เผด็จการยอดรัก (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : ตอนที่ 2-100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

            ผู้หญิงหน้าตาจัดว่า...สวย พอๆ กับรูปร่างที่สมส่วน นอนหลับตาพริ้มอยู่หลังเบาะหลัง ผมยาวสลวยยุ่งเหยิงแต่ก็ยังดูดี ขายาวเก้งก้างไขว้กันดูไม่น่า จะนอนสบาย อีกทั้งขาที่ชันขึ้นทำให้กระโปรงสีเข้มร่นลงมาถึงขาอ่อน ดูเซ็กซี่จนเขาต้องดึงประตูหลังให้แคบลงพลางมองไปรอบๆ บริเวณนั้น

นี่คุณ...ตื่น ที่นี่ไม่ใช่โรงแรมนะ นี่มันรถ ไม่ใช่ที่นอน” เขาบอกเสียงไม่ดังนัก แต่คนหลับอยู่ใกล้ๆ แค่นี้ยังไงก็ต้องได้ยิน

               ผู้หญิงแปลกหน้ายังไม่ขยับ มีเพียงหน้าอกที่ขยับกระเพื่อมให้รู้ว่าหายใจ เป็นปกติเท่านั้น มือหนายื่นไปอีกครั้งเพื่อเขย่าไหล่ของเธอผู้นั้นไม่เบานัก ร่างนั้นขยับหนีพลางบ่นอู้อี้ กระโปรงก็ยิ่งร่นหนักเข้าไปอีก

               เออเว้ย! มีน้องแบบนี้โดนตีตายคามือแน่

               “ฮื่อ อย่ายุ่ง จะนอน”

               “เอาแล้วไง มันน่าจับโยนออกไปจากรถไหมล่ะ” โป้งชักหงุดหงิด อดไม่ได้ที่จะคีบกระโปรงให้ลงมาคลุมขาอ่อน ถ้าปล่อยไว้อีกหน่อยคงถึงไส้ติ่งแน่ๆ ใบหน้ารกด้วยเคราจางๆ ขยับก้มลงให้ใกล้ใบหูเล็กแล้วตะโกนให้ดังกรอกหูผู้หญิงขี้เซา

               “ตื่น...ถ้าอยากลงไปนอนเล่นกลางถนนก็หลับให้ตลอดนะ”

               ปานชีวาปรือตาตื่นอย่างง่วงๆ พลางยกหลังมือมาขยี้ตา แถมหาวอีกที สะบัดหัวที่ปวดจนนิ่วหน้า ก่อนจะถดกายขึ้นนั่งมองตัวเองและรอบๆ ตัว รวมถึงผู้ชายที่ยืนจังก้าอยู่ตรงหน้า

               “นาย...กรี๊ด!”

               มือหนาตะครุบปิดปากยัยขี้เซาได้ทันควัน ก่อนที่ใครต่อใครจะสนใจเขา บ้าหรือเปล่า ไม่รู้กรี๊ดให้ได้อะไรขึ้นมา ถ้าตื่นมาบนเตียงเดียวกันก็ว่าไปอย่าง นี่บนรถ ไม่ใช่เตียงในโรงแรมที่ไหน แล้วดูเถอะ ท่าทางแบบนี้กะด่าเขาเต็มเหนี่ยวอยู่ล่ะสิท่า

               “แก้วหูจะระเบิด”

               ปานชีวาเริ่มมีสติขึ้นมา...อีกหน่อย แต่ก็นึกไม่ออกอยู่ดีว่าเธอมาอยู่ท้ายรถคันนี้ ได้ยังไง แถมที่นี่ที่ไหนก็ไม่รู้ เช้าแล้วอีกต่างหาก เธอหลับไปนานเท่าไหร่กันเนี่ย

               “ถ้าผมปล่อยแล้วอย่าส่งเสียงแปดหลอดเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นผมจับคุณมัดปิดปากเข้าใจหรือเปล่า” โป้งขู่ แต่ถ้าไม่ทำตามโดนตามที่พูดแน่นอน

               ปานชีวายอมพยักหน้าเมื่อเห็นว่าตรงนี้ไม่ได้เปลี่ยว แต่น่าจะเป็นตลาดที่ไหน สักแห่ง อีกทั้งถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเธอจะกรี๊ดให้สุดเสียง โป้งชักมือกลับมากอดอก มองผู้หญิงแปลกหน้าที่มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

               ให้มันได้อย่างนี้สิ!

               “นายเป็นใคร พาฉันมาที่นี่ทำไม คอยดูนะฉันจะแจ้งความ” ปานชีวาขู่ฟ่อ พลาง เขยิบให้ห่างจากร่างสูงที่ยืนบังไว้ก่อนจะเหวี่ยงขาลงมาห้อย อย่างน้อยก็พอวิ่งหนี ได้ล่ะ

               ดวงตาคมจ้องผู้ชายแปลกหน้าที่หน้าตาไม่ได้ไทยจ๋า น่าจะเป็นลูกครึ่งเพราะ ตาสีฟ้า อย่าเข้าใจว่าที่จ้องเพราะตะลึงในความหล่อที่พอๆ กับปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล แต่จะได้ชี้ตัวถูกเวลาแจ้งตำรวจต่างหากล่ะ

               โป้งร้องเฮอะพร้อมกับมองยัยขี้เซาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าเหมือนกัน ผู้หญิงอะไรสวยดีอยู่หรอก แต่หน้าตาดูเหวี่ยงๆ น่าจะวีนเก่งน่าดู

               “โห ขนาดนั้น ถามจริงๆ เถอะ คุณสงสัยผมกับผมสงสัยคุณอันไหนเป็นไปได้มากกว่ากัน อยู่ดีๆ ก็มานอนอยู่ในรถของผม เออนะ จะไปแจ้งตำรวจก็เอาเลย แต่ก่อนไปนะสำรวจตัวเองเสียก่อน กลิ่นเหล้าหึ่งขนาดนี้ตำรวจคงเชื่อคุณหรอก”

               ปานชีวาได้กลิ่นเหล้าจากตัวเองจริงๆ นั่นล่ะ พอจะนึกออกบ้างว่าดรัณวางยาเธอ แต่หลังจากนั้น...นึกยังไม่ออก

               “ที่นี่ที่ไหน”

               “ไม่ไปแจ้งความแล้วเรอะ”

               “เดี๋ยวไป แต่คุณต้องบอกมาก่อนว่าฉันมาอยู่ในรถของคุณได้ยังไง” นี่แหละสำคัญ ทำไมเธอดันจำไม่ได้ว่ามาอยู่ในรถคันนี้ได้ยังไง

               “ไม่รู้ คุณต่างหากที่ต้องบอกผมว่าคุณมานอนอยู่ในรถของผมได้ยังไง ถ้าหาเหตุผลไม่ได้ผมนี่แหละจะแจ้งความแทนคุณเอง”

               โป้งอยากจะบ้า รถของเขา...แต่ถูกกล่าวหา ปานชีวามองหาคำตอบจาก ชายคนนั้น พอๆ กับที่พยายามนึกแล้วนึกอีก หญิงสาวหงุดหงิดตัวเอง สงสัยเหล้าทำให้สมองฝ่อเร็วชั่วข้ามคืน

               

               “เอาจริงๆ นะ” ปานชีวาอ้ำอึ้ง มองเจ้าของรถที่กอดอกมองก่อนเอ่ยต่อไปว่า “ฉันจำไม่ได้ว่ามาอยู่บนรถของคุณได้ยังไง”

               “นั่นไง” โป้งเอ่ย อยากจับยัยนี่เขย่าชะมัด เผื่อจะนึกออก

               ปานชีวานิ่วหน้าปวดหัวแทบระเบิด แถมแมลงอะไรมาดุ๊กดิ๊กอยู่ที่เอว พอจับดูถึงได้รู้ว่าเป็นโทรศัพท์ที่กำลังสั่น ดีเหมือนกันขี้เกียจโดนจ้องแบบ non-stop

               “เดี๋ยวนะ เดี๋ยวมาคุยต่อ” ปานชีวาบอกก่อนจะเดินไปหน้ารถซึ่งลับตาคนพอสมควร

               “ว่าไงคะพี่ไลลา” กรรม พอมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือแล้วก็อยากบ้า เกือบเที่ยงเข้าไปแล้ว

               “เกิดเรื่องใหญ่แล้วน่ะสิ ปานได้คุยกับแม่หรือยัง” ไลลาถาม ดีใจแทบกระโดด

               “ยังเลยพี่ไลลา ปิดเสียงโทรศัพท์เปิดสั่นไว้เลยไม่ได้คุยกับใครเลย” แต่ถึง เปิดเสียงก็ไม่รู้จะตื่นหรือเปล่า ขี้เกียจเล่าว่าถูกวางยานอนหลับ เดี๋ยวกลับไปก่อนจะจัดการดรัณให้หายเจ็บใจแถมเสียความรู้สึกด้วย

               “ถ้างั้นฟังพี่ ตอนนี้พ่อเลี้ยงของปานวืดเก้าอี้รัฐมนตรีแล้ว กำลังโมโหปานมาก แม่ของปานบอกว่าเขาส่งคนมาตามล่าปานอยู่นะ รีบซ่อนตัวแล้วก็หลบนักข่าวด้วย”

               ปานชีวาฟังแล้วหมดแรงเลยนั่งกับฟุตบาทไม่รักษาแล้วภาพดารา ตอนนี้ เซ็งสุดๆ ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อล่ะว่าเรื่องของเธอส่งผลกระทบต่อพ่อเลี้ยงจริงๆ ห่วงแม่ มากกว่า หมาบ้าอย่างนั้นป่านนี้เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ แต่พอมองไปเห็นป้ายเขียวๆ บนถนนซึ่งพออ่านออกก็แทบลมจับ นายนั่นมาทำอะไรที่สงขลา

               “อ้อ มีอีกเรื่อง ฟังแล้วอย่าไมเกรนขึ้นล่ะ เมื่อเช้ายัยชญาณีเพิ่งให้สัมภาษณ์ร้องห่มร้องไห้น่ะสิว่ารเมศนอกใจ รเมศมันก็รับผิดท่าเดียวอยากจะบ้าตาย ปานไม่ต้องเครียดนะ ข่าวทั้งหลายแหล่นี่เดี๋ยวพี่จัดการเอง แล้วตอนนี้อยู่ไหนเนี่ย โทรไปที่บ้านป้าออมบอกว่าไม่กลับบ้านตั้งแต่เมื่อคืน”

               “อยู่ต่างจังหวัด” ฮึๆ แบบไม่ได้ตั้งใจจะมาด้วย แต่ใครจะไปพูดแบบนั้น

               ตอนนี้ 10 ชญาณีก็ไม่เท่าหนึ่งสงขลา โอ้ย! เธอมาอยู่ที่สงขลาตอนนี้เนี่ยนะ ไกลไปไหม แถมกระเป๋าสตางค์อยู่ไหนก็ไม่รู้ จะกลับบ้านยังไง เฮ้อ! ช่างเถอะ เดี๋ยว ค่อยหาทางสร้อยแหวนยังมี

               “ดีแล้ว อยู่ต่างจังหวัดไปก่อน ตอนนี้นักข่าวไม่น่ากลัวเท่าพ่อเลี้ยงของปาน แล้วล่ะพี่ว่า แล้วเรื่องข่าวปานไม่ต้องเครียดนะเดี๋ยวพี่จัดการเอง”

               “เอางั้นเหรอพี่ไลลา”

               “เอางี้แหละ หลบนักข่าวให้ดีด้วยล่ะ” ไลลากำชับ

               “ก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะพี่ไลลา”

               ปานชีวาก้มหน้าลงซบกับเข่าตัวเอง ทำไมมีแต่เรื่อง เบญจเพสก็ยังไม่ถึง ทำไม พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกขนาดนี้ก็ไม่รู้ แต่เดี๋ยวก่อน เธอต้องไปจัดการเคลียร์ปัญหากับผู้คนนี้ให้รู้เรื่อง

               อะไรวะ! มาทำอะไรที่สงขลา

               “ว่าไง จะไปกันหรือยัง” โป้งชวนยิกๆ เมื่อยัยขี้เซาเดินกลับมาหา คิ้วขมวดแทบจะผูกโบได้

               ปานชีวานิ่วหน้าหรี่ตามอง คนบ้าอะไรตัวใหญ่อย่างกับยักษ์แต่หน้าขาวจั๊ว “ไปไหนล่ะคุณ แล้วคุณจะบ้าหรือเปล่า มาทำไมที่สงขลา?” นี่เรื่องใหญ่เลยนะ

               “อ้าว! ก็บ้านผมอยู่ที่นี่” โป้งเลิกคิ้ว ถ้าไม่ใช่ผู้หญิงมีเคือง “เอาไง...จะไปหาตำรวจ อีกไหม?”

               โอเค...พอฟังขึ้น แต่เธอมาอยู่ที่รถของเขาได้ยังไงนี่สิปัญหา ช่างมัน เดี๋ยวก็นึกออก นายนี่คงไม่ได้คิดทำมิดีมิร้ายหรอก ไม่อย่างนั้นจะชวนไปหาตำรวจยิกๆ ทำไม

               “เอาเป็นว่าฉันไม่ติดใจเอาความ เราแยกทางกันตรงนี้”

               “ง่ายๆ อย่างนี้เนี่ยนะ” กล่าวหาเขาเป็นวรรคเป็นเวรตอนนี้จะชิ่งซะงั้น

               ปานชีวากอดอกเลิกคิ้วมองแบบรมณ์บ่จอยกลับไปบ้าง แค่มาโผล่ที่สงขลาก็ยุ่งยากพอแล้วยังจะมากวนโมโหอะไรอีก

               “แล้วคุณจะเอายังไง ฉันรีบ”

               “ไม่ คุณต้องไปหาตำรวจกับผม” ไม่พูดเปล่า แขนเสื้อของปานชีวาก็ถูกดึงไว้ อยู่ๆ มาอยู่ในรถของเขาน่าสงสัยหยอกที่ไหน

               “ไม่ได้นะ!”

               ปานชีวาดึงแขนกลับ แค่นี้ข่าวของเธอก็คงครองพื้นที่สื่อพอแล้ว อย่าให้มีข่าว...ดาราสุดฉาวเมาปลิ้น หลับในรถชายปริศนา แถมมาโผล่ที่สงขลาเลย

               โป้งพยักพเยิดรอคำอธิบาย ปานชีวายังมึนแต่ก็ต้องพยายามให้คำตอบที่พอ ฟังขึ้น ไม่อย่างนั้นผู้ชายคนนี้คงทำให้เธอฝันร้ายเพราะข่าวแน่ๆ

               “คือ...ฉันถูกคนของพ่อเลี้ยงตามล่าอยู่ แถมพี่ชาย...ลูกของพ่อเลี้ยงก็ยัง พยายามเคลมฉันอีก พอไหมเหตุผลที่ฉันมาอยู่ที่รถของคุณน่ะ” เธอไม่ได้โกหกแม้แต่คำเดียว พูดจริงๆ เนี่ยแหละ ยังไงเสียชีวิตของเธอมันก็ยิ่งกว่าละครน้ำเน่าอยู่แล้ว

               ฆนากรพยักหน้าฟังพลางมองคนเล่าที่มองมาอย่างกับลุ้นหวย

               “เออ ก็พอฟังได้”

               “ลาล่ะ”

               ปานชีวาถอนใจโล่งอกรีบเดินหลบๆ ไปจากตรงนั้น จบเรื่องเสียที อีตานี่คงไม่เคยดูละครน้ำเน่าแหงๆ ถึงได้ยอมเชื่อง่ายๆ แต่ถ้าไม่เชื่อก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เธอพูดความจริงไปแล้ว

               

               ชญาณียังอยู่ในห้องคนป่วยกับผู้จัดการส่วนตัว แต่สภาพในตอนนี้ช่างต่างกับเมื่อเช้าลิบลับ ใบหน้าที่จงใจแต่งให้ซีดเซียวเหมือนไม่ได้นอนและร้องไห้อย่างหนักกลับมาสดใสและมีชีวิตชีวา ราวกับมาพักผ่อนในโรงแรมก็ไม่ปาน

               “ไม่รู้นังปานหายไปไหนนะ นักข่าวหากันให้ควั่กขนาดนี้ยังไม่เจอเลย ” ลิลลี่ยิ้มสะใจ “เอาไงต่อ?”

               ชญาณีส่ายหน้า ยิ้มพลางหัวเราะเบาๆ ตอนนี้ไม่ต้องทำอะไรแล้ว นักข่าวทำแทนไปหมดแล้ว เผลอๆ จะปั่นข่าวเพิ่มสีสันให้อีกต่างหาก

               “รอค่ะ ณีจะอยู่เฉยๆ ไม่ให้ข่าวอีก แต่ถ้าทางโน้นยังเงียบณีค่อยคิดอีกที”

               “แล้วเมศ...” ลิลลี่ชักไม่สบายใจ ตอนให้สัมภาษณ์ก็เห็นพระเอกหนุ่มไม่ยิ้มเลย พอนักข่าวกลับก็ขอกลับไม่อยู่ดูแลแฟน

               “ไม่ต้องห่วงค่ะ เราสองคนเป็นแฟนกัน เรื่องแค่นี้เขาต้องทำเพื่อให้ณีกลับมา มั่นใจในตัวเขาอีกครั้ง”

               “ก็ดีกันได้แล้ว รักกันอย่าโกรธกันนานเลย พี่ไปก่อนล่ะ”

               ชญาณียิ้มรับ แต่ในใจของเธอแล้ว ความรู้สึกต่อรเมศไม่มีวันกลับไป เหมือนเดิม ได้ เธอเกลียดผู้ชายคนนั้นจับใจ ที่ยังไม่ปล่อยไปก็เพื่อผลประโยชน์ ก็เหมือนกับที่เขามาคบเธอเพื่อผลกระโยชน์นั่นแหละ คราวนี้แค่ถึงตาเธอบ้างก็เท่านั้น

               

               ปานชีวาเดินตัวลีบก้มหน้างุดๆ อย่างไม่รู้แห่งหนของตัวเองเท่าไหร่ หิวก็หิวแต่ไม่มีตังค์ ถ้าหาร้านทองเพื่อขายแหวนได้ก็คงจะดี ต้องใช้หลักฐานหรือเปล่านะ หญิงสาวปัดผมมาปิดหน้าบางส่วนเมื่อใครหลายคนเริ่มมองอย่างสงสัย หญิงสาวหายใจไม่ทั่วท้อง แต่พอเดินผ่านแผงหนังสือพิมพ์เห็นข่าวและหน้าของตัวเองหราก็ถอนใจ เบื่อโลก อดบ่นไม่ได้

               “หมดกันนักแสดงยอดเยี่ยม กลายเป็นมือที่สามยอดแย่ไปแล้ว”

               “เฮ้ยๆ นั่นใช่ดาราที่แย่งแฟนเพื่อนหรือเปล่าวะ” แม่ค้าตะโกนบอกคนในตลาดที่พากันหันมาดูปานชีวากันพรึบ

               ดาราสาวสะดุ้งโหยง งานนี้รู้เองไม่ต้องบอก ถึงสำเนียงการพูดของป้าแม่ค้าจะติดทองแดงมาเต็มคอ ข่าวทำพิษเธอแล้ว

               “ซวยแล้วไงไอ้ปานเอ๊ย”

               ปานชีวาไม่นึกเลยว่าจะมีวันนี้ วันที่เธอต้องหนีผู้บริโภคที่เสพข่าวมือที่สามเข้าไปจนเต็มรัก และมองเธอเหมือนฆาตกรก็ไม่ปาน แล้วเธอจะหนีไปไหนดี เงินก็ไม่มี ถนนหนทางก็ไม่รู้จัก ทำได้แต่วิ่งสุดชีวิตเท่านั้นเอง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha


ทำไมอ่านชื่อพระเอก ฆนากร เป็นฆาตกร
โดย Anonymous | 1 year, 2 months ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha