เพียงเงาปรารถนา

โดย: กัลวาร์/คีรีรมย์



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 9 : โซ่พิศวาส (๒)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ปรารถนาพยายามขืนตัวออกจากอ้อมกอด หากร่างหนากลับไม่ยอมขยับเขยื้อน เขายังกอดเธอแน่น ก่อนปากร้อนรุ่มจะนาบลงมาอีกครั้ง บดเบียดหนักหน่วงให้เธอเผยอปากรับจุมพิตเร่าร้อนเต็มอารมณ์ คนตัวเล็กส่งเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอ กำปั้นเล็กทุบตีไปตามเรือนกายใหญ่โตไม่หยุด หวังหลุดพ้นจากพันธนาการ แต่เพียงไม่นานร่างของเธอก็อ่อนระทวย เพราะจุมพิตวาบหวามที่ถาโถมเข้าใส่ ผ่านไปสักพักเธอเริ่มหายใจติดขัด พยายามส่งเสียงในลำคอประท้วงพร้อมใช้มือดันหน้าคมออกห่าง

สดายุครางอย่างขัดใจกับกริยาต่อต้าน ขณะทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี ริมฝีปากอุ่นไล้ลงไปตามคางถึงซอกคอขาวเนียนปลุกปั่นอารมณ์สวาทแผ่ซ่านทั่วกายสาว แต่อาการของเธอทำให้เขาผงกศีรษะขึ้นมองอย่างงุนงง เขายังไม่ทันเอ่ยถามว่าเป็นอะไร สองมือเรียวก็ผลักอกของเขาออกสุดแรง จนแทบร่วงไปกองบนพื้น จากนั้นก็ลุกพรวดเข้าไปโก่งคออาเจียนกับอ่างล้างหน้าในห้องน้ำ

ปรารถนาโก่งคออาเจียนอย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อนพร้อมกับเสียงหอบหายใจแรง หากเพียงไม่นานเธอก็รู้สึกถึงฝ่ามืออบอุ่นลูบไล้แผ่วเบาบนแผ่นหลังด้วยกริยาอ่อนโยน

ฉันว่าเธอไปหาหมอดีกว่าไหม ขืนปล่อยไว้อย่างนี้มันคงไม่ดีแน่ เดี๋ยวฉันจะพาไปเองสดายุอาสาอย่างเต็มใจ ความห่วงใยในตัวเธอมันมากมายเกินกว่าจะทนนิ่งเฉยได้อีก

“ไม่ค่ะ ฉันไม่ไป” ปรารถนาส่ายหน้าอย่างเร็ว ถ้าหากเธอไปหาหมอกับเขาตอนนี้ มีหวังความลับเรื่องลูกแตกอย่างแน่นอน

“อย่าดื้อได้ไหม ถ้าเธอเกิดเป็นอะไรขึ้นมา เดี๋ยวคุณโปดกก็คิดว่าฉันใช้งานเธอหนักหรอก” สดายุอ้างชื่อบิดาของเธอ อยากให้ไปหาหมอเพราะเขาเป็นห่วง แต่อีกคนกลับตีความหมายไปอีกทางอย่างน้อยใจ

ขอบคุณที่เมตตาค่ะ แต่ฉันไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ สงสัยเมื่อคืนนอนน้อยไปหน่อย พอตอนเช้าก็ไม่ได้ทานข้าวอีก ร่างกายก็เลยอ่อนเพลีย เท่านั้นเอง”

“แน่ใจ?” สดายุมองหน้าซีดเซียวอย่างไม่ไว้ใจนัก

“คนอย่างฉันไม่ตายง่ายๆ หรอกค่ะ แต่ตอนนี้คุณช่วยขยับออกห่างหน่อยได้ไหม ฉันเหม็นจังเลยค่ะ” ดวงหน้างามเบือนหนีไปทางอื่นพร้อมเบ้ปาก ทำเอาชายหนุ่มถึงกับหน้าเสียที่เธอทำกริยาเหมือนรังเกียจเขานักหนา ทั้งที่ไม่กี่วินาทีผ่านมายังจุมพิตกันอย่างดูดดื่มอยู่เลย

“นั่นสินะ ฉันลืมไปเลยว่าเธอต้องอยู่เป็นนางบำเรอของฉันอีกนาน ถ้าไม่อยากไปก็ตามใจ แต่ก่อนออกจากห้องน้ำอย่าลืมส่องกระจกด้วย เดี๋ยวคนอื่นเข้าใจผิดคิดว่าเพิ่งผ่านกิจกรรมบนเตียงมา” กล่าวจบหน้าคมก็โน้มลงมาจุ๊บแก้มซีดเซียวอย่างฉวยโอกาส

“คนบ้า!” ปรารถนาสบถกับตัวเอง เธอเงยหน้ามองกระจกคราบลิปสติกสีชมพูอ่อนก็เลอะเต็มปาก มือบางรีบดึงกระดาษทิชชูมาเช็ดออก ทั้งโกรธทั้งโมโหที่หลงระเริงไปกับจุมพิตเร่าร้อนที่เขามอบให้อย่างหน้าไม่อาย

สดายุนั่งเอนกายอยู่ที่โต๊ะทำงานเสียงโทรศัพท์หญิงสาวก็ดังขึ้น นัยน์ตาคมดุเหลือบมองประตูห้องน้ำอย่างชั่งใจ แต่ก็ปล่อยให้มันเงียบไปเอง ผ่านไปสักพักก็มีเสียงเตือนข้อความเข้ามาอีก เขาถือโอกาสที่เจ้าของโทรศัพท์อยู่ในห้องน้ำเดินไปหยิบมันออกมาเปิดอ่านทันที

เจอกันที่เดิมได้ไหม พี่มีเรื่องอยากคุยกับป่าน...

ใบหน้าคมกระตุกยิ้มมุมปาก แล้วจัดการลบข้อความทิ้งอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ปรารถนาเดินออกมาเห็นร่างสูงใหญ่ยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของตัวเองก็รู้สึกไม่ค่อยไว้ใจนัก

“คุณมาทำอะไรตรงนี้ไม่ทราบคะ เอ๊ะ! นั่นมันโทรศัพท์ของฉันไม่ใช่เหรอ แล้วมันไปอยู่กับคุณได้ยังไงกัน”

“เมื่อกี้มีสายเข้า” สดายุตอบตามตรง ก่อนยื่นมันคืนให้เจ้าของ ปรารถนารับมือถือกลับมาเกือบเป็นกระชาก แล้วสะบัดหน้าพรืดทันที อีกคนยักไหล่ก่อนกลับไปนั่งประจำที่ตนเอง

เลขาฯ สาวสวยเหลือบตามองตาม ก่อนจะทิ้งกายบนเก้าอี้อย่างกระแทกกระทั้นเพราะไม่พอใจที่เขาละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัว ก่อนเสียงผ่อนลมหายใจจะดังอย่างโล่งอกที่หน้าจอยังขึ้นสายไม่ได้รับ นั่นก็แสดงว่า สดายุยังพอมีมารยาทอยู่บ้าง ไม่ได้แอบรับสายอย่างที่เธอกำลังเข้าใจ

ปรารถนาไม่ยอมโทร. กลับหาคนรักเพราะต้องการตัดใจจากเขาอย่างเด็ดขาด มือบางลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองแผ่วเบาด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย แล้วล็อกอินเข้าโปรแกรมอนไลน์ยอดฮิต เมื่อต้องการระบายกับใครสักคนที่พร้อมเข้าใจเธอผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

ทุกครั้งที่ไม่สบายใจเธอชอบมาระบายกับเขา เช่นเดียวกับเขาที่ชอบเล่าความในใจให้ฟังเป็นประจำ ความคุ้นเคยเกือบสามเดือนทำให้เขาและเธอไว้ใจกันและกัน สามารถคุยได้ทุกเรื่องที่ไม่เคยบอกใคร แต่หญิงสาวก็ต้องผิดหวังเพราะอีกฝ่ายขึ้นสถานะเป็นออฟไลน์ เธอจึงลองส่งข้อความภาษาอังกฤษไปถึงปลายทางแล้วนั่งรออย่างใจจดจ่อ ผ่านไปสักพักก็มีข้อความตอบกลับมา

สวัสดีค่ะคุณวินเทอร์ คุณสบายดีหรือเปล่าคะ

สบายดีครับคุณออทัมม์ คุณล่ะครับ เป็นอย่างไรบ้างเอ่ย

สบายดีค่ะ ช่วงนี้งานยุ่งมากก็เลยหายเงียบไปนานหน่อย ดีใจที่คุณคงยังไม่ลืมเพื่อนคนนี้

คุณออทัมม์น่ารักขนาดนี้ใครจะลืมลงครับ ถึงผมจะงานยุ่งแค่ไหนก็ยังคิดถึงคุณเหมือนเดิม

ปากหวานจังเลยนะคะ หน้าตาก็ยังไม่เคยเห็น แต่บอกว่าน่ารักเนี่ย

ไม่เคยเห็นหน้า แต่ผมสัมผัสได้ด้วยหัวใจครับ

คุณวินเทอร์ก็น่ารักมากค่ะ เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่คอยรับฟังและคำปรึกษาได้ดีมาก คราวก่อนฉันจำได้ว่าเราสองคนต่างแนะนำให้บอกรักคนที่ตนเองแอบรัก แล้วคุณบอกรักเธอตามคำแนะนำของฉันหรือยังคะ หรือว่ายังไม่กล้าเผยความในใจอีก

 ‘ยังเหมือนเดิม ผมยังไม่ได้สารภาพรักกับเธอเลย บอกตามตรงว่าผมกลัวทุกอย่างจะเปลี่ยนไปครับ

อย่ากลัวเลยค่ะ คุณเป็นผู้ชายคงไม่น่าเกลียดถ้าจะบอกรักผู้หญิงสักคน แต่สำหรับฉันมันคงเป็นเรื่องน่าอายมากที่ต้องบอกรักผู้ชายก่อน ทั้งที่รู้แก่ใจว่าเขาไม่เคยรักฉันและไม่คิดจะรักด้วยซ้ำ

ทำไมคุณไม่ลองดูล่ะครับ บางทีคำตอบอาจไม่ใช่อย่างที่คุณคิดก็ได้ แต่เอ๊ะ! วันนี้ดวงตาคุณออทัมม์บวมจัง เขาทำให้คุณร้องไห้อีกแล้วใช่ไหมครับ

คุณวินเทอร์ทราบได้ยังไงว่าฉันร้องไห้

เพราะผมคือคนที่รู้ใจคุณมากที่สุดไงครับ

ปรารถนาเผลอยกมือแตะใบหน้าตัวเองพลางคิดในใจว่าเขารู้ได้อย่างไร เธอเงยหน้ามองชายหนุ่มร่วมห้องก็เห็นเขายังตั้งหน้าตั้งตาอยู่กับกองเอกสารกองใหญ่ คงไม่ใช่เขาแน่นอน

ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องร้องไห้ด้วย ฉันอยากเข้มแข็งมากกว่านี้ ไม่อยากอ่อนแอให้ใครสมน้ำหน้าแต่ฉันก็ทำไม่ได้ ทุกครั้งที่เจอหน้ากันเขามักทำให้ฉันร้องไห้เสมอค่ะ

ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจก็ระบายกับผมได้ อย่าเก็บไว้คนเดียว ผมรับรองว่าจะเก็บเรื่องของคุณไว้เป็นความลับแค่เราสองคนเท่านั้น

ตอนนี้ฉันมีเรื่องกลุ้มใจมากเพราะไม่สามารถเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นให้ใครฟังได้เลย มีคุณเท่านั้นที่ฉันไว้ใจมากที่สุด...คุณวินเทอร์ห้ามบอกใครนะคะ

ไม่บอกแน่นอนครับ เพราะผมไม่อยากสูญเสียเพื่อนดีๆ อย่างคุณไป เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอครับ

คุณอาจคิดว่าฉันใจง่าย ทำตัวไร้ค่าไร้ราคาที่ยอมทอดกายให้ผู้ชายที่ไม่ใช่สามีตัวเองเชยชม คุณวินเทอร์คะ คือฉัน...ฉันกำลัง...

ปรารถนากลั้นใจและปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ พลางยกมือลูบหน้าท้องตัวเอง เพื่อทักทายอีกหนึ่งชีวิตซึ่งกำลังเจริญเติบโตภายในร่างกาย แต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงทุ้มดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ทำอะไรอยู่” สดายุชะโงกหน้ามอง ทำเอาปรารถนารีบละล่ำละลักปิดกล่องข้อความแทบไม่ทัน “ทำไมต้องมือสั่นขนาดนั้นด้วย เธอคุยกับใครอยู่เหรอปรารถนา”

“เพื่อนค่ะ” ปรารถนาตอบเสียงเรียบเฉย แล้วแสร้งหยิบโน่นหยิบนี่บนโต๊ะแก้เก้อ

“ผู้หญิงหรือผู้ชาย ชื่ออะไร...อยู่ที่ไหน...รู้จักกันนานหรือยัง...แล้วเคยเห็นหน้ากันหรือเปล่า" ผู้บริหารหนุ่มยิงคำถามเป็นชุดชนิดไม่เปิดโอกาสให้เลขาฯ สาวตั้งตัว เธอจ้องหน้าคมอย่างไม่ชอบใจที่เขาวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวมากเกินไป

“ฉันขอไม่ตอบนะคะ เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวค่ะ”

“แต่เธอกำลังใช้เวลาทำงานทำเรื่องส่วนตัว ฉะนั้น! เธอต้องรายงานกับฉันทุกเรื่อง” คนบ้าอำนาจเอ่ยสั่งเสียงเข้ม ก่อนยื่นหน้าเข้มเข้ามาชิดใบหน้าหวานทันที

“อุ๊ย!” ปรารถนาเบี่ยงหลบด้วยความตกใจทำให้ปากอุ่นสัมผัสแก้มของเธอเข้าพอดี สัมผัสแรกแค่ริมฝีปากตวัดแผ่วดุจปีกผีเสื้อเพราะไม่ได้ตั้งใจ แต่ถัดมาสดายุกดริมฝีปากฝังลงแก้มนุ่ม แล้วสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเต็มที่

“นี่คุณสดายุ!

“อย่าอารมณ์ฉุนเฉียวไปหน่อยเลยน่า ทำมากกว่าหอมแก้มยังเคยทำมาแล้วเป็นร้อยครั้ง เธอเองก็ชอบไม่ใช่เหรอ เวลาอยู่บนเตียงเสียงร้องครวญครางของเธอดังกระเส่าไม่หยุดเชียว”

ถ้อยคำของเขาทำเอาคนฟังถึงกับสะอึก ไม่คิดว่าผู้ชายอย่างเขาจะหยาบคายได้มากถึงเพียงนี้ แต่เธอก็ตอบโต้กลับไปบ้างเล็กน้อยพอให้เขารู้สึกเคืองขุ่นใจ “ฉันครางเพราะคุณทำให้ฉันรู้สึกอย่างนั้นต่างหาก ทั้งที่ความจริงฉันรังเกียจคุณจะตาย”

“หัดคบผู้ชายผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เมื่อไรกัน ผู้หญิงอย่างเธอตามไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมพวกนี้หรอก ระวังจะถูกคนแปลกหน้าหลอกไปเสียตัวเอา”

เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนาหน้าตาเฉยทั้งที่ในใจก็เจ็บไม่น้อยที่เธอทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับความสัมพันธ์ลึกซึ้งทางกาย

“เหมือนที่คุณกำลังทำกับฉันใช่ไหมคะ” ปรารถนาย้อนเสียงเข้มพลางจ้องตาเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน

“ปรารถนา!” สดายุเค้นเสียงลอดไรฟัน แล้วออกคำสั่งกับเธอเสียงเฉียบขาด “ปิดคอมพิวเตอร์แล้วไปทานข้าวเที่ยงกับฉันที่ห้องอาหาร”

“เชิญคุณตามสบายเถอะค่ะ ฉันมีอาหารเตรียมมาจากบ้านเรียบร้อยแล้ว” หญิงสาวปฏิเสธทันควัน

“แต่นี่เป็นคำสั่งของเจ้านาย เลขาฯ อย่างเธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”

“คุณอาจเป็นเจ้านายของฉัน แต่ไม่ใช่เจ้าชีวิตสักหน่อย กรุณาอย่าใช้อำนาจบังคับฉันมากเกินไป เพราะมันเป็นเวลาพักกลางวันของฉัน และก็ฉันมีสิทธิ์ไม่ทำตามก็ได้ค่ะ” ปรารถนาเชิดหน้าท้าทาย

“ปากดีอย่างนี้ต้องสั่งสอนกันบ้าง คราวหน้าคราวหลังเธอจะได้ไม่กล้าขัดคำสั่งของฉันอีก” สดายุวางมือข้างหนึ่งลงบนบ่าบอบบาง ส่วนอีกข้างก็สอดเข้ามาในมวยผมตรึงศีรษะทุยสวยไว้

“ทำบ้าอะไรของคุณ ปล่อย...” ถ้อยคำถูกกลืนหายทันทีที่ริมฝีปากเข้มประทับบนเรียวปากอิ่ม บดเบียดเข้าหาอย่างหนักหน่วงรุนแรง เพื่อลงโทษเธอที่บังอาจอวดดีกับเขา

ปรารถนาตัวสั่นเทาไปกับจุมพิตเร่าร้อนหนักหน่วง แม้ริมฝีปากถูกบดขยี้รุนแรงด้วยอารมณ์เคืองขุ่นของเขา แต่เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าจูบนั้นเคลือบด้วยความหวานล้ำสุดหัวใจ แม้ว่าจะพยายามหักห้ามใจตัวเองแค่ไหนก็ไม่อาจต้านทานความต้องการที่พลุ่งพล่านภายในร่างกายได้ ลิ้นเล็กกระดกเข้าหาลิ้นสากตอบสนองอย่างเต็มอกเต็มใจ เสียงครางลึกในลำคอของเขาและเธอดังประสานผะแผ่ว แข่งกับจังหวะของหัวใจสองดวง และก่อนทุกอย่างจะกระเจิดกระเจิงไกลสุดกู่ เสียงเคาะประตูก็ดังขัดจังหวะพอดี

“เฮ้อ! เสียดายจัง กำลังหวานได้ที่เชียว” สดายุถอนปากออกกระซิบพลางหยักยิ้มมุมปากอย่างพอใจ พร้อมกันนั้นประตูห้องทำงานก็เปิดออกกว้างด้วยมือของผู้มาเยือน

ร่างเพรียวระหงของแขกผู้มาเยือนก้าวเข้ามาด้านในก็ต้องชะงักเล็กน้อย ดวงตาเรียวเขม้นมองอย่างสงสัยกับภาพที่เห็นตรงหน้า เจ้านายหนุ่มยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเลขาฯ สาวสวยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวม ปรารถนาวางสีหน้าไม่ถูกก็เอาแต่ก้มหน้ามองหน้าจอคอมพิวเตอร์ เกรงว่ามัทนาวีจะสงสัยถึงความสัมพันธ์ของเธอกับสดายุนั่นเอง

“ไม่ทราบว่านานามารบกวนเวลาทำงานคุณหรือเปล่าคะ” มัทนาวีมองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่ค่อยไว้วางใจเท่าใดนัก

“ไม่รบกวนเลยครับ ผมกำลังจะชวนคุณป่านลงไปทานข้าวอยู่พอดี แต่น่าเสียดายที่คุณป่านพกปิ่นโตมาจากบ้านด้วย นานาทานข้าวมาหรือยังครับ ถ้าไม่รังเกียจไปทานข้าวกับผมนะครับ อิ่มแล้วเราค่อยไปเดินช็อปปิ้งกันต่อ แล้วตบท้ายด้วยการดูหนังรักโรแมนติกอีกสักเรื่อง”

“ใจตรงกันจังเลยนะคะ นานาก็ตั้งใจมาชวนคุณไปทานข้าว แล้วเลยไปดูหนังเหมือนกัน แต่ก็กลัวรบกวนเวลาทำงานของคุณ”

“สำหรับคนพิเศษอย่างนานาแล้ว ผมมีเวลาว่างเสมอครับ” สดายุกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เขาเดินตรงไปหาเธอแล้วยื่นมือออกมารอตรงหน้า มัทนาวีเห็นดังนั้นก็รีบวางมือเรียวลงบนอุ้งมือใหญ่แสนอบอุ่นทันที

“อ้อ! ป่านไม่ไปด้วยกันเหรอจ๊ะ ทานข้าวคนเดียวคงเหงาแย่เลย”

“พี่นานาไปเถอะค่ะ ป่านมีปิ่นโตป้าวิแล้ว” น้องสาวรีบปฏิเสธทันที

“คุณป่านไม่อยากไปก็อย่าบังคับเธอเลยครับ ผมว่าเราไปกันดีกว่า วันนี้ผมมีเวลาให้คุณถึงเที่ยงคืนเลยครับ” กล่าวจบก็ไม่ลืมเหลือบตามองปฏิกิริยาเลขาฯ สาวสวย ก่อนสดายุจะจูงมือหญิงสาวเดินเคียงข้างกันออกจากห้องอย่างไม่สนใจความรู้สึกของอีกคน

ปรารถนามองตามด้วยแววตาเศร้าหมอง แล้วหลับตาสงบจิตใจไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน หญิงสาวหยิบปิ่นโตมาเปิดฝาออกอย่างเลื่อนลอย แกงมัสมั่นไก่สูตรพิเศษของป้าวิภาส่งกลิ่นหอมเครื่องเทศ จนต้องเผลอกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหิว แต่พอตักข้าวใส่ปากเพียงแค่สองสามคำเธอก็เกิดอาการพะอืดพะอมอยากอาเจียน เธอรีบวางช้อนวิ่งเข้าห้องน้ำคายอาหารและน้ำเหนียวๆ ออกมาจนหมด สักพักหยาดน้ำตาก็ไหลกลิ้งจากหางตาลงมาตามร่องแก้ม ก่อนมันจะไหลพรั่งพรูราวกับทำนบเขื่อนพัง เมื่อไม่อาจหักห้ามความเจ็บปวดรวดร้าวได้อีกต่อไป

 

หลังจากการรับประทานอาหารเที่ยงผ่านไปอย่างมีความสุข สดายุก็พามัทนาวีไปช็อปปิ้งเสื้อผ้าแบรนด์เนมภายในศูนย์การค้าชื่อดัง ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นและอิจฉาตาร้อนของใครหลายคนที่เคยติดตามข่าวคราวของนักธุรกิจหนุ่มต่างแดนกับไฮโซสาวสวยชนิดหาตัวจับยากอย่างมัทนาวี ขณะที่หญิงสาวกำลังวุ่นวายเลือกสินค้าอยู่กับพนักงานขาย สดายุก็โทรศัพท์ไปถามไถ่อาการของน้องสาวกับตงลี่ ประโยคสนทนาเบี่ยงเบนความสนใจของเธอจากชุดตรงหน้าได้เป็นอย่างมาก แต่ติดตรงที่ว่าเธอฟังภาษาไม่เข้าใจก็เลยไม่รู้ว่า เขาพูดเรื่องอะไร กับใคร ที่ไหน

เมื่อช็อปปิ้งเสื้อผ้าครบตามความต้องการเขาก็พาเธอไปดูหนังรอบบ่าย กว่าสองชั่วโมงที่นั่งอยู่ในโรงหนังระดับวีไอพี หญิงสาวแทบไม่มีสมาธิกับหน้าจอขนาดใหญ่ตรงหน้า หัวใจเต้นแรงแข่งกับเสียงดังกระหึ่ม เพราะไออุ่นจากมือใหญ่ที่เกาะกุมมือของเธอแผ่กระจายทั่วร่างกาย หลายครั้งเธอเหลือบมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลา แต่ก็เห็นเขายังจ้องหน้าจออย่างมีสมาธิ เธอเอนหลังกับพนักแล้วยิ้มกับตัวเองอย่างมีความสุข

จากนั้นสดายุก็เซอร์ไพร์สเธอด้วยดินเนอร์แสนโรแมนติกบนเรือสุดหรูล่องแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศแวดล้อมเต็มไปด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรม สองฟากฝั่งยามดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าเหลืองอร่ามไปด้วยแสงไฟส่องสว่างงดงาม ชายหนุ่มเลือกห้องวีไอพีเพื่อความเป็นส่วนตัว อาหารหลากหลายถูกลำเลียงมาเสิร์ฟบนโต๊ะพร้อมไวน์เลิศรสสำหรับเขาและเธอ  สดายุพยักหน้าให้พนักงานออกไปรอด้านนอก ก่อนบริการอาหารพร้อมรินไวน์ใส่แก้วทรงสูงเลื่อนให้กับสุภาพสตรีด้วยตัวเอง

“ลองจิบไวน์กาแบร์เนต์ โซวีนยองหน่อยนะครับ ไวน์ยอดนิยมจากแคว้นบอร์กโดซ์ฝรั่งเศส รสชาติเยี่ยมมากครับ”

“ขอบคุณมากค่ะ” มัทนาวีเอ่ยขอบคุณเสียงหวาน ไม่ต่างจากสายตาของเธอที่เปล่างประกายสดใส “ท่าทางคุณสดายุรู้จักประวัติของไวน์แต่ละขวดดีจังเลยนะคะ นานาเพิ่งรู้ว่าคุณก็ชอบดื่มไวน์เหมือนกัน”

“ผมชอบสะสมไวน์ครับ เวลาผมไปดูงานต่างประเทศจะชอบซื้อมาเก็บเอาไว้ ถ้าเคลียร์งานที่บริษัทเสร็จแล้ว ผมอยากพาคุณไปเที่ยวฮ่องกงด้วยกัน คุณจะได้ทำความรู้จักกับครอบครัวของผมด้วยครับ”

สดายุหยอดคำหวานที่ทำให้หัวใจของมัทนาวีเต้นแรงไม่เป็นส่ำ เขากล้าชวนเธอไปเที่ยวบ้าน ไปรู้จักกับคนครอบครัวของเขา แล้วผู้หญิงในภาพถ่ายใบนั้นเป็นใครกัน

“คุณชวนนานาไปเที่ยวแบบนี้ ไม่กลัวสาวๆ ที่ฮ่องกงเข้าใจผิดเหรอคะ เอ่อ...นานาหมายถึงผู้หญิงของคุณน่ะค่ะ” มัทนาวีไม่อ้อมค้อมรีบเข้าเรื่องที่เธอกำลังสงสัยให้หายข้องใจ

“งานของผมที่ฮ่องกงยุ่งมาก ยิ่งมาทำงานอยู่เมืองไทยผมก็ยิ่งไม่มีเวลาคบใคร แต่ถ้าเครียดจากงานมากๆ ผมก็จะเลือกผู้หญิงที่ไม่มีการผูกมัดกันมากกว่า สะดวกสบายไม่ยุ่งยากหัวใจ ถ้าจะไม่ยุ่งกับผู้หญิงเลยก็กลัวถูกมองว่าเป็นเกย์ นานาไม่ถือเรื่องนี้ใช่ไหมครับ”

คำตอบของชายหนุ่มทำเอาคนฟังถึงกับอึ้งเหมือนกัน ก่อนจะพยักหน้ายอมรับความเป็นจริง ผู้ชายอายุสามสิบถ้าไม่เคยยุ่งกับผู้หญิงเลยก็คงไม่ใช่ผู้ชายอกสามศอกอย่างที่เขาว่าจริงๆ

“ไม่ถือหรอกค่ะ เพราะมันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคน แล้วที่บ้านของคุณสดายุอยู่กันหลายคนหรือเปล่าคะ” หญิงสาววกเข้ามาหาครอบครัวของเขา เมื่อยังไม่ได้คำตอบของผู้หญิงในรูปถ่ายใบนั้น

“หม่าม้าของผมเป็นคนใจบุญ ท่านชอบอุปการะเด็กด้อยโอกาส แต่ผมกับน้องสาวแยกออกมาอยู่ต่างหากเพราะเธอไม่ค่อยสบาย ถ้าผมรับเธอมาอยู่ด้วยอีกคน นานาคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ”

“หมายความว่ายังไงคะ” คิ้วเรียวสวยขมวดเล็กน้อยกับคำพูดกำกวมของเขา ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองก็ต้องคิดแล้วล่ะ

“ผมเองก็อายุสามสิบแล้ว คิดว่ามันคงไม่เร็วเกินไปถ้าอยากแต่งงานสร้างครอบครัวกับใครสักคน ถ้าเกิดมาเป็นเนื้อคู่กันแล้วผมว่าคงไม่จำเป็นต้องคบหากันนานหรอกครับ ขอแค่มีความเข้าใจไว้ใจและให้เกียรติกันและกัน มันก็น่าจะเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตคู่แล้วครับ”

“คุณสดายุ...” มัทนาวีก็ถึงกับพูดไม่ออก ถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป นี่เขากำลังขอเธอแต่งงานหรือเปล่านะ

“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นละครับหรือว่าผมทำให้นานาตกใจ ถ้าอย่างนั้นก็รอให้นานาพร้อมกว่านี้ก่อนก็ได้ แล้วเราค่อยคุยกันเรื่องนี้อีกที รีบทานกันดีกว่า เดี๋ยวอาหารเย็นหมดมันจะไม่อร่อยนะครับ”

“ค่ะ คุณสดายุ” มัทนาวียกแก้วชนกับเขาพร้อมด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าเธอจะพยายามเก็บอารมณ์ดีใจมากแค่ไหน แต่ก็ยังฉายออกทางแววตาอย่างปิดไม่มิด

เมื่อรับประทานอาหารเรียบร้อย สองหนุ่มสาวก็นั่งจิบไวน์ชมความงามของทัศนียภาพสองฟากฝั่งเจ้าพระยายามค่ำคืนอย่างมีความสุข พร้อมกันนั้นหญิงสาวก็ทำหน้าที่เป็นไกด์ส่วนตัวแนะนำสถานที่สำคัญหลายแห่งกับชายหนุ่มจากเกาะฮ่องกง

 

ขณะที่สองหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังอิงแอบแนบชิดกัน ภายในห้องวีไอพีอีกห้องของเรือลำเดียวกัน หนุ่มสาวอีกคู่ก็นั่งหน้าเคร่งเครียดท่ามกลางความเงียบงัน เมื่อไม่มีใครยอมเอ่ยอะไรออกมา หลังเลิกงานปรารถนากำลังจะกลับบ้านทานข้าวกับบิดา อิสรุตน์ก็ขับรถมาดักรอเธอบริเวณลานจอดรถเพื่อรับเธอออกมารับประทานอาหารด้วยกัน เธออยากปฏิเสธแต่ก็ทำไม่ได้จึงยอมออกมากับเขา แม้รู้ว่าอาจทำให้คนบางคนเกิดความไม่พอใจก็ตาม

“ทำไมป่านไม่ยอมรับโทรศัพท์ของพี่เลย ส่งข้อความไปก็ไม่ยอมตอบกลับมา นี่ถ้าไม่มาดักรออยู่หน้าบริษัท พี่ก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าป่านใช่ไหม” ชายหนุ่มเอ่ยประโยคแรกหลังจากเอาแต่นั่งเงียบมานาน

“ข้อความเหรอคะ” ปรารถนาเงยหน้ามองเขา คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยกับคำว่าข้อความ

“ใช่ครับ ป่านไม่ยอมรับโทรศัพท์ พี่ก็เลยส่งข้อความไปหา อย่าบอกนะว่าป่านไม่ได้เปิดอ่าน”

เพียงเท่านั้นปรารถนาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ไม่ใช่เธอไม่ได้เปิดอ่าน แต่คิดว่าสดายุคงเป็นคนเปิดแล้วลบข้อความนั้นทิ้งต่างหาก แต่เมื่อตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะเลิกคบกับเขา เธอก็ไม่อยากปล่อยให้มันคาราคาซังอีกต่อไป

“ป่านไม่คิดสนใจเลยใช่ไหม ถึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับพี่ แต่ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ต่อให้ป่านพยายามแค่ไหน พี่ก็จะไม่มีวันเลิกกับป่านอย่างเด็ดขาด คำบอกเลิกวันนั้นพี่จะถือว่าป่านไม่ได้พูดก็แล้วกัน”

ปรารถนายิ้มอ่อนโยนทั้งที่ดวงตาฉายแววเครียดจัด ก่อนจะเอื้อมมือออกไปกุมมือเรียวยาวเอาไว้แน่น

“ถึงเราสองคนจะเป็นแฟนกันไม่ได้ แต่ก็เป็นพี่น้องกันได้นี่คะ”

“แต่พี่ไม่อยากเป็นแค่พี่ชายของป่าน ถ้าไม่ได้เป็นคนรักก็อย่าเป็นเลยดีกว่า ป่านเคยรู้บ้างไหมว่าหัวใจของพี่เจ็บปวดแค่ไหน แค่คิดว่าเจ้าสาวของพี่ไม่ใช่ป่าน พี่ก็แทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว”

อิสรุตน์ยังยืนยันเสียงหนักแน่น ทำให้อีกฝ่ายเริ่มคิดหนักว่าควรบอกเขาดีไหม แต่ถ้าเธอโกหกสักวันท้องของเธอก็ต้องฟ้องอยู่ดี เพราะถึงยังไงเธอก็ไม่มีวันทำร้ายเลือดเนื้อของตัวเองอย่างแน่นอน

“ถ้าป่านจะบอกว่าป่านแอบมีความสัมพันธ์กับคนอื่น พี่อาร์ตจะยังอยากแต่งงานกับป่านอยู่อีกไหมคะ”

คำสารภาพของหญิงสาวคนรัก ทำเอานายแพทย์หนุ่มตกใจไม่น้อย เพราะคนอย่างปรารถนาไม่ใช่คนที่จะทอดกายให้ใครเชยชมง่ายๆ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นจริง พรหมจรรย์ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ชีวิตคู่ยืนยาวจนแก่เฒ่า ความเข้าใจเห็นอกเห็นใจกันต่างหากสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด

หลายคนเคยมีความสัมพันธ์กับผู้ชายที่เป็นรักแรกในวัยเรียน หลายคนเคยแต่งงานมีครอบครัวหรือใช้ชีวิตร่วมกันทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน ก่อนเลิกรากันไปในที่สุดเพราะไปกันไม่ได้ แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ยังมีโอกาสได้พบกับรักแท้ มีโอกาสสร้างครอบครัวอบอุ่นกับคนที่ใช่จริงๆ ดำเนินชีวิตด้วยความรักความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน แล้วปล่อยให้ความผิดพลาดครั้งเก่ากลายเป็นแค่อดีตเท่านั้น

“พี่ไม่สนใจหรอกว่าป่านจะบริสุทธิ์ผุดผ่องหรือเคยนอนกับใครมาก่อน พี่สนใจแค่ว่าป่านพร้อมจะเริ่มต้นใหม่กับพี่หรือเปล่าเท่านั้น ถ้าป่านพร้อมพี่ก็พร้อมใช้ความรักและหัวใจของพี่ลบฝันร้ายของป่านทิ้งให้หมด แล้วสร้างครอบครัวอบอุ่นด้วยกัน แต่งงานกับพี่นะครับป่าน”

“พี่อาร์ต...” ปรารถนาครางอย่างเจ็บปวด ลูกที่กำลังโตวันโตคืนในท้องตอกย้ำให้ยิ่งรู้สึกผิดกับความรักบริสุทธิ์ของเขาที่มีให้เธอมาตลอดสามปี

“ป่านยังไม่ต้องตอบพี่ตอนนี้ก็ได้ แต่ถ้าพี่พาพ่อกับแม่ไปสู่ขอป่านกับคุณอาโปดกที่บ้าน อย่าทำให้ท่านหน้าแตกก็แล้วกัน ถ้าชาตินี้พี่ไม่ได้แต่งงานกับป่าน พี่ก็ขอตายเสียดีกว่าทนเห็นป่านมีความสุขกับผู้ชายคนอื่น” แค่ได้ยินคำว่าตายหลุดออกมาจากปากเขาปรารถนาก็ใจหายวาบทันที

“พี่อาร์ตอย่าล้อเล่นสิคะ ป่านใจคอไม่ค่อยดีเลย”

“คนอย่างพี่ไม่เคยพูดเล่น ป่านก็น่าจะรู้นิสัยของพี่ดีไม่ใช่เหรอ อาทิตย์หน้าพี่ต้องไปดูงานกับคณะแพทย์ของโรงพยาบาลที่ลอนดอน ป่านอยู่ทางนี้ต้องพยายามดูแลตัวเองให้ดีล่ะ พี่เป็นห่วงป่านมากรู้ไหม?”

“พี่อาร์ตไปนานไหมคะ”

“สองอาทิตย์ครับ เพราะมีอบรมพิเศษด้วย พี่ว่าเรารีบทานข้าวกันเถอะ ถ้าพาป่านกลับไปส่งบ้านดึก มีหวังคุณอาโปดกคงไม่ชอบใจแน่” หมอหนุ่มรวบรัดไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดอะไรเลย

“ลองกินขาหมูอบไวน์แดงนี่สิครับ รับรองว่ารสชาติอร่อยกว่าต้นตำหรับ” กล่าวจบเขาก็หั่นขาหมูอบไวน์ใส่จานให้เธอตามด้วยอาหารอย่างอื่นแทบล้นจานอย่างอารมณ์ดี จากนั้นก็จัดการของตัวเองบ้าง

ปรารถนาเห็นรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้าคมก็ไม่อยากขัดใจให้เสียบรรยากาศ อิสรุตน์เป็นสุภาพบุรุษ อบอุ่น เอาใจเก่ง และที่สำคัญเขารักเธออย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้เธอยอมเปิดใจรับเขาเข้ามานั่งอยู่ในหัวใจ แล้ววางแผนชีวิตในอนาคตร่วมกัน หากไม่มีซาตานร้ายเดินเข้ามาในชีวิตและประทับรอยราคีบนเรือนร่างของเธอ ป่านนี้ความรักของเธอกับคุณหมอหนุ่มก็คงหวานชื่นไม่ต่างจากน้ำผึ้งเดือนห้า...

 

หลังห้าโมงเย็นพนักงานทุกคนต่างก็ทยอยสแกนลายนิ้วมือออกจากสราญรมย์กรุ๊ป บางคนก็กลับบ้านไปรับประทานอาหารกับครอบครัว บางคนก็นัดเพื่อนไปเที่ยวยามราตรีคลายเครียดจากงานมาทั้งวัน มีเพียงมานพที่ย้อนกลับเข้ามาในห้องทำงานอีกครั้ง เขากวาดตามองอย่างระวังภัย ก่อนดึงแฟ้มเอกสารบางอย่างออกมาจากชั้นเก็บเอกสาร แล้วกำลังจะเอาแฟ้มอีกอันยัดเข้าไปแทนที่ เสียงขลุกขลักตรงประตูก็ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“เฮ้ย! ใครเสือกโผล่มาตอนนี้วะ” ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว เหงื่อเม็ดเล็กแตกพลั่กเต็มใบหน้า ทันทีที่ชายฉกรรจ์สามคนเปิดประตูห้องเข้ามา

“คุณมานพเข้ามาทำอะไรในห้องการเงินของบริษัทครับ” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างสุภาพ

“คำถามนี้ฉันน่าจะเป็นคนถามมากกว่า พวกนายสามคนเป็นใคร แล้วเข้ามาทำอะไรในบริษัท” มานพเริ่มใจคอไม่ค่อยดี แต่ก็ทำเป็นวางมาดขรึมเอาไว้ คิดไปคิดมาผู้ชายคนใส่แว่นหน้าคุ้นมาก เหมือนเขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เพียงแต่นึกไม่ออกว่าที่ไหน

“พวกผมเป็นใครไม่สำคัญ แต่คุณกำลังคิดไม่ซื่อต่อบริษัท ผมจำเป็นต้องรีบจัดการขั้นเด็ดขาด ก่อนคุณจะยักยอกเงินบริษัทไปมากกว่านี้” ชายหนุ่มร่างเล็กสวมแว่นสายตาหนาเอ่ยเสียงเรียบ

“ใครคิดไม่ซื่อ ใครยักยอกเงินไม่ทราบ ฉันเป็นพนักงานการเงิน แล้วห้องนี้ก็เป็นห้องทำงานของฉัน อย่ามากล่าวหามั่วซั่วนะ ไม่งั้นโดนฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทแน่”

“คนอย่างผมไม่เคยกล่าวหาใครมั่วครับ ถ้ามีหลักฐานไม่เพียงพอ ผมจะไม่ลงมือเด็ดขาด แฟ้มเอกสารในมือคุณหน่อย ผมคิดว่าคงพอมีหลักฐานมัดตัวคุณได้อย่างดีเลยล่ะ” จื้อปิงยื่นมือมารับแฟ้มเอกสารที่มานพกำลังถือ

“หลักฐานอะไร นี่เป็นแฟ้มงานที่ฉันจะเอากลับไปทำที่บ้าน ฉันลืม เอาไว้ก็เลยกลับเข้ามาเอาแค่นั้นเอง” มานพตอบเสียงสั่นพลางละล่ำละลัก ยัดเอกสารรวมเอาไว้กับแฟ้มอื่น

“คุณไม่ให้ผมดูก็ไม่เป็นไร แต่เตรียมตอบคำถามมิสเตอร์เฉินให้ดีก็แล้วกัน อาหลง คุมตัวคุณมานพไปบนดาดฟ้า เดี๋ยวฉันโทร. ไปถามเฮียก่อนว่าจะจัดการยังไงกับเขา” กล่าวจบทนายหนุ่มก็ดึงแฟ้มดังกล่าวจากมือจำเลยมาเก็บไว้เป็นหลักฐาน

“พวกแกมาจับตัวฉันไว้ทำไม ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” มานพโวยวายเสียงดังลั่นพยายามดิ้นรนออกจากการควบคุมของชายร่างยักษ์สองคนที่กำลังควบคุมตัวเขาขึ้นไปดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองใหญ่บนดาดฟ้า แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อคนหนึ่งชักปืนออกมาจ่อเข้าที่ศีรษะกลมของเขา

“อย่าขัดขืนดีกว่าคุณมานพ ถ้าหากผมอารมณ์เสียเมื่อไร สมองของคุณพรุนแน่” บอดี้การ์ดหนุ่มขู่เสียงเข้ม แววตาแข็งกร้าวน่ากลัว

“แก!” มานพกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ แต่ก็ยอมก้าวขึ้นบันไดไป บนดาดฟ้าอย่างไม่มีเสียงทักท้วงอีก เมื่อเดินขึ้นมาถึงด้านบนร่างของเขาก็ถูก บอดี้การ์ดหนุ่มจับมัดติดกับเก้าอี้หมุนที่ได้เตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว...


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เพียงเงาปรารถนามีครบทุกรส โหด หื่น ความรัก ความแค้น ดราม่า ซึ้งกินใจ ฝากเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนด้วยนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามผลงานค่ะ"

กัลวาร์/คีรีรมย์


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha