เผด็จการยอดรัก (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 8 : ตอนที่ 4-100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

            ปานชีวาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นโทรศัพท์ที่ติดตัวมาได้สักพักแล้ว หญิงสาวลองไปค้นเสื้อผ้าที่เพิ่งผลัดก็ไม่มี ซึ่งก็ดีกว่ามีล่ะเพราะมันคงกลับบ้านเก่าไปแล้วแน่นอน คิดในแง่ดีโทรศัพท์อาจจะอยู่แถวๆ หน้าหาดตรงท่าจอดเรือก็ได้ คิดได้ดังนี้หญิงสาวก็เดินมาหน้าหาดโดยมีถวิลตามมาห่างๆ

               “หาอะไรหรือคะ?” ถวิลถามแขกที่เดินง่วนแทนที่จะพักผ่อนหลังจากเดินทางมาเหนื่อยๆ

               “โทรศัพท์ค่ะ ไม่รู้หายไปไหน”

               นึกไม่ออกจริงๆ ว่าไปลืมไว้ที่ไหน ตอนอยู่บนเรือก็ไม่ได้หยิบขึ้นมาใช้เลย หรือว่าจะตกในเรือถึงได้หาไม่เจอ โอ้ไม่นะ!

               “อ๋อ นี่ค่ะ คนงานเก็บได้แถวๆ หน้าเกาะ แต่สงสัยมันจะใช้ไม่ได้แล้วล่ะค่ะน้ำเข้าไปขนาดนั้น” ถวิลส่งโทรศัพท์ให้ปานชีวา

               หญิงสาวรับมาหน้าจ๋อยๆ ไอโฟนรุ่นล่าสุดดูหมองกว่าเคย อีกทั้งพอกดเปิดยังไม่หือไม่อือ งานนี้มันคงตายสนิทตั้งแต่ตอนเธอตกน้ำแล้วมั้ง

               “โธ่...ลูกแม่” ปานชีวามองโทรศัพท์ที่กลายเป็นก้อนหินไปแล้ว น้ำเปล่าๆ เครื่องยังไม่รอดนี่น้ำทะเลป่านนี้สนิมเริ่มก่อตัวแล้วด้วยมั้ง แล้วเธอจะติดต่อใครต่อใครยังไงดี

               “เดี๋ยวน้าหวินบอกนายหัวให้นะคะว่าหนูปานจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์”

               “ไม่เป็นไรค่ะ เกรงใจ”

               ขาดการติดต่อแค่วันสองวันแม่กับพี่ไลลาคงไม่คิดว่าเธอตายไปแล้วหรอกมั้ง แค่นี้ก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจจะแย่ เดี๋ยวถ้าเจอนายโป้งเธอคงต้องให้อะไรเป็นค่าตอบแทนที่เขาให้ที่พัก ว่าแต่จะให้อะไรดี

               “ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ แต่น้าไม่รู้ว่านายหัวจะกลับตอนไหนน่ะสิคะ”

               “เขาไปไหนหรือคะ?” ไม่ใช่ว่ามาส่งเธอแล้วตัวเองกลับไปอยู่แผ่นดินใหญ่หรอกนะ

               “ไปเกาะรังไม้ค่ะ ไม่รู้จะอยู่ฉลองกับคนงานต่อหรือเปล่า”

               ปานชีวาก็ไม่ได้สะดุดหูอะไร เกาะรังไม้ก็เกาะเหมือนกันละมั้ง เกาะนี้ชื่ออะไรเธอยังไม่รู้เลย แต่ก็ช่างเถอะอีกไม่กี่วันก็กลับแล้วนี่นา

               “อุ้ย คุยจนลืมอีกแล้ว นี่ค่ะยา นายหัวสั่งไว้ให้หนูปานทาน”

               “ขอบคุณค่ะ”

               ปานชีวารับยามากินอย่างว่าง่ายทั้งที่ปกติชอบกินยาเสียที่ไหน แต่มาต่างที่ต่างถิ่นร่างกายต้องพร้อม หญิงสาวคุยกับแม่บ้านอีกไม่นานนักก็เปิดปากหาว ตาเริ่มถ่างไม่ขึ้น ถวิลก็เลยพาไปพักที่ห้องนอนของแขกที่หลับทันทีที่หัวถึงหมอน

               

               พระอาทิตย์คล้อยต่ำแสงแดดแรงร้อนเริ่มอ่อนลงพร้อมกับฆนากรที่นั่งเรือกลับมาที่เกาะซานัม โดยมีดิลิกขับให้เหมือนตอนขาไป คนงานชวนเขากินข้าวแล้วก็ต่อด้วยดื่มฉลองนิดหน่อยไม่ถึงกับเมาเลยกลับช้ากว่าที่คิดไว้ โป้งเริ่มเพลีย ตั้งแต่เมื่อคืนที่ขับรถกลับมาจนถึงตอนนี้เขายังไม่ได้นอนสักงีบ พอจะพักสายตาคนสนิทก็มองเหมือนจะพูดอะไร เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้งแบบนี้ใครจะไปงีบลงกัน

               “มีอะไรดิลก มีอะไรก็พูดมาเถอะน่า” โป้งถามตัดรำคาญ จะนอนก็ไม่ได้นอนเพราะสงสัย

               ดิลกยิ้มรับหันมาตอบนาย

               “คนของนายปราบดาเริ่มเคลื่อนไหวแล้วครับ คนของเราสืบได้ว่ามันกำลังหาทางส่งคนของมันมาที่นี่”

               โป้งพยักหน้าเข้าใจความหมายที่แฝงมา

               “ถ้างั้นก็สั่งให้คนของเราเข้มงวดคนงานในเกาะให้มากขึ้น”

               “ผมสงสัยผู้หญิงที่คุณโป้งพามา”

               โป้งหัวเราะชอบใจ ดิลกกำลังสงสัยผู้หญิงคนนั้นก็ไม่แปลกอะไร เขาเองยังสงสัยถึงได้ยอมให้มาด้วยเพราะดูมันบังเอิญเกินไปที่ใครสักคนจะเข้ามาในชีวิตของเขาง่ายๆ แบบนี้ อีกใจก็สงสารถ้าเรื่องรันทดที่เจ้าตัวเล่าเป็นเรื่องจริงแค่นั้นเอง

               “สืบได้เรื่องหรือยังล่ะ”

               “ยังครับ กำลังสืบอยู่” ดิลกหัวเราะเสียงเบา เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมงตอนนี้คนของเขา ก็ตามเรื่องของผู้หญิงคนนั้นจนเหงื่อตกแล้วมั้ง “แล้วถ้าใช่...” ก็แค่ถามเผื่อไว้

               โป้งยิ้มเหี้ยมไม่ตอบ คนอย่างเขาถ้าดีก็ดีใจหายแต่ถ้าร้ายก็ร้ายสุดขั้ว ถ้าดิลกรู้จักเขาดีก็ควรภาวนาให้ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนของปราบดา เพราะถ้าใช่เธอก็จะไม่มีโอกาสได้กลับไปหาปราบดาอีกเลย

               

               ...ปัง!?!...

               ปานชีวาสะดุ้งตื่นรีบลุกขึ้นจากเตียงแล้ววิ่งสุดฝีเท้าออกมาจากห้อง เธอไม่เห็นใครอยู่ในบ้านสักคน อารามตกใจก็เลยวิ่งไปหน้าบ้าน ดีกว่านั่งสงสัยว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงปืนอย่างที่คิดหรือเปล่า พอวิ่งมาถึงหน้าบ้านก็เห็นโป้งยืนอยู่ หน้าหาด มือข้างหนึ่งถือปืนอยู่ หญิงสาววิ่งไปหาแบบลืมกลัวลืมตาย ไม่ชอบเลยที่ได้ยินเสียงปืน

               นานมาแล้วเธอเคยถ่ายละครบู๊แล้วถูกเอฟเฟ็คต์ระเบิดใส่หวิดตาบอด หลังจากนั้นก็ไม่ชอบเสียงดังๆ หรือปืนดำๆ แบบในมือของโป้งอีกเลย แต่ถ้าคับขันต้องยิงปืนก็พอได้ ลูกทหารมากลัวปืนก็เสียชื่อหมด

               “เกิดอะไรขึ้น คุณยิงปืนทำไม?”

               “ตื่นแล้วเรอะ” เจ้าของปืนหันมาถามพลางเก็บปืนใส่ซอง

               “ถามแปลกจริงคุณ ฉันละเมอเดินมามั้ง เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงปืน เกิดอะไรขึ้น”

               “ผมลองปืน ไม่มีอะไร” โป้งบอกหน้าตาเฉย ทั้งที่เมื่อครู่มีเรือมาสอดแนมให้บริหารนิ้วมือ

               ปานชีวาขมวดคิ้วมุ่น นี่มันก็จะเย็นค่ำอยู่แล้วคนบ้าอะไรนึกอยากลองปืน เป้าอะไรก็ไม่มี ยิงปืนขึ้นฟ้าเอาเสียงมันๆ หรือไง น่าสงสัยแฮะว่านายโป้งเป็นใครกันแน่ รถที่ขับมาก็ราคาไม่น้อย แถมเรือยอชต์ทั้งลำ เกาะอีกทั้งเกาะ ทำมาหากินอะไรถึงดู มีอันจะกินได้ขนาดนี้

               “ไม่ต้องมองผมอย่างนั้น คิดอะไรอยู่ สงสัยจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

               ก็ใช่น่ะสิ!

               ปานชีวาคิดในใจ แต่ใครจะกล้าบอกไปตรงๆ เดี๋ยวเกิดของขึ้นมานายโป้งเกิดคลั่งจับเธอโยนลงทะเลขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ แค่ปืนในมือยิงโป้งเดียวเธอก็ตายแล้ว

               แต่...งานนี้ต้องเสี่ยงแบบใจเต้นนิดหนึ่ง ไม่อย่างนั้นได้นอนผวาขวัญบิน จนกว่าจะกลับแผ่นดินใหญ่กันพอดี

               คิดสิคิด...ถ้าเขาใจดีขนาดให้เธอมาพักที่นี่ก็คงไม่ใจร้ายจับ ‘เพื่อนใหม่’ ถ่วงน้ำ หรอกน่า

               “คุณค้ายาเสพติดหรือเปล่า?”

               ฆนากรค้อนใส่คนถาม ถอนใจอีกฟืดใหญ่ มองหน้าใสๆ ที่พอได้ล้างหน้าตา ก็สวยดีแฮะ แต่ยังดูโก๊ะๆ เหมือนเดิม แล้วดูถามเข้าเธอคิดว่าทุกคนบนโลกโกหกไม่เป็นหรือไง

               “เปล่า”

               “ทำเรื่องผิดกฎหมายหรือเปล่า?” อย่างค้ายา เอ...หรือว่าค้าของเถื่อนอย่าง ของหนีภาษีอะไรประมาณนั้น อยู่เกาะนี่ยิ่งง่ายเลย

               “เปล่า” คราวนี้คนถูกถามหัวเราะด้วย

               ปานชีวาหรี่ตากอดอกมองอย่างพิจารณา หน้าตาของโป้งก็ถือว่าใช้ได้ ไปวัดตอนฟ้าแจ้งยังไม่รู้จะหาอะไรมาติ แต่เธอเจอคนหน้าตาดีมาเยอะ แล้วไอ้ที่หล่อ แต่เลวก็แยะเหมือนกัน

               “คุณโกหกฉันหรือเปล่า?”

               โป้งเริ่มหมั่นไส้อดไม่ได้เลยยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากคนถามที่ลอยหน้าลอยตาเหลือเกิน แต่ละอย่างที่ประเคนให้เขาน่ะ ‘คุก’ ทั้งนั้น

               “มีใครที่โกหกแล้วบอกว่ากำลังโกหกอยู่บ้างล่ะคุณ”

               อย่างนี้แสดงว่าไม่ได้โกหกได้หรือเปล่านะ

               “แล้วทำไมต้องมีปืน” ปานชีวายังไม่หายสงสัย จากท่าจับปืนก็รู้ว่าโคตรจะยิงเป็น หนีเสือปะจระเข้หรือเปล่าเนี่ย

               เออเว้ย! มีปืนก็ผิด อยู่เกาะก็ผิด ต้องทำยังไงถึงจะดี

               “ผมอยู่เกาะนะ ถ้ามีโจรบุกก็ตายคาเกาะน่ะสิ ว่าแต่คุณเถอะจะทำตามสัญญาได้หรือยัง” โป้งทวงเสียเลยไหนๆ ก็เจอตัวแล้ว แถมยังซักยิกๆ คงหายแฮ้งแล้วมั้ง

               “สัญญาอะไร?”

               ปานชีวาทำไก๋แต่สมองกำลังคิดด่วนจี๋ งานนี้เธอคงได้ผิดศีล 5 ข้อ 4 เรื่องการโกหกเต็มๆ เพราะถ้าบอกว่าเธอเป็นดาราที่เพิ่งมีมือที่สามงอกมาจะโดนเตะโด่งกลับแผ่นดินใหญ่หรือเปล่าก็ไม่รู้ เธอกลัวความเชื่อของคนแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ใครจะเชื่อเธออย่างไร้เงื่อนไขบ้างว่าข่าวที่เกิดขึ้นไม่มีความจริงแม้แต่นิดเดียว แล้วยังเรื่องพ่อเลี้ยงของเธออีก

               “อ้าว! ทำลืม สัญญาที่คุณจะบอกผมว่าเป็นใครมาจากไหน เผื่อคุณหนีคดีมาผมก็ซวยน่ะสิ”


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha