เผด็จการยอดรัก (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 20 : ตอนที่ 10-100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

            ปานชีวาเพิ่งรู้ว่านอกจากโป้งจะลงทุนไปส่งเธอที่กรุงเทพฯ เขายังมีธุระที่ต้องไปจัดการอยู่พอดีก็เลยมาเสียด้วยกันแทนที่จะให้ดิลกมาส่ง พอถามว่าทำไมไม่นั่งเครื่องบินจะได้ถึงกรุงเทพฯ เร็วดี คำตอบของเขาทำเธอมึนไม่น้อยว่า...ไม่ชอบนั่งเครื่องบิน ซึ่งก็คือกลัวเครื่องบินนั่นแหละ

               การเดินทางโดยรถยนต์จึงเป็นทางเลือกเดียวที่สะดวกที่สุด ดิลกรับหน้าที่ขับในขณะที่โป้งก็คุยไปพลางด้วยเรื่องงานล้วนๆ ปานชีวาฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างจนหลับไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ รู้อีกทีอีตาโป้งก็มาปลุก พอลืมตาเขาก็ยิ้มให้ ผีเข้าหรือผีออก กันล่ะนี่

               “หิวไหมคุณ ผมให้ดิลกแวะหาอะไรกินก่อนแล้วค่อยขับยาวเข้ากรุงเทพฯ ทีเดียว” เขาบอก

               ปานชีวาพยักหน้ารับบอกให้เขาเดินไปก่อน พออยู่คนเดียวหญิงสาวก็ชะโงกหน้าไปส่องกระจกมองหลังแล้วก็แทบสะอึก รู้แล้วว่าทำไมเขายิ้มให้ หัวเธอฟู ขนาดนี้ทำไมไม่เตือนกันบ้าง เดินโทงๆ ลงไปก็เสียลุคนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมหมดสิยะ

               กับข้าวหลายอย่างสั่งไว้รอแล้วพอปานชีวาไปถึงก็ทานได้เลย ร้านอาหารดูเงียบและเป็นส่วนตัวดี เธอค่อยสบายใจได้หน่อย ตอนนี้ไม่อยากรับมือแอนตี้แฟนคลับ พอมองโป้งก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันที่นั่งรถฟรีแถมยังกินฟรี ทำไงได้เธอไม่มีเงินเลยสักบาทสัญญาแล้วนะอีตาโป้งถึงบ้านเมื่อไหร่เธอจะใช้หนี้เขาทุกบาทไม่งั้นไม่สบายใจ

               แต่เธอคงสบายได้ไม่มานาน เมื่อผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งซุบซิบกับเพื่อนอยู่หลายคำสักพักก็เดินมาหาปานชีวา

               “แย่แล้ว” ดาราสาวถอนใจหน้าเสีย

               “ทำไม มีอะไรหรือเปล่า” โป้งถามขยับมาใกล้

               “มีคนจำฉันได้”

               ปานชีวาพยักพเยิดมองไปที่ผู้หญิงที่กำลังเดินมาหา โป้งมองตาม ไม่เชื่อก็ต้อง เชื่อล่ะว่าเธอไม่ใช่ไก่กาแต่เป็นซุป’ตาร์เหมือนกันแฮะ

               “งั้นกลับไปที่รถ”

               ช่างเป็นข้อเสนอที่น่าทำตาม แต่เธอจะหนีตั้งแต่แรกแล้วต่อไปล่ะจะทำยังไง ถ้าแอนตี้แฟนคลับคนเดียวยังต้องหนี

               “อย่าเพิ่ง ฉันอยากลองสู้ในแบบของฉัน ถ้ากลับถึงกรุงเทพฯ จะยิ่งกว่านี้”

               ผู้หญิงคนนั้นเดินมาถึงตัวปานชีวาในที่สุด สายตาที่มองดาราสาวตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า ให้คนโง่ที่สุดก็ดูออกว่ามาไม่ดีแน่ๆ

               “ปานชีวาใช่ไหม?”

               “ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ” ปานชีวายิ้มให้และตอบอย่างใจเย็น ถ้าเธอไม่ยอม มีเรื่องใครก็มาก่อเรื่องให้เธออีกไม่ได้

               ผู้หญิงคนนั้นยิ้มตอบ ปานชีวาถอนใจโล่งอกเธอคิดมากไปเอง แต่แล้วเรื่อง ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อแก้วน้ำถูกกระชากมาจากโต๊ะและสาดใส่หน้าปานชีวาทันที

               “นี่สำหรับผู้หญิงหน้าด้านแย่งแฟนเพื่อนตัวเอง”

               ดิลกถึงตัวผู้หญิงคนนั้นแล้วกระชากแขนให้ออกมาห่างจากปานชีวา ในขณะที่โป้งมายืนขวางไว้อีกชั้นพร้อมกับมองผู้หญิงคนนั้นอย่างเอาเรื่อง

               “นี่คุณ ทำเกินไปหรือเปล่า”

               ปานชีวาจับแขนโป้งไว้ เธอยังไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ ดารามีข่าวทะเลาะวิวาท แม้จะเป็นผู้ถูกกระทำนักข่าวก็ไม่มีวันเขียนตรงไปตรงมา ดาราก่อเรื่อง กับ ดาราถูกหาเรื่อง อย่างแรกขายข่าวได้มากกว่าอยู่แล้ว

               “คุณทราบได้ยังไงคะว่าข่าวนั้นเป็นเรื่องจริง”

               “ใครๆ ก็รู้ทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นน้องณีจะกรีดข้อมือตัวเองทำไมถ้าไม่เพราะช้ำใจ” ผู้หญิงคนนั้นย้อนเสียงแหลมกลับมา

               ปานชีวาหลับตาพยายามสั่งให้ตัวเองใจเย็นๆ เข้าใจ อย่ามีเรื่อง เรื่องนี่ก็แค่บททดสอบเล็กๆ ก่อนไปเจองานใหญ่ที่กรุงเทพฯ ผู้หญิงคนนี้ก็แค่เสพสื่อมากไปเท่านั้นเอง

               “แล้วถ้าฉันทำแบบนั้นบ้าง คุณจะเชื่อว่าฉันไม่ได้เป็นมือที่สามหรือเปล่าคะ”

               อึ้ง ผู้หญิงคนนั้นไม่มีคำตอบ ปานชีวาปล่อยมือจากแขนของโป้งที่ยืนจังก้าคอยระวังให้อุ่นใจดีแท้

               “ฉันไม่เคยทำเรื่องแบบนั้น ไม่มีเหตุผลที่ต้องทำด้วย ฉันกับเมศเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนมหา’ลัย เรารู้จักกันมาเกือบ 10 ปี ถ้าฉันกับเมศจะเป็นแฟนกันคงเป็น มานานแล้ว ไม่ใช่มาเป็นแฟนกันตอนนี้ การเสพข่าวควรใช้วิจารณญาณ วงการมายาอะไรก็เป็นไปได้นะคะ”

               โป้งกับดิลกพยักหน้าเห็นด้วย ถึงจะไม่ค่อยรู้เรื่องดาราเท่าไหร่แต่คำพูดยาวๆ ที่ฟังดูมีเหตุผลคงใช้ไม่ได้ผลกับทุกคน รวมทั้งผู้หญิงคนนี้ด้วย

               “พูดอะไร ฟังไม่รู้เรื่อง”

               ปานชีวาอึ้งเสียเอง ทำได้เพียงกะพริบตาปริบๆ มองผู้หญิงคนนั้นเดินจากไป เวลารักใครมากๆ คำว่าเหตุผลมันใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม แล้วคนที่เกลียดเธอเพราะเสพข่าวน่ะถามจริงๆ เถอะรู้จักคนคนนั้นมากพอที่จะเกลียดแล้วจริงๆ หรือว่าเกลียดตามกระแส

               “เป็นไงล่ะคุณ เทศน์เสียยาวผู้หญิงคนนั้นฟังเสียที่ไหน” โป้งส่ายหัวมองหน้า เปียกๆ ของปานชีวาแล้วก็ถอนใจพลางหยิบทิชชูใกล้มือส่งให้

               “ก็ยังดีกว่าฉันไม่ได้พูดอะไรเพื่อตัวเองเลย”

               ปานชีวารับทิชชูมาเช็ดหน้าตัวเองแบบเซ็งไม่น้อย อาชีพนักแสดงนอกจากขายความสามารถ หน้าตาแล้ว ยังต้องขายความรู้สึกให้ผู้บริโภค ไม่ว่าผู้บริโภคจะรักหรือจะเกลียดเธอต้องยอมรับให้ได้ แม้ว่าจะถูกกระทำจนรู้สึกว่าเป็นเพียงเหยื่อของใครสักคน

               

               ปานชีวารักษาใจที่ย่ำแย่ของตัวเองด้วยการหลับมาตลอดทางและไม่พยายาม คิดว่าพอกลับถึงบ้านเธอจะพบอะไรบ้าง เธอโทรหาไลลาแล้วบอกว่าจะถึงบ้านประมาณกี่โมงเราจะได้ปรึกษากัน กลัวอย่างเดียวเท่านั้น...นักข่าว เธออยากพักเงียบๆ อีกสักวันสองวันแล้วค่อยนัดแถลงข่าวอีกครั้ง ชีวิตต้องดำเนินต่อไปไม่ว่าข่าวจะแย่ลงหรือดีขึ้น

               กว่าจะถึงกรุงเทพฯ ก็เกือบบ่าย 3 โมงแล้ว ปานชีวาเปลี่ยนจากผู้โดยสารมาเป็น ผู้นำทาง ไม่เคยเลยที่จะรู้สึกอยากให้ถึงบ้านเร็วๆ ขนาดนี้มาก่อน

               “เลี้ยวขวาบ้านหลังที่สามก็ถึงแล้วค่ะคุณดิลก”

               โป้งเห็นบ้านละแวกนี้ส่วนใหญ่น่าจะอยู่กันเป็นครอบครัว แล้วปานชีวาล่ะไหนว่าไม่ถูกกับพ่อเลี้ยง ถ้าอยู่บ้านหลังเดียวกันก็คงแปลกไม่น้อย

               “คุณอยู่กับใคร?”

               ปานชีวาเหล่ นึกหรือว่าเธอรู้ไม่ทันหรือไง กำลังตรวจสอบเธออยู่ล่ะสิท่า

               “อยู่กับผู้ชายชื่อกัปตัน”

               “อ้าว ถ้างั้นคุณไม่พาแฟนไปแก้ข่าวให้สิ้นเรื่อง ถ้ามีแฟนเป็นตัวเป็นตนขนาด อยู่บ้านเดียวกัน” โป้งนึกขวางยัยนางเอกขึ้นมาตงิดๆ

               “นักข่าวคงไม่เชื่อฉันหรอก ไปๆ มาๆ จะหาว่าฉันบ้าน่ะสิ”

               “ทำไมคุณกัปตันของคุณเด็กกว่าคุณมากหรือว่าแก่กว่าคุณหลายสิบปีหรือไง” ที่ถามนี่ไม่ใช่ว่าอยากรู้แต่อยากช่วยแก้ปัญหา ไหนๆ เขาก็ก่อปัญหาให้เธอเหมือนกัน

               ปานชีวายิ้มขันแค่นึกถึงภาพก็จะเป็นลมแล้ว แล้วดูสิดูโป้งจ้องเธอขนาดนี้ไม่ตอบให้รู้คงเสียใจแย่

               “หมาของฉันมันคงไม่อยากเป็นข่าวหรอกคุณ”

               คนรอคำตอบชะงักคำที่มาจ่อปลายลิ้น ดิลกเงี่ยหูฟังอยู่นานหัวเราะก๊าก ไม่คิดว่าปานชีวาช่างมีอารมณ์ขัน ไม่เหมือนนายของเขาแฮะทำหน้าอย่างกับหิวเลือด

               “ขำอะไรดิลก”

               “แหม เจ้ากัปตันคงหล่อน่าดูนะครับคุณปาน”

               ปานชีวายิ้มรับ หมาของเธอน่ะลูกครึ่งเชียวนะไม่หล่อได้ยังไง อีตาโป้งนี่บ้าหรือไงอยู่ๆ ก็มาเหล่ เธอพูดอะไรผิดตรงไหน อยากคิดเยอะเองนี่นา

               “คุณนัดใครเอาไว้หรือเปล่า” โป้งถาม

               “เปล่านี่” ปานชีวาตอบไม่ทันได้มองไปที่หน้าบ้าน แต่พอเห็นหน้าบ้านตัวเองก็หุบยิ้มทันที “เฮ้อ...”

               นักข่าวหลายสิบคนมาออกันอยู่หน้าบ้านของปานชีวาอย่างกับรู้ว่าเธอจะกลับบ้านวันนี้ โป้งเริ่มเห็นออร่าของดาราซุป’ตาร์ของปานชีวาแล้วสิ

               “ผมคงต้องเชื่อแล้วว่าคุณดังมากจริงๆ นักข่าวคงได้ข่าวว่าคุณจะกลับมาละมั้งเลยมาออกันเต็ม เอาไงจะให้ขับผ่านไปเลยหรือว่ากลับบ้าน”

               ปานชีวาตัดสินใจแล้ว พอหยิบโทรศัพท์ออกมาก็พอดีไลลาโทรมาพอดี คุยกันไม่กี่คำเธอก็วาง หนีวันนี้เพื่อถูกไล่ล่าในวันพรุ่งนี้จะมีประโยชน์อะไร “กลับบ้าน คนพวกนั้นไม่มีความสำคัญมากพอให้ฉันไม่กล้าเข้าบ้านตัวเอง”

               ดิลกขับรถมาจอดที่หน้าบ้านของปานชีวา สองหนุ่มทึ่งเหมือนกันที่ผู้หญิง คนหนึ่งกำลังจะถูกรุมด้วยนักข่าวพวกนั้น อาชีพนักแสดงเงินดีก็จริงแต่ชีวิตส่วนตัวกลับถูกขโมยไป ความสุขอยู่ตรงไหนกัน

               นักข่าวรีบย้ายมารุมที่รถซึ่งขับมาจอดหน้าบ้านทันที กล้องหลายตัวถูกกดชัตเตอร์เผื่อว่าจะทะลุทะลวงให้เห็นดาราสาวที่หายตัวไปอย่างลึกลับ ดีเท่าไหร่ที่สายข่าวรายงานว่าพบปานชีวาที่ร้านอาหาร พอตามๆ กันไปถึงได้รู้ว่าเข้ากรุงเทพฯ แน่นอนเลยมารอกันที่นี่

               ปานชีวาถอนใจแรงเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกลับไปในอยู่โลกมายาหลังจากเธอก้าวลงไปจากรถ

               “ขอบคุณที่มาส่ง พอฉันลงไปแล้วรีบขับรถออกไปทันที ไม่อย่างนั้นคุณจะถูก สาวประวัติจนคุณเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าข้อมูลเหล่านั้นคือสิ่งที่คุณเคยเป็นมา เพราะ นักข่าวพวกนั้นคงอยากรู้ใจแทบขาดว่าคุณเป็นใคร”

               โป้งยิ้มให้ผู้หญิงที่บังเอิญเข้ามาในชีวิตเคร่งเครียดของเขา เขาอยากพูดให้กำลังใจเธอมากกว่าการมาส่งแล้วจากไป แต่สำหรับคนที่ใช้ได้เพียงคำว่า...คนรู้จัก คงทำได้เพียงอวยพรจากใจจริง

               “โชคดีนะ ปานชีวา”

               “คุณก็เหมือนกัน”

               ปานชีวาเปิดประตูรีบลงไปจากรถและปิดประตูทันที เพียงเธอเคาะบอกรถก็เคลื่อนจากไป นักข่าวพยายามถ่ายรูปคนในรถแต่คงไม่ได้อะไรมาก ก่อนจะพุ่งความสนใจมายังดาราสาว ไลลาวิ่งมาหาและช่วยกันนักข่าวที่จู่โจมไว้แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก โป้งหันมามองเบื้องหลังที่รถเพิ่งแล่นผ่าน อดใจหายนิดๆ ไม่ได้

               ...ลาก่อน ปานชีวา

               

               ไลลากอดปานชีวาไว้ถึงจะรู้ว่าคงช่วยอะไรไม่ได้มาก การได้ภาพของปานชีวาก็เท่ากับข่าวจะขายได้ เสียงรัวชัตเตอร์ให้ความรู้สึกเหมือนเสียงรัวปืนใส่เป้านิ่งที่ยืนเฉยไม่หนีอย่างที่ใครๆ คิด เธอจะตอบคำถามที่สามารถตอบได้ การหายตัวไปทำให้กลายเป็นเรื่องของการยอมรับข้อกล่าวหา

               “พี่ขอนะ แค่สองสามคำถามก็พอนะคะ ปานต้องการพัก”

               “ไม่ทราบว่าคุณปานจะให้คำตอบแก่ประชาชนว่ายังไงครับ คุณกับรเมศมีความสัมพันธ์ในระหว่างถ่ายทำละครจริงๆ หรือเปล่า” นักข่าวสายบันเทิงที่ปานชีวาจำได้ว่าลงข่าวจิกกัดเธอบ่อยๆ ถาม

               “ปานขอปฏิเสธตรงนี้เลยค่ะว่าไม่จริง”

               “แล้วทำไมชญาณีถึงกรีดข้อมือตัวเองถ้าไม่มีมูลความจริง รเมศก็ยอมรับ”

               ปานชีวาอยากจะถามย้อนกลับไปบ้างเหมือนกันว่าถ้าชญาณีรถคว่ำ หกล้ม เป็นไข้ตัวร้อน ก็ต้องเป็นเพราะเธอคนเดียวใช่ไหม แต่เธอพูดแบบนั้นออกไปไม่ได้

               “ฉันไม่ทราบค่ะ คนที่ตอบคำถามนี้ได้ดีคงเป็นรเมศหรือไม่ก็ชญาณีมากกว่านะคะ”

               “คุณปานหายไปไหนมาหลายวันคะ รเมศก็หายจากหน้าสื่อไปเหมือนกัน นัดกันไว้หรือเปล่าคะ” นักข่าวอีกคนตั้งข้อสังเกต

               ดาราสาวฝืนยิ้ม แน่นอนมันเป็นอาชีพของเธอ ไม่อยากจะเชื่อจริงๆ ว่า เอาตรงไหนมาคิด นักข่าวพวกนี้มีอาชีพเสริมเป็นคนเขียนบทหรือไง ถึงได้รู้ว่าใครทำอะไรที่ไหนยิ่งกว่าเจ้าตัวเสียอีก

               “เปล่าค่ะ เราไม่ได้พบกัน ครั้งสุดท้ายคือวันประกาศรางวัลเท่านั้น”

               “แล้วที่สายข่าวบอกมาว่าคุณไปที่สงขลาไปทำอะไรหรือคะ รหัทเพื่อนสนิทของรเมศก็ไปที่นั่น คุณไม่ได้นัดกับรเมศจริงๆ หรือคะ” นักข่าวอีกคนยังจี้ถามเรื่องเดิม

               ปานชีวาลอบถอนใจ ถ้าบอกว่าไม่ได้ไปคงโกหกคำโต บรรดาป้าๆ แม่ค้าคงเป็นพยานปากเอกว่าเคยไล่ล่าเธอจนหนำใจมาแล้ว ไลลาอยากช่วยตอบแต่ไม่รู้จะตอบแทนให้ยังไงเลยบีบมือกันเบาๆ อย่างให้กำลังใจกัน

               “จริงค่ะ ฉันไปสงขลา แต่ไม่ได้นัดใครไว้”

               “พอแค่นี้เถอะนะคะน้องๆ” ไลลาขอร้อง กำลังจะพาปานชีวาเดินผ่านรั้วบ้านเข้าไปในบ้านอยู่แล้ว ถ้านักข่าวปากเสียคนหนึ่งจะไม่ถามคำถามชวนโดนเตะ

               “คุณไปขายตัวให้เสี่ยรังนกหรือเปล่าครับ”

               “อะไรนะ?!” ปานชีวาถามออกไปแบบอึ้งๆ ไม่นึกว่าเรื่องราวจะเลยเถิดไปถึง ขนาดขายตัว มันบ้ากันไปใหญ่แล้ว

               “คุณไปอยู่ที่เกาะซานัมตั้งหลายวัน อย่าบอกนะครับว่าไปพักผ่อนธรรมดา”

               ปานชีวาพยายามอย่างยิ่งในการฝืนยิ้มให้นักข่าวที่ถามทั้งที่อยากต่อยให้เลือดกบปาก เรื่องดีๆ ไม่มีให้คิดให้ทำกันแล้วหรือไง แค้นใจแต่ต้องฝืน เธอเริ่มเกลียดการเป็นบุคคลสาธารณะแล้วล่ะตอนนี้

               “ฉันไม่ได้ไปขายตัว หยุดความสงสัยผิดๆ ได้แล้วค่ะ”

               “แล้วคุณมีความสัมพันธ์อะไรกับเจ้าของเกาะล่ะครับ เท่าที่สายข่าวรายงานมาเสี่ยโป้งไม่เคยให้ใครไปที่เกาะเลยนอกจากคนใกล้ชิด” นักข่าวคนเดิมยังจี้ถามไม่เลิก

               พอกันทีปานชีวาคนนี้หมดความอดทนแล้ว เท่าที่ตอบไปนักข่าวพวกนี้ก็ขายข่าว ได้มากพอที่จะอิ่มไปหลายวัน ก่อนที่จะหิวโซแล้วกลับมาไล่ล่าเธออีกครั้ง

               “หยุด...” ปานชีวายังไม่ทันได้พูดต่อเสียงใครอีกคนก็แทรกมาแย่งพูด

               “ผมตอบคำถามนี้แทนให้เองครับ”

               ใครคนนั้นได้ทำให้กล้องทุกตัวที่กระหน่ำยิงใส่ปานชีวาเปลี่ยนเป็นรัวใส่เขาแทน เช่นเดียวกับคำถามที่เธอแสนขยะแขยง ดาราสาวมองเขาไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เธอไม่ใช่นางเอกที่รอเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วย แต่การที่เขาเข้ามาในตอนนี้เธอนึกไม่ออกว่าจะพูดคำว่าอะไรนอกจาก...ขอบคุณ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha