เพียงเงาปรารถนา

โดย: กัลวาร์/คีรีรมย์



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 6 : รอยอดีต (๑)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

สดายุตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าครัวทำอาหารเช้าให้น้องสาว วันนี้เขาตั้งใจพาเธอไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เธอเกิดความเคยชินต่อโลกกว้าง สภาพใบหน้าของชายหนุ่มค่อนข้างอิดโรย สาเหตุมาจากเมื่อคืนนอนไม่หลับ เพราะหัวใจประหวัดถึงใครบางคน รสสวาทจากเรือนร่างของเธอยังฝังแน่นอยู่ในทุกห้วงคำนึง ไม่ว่าขยับกายไปทางไหน หัวใจของเขาก็ร่ำร้องอยากกอดร่างนุ่มนิ่มของเธอ เรื่องที่เขานัดกับมัทนาวีว่าจะไปเที่ยวสวนผึ้งด้วยกันเขาไม่ลืม แต่คิดว่าปรารถนาคงบอกเธอแทนเขาเรียบร้อยแล้ว

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อย สองพี่น้องก็ขับรถยนต์ออกไปด้วยกัน สถานที่แรกที่สดายุกับลัลนาไปคือการไหว้พระขอพรที่วัดหวังต้าเซียน วัดชื่อดังของเกาะฮ่องกง ชาวเมืองมีความเชื่อว่าหวังต้าเซียนคนเลี้ยงแกะได้บำเพ็ญเพียรภาวนาจนได้เป็นพระโพธิสัตว์ สามารถดลบันดาลพระพรตามที่ขอทุกประการ ไหว้พระเสร็จแล้วก็เดินรอบสระบัวสามรอบ และขอพรด้วยการโยนเหรียญลงไปในสระบัวตามความเชื่อ จากนั้นก็เดินชมความงามของวัดแห่งนี้ด้วยความสบายใจ ก่อนไปสำนักชีฉีหลิน (Chi Lin Nunnery)

สำนักชีฉีหลินเป็นสำนักชีนิกายมหายาน สร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมย้อนยุคของศิลปะจีนสมัยราชวงศ์ถัง ประกอบด้วยวิหาร รายรอบทั้งหมดสิบสามหลัง จุดเด่นของการสร้างสำนักชีคือสร้างโดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว บริเวณวิหารสามารถนั่งสมาธิหรืออ่านหนังสือได้ ด้านในของสำนักชีเป็นอารามสี่ทิศ อารามชั้นนอกประดิษฐานด้วยพระศรีอาริยเมตไตรย อารามชั้นในสุดประดิษฐานพระศรีศากยมุนีพระพุทธเจ้า พระสมณโคดมและพระอัครสาวก อารามทิศตะวันออกประดิษฐานพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ส่วนอารามทิศตะวันตกประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิม

เมื่อทั้งสองอิ่มบุญกันแล้วก็เลยไปอิ่มท้องที่ย่านเซ็นทรัล ศูนย์กลางทางธุรกิจของฮ่องกง ย่านนี้เป็นที่ตั้งของบริษัทธุรกิจชั้นนำของเอเชีย ธนาคารนานาชาติ สำนักงานใหญ่ของรัฐบาล และอาคารศาลสูงสุด พื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยตึกสูงโอ่อ่า ศูนย์การค้าอันทันสมัย และโรงแรมระดับห้าดาว หากท่ามกลางความทันสมัยเหล่านี้ยังมีถนนแบบขั้นบันไดเก่าแก่ที่บันทึกว่าเป็นทางเลื่อนต่อเนื่องที่ยาวที่สุดในโลก และสวนสาธารณะร่มรื่นที่แทรกตัวอยู่ทั่วบริเวณย่านนี้

“เป็นยังไงบ้างหนูเล็ก เหนื่อยไหม?” สดายุเห็นเหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามหน้าผากน้องสาวก็เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง เมื่อเดินเข้ามาชมวิวในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง

“นิดหน่อยค่ะพี่ดอม ได้ไหว้พระขอพร ได้ทำบุญ และได้กินอาหารอร่อยหนูเล็กก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ” หญิงสาวเอ่ยอย่างมีความสุข พลางกวาดตามองรอบกายอย่างหวาดระแวง เมื่อได้ยินเสียงคล้ายคนกำลังมีเรื่องกันดังแว่วมาแต่ไกล

“งั้นนั่งพักอีกนิดก่อนค่อยไปเที่ยวที่อื่นต่อ พี่โทร. ไปบอกหม่าม้าแล้วว่าวันนี้จะไปทานข้าวกับท่าน” เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าขลิบลูกไม้ที่พกติดตัวตลอดเวลาออกมาซับเหงื่อออกจากใบหน้าจิ้มลิ้มของน้องสาวอย่างทะนุถนอม

“ขอบคุณค่ะ” ลัลนาเอ่ยขอบคุณเขา ก่อนเอ่ยแซวเรื่องผ้าเช็ดหน้าน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “ผู้ชายอะไรใช้ผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าขลิบลูกไม้ด้วย ถ้าใครเห็นเข้าคงคิดว่าเป็นพวกเกย์แน่”

“เกย์ที่ไหนกัน พี่เป็นลูกผู้ชายเต็มตัวครับ” สดายุเอานิ้วหนีบจมูกเล็กของน้องสาวอย่างเอ็นดู

“ถ้างั้นลูกผู้ชายช่วยไปซื้อไอศกรีมมาให้หน่อยได้ไหม หนูเล็กอยากทานไอศกรีมจังเลยค่ะ” ลัลนาพยักพเยิดหน้าไปทางร้านค้าภายในสวนสาธารณะ

“ก็ได้ครับ แต่หนูเล็กต้องนั่งรอพี่อยู่ตรงนี้ ห้ามไปไหนเด็ดขาด เข้าใจไหม!” สดายุกำชับน้องสาวเรียบร้อยก็รีบเดินไปยังร้านค้า ไม่ลืมหันหน้ากลับมามองเป็นระยะกลัวว่าเธอจะเกิดอันตราย

ลัลนากวาดตามองรอบกายที่มีแต่ต้นไม้ร่มรื่นอย่างมีความสุข นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้ออกมาเที่ยวสองต่อสองกับพี่ชาย ยิ่งช่วงสองปีผ่านมาที่เขาเดินทางไปดูแลบริษัทอยู่เมืองไทย เธอก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในบ้านตามลำพัง แม้เขากลับมาหาเธอทุกสัปดาห์ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ตงลี่อาจช่วยทำให้เธอคลายเหงาได้บ้าง แต่ก็ไม่เหมือนได้อยู่กับพี่ชายตัวจริง ยิ่งตอนนี้ตงลี่คิดไม่ซื่อกับเธอ ความรักที่เธอมีให้กับเขาตลอดเวลาแปดปีก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็นความไม่ชอบใจ

“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยผมที...โอ๊ย...” เสียงร้องคร่ำครวญอย่างเจ็บปวดของใครคนหนึ่งดังแว่วมา ก็ทำให้ลัลนาหันรีหันขวางมองหาต้นเสียง

เธอเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รุมทำร้าย ผู้คนยืนเป็นไทยมุงกลับไม่มีใครยอมยื่นมือเข้าไปช่วยแม้แต่คนเดียว

ลัลนามองภาพนั้นด้วยความสงสารแกมหวาดกลัว เธอเม้มปากแน่นกลั้นเสียงสะอื้น แล้วยกมือยกขึ้นปิดหูสองข้างเอาไว้ หากเสียงคร่ำครวญของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายก็ดังไม่หยุด เพียงแค่เห็นเลือดสีแดงสดไหลออกมาตามปากและจมูกของเขาน้ำตาของเธอก็ไหลรินอาบแก้ม ทันใดนั้นความทรงจำในอดีตก็ผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ถ้าเธอไม่ยอมช่วยเขาก็คงกลายเป็นศพไปต่อหน้าต่อตาแน่

“ปล่อยผมไปเถอะครับ ผมยังมีลูก มีเมียที่ต้องดูแล” ชายหนุ่มอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร “ได้โปรดอย่าฆ่าผมเลยครับ ผมยอมรับผิดแล้ว...”

“แกกล้าหักหลังลูกพี่ของเรา โทษคือตายสถานเดียว ฆ่ามัน!” เมื่อเห็นชายฉกรรจ์คนหนึ่งเอาปืนจ่อศีรษะกลมของชายหนุ่ม เธอก็รีบวิ่งเข้าไปปัดปืนในมือของคนชั่วทิ้งทันที ทำให้สายตาทุกคู่หันมองหน้าเธอเป็นจุดเดียว

“ได้โปรดอย่าฆ่าเขา ฉันขอร้อง...” ลัลนาอ้อนวอนทั้งน้ำตา สร้างความงุนงงให้กับหลายคนเป็นอย่างมาก

“คัต คัต!” เสียงเฉียบขาดของชายคนหนึ่งดังขึ้น ก่อนร่างท้วมจะลุกจากเก้าอี้ผ้าใบตรงเข้ามาอย่างเสียอารมณ์ “ยายเด็กบ้านี่โผล่มาจากไหนกัน ใครเป็นญาติของเธอช่วยพาตัวออกไปให้ไกลหูไกลตาหน่อยได้ไหม!

ผู้กำกับหนุ่มตวาดพร้อมกวาดตามองรอบบริเวณ ก็เห็นชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งกำลังวิ่งเข้ามาหาสีหน้าตกอกตกใจ

“ขอโทษด้วยนะครับ น้องสาวผมคงอินมากไปหน่อย” สดายุเอ่ยกับผู้กำกับและทีมงานทุกคน ลัลนายังทำหน้างงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า

“คราวหน้าคราวหลังก็ดูแลน้องสาวให้ดีหน่อย รู้ไหมว่ามันเสียเวลาทำการทำงานของคนอื่น เฮ้ย! เคลียร์พื้นที่แล้วเริ่มถ่ายทำใหม่ทั้งหมด อารมณ์เสีย!” ผู้กำกับสั่งเสียงเข้มจากนั้นการถ่ายทำหนังก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ส่วนสดายุก็พยายามดึงน้องสาวที่ยังยืนตัวแข็งทื่อเดินออกไปจากตรงนั้นอย่างเร็วที่สุด

“พี่ตกใจแทบแย่ที่กลับมาไม่เจอหนูเล็ก คราวหน้าคราวหลังอย่าทำอะไรอย่างนี้อีก มันอันตรายรู้ไหม”

สดายุเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง หลังจากพาน้องสาวเดินห่างออกมาจากตรงที่เขากำลังถ่ายทำหนังไกลพอสมควร

“หนูเล็กนึกว่าเขาจะฆ่าผู้ชายคนนั้นจริงๆ นี่คะ”

“การช่วยเหลือคนเป็นสิ่งที่ดี แต่พี่ไม่แนะนำให้หนูเล็กทำอีก ถ้าไม่ใช่การแสดงมันหมายถึงชีวิตของหนูเล็กเชียวนะ”

“แต่หนูเล็กทนเห็นเขาตายต่อหน้าต่อตาไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าหนูเล็กไม่ยอมทำอะไรเลย เขาอาจต้องตายเหมือน...”

เอ่ยได้เท่านั้นก้อนแข็งๆ ก็แล่นขึ้นมาจุกลำคอจนพูดไม่ออก ดวงตากลมโตเปื้อนหยาดน้ำตาสบตาพี่ชายอย่างปวดร้าว เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต

“สัญญากับพี่แล้วไงว่าจะไม่พูดถึงเรื่องในอดีตอีก”

“หนูเล็กกำลังพยายามทำใจลืมมันอยู่ค่ะ แต่ทุกครั้งที่เห็นคนถูกทำร้ายก็อดคิดถึงเรื่องเก่าๆ ไม่ได้ หนูเล็กคิดถึงพ่อ คิดถึงน้ายศจังเลยค่ะ”

ลัลนาบอกเสียงสั่น ก่อนร่างเล็กของเธอจะถูกมือใหญ่ของพี่ชายรั้งเข้าไปกอดอย่างปลอบใจ

“พ่อกับน้ายศไปดีแล้ว ป่านนี้ท่านคงกำลังมองหนูเล็กอยู่ที่ไหนสักแห่งบนสวรรค์ ถ้าหนูเล็กอยากลืมเรื่องในอดีตต้องพยายามไม่คิดฟุ้งซ่าน การออกมาเที่ยวข้างนอกบ่อยๆ ทำให้เราเกิดความคุ้นเคยกับโลกภายนอกมากขึ้น ทำใจให้เข้มแข็งเข้าไว้อีกไม่นานเราจะได้กลับไปอยู่เมืองไทยแล้ว กลับไปอยู่แผ่นดินถิ่นเกิดของเรา”

“ค่ะ” ลัลนาตอบรับพร้อมกอดพี่ชายแน่น

สดายุก้มลงจูบหน้าผากมนอย่างให้กำลังใจ ก่อนทั้งคู่จะเดินหยอกล้อกันไปตามถนนเส้นเล็กๆ ภายในสวนสาธารณะอันร่มรื่นตามประสาพี่น้องด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข...

 

คนหนึ่งกำลังเที่ยวอย่างมีความสุขอยู่ที่ฮ่องกงทางด้านหญิงสาวอีกคน ที่เมืองไทยกลับเดินวกไปวนมาอยู่หน้าบ้านอย่างกระวนกระวายใจ สิบเอ็ดโมงเช้าแล้วแต่เขาก็ยังไม่ยอมมารับเธอตามนัด เมื่อไม่สามารถอดทนได้อีก มัทนาวีก็ขับรถยนต์ออกจากบ้านด้วยความเร็วสูง เธอใช้เวลาไม่นานก็ขึ้นมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของชายหนุ่ม มือบางผลักประตูเข้าไปก็พบเพียงเลขาฯ ส่วนตัวของผู้บริหารหนุ่มกำลังนั่งรับประทานอาหารในปิ่นโตเพียงลำพัง

“อ้าว! พี่นานามาได้ยังไงคะ” ปรารถนาเอ่ยถามด้วยความตกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นพี่สาวบุกมาถึงห้องทำงานของสดายุ แต่พอนึกได้ว่าเขากลับฮ่องกงตั้งแต่เย็นวานก็เข้าใจเรื่องราวได้ทันที

“คุณสดายุอยู่ที่ไหน” มัทนาวีไม่ตอบแต่กลับถามหาเจ้าของห้อง ใบหน้าบึ้งตึงของหล่อนบอกถึงอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

“คุณสดายุไปฮ่องกงค่ะ”

“ไปตั้งแต่เมื่อไร ทำไมเขาไม่โทร. บอกพี่เลย”

“เขาเดินทางตั้งแต่ตอนเย็นเมื่อวานแล้วค่ะ” ปรารถนาตอบเสียงเบาและไม่กล้าเงยหน้าสบตาคมของพี่สาวที่กำลังมองหน้าเธออย่างไม่พอใจ

“แล้วทำไมป่านไม่ยอมบอกพี่ ปล่อยให้พี่รอเก้ออยู่ได้เป็นครึ่งค่อนวัน น่าเจ็บใจนัก” มัทนาวีต่อว่าน้องสาว ทั้งเจ็บใจทั้งเสียหน้าที่โดนชายหนุ่มหลอกให้เป็นแม่สายบัวรอเก้ออยู่ที่บ้าน

“ป่านคิดว่าคุณสดายุโทร. ไปบอกพี่นานาแล้วก็เลยไม่อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเขาค่ะ”

ปรารถนาลอบถอนใจอย่างโล่งอกที่เขาหนีกลับฮ่องกง อย่างน้อยมัทนาวีไม่ต้องไปค้างคืนกับเขาสองต่อสองที่สวนผึ้งให้เป็นกังวล

“คนบ้า! จะไปไหนก็ไม่ยอมบอกสักคำ” มัทนาวีเค้นเสียงอย่างโมโห

“พี่นานากินข้าวด้วยกันไหมคะ เดี๋ยวป่านเตรียมข้าวสวยใส่จานให้ค่ะ” น้องสาวเอ่ยชวน แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี

“คุณสดายุทำถึงขนาดนี้ พี่คงกินไม่ลงหรอกป่าน” ร่างเพรียวระหงเดินมาหยุดหน้าโต๊ะทำงานของผู้บริหารหนุ่มพลางกวาดตามองอย่างพิจารณา

“เจ้าของห้องไม่อยู่ขอสำรวจดูหน่อยก็แล้วกัน เผื่อมีความลับอะไรบางอย่างซ่อนเอาไว้ ป่านมาช่วยพี่หาดูหน่อยสิ”

“อย่าเลยค่ะพี่นานา ป่านว่ามันคงไม่เหมาะหรอก อีกอย่าง เจ้าของห้องก็ไม่อยู่ด้วย” ปรารถนาเอ่ยห้าม แต่ก็ถูกพี่สาวตวัดตามองอย่างไม่พอใจ แม้ว่าจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกระทำของพี่สาว แต่เธอก็ทำได้เพียงนั่งสงบปากสงบคำเท่านั้น

“ถ้าไม่ช่วยก็อย่าพูดมาก และถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูคุณสดายุละก็ พี่เอาเธอตายแน่” กล่าวจบก็ลงมือสำรวจโต๊ะทำงานของชายหนุ่มอย่างละเอียด

มัทนาวีค้นบนโต๊ะทำงานของสดายุแทบทุกซอกทุกมุม แต่ก็ยังไม่เจอสิ่งผิดปกติ เหลือเพียงลิ้นชักบนสุดเท่านั้นที่ยังไม่ได้เปิดดู เมื่อมือเรียวบางกระชากมันออกมาก็เจอภาพถ่ายของสดายุยืนกอดคอหญิงสาวคนหนึ่งใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุข

“ที่แท้ก็แอบมีเมียอยู่ฮ่องกงนี่เอง เขาถึงได้กล้าผิดนัดกับพี่ โดยไม่ยอมบอกกล่าวสักคำ” หญิงสาวพยายามข่มอารมณ์พลุ่งพล่าน เมื่อกลายเป็นลาโง่ให้ชายหนุ่มหลอกอยู่ตั้งนานสองนาน เธอเก็บกรอบรูปไว้ที่เดิม แล้วรีบหุนหันออกไปจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว

ปรารถนาได้ยินอย่างนั้นก็กลืนข้าวไม่ลงเอาดื้อๆ หัวอกหัวใจเจ็บปวดรวดร้าวเกินบรรยาย เสียตัวให้เขาก็เจ็บช้ำมากพออยู่แล้ว นี่เธอยังเผลอใจรักผู้ชายใจร้ายอย่างเขาอีก และที่แย่ไปกว่านั้นพี่สาวของเธอก็ยังหลงรักเขาหัวปักหัวปำ ทั้งที่เขาก็มีเมียเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วที่ฮ่องกง...

 

สองพี่น้องเดินทางถึงคฤหาสน์หลังใหญ่เกือบหกโมงเย็น สดายุส่งยิ้มให้กับชายร่างยักษ์ที่เฝ้ายามสองคน ขณะขับรถผ่านประตูรั้วเข้าไปภายในอาณาเขตของตระกูลเฉิน เมื่อเข้ามาถึงหน้าห้องรับแขกขนาดใหญ่ก็เห็นมารดาบุญธรรมวัยห้าสิบปีกำลังนั่งรอรับขวัญบุตรชายและบุตรสาวด้วยความตื่นเต้น

“หม่าม้าขา หนูเล็กมาแล้วค่ะ” ลัลนาส่งเสียงออดอ้อนเข้ามาตั้งแต่ยังอยู่หน้าประตูบ้าน

“หนูเล็ก!” มารดาก็อ้าแขนออกรับร่างเล็กที่โผเข้าสู่อ้อมกอด พลางยกมือลูบเส้นผมนุ่มแผ่วเบาอย่างแสนรัก ทางด้านบุตรสาวก็หอมแก้มมารดาซ้ายขวาอย่างเอาอกเอาใจ

“ไหนดูซิ ลูกสาวของหม่าม้าสบายดีหรือเปล่า” นางดันร่างบุตรสาวออกห่างเล็กน้อย ดวงตาเรียวคมกวาดมองใบหน้าจิ้มลิ้มอย่างพิจารณา

“หนูเล็กสบายดีค่ะ ไม่มีส่วนไหนบุบสลายเลย ถ้าไม่เชื่อหม่าม้าลองสำรวจดูก็ได้” กล่าวจบเธอก็ลุกขึ้นยืน แล้วหมุนตัวสองสามรอบให้มารดาสำรวจตามใจชอบ

“สวัสดีครับนายแม่” บุตรชายเอ่ยทักทาย แล้วนั่งลงขนาบข้างมารดา แต่ท่านก็แค่รับไหว้เท่านั้นเพราะมัววุ่นวายอยู่กับบุตรสาวคนโปรด

 “ร่างกายภายนอกปกติ แต่ทำไมดวงตาบวมเหมือนคนร้องไห้อย่างนั้นล่ะ ดอมรังแกน้องหรือเปล่าลูก” นางหันมองบุตรชายอย่างเอาเรื่อง ทำให้คนถูกกล่าวหารีบแจกแจงสาเหตุการร้องไห้ของน้องสาวให้ท่านฟังทันที

“ตายแล้ว! เรื่องจริงเหรอหนูเล็ก” มารดายกมือทาบอกด้วยความตกใจ เกรงว่าอาการหวาดกลัวของบุตรสาวจะกำเริบหนักมากกว่าเดิม

“จริงค่ะหม่าม้า หนูเล็กทนเห็นเขาโดนรุมทำร้ายไม่ได้จึงตัดสินใจ วิ่งเข้าไปช่วยเขา แต่ที่ไหนได้พวกเขากำลัง...”

“ถ่ายทำหนังมาเฟียครับนายแม่” สดายุชิงตอบพลางหัวเราะ อย่างชอบอกชอบใจในความบ้าบิ่นของน้องสาว

“พี่ดอมหัวเราะเยาะหนูเล็กทำไมคะ” ลัลนาหน้าตางอง้ำอย่างขัดใจ เมื่อพี่ชายหัวเราะล้อเลียนในความเปิ่นของเธอ

“เฮ้อ! โล่งอกไปทีหม่าม้าก็นึกว่าเป็นเรื่องจริงเสียอีก ถึงแม้ว่าจะเป็นการทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นให้ปลอดภัย แต่คราวหน้าหนูเล็กอย่าทำอย่างนี้อีกนะลูก มันอันตรายมากรู้ไหม?” มารดาเตือนด้วยความหวังดี

“ค่ะหม่าม้า” ลัลนาถูกมารดาดึงเข้ามากอด เธอกอดตอบด้วย ความรัก แม้ท่านไม่ใช่แม่บังเกิดเกล้าของเธอ ท่านก็รักเธอเหมือนลูกแท้ๆ อย่างไม่มีข้อแม้

ค่ำวันนั้นบรรยากาศบนโต๊ะอาหารภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ เต็มไปด้วยความสุข หลังจากบุตรชายไม่ได้กลับมาทานอาหารด้วยกันนานพอสมควร เพราะยุ่งเรื่องบริษัทที่เมืองไทย เพื่อเป็นการต้อนรับบุตรคนโปรด อาหารเลิศรสที่แม่บ้านลำเลียงมาเสิร์ฟล้วนเป็นของโปรดของสองพี่น้องทั้งนั้น เมื่ออาหารค่ำจบลงเจ้าแม่กาสิโนก็พาบุตรชายเข้ามานั่งคุยกันอยู่ในห้องหนังสือตามลำพัง

เฉินหยางอี้ หรือ ฉันท์ชนก เฉิน อดีตสาวไทยที่แต่งงานกับหนุ่มใหญ่ชาวฮ่องกง เจ้าของธุรกิจกาสิโนหมื่นล้าน เมื่อสามีอายุห้าสิบก็จากไปด้วยโรคร้าย แต่ด้วยหัวใจอันกล้าแกร่งทำให้นางสานต่อกิจการของตระกูลแทนสามีผู้ล่วงลับได้อย่างยอดเยี่ยม ชื่อเสียงในวงการกาสิโนเลื่องลือทั่วเกาะฮ่องกง มาเก๊า และประเทศใกล้เคียง เมื่อครั้งกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดสิบเจ็ดปีก่อน นางมีโอกาสไปเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งแถวชานเมืองกรุงเทพฯ

ณ บ้านหลังนั้นนางได้พบกับเด็กชายหญิงสองพี่น้อง อาจเป็นเพราะความสงสาร ถูกชะตา หรือฟ้าลิขิต ทำให้นางรับอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม เฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูราวกับไข่ในหินจนเติบใหญ่ ให้ความรัก ให้การศึกษา หวังให้ช่วยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการสานต่อธุรกิจเพราะไม่มีทายาท และเขาก็ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลย ตลอดเวลาผ่านมาเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจ คิดหากลยุทธ์ในการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาเล่นในบ่อนกาสิโน รวมถึงการพัฒนาโรงแรมหลายแห่งให้นำสมัยอยู่ตลอดเวลา

“บริษัทที่เมืองไทยเป็นอย่างไรบ้างลูก ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม” มารดาถามถึงบริษัทที่เมืองไทย

“เรียบร้อยดีครับนายแม่ ตอนนี้บริษัทกำลังมีโครงการคอนโดฯ อีกหลายแห่ง ทำเลทองทั้งนั้นเลยครับ แล้วยังมีบ้านพักตากอากาศบนเกาะ ฝั่งอ่าวไทยอีก อาปิงกำลังดำเนินการติดต่ออยู่ครับ”

“ถ้าบริษัทไม่มีปัญหาอะไรแม่ก็ไม่ห่วงแล้ว แต่ดอมอย่าทำงานหักโหมมากนะลูก เกิดไม่สบายขึ้นมามันจะลำบาก แล้วนายโปดกมีจะโอกาสกลับมาเดินได้อีกหรือเปล่า” มารดาอดไม่ได้ที่จะถามถึงศัตรูคนสำคัญของบุตรชายด้วยความเป็นห่วง

“ผมไม่สนใจหรอกว่านายโปดกจะเดินได้หรือไม่ได้ นั่นมันไม่ใช่จุดประสงค์หลักของผม อย่าห้ามเลยครับนายแม่ เพราะผมตัดสินใจแล้ว” สดายุตอบเสียงหนักแน่น แต่ก็ยังไม่กล้ามองสบตามารดาเมื่อท่านจ้องมองอย่างจับผิด

“แล้วผู้หญิงคนนั้นดอมจะทำยังไงกับเธอ อย่าบอกว่าสิ่งที่ทำลงไป ทุกอย่างเพื่อต้องการทำให้นายโปดกเจ็บปวดเท่านั้น แม่ไม่เชื่อเด็ดขาด”

คำถามนั้นทำเอาสดายุพูดไม่ออก เขาเหลือบมองหน้ามารดา ก่อนปล่อยให้ความเงียบเข้ามาครอบงำเพราะไม่อาจตอบคำถามได้ นางเห็นบุตรชายเงียบไปก็พูดต่อให้เขาได้คิดอีก

“ดอมอาจบังคับร่างกายของเธอให้อยู่กับดอมได้ แต่หัวใจของเธอ ดอมคิดว่าจะบังคับได้ไหม อยากได้หัวใจเขาก็ต้องเอาหัวใจของตัวเองเข้าแลกเท่านั้น แม่รู้ว่าคงห้ามดอมไม่ได้ แต่อยากเตือนสติว่าอย่าวู่วาม เวลาดอมจะทำอะไรก็ต้องคิดให้ดีเสียก่อน”

“ครับนายแม่” สดายุพยักหน้ารับเสียไม่ได้ แผนการเอาคืนที่วางไว้มานานใกล้สำเร็จแล้ว เขาไม่อยากให้ผู้หญิงคนเดียวต้องมาทำลาย แม้หัวใจของเขาจะรักเธอมากแค่ไหนก็ตาม

“ดอมจะพาหนูเล็กไปเมืองไทยเมื่อไร”

“ทันทีที่ผมคิดบัญชีกับนายโปดกเรียบร้อยครับ ส่วนงานในบ่อนผมอยากวางมืออย่างถาวร หากนายแม่จะอนุญาตครับ”

“เรื่องนั้นแม่ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ดอมก็รู้ว่าแม่ไม่เคยไว้ใจใครนอกจากลูกคนเดียวเท่านั้น คนเราเกิดมาก็ต้องตาย แต่ตายช้าตายเร็วก็ขึ้นอยู่กับกรรมเก่าของแต่ละคน ถ้าแม่สิ้นบุญไปดอมสัญญาได้ไหมว่าจะสืบทอดกิจการต่อจากแม่” มาดามเฉินจ้องหน้าบุตรชายอย่างรอคอยคำตอบ นางไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน การทำงานอยู่ในวงการมาเฟีย ชีวิตก็เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย

“อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ นายแม่ต้องมีอายุยืนยาวและอยู่กับพวกเราอีกนานครับ” สดายุเอื้อมมือไปกุมมือท่านเอาไว้ หน้าตาค่อนข้างเคร่งเครียด เมื่อคิดว่ามันมากเกินไปสำหรับเด็กเร่ร่อนอย่างเขา แต่ถ้าปฏิเสธก็เท่ากับว่าเขากลายเป็นคนเนรคุณ

“รับปากกับแม่สิลูก” มารดาเร่งเร้า ใบหน้าคมเผยยิ้มก่อนพยักหน้าตอบรับคำขอของท่าน

“ครับนายแม่ ผมสัญญาว่าจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด” บุตรชายรับปากเสียงหนักแน่น สองแม่ลูกถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันอีกสักพัก ก่อนแยกย้ายกันไปพักผ่อนในห้องของตัวเอง

สดายุล้มตัวลงนอนก็ยกแขนก่ายหน้าผากอย่างคิดไม่ตก เมื่อคำพูดของมารดายังดังก้องอยู่ในสมอง เสียงถอนใจดังติดกันครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเข้าไปสงบสติอารมณ์อยู่ในห้องซาวน่าเพียงลำพัง




ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เพียงเงาปรารถนามีครบทุกรส โหด หื่น ความรัก ความแค้น ดราม่า ซึ้งกินใจ ฝากเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนด้วยนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามผลงานค่ะ"

กัลวาร์/คีรีรมย์


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha