เผด็จการยอดรัก (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 25 : ตอนที่ 13-50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

            โป้งไปส่งปานชีวาที่บ้านและรอจนไลลามาจึงกลับบ้าน แต่ก็สั่งให้คนของเขาคอยเฝ้าเวรยามเผื่อว่าดัมรงค์จะส่งคนมาอีก ทั้งที่จริงแล้วเขาอยากนอนที่บ้านของ ‘แฟน’ เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยชัวร์ๆ แต่ปานชีวาไม่ยอม บอกขอบคุณเขาแบบเขินๆ แล้วก็ ขอให้เขากลับบ้านท่าเดียวก็เลยต้องยอมกลับอย่างเสียดาย

               กว่าจะถึงบ้านอาบน้ำนอนก็ปาเข้าไปเกือบตี 1 หลับตายังไม่ทันเคลิ้มโทรศัพท์ เจ้ากรรมก็ดันดังขึ้นมาอีก โป้งเปิดไฟหัวเตียงขึ้นมาดูว่าใครโทรมาเผื่อมีเรื่องสำคัญ ตาพอเห็นชื่อรู้แน่ไม่ได้น่าสำคัญคงโทรมาถามเรื่องเดิมกระมัง

               “ว่าไงคุณวิภา แต่งงานไปมีความสุขเหมือนขึ้นสวรรค์ไหมล่ะ”

               “แน่นอนอยู่แล้ว แล้วนี่นายทำไมเข้ากรุงบ่อยจัง เพิ่งกลับไปไม่ถึงเดือนก็มาอีกแล้ว ทุกทีไม่มีเหตุไม่มา หายไปเป็นเดือนๆ เอ หรือว่ามีแม่เหล็กอยู่ที่กรุงเทพฯ” ผู้อำนวยการสร้างหนังถามอย่างรู้ทัน

               “ไม่ยักรู้ว่าอ่านข่าวดารงดารากับเขาเสียด้วย” โป้งแกล้งแขวะ รายนี้ทำงานในวงการหนังแต่รู้จักดาราแค่หยิบมือได้มั้ง ผู้ช่วยของก้อยสิเขาเคยคุยด้วยตอนรอเพื่อนอย่างกับสารานุกรมดาราเคลื่อนที่

               “ฉันก็ไม่ได้จะสนใจอะไรหรอกก็แค่แปลกใจ คนไม่สนใจดารา ละครก็ว่าน้ำเน่า วันๆ ทำแต่งานเรื่องในวงการไม่รู้สักกะผีก แต่กลับมาเป็นแฟนกับซุป’ตาร์มันแปลกไหมล่ะ”

               วิภาหัวเราะชอบใจ โป้งทำเสียงงึมงำในลำคอเพราะเถียงไม่ออก

               “เออ ก็แปลก แล้วจะทำไมยัยก้อย”

               “ก็ไม่ทำไมหรอก ก็แค่อยากถามเรื่องที่เคยขอน่ะ คิดดูใหม่แล้วหรือยัง” คราวนี้เสียงหวานเจี๊ยบเชียวล่ะ

               “ยัง” ไม่ได้แกล้งยื้อแต่ยังไม่ได้คิดจริงๆ นะ เพื่อนกันไม่น่าโกรธหรอกมั้ง

               “อ้าว แล้วเมื่อไหร่จะคิด”

               ใจจริงโป้งก็ไม่ได้อยากเรื่องเยอะอะไร แต่การขอไปถ่ายทำหนังที่เกาะมัน ยุ่งยากพอดู เขาเองก็อยากพิจารณาให้แน่ใจถึงผลดีกับผลเสียก่อน เพื่อนกันก็อยากช่วยกันอยู่แล้ว

               “ขอบทกับแผนงานมาก่อนสิถ้าไม่รบกวนการทำงานเกินไป ก้อยก็รู้ว่าเราไม่ค่อยให้ใครไปที่เกาะ”

               วิภาพยักหน้าเข้าใจไม่ได้ติดใจอะไร เกาะนั้นมีนกมาทำรังถ้าทะเล่อทะล่าเข้าไปแบบไม่มีการวางแผนนกไม่มาทำรังกลายเป็นเกาะร้าง เพื่อนเธอลำบากแย่น่ะสิ

               “ก็ได้ แต่บังเอิญจังเลยโป้ง นางเอกที่ก้อยทาบทามไปก่อนที่จะคุยกับโป้งน่ะใครรู้ไหม” แกล้งพูดทิ้งท้ายให้เดาเสียหน่อย แต่มันบังเอิญจริงๆ นะไม่นึกเลยแฮะว่าจะเป็นคนใกล้ตัว

               “จะไปรู้หรือคุณผู้จัด” โป้งแยกเขี้ยวใส่โทรศัพท์ เขารู้จักดาราแค่คนเดียวเองยังมาถาม

               “ยอดยาหยีของโป้งไงล่ะ พรุ่งนี้จะให้เมสเซนเจอร์ไปส่งของที่บ้านแล้วกัน”

               “แล้วจะรอรับ”

               โป้งกดวางสายไม่ได้สงสัยเรื่องนางเอกของเรื่อง เพื่อนของเขาออกมาดทอมๆ หน่อยจนเพื่อนๆ คิดว่าจะได้เมียแทนอยู่แล้วโชคดีที่ได้แฟนเป็นผู้ชาย แต่เขาสงสัยปานชีวามากกว่า เธออยากเล่นบทนี้หรือเปล่านะ แล้วถ้าเธออยากเล่นบทนี้จะมีผล ต่อการตัดสินใจของเขาหรือเปล่า เอ...อันนี้ไม่แน่ใจ พรุ่งนี้ต้องไปลองเลียบเคียงถามดูเพื่อเอามาประกอบการตัดสินใจดีกว่า

               ปานชีวาตื่นสายกว่าเคยเพราะอาการช็อก ก่อนนอนก็คิดว่าไม่ได้ตกใจเท่าไหร่ อุ่นใจสบายดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ แต่หลับไปไม่ถึงชั่วโมงก็ตื่น กว่าจะหลับก็เกือบสองชั่วโมงต่อมาถึงได้สะโหลสะเหลตื่นมาตอนสาย เธอรีบอาบน้ำแต่งตัว มาทานอาหารเช้าฝีมือป้าออม เจ้ากัปตันเห็นนายสาวก็เห่ารับ ปานชีวายิ้ม ถ้าวันนี้ว่างๆ จะอาบน้ำให้มันเสียหน่อย

               ไลลามาค้างด้วยตั้งแต่เมื่อคืนตื่นมาแต่เช้าเข้าครัวช่วยป้าออม ตอนนี้ก็กำลัง กินข้าวต้มกุ้งเพลินๆ ไปเพราะเธอยกเลิกงานวันนี้ของปานชีวาไปหมดแล้ว

               “อ่านข่าวสิยัยปาน”

               ปานชีวาเหลือบมองหนังสือพิมพ์นิดหนึ่งพลางถอนใจ เช้าอันสดใสเรื่องอะไรจะเอาเรื่องปวดหัวมาใส่หัวอีก

               “ไม่อยากอ่านอะ ถ้ามีข่าวทำร้ายจิตใจเล่นกับเจ้ากัปตันยังดีกว่า”

               “อ่านเดี๋ยวนี้เลย รับรองไม่ทำร้ายจิตใจ” ไลลากางหนังสือพิมพ์หน้าที่อยากให้รุ่นน้องอ่าน หน้าตาลุ้นเต็มที่

               คนถูกคะยั้นคะยอส่ายหน้ายิ้มๆ หยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านเอาใจไลลาเสียหน่อย พอไล่อ่านดูรูปไม่เห็นว่าหน้าตาตัวเองเลวร้ายอะไรออกจะดี แหมยิ้มกว้างแบบไม่กลัวตีนกาเลย จนกระทั่งมาสะดุดกับพาดหัวข่าวที่ตัวอักษรไม่ใหญ่อะไรแต่กระแทกตา เต็มๆ

               ‘อุบมานาน ข่าวมือที่สามทำให้ปานชีวายอมเปิดตัวแฟนเสี่ยรังนก งานนี้ซินเดอเรลล่ายังชิดซ้ายให้ แอปเปิ้ลหรือจะอร่อยเท่ารังนกใช่ไหมปานชีวา’

               เฮ้ย! พาดหัวข่าวได้เว่อร์ไปไหม

               “ปานอยากจะบ้าตายแล้วพี่ไลลา”

               ไลลาย่นคิ้วใส่อย่างอิจฉาปนหมั่นไส้ เธอน่ะอ่านข่าวนี้แล้วกรี๊ดอยู่คนเดียวตั้งนาน ถ้าเป็นข่าวตัวเองนะป่านนี้ปิดซอยฉลองไปแล้ว

               “โห จะมาบ้าตายอะไรยะ สาวๆ ค่อนเมืองพากันอิจฉา หล่อ รวย แถมดูเป็นสุภาพบุรุษขนาดคุณโป้ง ใครได้ไปโคตรจะเฮงยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง”

               ปานชีวาหัวเราะเหอะๆ ถ้ามันเป็นเรื่องจริงเธอจะมาทุกข์ร้อนอะไร แต่นี่มันจริงที่ไหน นึกบ้างไหมตอนต้องมาแก้ข่าวเรื่องเธอกับโป้งเลิกกันด้วยสาเหตุอะไรสักอย่าง น่ะ

               “มันไม่ใช่เรื่องจริง เรากำลังโกหกนะพี่ แค่คิดว่าจะแก้ข่าวยังไงก็นอนไม่หลับแล้ว”

               “ก็ทำให้จริงซะสิ” ไลลาหน้าตาจริงจังมาก

               ถึงโป้งจะดีต่อเธอยังไงและมีหลายๆ อย่างที่ผู้หญิงต้องการขนาดไหนแต่ก็เท่านั้น ในเมื่อตอนนี้เราคงเป็นแค่เพื่อนกัน ดูแฟนเก่าเขาเสียก่อนหรูเลิศอลังการ ล้านแปด ส่วนเธออย่าให้เซด แค่นึกถึงวีรกรรมที่ทำด้วยกันต่อให้สวยกว่านี้ โป้งคงขยาดล่าถอยไปไกล

               “หยุดเลย แค่นี้ใช่ไหมคะพี่ ปานจะโทรหาแม่สักหน่อยไม่รู้เป็นยังไงบ้าง”

               “ยัง ดูอีกข่าวสิ ข่าวนี้ทำพี่สาวขึ้นเลยนะยะจะบอกให้” คราวนี้ไลลาหัวเราะ สะใจ

               “ข่าวอะไร อ้อ ข่าวของยัยณี” ปานชีวาไม่ได้กะจะสนใจอะไรถ้าไม่มีภาพข่าวชัด แถมสีหน้าของรเมศกับชญาณีดูยังไงก็ไม่ใช่กำลังพูดภาษารัก ทะเลาะกันสิไม่ว่า “ไม่น่าเลย ไปทะเลาะให้นักข่าวเก็บภาพได้ซะงั้น ปานขอผ่านก็แล้วกันไม่อยากไปยุ่งเกี่ยว กับสองคนนี้อีกแล้ว”

               “ก็ไม่แน่หรอก”

               ปานชีวาถอนใจใส่ วันนี้คุณผู้จัดการส่วนตัวทำตัวอย่างกับหนังภาคต่อมีเรื่อง ให้รู้ไม่หมดเสียที แล้วนี่จะภาคที่เท่าไหร่ล่ะ

               “พี่ไลลา อะไรอีกล่ะที่นี้”

               ไลลายิ้มหวานหยด พอถูกค้อนก็เลยต้องเล่าทั้งที่อยากเล่าให้ปานชีวาฟังตั้งแต่เดินเข้ามาในห้องครัวแล้ว

               “จำบทหนังที่คุณก้อยส่งมาให้อ่านได้ไหม พี่ได้ข่าวแว่วๆ ว่าอาจได้ถ่ายทำแล้ว ตอนนี้บทนางเอกยังไม่แน่ว่าใคร แต่พี่มั่นใจว่าบทนั้นจะเป็นของปานแน่ ส่วนบทน้องสาวของนางเอกน่ะ...” ไลลาเบ้ปาก “คงเป็นของยัยณี”

               ปานชีวารู้สึกเหมือนได้สูดอากาศบริสุทธิ์บนภูกะดึง แต่จู่ๆ ก็ถูกเหวี่ยงมาไว้ในคอกหมู ชื่อนี้นี่ทำเธอท้องอืดได้จริงๆ นะ

               “ว้า บทที่ปานได้อ่านมันดีมากๆ เลยนะพี่ไลลา ปานเพิ่งมีข่าวฉาว คุณก้อยคง ไม่เลือกปานแล้วล่ะ”

               “ตราบใดที่ยังไม่มีใครคว้าบทนั้นไปปานก็ยังมีหวัง”

               “ไม่อยากหวังมาก เดี๋ยวผิดหวัง” ปานชีวาหยุดฝันของไลลาพร้อมกับหยุดตัวเอง อะไรที่มันต้องเป็นของเรามันจะไปไหนได้ แต่ถ้าไม่ใช่ตะเกียกตะกายแทบตายก็เหนื่อยเปล่า

               “ดีแล้ว พักอีกวันสองวันนะแล้วพี่จะเริ่มรับงานให้ปานเต็มตัว”

               “ขอบใจนะพี่ไลลา”

               ปานชีวายกชามข้ามต้มที่ป้าออมตักไว้ให้ไปที่ห้องนั่งเล่น แต่ก่อนกินขอคุยกับแม่ก่อน ไม่ได้ไปแวะหาเพราะถูกห้าม เมื่อวันก่อนโทรไปก็บอกว่ากำลังทำขนม ส่วนวันนี้บอกว่ากำลังทำสปา หญิงสาวถอนใจโล่งอกอย่างน้อยแม่ยังปลอดภัยดี สัญญาว่าเธอต้องหาทางให้แม่หลุดพ้นจากผู้ชายชั่วๆ คนนั้นให้ได้

               

               ปาลิกาวางสายจากลูกสาวพลางลุกขึ้นจากเตียงคนไข้ การได้หลับสนิทมา หนึ่งคืนช่วยให้กำลังและสติปัญญากลับมา การสู้กับดัมรงค์หากใช้แรงนางไม่มีทางสู้ได้ แต่การสู้ด้วยกฎหมายมั่นใจนางต้องชนะ เพียงแต่ต้องมีหลักฐานที่แน่นหนากว่านี้

               

               พอสายหน่อยไลลาก็ลั้ลลาขับรถกลับบ้านตัวเองบ้าง ปานชีวาก็เลยใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการจับเจ้ากัปตันมาอาบน้ำเสริมหล่อเสียหน่อย มันส่งเสียงงี้ดง้าดพอเป็นพิธีตอนโดนน้ำแต่พอลงแชมพูเท่านั้นแหละหลับตาพริ้มเชียว แถมพอล้างขนให้ ก็สะบัดแล้ววิ่งไปวิ่งมาหน้าเบิกบานสุดๆ เห็นมันมีความสุขเธอก็มีความสุขเหมือนกัน

               

               หลังจากนั้นปานชีวาก็ไปค้นแฟ้มที่เธอจัดแยกใส่สำหรับละครหรือหนังแต่ละเรื่องเพื่อความสะดวกในการหา เพราะไลลาคนเดียวเธอถึงอยากอ่านบทหนัง ‘รักแท้บทสุดท้าย’ หรือชื่อสั้นๆ ว่า ‘True love’ เรื่องนั้นอีกครั้ง แม้จะรู้สึกได้ว่าเธอคงได้อ่านมันครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย นักแสดงมีให้เลือกตั้งเยอะแยะ คนที่มีชื่อเสียงไม่มีเรื่องฉาวก็มีป่านนี้เธอคงถูกเอาชื่อออกจากบทนี้แล้ว

               เธออ่านด้วยความเสียดาย แต่ละคำแต่ละตัวอักษรช่างซึมซาบเข้าสู่หัวใจ รหัทช่างเขียนบทได้ออกมาละเมียดละไมจริงๆ หญิงสาวนึกภาพตัวเองออกด้วยซ้ำว่าฉากนี้บทนี้เธอจะแสดงออกมาอย่างไร แต่...

               ช่างมัน! อย่าเสียดาย

               “คุณโป้งมาค่ะคุณปาน”

               ปานชีวาสะดุ้งหลุดจากภวังค์พลางเงยหน้ามองป้าออมแล้วยิ้มให้

               “แล้วอยู่ที่ไหนล่ะคะป้า”

               “ออกไปดูเองดีกว่าค่ะ ป้าห้ามเท่าไหร่มันก็ไม่ฟัง” ป้าออมส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มชอบใจ

               ปานชีวาเดินมาหน้าบ้านถึงได้เข้าใจว่าทำไมป้าออมถึงยิ้มเสียกว้างเพราะเธอก็ยิ้มกว้างไม่แพ้กัน คนตัวโตอย่างกับยักษ์เดินหนีหมาตัวใหญ่กว่าลูกหมูนิดเดียว แต่ยิ่งหนีเจ้ากัปตันยิ่งตาม ไม่ได้กัดหรอกเพราะเริ่มจำโป้งได้แล้ว แต่มันเอาขาหน้าตะกุยต้นขาของเขาเหมือนอยากเล่นมากกว่า

               “กัปตันมาหาแม่เร็ว”

               กัปตันหยุดตะกุยขาแขกรีบวิ่งมาหา ‘แม่’ โดยเร็วแบบไม่อิดออด ปานชีวานั่งลูบหัวมันอย่างเอ็นดู แต่แขกนี่สิทำหน้าเหมือนเพิ่งดูหนังสยองขวัญมา เธอเห็นแล้ว ก็หัวเราะชอบใจ

               “ขำอะไรน่ะคุณ” โป้งย่นคิ้วใส่ทั้งหมาและเจ้าของหมา

               “กัปตันมันออกจะน่ารัก คุณไม่น่าไปทำหน้าบึ้งใส่มัน ใจร้ายชะมัด”

               โป้งห่อปากร้องโห แทนที่จะห่วงคนคุณดารากลับห่วงหมา เขาไม่ได้เกลียดหมา แบบคนจิตใจไร้เมตตา แค่ไม่ชอบไม่อยากใกล้ ฝังใจว่าเคยถูกหมากัดเท่านั้นเอง เลยไม่ชอบอะไรที่หน้าเป็นขน

               “ผมไม่ชอบหมา ไม่ชอบแมว ถ้าไม่รู้ก็รู้ไว้ด้วย โอย ขนลุก”

               “ทำไมถึงไม่ชอบ คุณแพ้ขนหมาขนแมวหรือไง” ปานชีวาเดา ส่วนใหญ่คนไม่ชอบ ขนสัตว์ก็เพราะเป็นโรคภูมิแพ้ แต่ก็ไม่เห็นเขาจามสักแอะนี่นา

               “เปล่าไม่ได้แพ้ ว่าแต่คุณเถอะสบายดีแล้วหรือถึงมานั่งหน้าบ้านได้ ไม่กลัว นักข่าวมาดักถ่ายรูปหรือไง” ถ้าเขาจำไม่ผิดเหมือนจะเห็นรถนักข่าวจอดอยู่เยื้องๆ บ้านของปานชีวาไปหน่อยหนึ่ง

               “เออ จริงด้วย คุณไม่น่าชวนฉันคุยเลย”

               ปานชีวากอดเจ้ากัปตันอีกทีแล้วรีบเดินเข้าบ้าน ถ้ามีนักข่าวมาถ่ายรูปตอนนี้ไป ไอ้ข่าวที่ลงให้อ่านเมื่อเช้าก็ยิ่งแก้ยากขึ้นไปอีกน่ะสิ เธอไม่น่าลืมเลยให้ตายเถอะ โป้งขี้เกียจอยู่กับเจ้ากัปตันที่ทำหน้าเหมือนอยากตะกุยขาอีกแล้วเลยเดินตามเจ้าของบ้านเข้ามาในบ้าน

               “คุณทำอะไรอยู่ของเต็มโต๊ะไปหมด จะสอบโอเน็ตใหม่หรือไง ผมว่าคุณอายุ น่าจะเลยแล้วนา”

               อีตาบ้า ปานชีวาค้อนใส่ ว่าแต่เธอเขาก็เหมือนกันนั่นแหละ

               “ไม่ใช่ ฉันเอาบทหนังมานั่งอ่านต่างหากล่ะ”

               โป้งมองบทหนังที่หนาพอๆ กับที่เขาได้จากก้อย เอ หรือว่าจะเรื่องเดียวกัน ปานชีวาก็ฮอตพอตัวค่ายหนังอาจจะส่งบทหนังมาให้ดูหลายเรื่องก็ได้มั้ง เดี๋ยวต้องลองถามดู

               “สนุกมากหรือไงถึงได้เอามานั่งอ่าน หรือว่ากำลังจะได้เล่นบทนี้เลยเอา มาซ้อม”

               ปานชีวาถอนใจทำหน้าเสียดาย

               “ใช่ สนุกมากแล้วก็ดีมากด้วย แต่เจ้าของหนังคงไม่จ้างดาราฉาวโฉ่อย่างฉัน หรอก ฉันก็เลยเอามาอ่านเป็นรอบสุดท้ายแล้วจะได้เก็บ คุณล่ะมาหามีเรื่องอะไร หรือเปล่า”

               “เดี๋ยวสิ ผมอยากรู้ว่าหนังเรื่องอะไร”

               “จะอยากรู้ไปทำไม” ไม่ถามเปล่าเธอเหล่แบบสงสัยตงิดๆ แต่แล้วจู่ๆ บทหนัง ที่กอดไว้แนบอกก็ถูกแย่งไป “เอ๊ คุณนี่ เอาคืนมานะ”

               โป้งรีบดูชื่อหนัง...True love ใช่! เรื่องเดียวกันจริงๆ ด้วย แต่กว่าจะอ่านชื่อเรื่องได้ ก็ต้องหลบเป็นพัลวันเมื่อคนตัวเล็กกว่าจะแย่งบทคืนไป คนช่างแกล้งก็เลยแกล้งวางบท ไว้บนตู้เสียเลย ปานชีวาค้อนขวับใส่แถมยังไม่หนำใจมาเจาะยางเขาอีก ก่อนจะเลื่อน เก้าอี้มาหยิบบทลงมา แต่ก็ไม่ทันเมื่อคนตัวโตกว่าหยิบมาคืนให้แล้วทำหน้าขอโทษแล้วรีบพูด

               “ผมมาลา จะกลับสงขลาวันนี้แล้ว อีกหลายวันเลยกว่าจะขึ้นมาอีก”

               ปานชีวาฟังแล้วใจหายหน่อยๆ เฮ้อ จริงๆ ก็ไม่หน่อยหรอกเยอะเลยล่ะ แต่คนเราต่างมีหน้าที่มีอาชีพกันทั้งนั้น อย่างน้อยเธอก็มั่นใจแล้วนี่ว่าอีตาโป้งทำ อาชีพสุจริตและเป็นคนดีมากๆ คนหนึ่ง โชคดีของเธอที่ได้พบเขาในช่วงเวลาหนึ่ง

               “ขับรถดีๆ ล่ะ แล้วก็นี่...” หญิงสาวเปิดกระเป๋าสตางค์หยิบแบงก์พันออกมา หลายใบแล้วยัดใส่กระเป๋าเสื้อของเขา รวมกับโทรศัพท์มือถือที่เขาให้แล้วก็ยิ่งใจหาย “ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ทีนี้ขอแหวนของฉันคืนด้วย”

               โป้งควักเงินจากกระเป๋ากับโทรศัพท์ออกมา แล้วจับมือปานชีวามาแบออกแล้ววางทุกอย่างที่เพิ่งได้คืนไป ถ้าต้องแลกกับแหวนที่ปานชีวาให้ต่อให้เงินเป็นล้านเขาก็ไม่ยอมแลก

               “ผมไม่รับเงินของคุณหรอก ถือเสียว่าเป็นสิ่งดีๆ ระหว่างเรา ส่วนแหวนผมก็ไม่คืนเหมือนกัน ก็เหมือนกับสร้อยที่ผมอยากให้คุณ แล้วก็โทรศัพท์เครื่องนั้นถือว่าผมทดแทนเครื่องเดิมที่พังไป ถ้าอยากให้ผมดีใจก็ช่วยใช้มันโทรหาผมบ่อยๆ ก็พอแล้ว”

               “คุณโป้ง!”

               ปานชีวานิ่วหน้าขัดใจพร้อมๆ กับหน้าแดงไปด้วย ครั้นจะยัดเงินกับโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อของเขาใหม่เขาก็เดินหนีเสียนี่ เธอตามจนเหนื่อยหอบแฮกแต่เขากลับชิวๆ แถมหัวเราะชอบใจอีก

               “เถอะน่า คุณให้แหวนผม ผมให้สร้อยคุณ ดีออก” โป้งบอกเสียงอารมณ์ดีแล้วยิ่งรู้สึกดีเมื่อเห็นสร้อยสวมอยู่ที่คอของเธอ เมื่อคืนไม่เห็นยังน้อยใจหน่อยๆ ตอนนี้อยากให้รางวัล

               “ดีตรงไหน”

               “ก็ดีตรงที่เรามีของดูต่างหน้าน่ะสิ” โป้งยิ้มพราว “ไปแล้วดีกว่า ดิลกรอจนหลับแล้วมั้ง”

               “กระสุนปืนเนี่ยนะ” ปานชีวาทำหน้าเหมือนอยากร้องไห้ โป้งเลยค้อนใส่ก่อนจะหัวเราะออกมา แถมยังให้เหตุผลที่ฟังแล้วอึ้งๆ ว่า

               “ถ้าผมให้ตุ๊กตาคิตตีกับคุณก็คงแปลกล่ะ”

               ปานชีวาส่ายหน้านึกว่าจริงอย่างที่เขาบอกนั่นแหละ คนหน้าโหดๆ ถึงจะหล่อ ก็เถอะถ้าให้คิตตีเธอคงต้องให้พี่ๆ ช่างแต่งหน้าดูเสียแล้วว่าอะไรยังไง แบบผีเห็นผีไง พอจะย้อนว่าเธอก็อยากได้คิตตีมากกว่าสร้อยกระสุนปืนของเขาคนตัวยักษ์ก็เดินลิ่วไปจนถึงรถที่จอดรอหน้าบ้านแล้ว


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha