เพียงเงาปรารถนา

โดย: กัลวาร์/คีรีรมย์



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : รอยพิศวาสอสูร


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

หลังจากโปดกเข้ารับการตรวจร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรารถนาก็ขออนุญาตบิดาไปหาเพื่อนสาวคนสนิทที่ร้านดอกไม้ และตั้งใจไปซื้อของใช้จำเป็นหลายอย่างสำหรับท่านด้วย แต่โปดกเป็นห่วงบุตรสาวเกรงว่าจะเดินทางลำบากจึงสั่งให้นายพงศ์ไปส่งตนที่บ้านก่อน แล้วค่อยกลับมารับบุตรสาวที่ศูนย์การค้า เมื่อรู้สึกว่ามีรถยนต์คันหนึ่งขับตามออกมาตั้งแต่โรงพยาบาล

“พ่อไม่ต้องเป็นห่วงป่านหรอกค่ะ ซื้อของเสร็จแล้วป่านจะรีบกลับบ้าน ให้ลุงพงศ์กลับไปกลับมาเสียเวลาเปล่าค่ะ” ปรารถนาบอกคลายกังวล ดวงตาคู่สวยมองดูเวลาบนข้อมือเห็นว่าเพิ่งบ่ายสองโมงเท่านั้น

“งั้นให้พ่อไปซื้อของเป็นเพื่อนดีไหม เดี๋ยวพ่อกับนายพงศ์นั่งรอป่านที่รถก็ได้” บิดายังไม่ไว้วางใจ

“อย่าลำบากเลยค่ะพ่อ เอาไว้เย็นนี้ป่านจะทำอาหารจานโปรดของพ่อให้ทานนะคะ” บุตรสาวออดอ้อนเสียงหวานพร้อมโน้มหน้ามาจุมพิต แก้มของท่าน บิดาทำได้เพียงถอนใจก่อนพยักหน้าอนุญาตอย่างไม่เต็มใจนัก

“ลุงพงศ์ช่วยจอดป้ายรถเมล์ข้างหน้าหน่อยนะคะ” ปรารถนาคว้ากระเป๋าสะพายมาคล้องไหล่ ทันทีที่รถยนต์จอดสนิทอยู่ข้างบาทวิถี ร่างบางก็ลงมาเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่ร้านดอกไม้ของเพื่อนสาว

เมื่อไปถึงที่หมายเธอก็มองเห็นป้าย เซ้งร้านแปะอยู่กระจกหน้าร้านจึงรีบเปิดประตูเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว

“ป่าน! ไปไงมาไงเนี่ย เรากำลังจะโทร. หาอยู่พอดีเลย” เจ้าของร้านสาวเอ่ยทักทายอย่างตื่นเต้น ก่อนจะลุกจากเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานเข้ามาดึงแขนเพื่อนสาวไปนั่งบนโซฟารับแขก

“น้อยหน่าจะเซ้งร้านเหรอจ๊ะ ป่านเห็นป้ายติดอยู่หน้าร้าน”

“พ่อคุณบูมไม่สบาย ท่านอยากให้เราสองคนกลับไปดูแลฟาร์มกุ้งที่ปากพนัง เราก็เลยคิดว่าจะปล่อยให้คนอื่นเซ้งร้านต่อ ป่านสนใจทำร้านดอกไม้ไหมล่ะ เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ทุกอย่างในร้าน เรายกให้ป่านหมดเลย”

“น้อยหน่าก็รู้ว่าป่านไม่มีเวลาเยอะขนาดนั้น ป่านต้องทำงานและต้องคอยดูแลพ่ออย่างใกล้ชิดด้วย แล้วน้อยหน่าจะกลับปากพนังวันไหน”

ปรารถนาให้เหตุผลกับเพื่อนสาว คิดถึงสาเหตุที่ลาออกจากบริษัทไม่ได้ทีไร ใบหน้าสดใสเมื่อครู่ก็หม่นหมองลง

“คุณบูมจะขึ้นมาจากปากพนังวันเสาร์ เราคิดว่าจะเดินทางพร้อมเขาเลยจ้ะ ส่วนร้านถ้ายังไม่มีคนมาเซ้งก็คงปล่อยร้านให้เด็กอยู่จนถึงสิ้นเดือน กลับไปอยู่บ้านเราคงคิดถึงป่านมาก เย็นนี้ไปทานข้าวด้วยกันก่อนได้ไหม ถือว่าเป็นการเลี้ยงส่งเพื่อน”

“แต่ป่านรับปากว่าจะกลับไปทานข้าวเป็นเพื่อนคุณพ่อ ป่านไม่อยากผิดคำพูดกับท่านเลยน้อยหน่า”

“อืม...ถ้าไม่ว่างก็ไม่เป็นไร งั้นเราไปนั่งคุยกันในร้านกาแฟก่อน ค่อยกลับบ้านก็แล้วกัน เดี๋ยววันนี้เราเลี้ยงป่านเอง” สิตาเห็นสีหน้าของเพื่อนสาวไม่ค่อยดีก็ไม่อยากบังคับ

“ก็ได้จ้ะ” ปรารถนารับคำอย่างไม่อิดออด จากนั้นสองสาวก็มานั่งคุยกันตามประสาเพื่อนรักอยู่ในร้านกาแฟ ต่างถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันตามปกติ เพราะไม่ได้เจอหน้ากันมาสักพักแล้วเพราะไม่ค่อยมีเวลาว่างตรงกัน หลังจากปรารถนายอมรับข้อเสนอเป็นนางบำเรอของ... สดายุ ธนากรนั่นเอง

สิตานั้นเป็นเพื่อนคนสนิทเพียงคนเดียวของปรารถนา ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมด้วยกัน หลังจากจบการศึกษาสิตาก็ตามแฟนหนุ่มไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้สองสาวห่างกันนานหลายปี แต่ทั้งคู่ก็ไม่ลืมส่งข่าวคราวถึงกันเสมอ กระทั่งสิตากลับมาแต่งงานและเปิดร้านดอกไม้แห่งนี้ตามความใฝ่ฝันของตัวเอง

 

ปรารถนานั่งคุยกับเพื่อนสาวอยู่อีกพักใหญ่ก็ขอตัวไปซื้อข้าวของเครื่องใช้สำหรับบิดาที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังยืนรอโบกรถแท็กซี่อยู่นั้นเฟอร์รารี่สีดำคันหรูก็แล่นเข้ามาจอดตรงหน้า เพียงแค่เห็นรูปลักษณ์ภายนอกกับป้ายทะเบียนที่จำจนขึ้นใจ หัวใจดวงน้อยก็หล่นวูบ

“ขึ้นรถเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงเฉียบขาดก็ดังออกจากรถยนต์คันนั้น ทำเอาหญิงสาวไม่กล้าขยับตัววิ่งหนี ริมฝีปากอิ่มสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว เมื่อสบนัยน์ตาวาวโรจน์ที่กำลังจ้องหน้าเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อของเขา

“ฉันบอกให้ขึ้นรถ!” สิ้นเสียงตะคอกของเขา ปรารถนาก็รีบเอื้อมมือเปิดประตูรถแล้วก้าวขึ้นไปนั่งเคียงข้างอย่างไม่เต็มใจนัก

เฟอร์รารี่คันงามพุ่งทะยานสู่ถนนสายหลักของกรุงเทพฯ แล้วมุ่งตรงออกไปยังเขตปริมณฑล ทำเอาคนที่นั่งเงียบมานานตัดสินใจถาม เมื่อความเร็วของรถไม่มีท่าทีจะลดลงเลย

“คุณกำลังจะพาฉันไปไหนคะ” ปรารถนาหันรีหันขวางอย่างไม่ไว้ใจ ผู้ชายคนนี้สามารถทำได้ทุกอย่างที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง และเมื่อไม่มีคำตอบจากอีกฝ่ายเธอก็เอ่ยสั่งเสียงดังลั่นรถ

“จอดรถเดี๋ยวนี้คุณสดายุ ฉันไม่ไปกับคุณ”

“ถ้าไม่อยากไปก็ไม่น่าขึ้นรถตั้งแต่แรก ทำไมเธอถึงไม่ปฏิเสธล่ะปรารถนา” คำตอบของเขาทำเอาอีกฝ่ายอ้าปากค้าง มองเขาด้วยแววตาเจ็บปวด เมื่อเขาใช้ความหวาดกลัวของเธอบังคับเธอทางอ้อม

“แต่คุณบังคับฉันนี่คะ ฉันก็ไม่มีทางเลือกด้วย”

“ไม่จำเป็นต้องทำตามทุกอย่างก็ได้ แต่ในเมื่อขึ้นรถมาแล้วฉันจะพาขึ้นสวรรค์หรือลงนรก เธอก็ไม่ควรโวยวาย”

“คุณสดายุ!” ปรารถนาหัวเสียไม่น้อยที่เขาพูดจาวกวนกวนประสาทของเธอ แต่พอมองออกไปนอกรถหัวใจก็กระตุกวาบ ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกใจกับแผ่นป้ายขนาดใหญ่ตรงทางเข้าที่เขาเลี้ยวรถยนต์เข้าไปจอดนิ่ง

“คุณพาฉันมาทำอะไรที่นี่คะ”

“แล้วเธอคิดว่าผู้ชายกับผู้หญิงเข้ามาทำอะไรกันในโรงแรม รีบลงไปได้แล้ว ฉันมีเวลาปรนเปรอให้เธอไม่มากนักหรอก”

“พาฉันกลับออกไปเดี๋ยวนี้” ปรารถนาสั่งเสียงเข้ม ไม่ได้นึกเกรงกลัวเขาสักนิด แต่สดายุก็ก้าวลงจากรถมายืนรออยู่ข้างประตูด้านของเธอ

“ลงมาปรารถนา”

“ฉันไม่ลง” ร่างบางนั่งนิ่งอยู่ท่าเดิม มือเรียวบางกำสายเข็มขัดนิรภัยเอาไว้แน่น สดายุกระชากประตูเปิดออกสุดแรง แล้วโน้มใบหน้าคมลงมาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเฉียบขาดจนน่ากลัว

“เธอจะยอมลงมาหรือจะให้ฉันขึ้นไปมีเซ็กส์กับเธอบนรถ ชอบรสชาติแบบไหนก็เลือกเอา แต่ขอบอกว่าบนรถก็เร้าใจไม่แพ้บนเตียงเหมือนกัน”

“คนบ้า! คนโรคจิต!” ปรารถนาตะคอกใส่หน้าเขา แต่ท้ายประโยคเสียงกลับสั่นเครือ ดวงตาแดงเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ เธอไม่อยากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขาอีก เกรงว่าหัวใจจะรักเขามากยิ่งขึ้น

“ฉันไม่เลือกอะไรทั้งนั้น ฉันอยากกลับบ้าน...”

“กลับบ้านก็ได้ แต่ต้องหลังจากที่ฉันลงโทษเธอเสร็จแล้วเท่านั้น”

“ฉันไม่ได้ทำผิดสักหน่อย ทำไมคุณต้องลงโทษฉันด้วย”

“ผิดหรือไม่ผิด เธอย่อมรู้อยู่แก่ใจดี พรุ่งนี้ฉันจะไปพักผ่อนที่สวนผึ้งกับมัทนาวี คงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าเธอฉลาดก็ควรจะป้อนฉันให้อิ่ม เพราะถ้าท้องอิ่มฉันก็คงไม่นึกอยากกินมัทนาวีอีก”

“ห้ามคุณแตะต้องพี่นานาเด็ดขาด” ปรารถนาเอ่ยลอดไรฟันพลางจ้องหน้าอีกฝ่ายราวจะกินเลือดกินเนื้อ

“ถ้าไม่อยากให้ฉันสร้างรอยมลทินให้กับมัทนาวี เธอก็ต้องทำให้ฉันอิ่มก่อนเดินทาง รับรองว่าฉันจะไม่แตะต้องมัทนาวีแม้แต่ปลายเล็บ” สดายุกระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้มีชัย เมื่อมือบางยอมปลดล็อกเข็มขัดนิรภัย

ปรารถนาก้าวตามร่างสูงใหญ่เข้าไปยืนนิ่งอยู่ภายในห้องนอนของบ้านหลังเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ในต้นไม้น้อยใหญ่ เตียงกว้างตรงหน้าทำให้หัวใจของเธอกระตุกแรงหลายครั้ง เมื่อคิดว่าอีกไม่นานมันกำลังจะกลายเป็นที่รองรับบทพิศวาสเร่าร้อนของเขากับเธอ สดายุปิดประตูห้องเรียบร้อยก็เดินมานั่งลงขอบเตียง นัยน์ตาคมดุจ้องหน้าดวงหน้าหวานซีดเซียวเขม็ง

“เธอเป็นเลขาฯ ส่วนตัวของฉัน ถ้าจะหยุดงานทำไมไม่ขออนุญาตฉันก่อน เล่นหายไปแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน ทั้งที่ก็รู้ว่าเป็นวันประชุมประจำเดือน” สดายุตำหนิ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาโมโหเท่ากับการที่เธอนัดเจอกับผู้ชายอื่น แถมยังกอดกันกลมอีกต่างหาก

“เลขาฯ อย่างฉันไม่ไปทำงานแค่วันเดียว บริษัทคงไม่ถึงกับล้มละลายหรอกค่ะ อย่าทำเป็นโวยวายนักเลย”

“ถามดีๆ ทำไมต้องประชดด้วย”

“ฉันไม่ได้ประชด แต่พูดความจริงค่ะ”

“ตกลงเธอหายไปไหนมาทั้งวัน ถ้าคำตอบไม่ถูกใจฉัน เธอเจอดีแน่ปรารถนา” สดายุถามเสียงเฉียบพร้อมขู่กรายๆ แต่ปรารถนาก็ยังยืนนิ่งจนต้องตะคอกถามอีกครั้ง “ฉันถามว่าเธอหายไปไหนมา!

“ฉันพาพ่อไปหาหมอมาค่ะ”

“โกหก! พาพ่อไปหาหมอมันเป็นแค่ข้ออ้าง แต่ความจริงเธอนัดเจอกับไอ้หมอหน้าจืดนั่น”

“ฉัน...” ปรารถนาพูดไม่ออก

“เธอแอบไปหามันมาใช่ไหม!” สดายุตะคอกเสียงดังจนร่างบางสะดุ้ง ทำให้ปรารถนาหมดความอดทน

“ใช่! ฉันไปหาพี่อาร์ต ฉันคิดถึงเขา อยากกอดเขา อยากจูบเขา เพราะเขาคือผู้ชายที่ฉันรักมาก”

บางครั้งการอยู่ด้วยกันสองคนคำพูดบางคำก็ไม่ควรพูด ไม่ว่าจะพูดจริงหรือประชดก็ตาม เพราะการยอมรับของเธอทำให้เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า

“บอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้เธอติดต่อกับมันอีก หรือว่าอยากลองดีกับฉัน” สดายุลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับเธอ นัยน์ตาคมวาวโรจน์เพราะอาการหึงหวง แค่คิดว่าเธอกอดผู้ชายอื่น อารมณ์ก็คุกรุ่นขึ้นมาอย่างรุนแรง

“ฉันอาจยอมรับข้อเสนอบ้าบอนั่นของคุณ แต่คุณไม่สิทธิ์มากักขังหัวใจของฉัน เพราะคุณเองก็ไม่รักษาสัญญาเหมือนกัน”

“ถ้าฉันยังไม่เบื่อ เธอก็ห้ามไปยุ่มย่ามกับใครทั้งนั้น ฉันไม่ชอบ ใช้ผู้หญิงร่วมกับใคร เข้าใจไหม" ฝ่ามือใหญ่แข็งแรงตะปบลงบนไหล่บอบบางเต็มแรงแล้วจับเขย่าจนเธอหัวสั่นหัวคลอน

"ถ้าไม่ชอบก็ฆ่าฉันให้ตายเลยสิคะ จะได้หมดเวรหมดกรรมเสียที เพราะฉันเองก็รู้สึกขยะแขยงคุณเต็มทนแล้ว”

“ขยะแขยงงั้นเหรอ?”

“ใช่! ทุกครั้งที่มีอะไรกัน ฉันต้องอาบน้ำล้างตัวเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง เพื่อให้ความสกปรกหลุดออกจากตัวของฉัน” ความโกรธ ความน้อยใจที่เขาไม่รักษาสัญญาทำให้ความอดทนของปรารถนาขาดสะบั้นลง โดยไม่รู้เลยว่าถ้อยคำของเธอไม่ต่างจากเชื้อเพลิงชั้นดี

“ถ้างั้นฉันจะทำให้รู้ว่า เธอต้องการฉันหรือขยะแขยงฉันกันแน่ปรารถนา!” สดายุเค้นเสียงลอดไรฟัน ก่อนจับร่างบางโยนลงบนเตียงกว้าง แล้วล็อกเธอเอาไว้ด้วยเรือนกายสูงใหญ่ของเขาจนเธอขยับไปไหนไม่ได้

"คุณจะทำอะไร ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!" ปรารถนาดิ้นรนต่อสู้สุดฤทธิ์ กำปั้นเล็กทั้งตีทั้งทุบไปตามร่างหนา แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกระคายเคืองแม้แต่น้อย

“แน่จริงก็ช่วยตัวเองให้ได้สิ” ใบหน้าคมกดยิ้มเหยียด แล้วก้มลงซุกไซ้ตามลำคอระหงของเธออย่างบ้าคลั่ง

“คนเลว! คนใจร้าย! ปล่อยฉัน...” ปรารถนาเอ่ยได้แค่นั้น ริมฝีปากอุ่นของเขาก็วกขึ้นมาบดจูบเรียวปากอิ่มอย่างหนักหน่วง กระตุ้นให้เธอเปิดรับปลายลิ้นแทรกเข้าสู่ภายในด้วยชั้นเชิง แค่เพียงสองลิ้นเกี่ยวพันกัน ความคุ้นเคยก็ทำให้เธอไม่อาจต้านทานความต้องการของร่างกายได้อีก

สดายุร่ายเพลงจูบเร่าร้อนหนักหน่วงแต่คราวแรก พอเธอเลิกต่อต้านสัมผัสของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนหวาน มือใหญ่ดึงชายเสื้อเข้ารูปพ้นออกจากร่างงาม อีกมือก็รั้งกระโปรงขึ้นมากองรอบเอว แล้วขยับปลายนิ้วเข้ามาทักทายกุหลาบงามแผ่วเบา ร่างบางกระตุกเฮือกเมื่อส่วนกลางร่างกายถูกบุกรุก สมองของเธอสั่งให้ขยับสะโพกถอยห่าง แต่ความทรมานปนซ่านสยิวกลับทำให้สะโพกงามแอ่นเข้ารับสัมผัสอย่างลืมตัว

สดายุลากไล้ปากร้อนผ่าวลงมาตามสันคาง ผ่านซอกคอขาวมา หยุดนิ่งอยู่ระหว่างปทุมคู่งาม เพียงนิ้วสัมผัสตะขอยกทรงด้านหน้า ก้อนเนื้อหนั่นแน่นก็เด้งออกมาปรากฏต่อสายตา นัยน์ตาคมดุจ้องดอกบัวตูมเต่งตึงอย่างหลงใหล แล้วก้มลงปรนเปรอยอดทรวงด้วยปากด้วยอย่างกระหาย ปลายลิ้นตวัดหยอกเอินสลับขบเม้มหนักบ้างเบาบ้างตามแรงอารมณ์ ฝ่ามือใหญ่เคล้นคลึงอีกข้างอย่างเท่าเทียม ทำให้ปรารถนาครวญครางเสียงกระเส่ากับความซ่านเสียว มือเล็กสอดเข้ามาขยุ้มเส้นผมนุ่มสลวยของเขา กดศีรษะลงแนบชิดอีก แผ่นหลังเหยียดเกร็งแอ่นร่างเข้าหาปลายลิ้นอย่างลืมอาย

“เธอต้องการฉันไหมปรารถนา” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมากระซิบถามเสียงพร่า ก่อนก้มลงเกลือกกลิ้งใบหน้าเข้าหาทรวงอกอวบอิ่มอีกครั้ง

“ไม่...” เจ้าของร่างงดงามยังปากแข็ง แต่ความรัญจวนสัมผัสของนิ้วมือที่กำลังเล่นงานกลางร่างกาย ก็ทำให้ใบหน้าหวานแดงซ่านส่ายไปมาอย่างทรมาน “พอเถอะ ฉันไม่ไหว...”

“บอกมาสิว่าเธอต้องการฉัน!” ไม่พูดเปล่ายังเร่งจังหวะเข้าออกของนิ้วแกร่ง ขณะบดคลึงทับทิมสีหวานจุดรวมความกระสันของเธอด้วย

“ฉัน...ฉันต้องการคุณ...” ปรารถนาวิงวอนเสียงกระเส่าเพราะไม่สามารถต้านทานได้อีก เขาปรนเปรอให้เธออย่างถึงอกถึงใจอีกรอบ ก่อนยันตัวถอยห่างออกมาปลดเสื้อผ้าออกจากกายมือไม้สั่น แล้วกลับมาหาเธออีกครั้ง

สดายุเห็นร่างงามกึ่งเปลือยนอนหอบหายใจกระเส่า เขาก็ยิ่งอยากหลอมรวมเข้ากับเธอให้เร็วที่สุด แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขาไม่คิดสนใจอยู่แล้ว ถ้าเสียงเรียกเข้าไม่ใช่เสียงที่ตั้งเอาไว้สำหรับคนพิเศษเพียงคนเดียว กรามบดกันแน่นอย่างทรมาน เมื่อต้องข่มความต้องการที่กำลังพลุ่งพล่านอย่างหนัก ร่างหนาก้มลงหยิบเครื่องมือสื่อสารจากกระเป๋ากางเกงออกมากดรับและปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติมากที่สุด

ว่าไงครับหนูเล็ก...อาตงเหรอ...อะไรนะ...ฉันจะกลับเดี๋ยวนี้!’ สดายุรีบคว้าเสื้อผ้าสวมอย่างรวดเร็ว แล้วหันมาเอ่ยสั่งคนที่นอนรวยรินอยู่บนเตียง

“ฉันให้เวลาเธอแต่งตัวหนึ่งนาที แล้วออกไปเจอกันที่รถ” กล่าวจบเขาก็กดโทรศัพท์ไปให้ทนายหนุ่มช่วยจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบิน แล้วเดินหน้าเครียดออกไปรอด้านนอก

ปรารถนามองเขาอย่างไม่เข้าใจนัก แต่ก็ยันกายลุกขึ้นหยิบอาภรณ์มาสวมบนร่างกาย พลางคิดในใจว่าใครที่ทำให้เขาร้อนรนได้ถึงเพียงนี้ แต่จะเป็นใครก็ช่างเถอะ เธอจะไปสนใจทำไม ดีเหมือนกันที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับเขา เมื่อมันไม่เกิดขึ้น สายใยความรักก็ย่อมไม่เพิ่มพูนขึ้นในใจของเธอ

“ฉันจะกลับฮ่องกงสองสามวัน อย่าให้ไอ้หน้าจืดนั่นมาประทับรอยฉันเป็นอันขาด” สดายุเอ่ยประโยคแรกหลังจากรถยนต์แล่นออกจากโรงแรมสักพัก ปรารถนาไม่ได้โต้ตอบอะไรนอกจากก้มมองมือตัวเองประสานกันนิ่งอยู่บนตัก เพียงไม่นานน้ำตาแห่งความอ่อนแอก็กลิ้งจากหางตาลงมาตามร่องแก้ม

“ร้องไห้ทำไมหรือว่าโกรธฉันที่ทำให้อารมณ์ค้าง” ความเงียบคือคำตอบจากคนข้างกาย ดวงตาคมดุมองเสี้ยวหน้าหวานด้วยแววตาอ่อนโยน หัวใจกระตุกแรงกับหยาดน้ำตาที่ยังไหลรินไม่หยุด

“อย่าว่าแต่เธออารมณ์ค้างเลย ฉันเองก็ทรมานไม่น้อยไปกว่าเธอหรอก เอาไว้กลับมาจากฮ่องกงก่อน แล้วฉันจะชดเชยให้เธออย่างเต็มอิ่มก็แล้วกัน” กล่าวจบมือใหญ่ก็หักพวงมาลัยเข้ามาจอดข้างทาง

“โทษทีที่ไปส่งไม่ถึงบ้าน ฉันรีบกลับฮ่องกง” สดายุอาศัยจังหวะ อีกฝ่ายกำลังปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยรั้งศีรษะเล็กให้แหงนรับจุมพิตหวามเนิ่นนาน กว่าเขาจะยอมถอนริมฝีปากออก เธอก็แทบหายใจหายคอไม่ทัน เมื่อตั้งสติได้ปรารถนาก็รีบเปิดประตูก้าวลงจากรถอย่างรวดเร็ว เพราะไม่อยากเห็นหน้าผู้ชายใจร้ายอีกต่อไป โดยมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองอย่างอยากรู้อยากเห็น

 

ภายในอาคารห้าชั้นย่านชานเมืองมานพก็เดินออกมาจาก ห้องกาสิโนอย่างหัวเสีย นอกจากไม่มีเงินกลับไปใช้หนี้เก่าแล้ว เงินห้าหมื่นที่ได้มาจากน้องสาวก็แทบไม่เหลือติดกระเป๋า เขาอุตส่าห์เบี้ยวงานช่วงบ่ายวันนี้ หวังมาถอนทุนคืนสักแสนสองแสน แต่ฟ้าดินกลับไม่เข้าข้างเขาเลย ชายหนุ่มเข้ามานั่งภายในร้านอาหารหรูที่อยู่ติดกัน

“สวัสดีครับคุณมานพ วันนี้เฮงหรือเปล่าครับ”

“เฮงกับผีอะไรวะ” เขาตอบโดยไม่ได้มองหน้าเจ้าของเสียง แต่พอ เห็นว่าเป็นใครหน้าก็เจื่อนลง “ขอโทษครับท่านเจ้าสัว ผมนึกว่าเพื่อนร่วมอุดมการณ์เสียอีก”

“อารมณ์เสียอย่างนี้คงหมดตัวเลยสิครับ ดวงชีวิตคนเราก็มีขึ้นมีลง วันก่อนเห็นเขาลือกันว่าคุณรวยเละกลับบ้านไม่ใช่เหรอครับ” เจ้าสัวทวี หนุ่มใหญ่วัยห้าสิบเศษเอ่ยอย่างอารมณ์ดี

“ได้ไปเท่าไรก็เอามาคืนหมดแล้วครับ วันนี้ก็เสียไปตั้งห้าหมื่น เฮ้อ!” นักพนันหนุ่มพ่นลมหายใจยาวอย่างหมดอารมณ์

“ลองเสี่ยงดวงอีกสักยกไหม ผมให้เครดิตคุณมานพหนึ่งแสนบาท” เจ้าสัวทวีรีบยื่นข้อเสนอ หวังเกี่ยวดองเป็นน้องเขยของชายหนุ่ม หลังจากเกิดถูกอกถูกใจในตัวของมัทนาวีจนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ

“อย่าดีกว่าครับ ผมเกรงใจเจ้าสัว” มานพอยากตอบตกลงใจแทบขาดแต่ก็ต้องไว้ท่าสักเล็กน้อย

“เกรงจงเกรงใจอะไรกัน เราคนกันเองทั้งนั้น คุณมานพอย่าให้ผมต้องเสียน้ำใจเลยครับ” เจ้าสัวใหญ่แค่กระดิกนิ้ว เช็คเงินสดหนึ่งแสนบาทก็วางลงตรงหน้าของมานพ “ผมไม่ขออะไรมากหรอกครับ แค่อยากดินเนอร์กับหนูนานาสักมื้อเท่านั้น”

“แต่ว่า...” มานพจ้องหน้าหนุ่มใหญ่สลับกับกระดาษบนโต๊ะอย่างไม่แน่ใจนัก ก่อนพยักหน้าตกลงกับข้อเสนอของหนุ่มใหญ่

กว่าสามชั่วโมงที่มานพนั่งลุ้นอย่างใจจดจ่อพร้อมเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เมื่อถึงเวลากลับบ้านเขาก็หอบเงินแสนกลับไปด้วยอย่างมีความสุข หลังจากหักคืนให้เจ้าสัวทวีเรียบร้อยแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เพียงเงาปรารถนามีครบทุกรส โหด หื่น ความรัก ความแค้น ดราม่า ซึ้งกินใจ ฝากเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนด้วยนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามผลงานค่ะ"

กัลวาร์/คีรีรมย์


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha