบค่ะ”

               “ลูกเธอทำให้ฉันวืดตำแหน่งรัฐมนตรี ไปโทรตามมันมาเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ได้เลือดหัวมันเธอตายแน่”

               ปาลิกาถอนใจอย่างกล้าหาญ นางรู้ว่าการขัดใจดัมรงค์จะตามมาด้วยอะไร แต่คนเป็นแม่ไม่มีวันยอมให้ลูกต้องตกอยู่ในอันตรายอีกแล้ว

               “ไม่ค่ะ ฉันไม่ยอมให้คุณทำร้ายลูกเด็ดขาด”

               ดัมรงค์ถลึงตาใส่ภรรยา แค่นหัวเราะอย่างโกรธเกรี้ยว “ดี! ถ้างั้นเธอก็รับกรรมแทนลูกสาวไปแล้วกัน”

               “ไม่นะ!”

               ปาลิกาถูกฉุดให้ตามเข้าไปในห้องทำงานของสามี ความรุนแรงที่เกลียดชังได้เกิดขึ้นอีกครั้ง นรก...คำสั้นๆ ที่นางหลงเข้ามาในวังวนของผู้ชายคนนี้และยังไม่สามารถพาตัวเองออกไปได้ มือที่เคยสัมผัสอย่างอ่อนโยนได้แปรเปลี่ยนเป็นแรงตบฉุดกระชาก มานานปีไปเสียแล้ว

               

               ดรัณใจเต้นตุ๊มๆ ต้อมๆ มาตลอดทางที่ขับรถกลับมาบ้านหลังจากเมื่อคืน เข้าไปนอนคอนโดเพื่อรอข่าวแต่ไม่มีใครโทรมา แม้กระทั่งตำรวจครั้นจะโทรไปถาม ปาลิกาก็ไม่กล้า คงน่าสงสัยถ้าเขาจะถามว่าปานชีวากลับถึงบ้านแล้วหรือยัง และพูดถึงเขาว่าอย่างไรบ้าง เขาไม่น่าทำแบบนั้นเลย อารมณ์ชั่ววูบแท้ๆ

               “รัณ...”

               ร่างสูงชะงักมองแม่เลี้ยงที่เรียกมาจากชั้นบนของบ้านอย่างคนมีชนักติดหลัง จะทำเป็นไม่ได้ยินก็ไม่ได้อีก คงไม่ใช่ว่าปานชีวาโทรมาเล่าทุกอย่างให้แม่เลี้ยงฟังหมดแล้วหรอกนะ

               “แม่มีอะไรหรือเปล่าครับ” เขาถาม พยายามเก็บอาการแต่ยามมองใบหน้าและแขนของแม่เลี้ยงก็อดสงสารปนสะท้อนใจไม่ได้ นี่เขาทำอะไรลงไปเมื่อคืน ถ้าไม่เรียกว่าเลวก็ไม่รู้จะใช้คำไหนแล้ว “แล้วหน้า...กับแขนของแม่”

               ปาลิกาฝืนยิ้ม ถึงไม่พูดดรัณคงรู้ได้เองว่าใครทำให้เกิดรอยช้ำบนใบหน้าและแขนของนางอยู่แล้ว

               “ช่างเถอะ ช่วยแม่โทรหายัยปานที ป่านนี้คนของ...พ่อเราน่ะตามตัวไปถึงไหน แล้วก็ไม่รู้”

               ดรัณโล่งใจ...นิดหนึ่ง คงไม่ใช่เรื่องของเขาแล้วที่ต้องกังวล แต่ถ้าเป็นเรื่องของพ่อ แทนเขาควรโล่งอกหรือว่าหนักใจกว่าเดิมดีนะ

               “มีเรื่องอะไรหรือครับ”

               ปาลิการีบเล่าเรื่องของดัมรงค์ให้ดรัณฟัง พอฟังจบก็ต่างถอนใจเพราะรู้ว่าดัมรงค์ไม่ปล่อยปานชีวาแน่นอน อีกทั้งคนของปราบดาและดัมรงค์ถ้ารวมกันก็ไม่ใช่น้อยๆ การหนีคนมีอิทธิพลล้นฟ้าคงยิ่งยากขึ้น แม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงพากัน กดโทรศัพท์ มีสัญญาณแต่กลับไม่มีคนรับสาย

               “ติดต่อไม่ได้เลยครับ”

               “ถ้างั้นเดี๋ยวแม่โทรบอกไลลาอีกคน ใครติดต่อปานได้ก่อนจะได้ช่วยๆ กันบอกก่อนจะเกิดเรื่องใหญ่”

               ดรัณพยักหน้า ยังช่วยแม่เลี้ยงโทรหาปานชีวาต่อไปจนกระทั่งดัมรงค์เดินออกมา จากห้องทำงาน ปาลิการีบเดินกลับห้องส่วนดรัณรีบขับรถออกจากบ้านไป นับวันบ้านยิ่งเหมือนที่ซุกหัวนอนไร้สุขเข้าไปทุกที

               รถฟอร์จูนเนอร์สีดำกำลังขับมุ่งหน้าไปยังสงขลาเพื่อกลับบ้าน ฆนากรเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมาทำธุระหลายอย่าง รวมทั้งไปงานแต่งงานของเพื่อน ที่เรียนมหา’ลัยมาด้วยกันเสียหลายวัน แต่ก็พอเบาใจได้ว่าฆโนทัย...คู่แฝดสุดแสบคอยดูแลเกาะรังไม้ (เกาะสมมติ)ให้อยู่รอดปลอดภัยเพื่อเข้าสู่ฤดูกาลเก็บรังนก

               มากรุงเทพฯ คราวนี้ดีหน่อยที่ไม่มีดิลกมาด้วย รายนั้นบ่นแล้วบ่นอีกที่ไม่ยอมให้ตามมาดูแลความปลอดภัย เขาไม่ได้ประมาท แต่หลังเลือกตั้งแบบนี้ศัตรูคู่แค้นของเขาไม่มีเวลามาตามเก็บหรือมาขอเจรจากับเขาหรอก แค่เฝ้าเก้าอี้ก็หมดเวลาแล้ว

               “ไม่ลืมหรอกน่า นายเองเถอะป้าง จัดการดูแลเกาะให้ดีด้วย วันนี้บ่ายๆ ก็ถึงแล้ว ถ้ารอไม่ไหวก็กลับก่อนก็ได้” คนน้องที่กำลังขับรถบอกปลายสายเสียงเข้มๆ ผ่านสมอลทอล์ก ต่างจากอีกฝั่งที่หัวเราะร่วนเสียงอ่อนกว่าแถมยังสั่งความอีกยาวเหยียด คนฟังเลยขี้เกียจจะฟัง

               “เออๆ เข้าใจ แค่นี้ก่อน ขับรถอยู่”

               สายถูกตัดไป โป้งส่ายหน้าคิ้วขมวด รายนี้ก็อีกคนสั่งแล้วสั่งอีกให้ระวังตัว เกิดเร็วกว่าเขาแค่นาทีเดียวแต่ทำตัวอย่างกับพี่ชายอายุห่างกันเป็นปี

               ตึ๊ก...โป้ก!

               โป้งได้ยินเสียงนั้นแต่ไม่จอดรถทันที ชายหนุ่มขับรถไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงตลาดเล็กๆ ที่มีคนพลุกพล่านพอสมควรจึงจอดรถ ปืนที่ใช้ประจำเหน็บอยู่ที่บั้นเอวให้อุ่นใจ เขาเดินช้าๆ มาหลังรถก่อนจะใช้รีโมตปลดล็อกประตูหลังให้เปิดแง้ม ไม่มีความผิดปกติ ไม่มีใครกระโจนออกมา มือหนายื่นไปเปิดประตูหลังให้เปิดกว้างขึ้น แต่กลับพบบางอย่างที่น่าประหลาดใจไม่น้อย

               “เฮ้ย! ใครวะเนี่ย”


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha