เพียงเงาปรารถนา

โดย: กัลวาร์/คีรีรมย์



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 14 : รอยแค้นแสนรัก (๑)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

หลังจากที่ตัดสินใจประกาศสงครามกับเขาคืนนั้น ตลอดเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ทำงานร่วมกับผู้บริหารหนุ่ม มันช่างทรมานเหลือเกินสำหรับเลขาฯ อย่างเธอ ตั้งแต่วินาทีแรกที่เผชิญหน้ากันตอนเช้า สดายุก็ทำเป็นไม่สนใจ ไม่มองหน้า ไม่พูดไม่คุย และไม่คิดเข้าใกล้เธอจนกระทั่งเลิกงานตอนเย็น มันคงเป็นเรื่องที่น่ายินดีกับเธอมาก หากเขาไม่เปลี่ยนเป้าหมายไปหามัทนาวีแทน เช้าสายคุยโทรศัพท์ เที่ยงขับรถไปรับมากินข้าว พอตกเย็นก็พาไปดินเนอร์กันสองต่อสองกลับถึงบ้านดึกดื่นแทบทุกคืน สรุปว่าทุกลมหายใจเข้าออกของ สดายุมีแค่มัทนาวีคนเดียวเท่านั้น

ส่วนมานพหลังจากขลุกอยู่ในห้องส่วนตัวของคอนโดฯ มาหลายวัน เพราะถูกเจ้าหนี้ในบ่อนตามทวงหนี้พนัน สุดท้ายก็ยอมออกมาทำงานในตำแหน่งคนสวน หลังจากยอมเซ็นชื่อยกรถยนต์ที่เอาไปค้ำประกันแทนหนี้ทั้งหมดให้กับทางบ่อน ชายหนุ่มทั้งเจ็บทั้งอายแทบอยากแทรกแผ่นดินหนีกับสายตาของพนักงานหลายคนที่มองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับอดีตผู้บริหารอย่างเขา

สัปดาห์ที่สองปรารถนาเดินหน้าเครียดเข้ามาบริษัท เมื่อมานพไม่ยอมกลับบ้าน ไม่ยอมรับโทรศัพท์ ไปหาที่ห้องก็ถูกปิดเงียบ ยิ่งมารู้อีกว่าสดายุกำลังจะไปพักร้อนที่ภูเก็ตกับมัทนาวีสองต่อสอง อาการห่วงพี่สาวก็รุมเร้าเข้ามาอีก เกรงว่าพี่สาวจะถูกผู้ชายสับปรับล่วงเกินร่างกายให้เป็นมลทิน และขณะที่เธอกำลังอยู่ในภวังค์ความคิด มานพก็โผล่พรวดออกมาขวางทางเอาไว้

“พี่นพ!” น้องสาวอุทานเสียงหลง แต่พอเห็นสภาพของเขาก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ”

“ตรงนี้ไม่ปลอดภัย พี่ว่าเราไปคุยกันตรงโน่นดีกว่า” มานพหันซ้ายหันขวาอย่างหวาดระแวง ก่อนลากแขนน้องสาวมายังมุมที่ค่อนข้างลับตาคน

“ทำไมพี่นพถึงกลายเป็นคนสวนไปได้” ปรารถนาถามย้ำอีกครั้ง มานพมองหน้าน้องสาวอย่างสำนึกผิด ก่อนสารภาพความจริงให้ฟังอย่างหมดเปลือกเลยทีเดียว

“พี่ยักยอกเงินบริษัทไปเข้าบ่อน แต่โชคร้ายถูกไอ้สดายุจับได้ก่อน มันให้เวลาพี่หนึ่งเดือนหาเงินมาคืน แต่เวลาแค่เดือนเดียวพี่จะเอาเงินสามล้านมาจากไหนกัน”

“สามล้าน!” ปรารถนาร้องเสียงหลงอย่างตกใจ ไม่คิดว่าพี่ชายจะอาจหาญก่อเรื่องใหญ่โตอย่างนี้จริง ถ้าเช่นนั้นจำนวนเงินก้อนใหญ่ในสัญญาที่สดายุเอามาใช้เป็นเครื่องต่อรองกับเธอหลายเดือนก่อน แล้วบังคับให้เธอชดใช้ด้วยเรือนร่างหนึ่งปีเต็มก็คงเป็นเรื่องจริงสินะ

“ไอ้สดายุคงรู้ว่าพี่ไม่มีเงินมาคืนให้ มันก็เลยบังคับให้พี่ทำงานเป็นคนสวนชดใช้แทนเงินสามล้านบาท ถ้าพี่รู้สึกอับอายขายหน้าที่จะอยู่ที่นี่ มันก็จะส่งพี่ไปทำงานในบ่อนบนเกาะฮ่องกงแทน แต่ถ้าพี่ไม่ยอมทำอะไรเลย มันก็ขู่ว่าจะเอานานากับป่านไปเป็นนางบำเรอของมัน”

“เขาพูดอย่างนั้นจริงเหรอคะ” ปรารถนาปากสั่นมือสั่นด้วยความโกรธ ไม่คิดว่าสดายุจะเลวได้ถึงเพียงนี้

“ก็จริงสิ ไม่มีอะไรที่มันอยากได้แล้วไม่ได้หรอก ขนาดสราญรมย์มันยังเอาไปได้เลย” มานพเล่าเรื่องบนดาดฟ้าคืนนั้นให้น้องสาวฟังอย่างละเอียด ทำเอาปรารถนาถึงกับอึ้งจนแทบพูดไม่ออกเหมือนกัน

“ตกลงเขาเป็นใคร ทำไมถึงได้จ้องทำร้ายคนในครอบครัวของเรา”

“พี่ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นใคร แต่ในเมื่อมันพูดอย่างนี้แสดงว่ามันต้องมีเจตนาไม่ดีต่อครอบครัวของเราอย่างแน่นอน ป่านต้องคอยดูแลพ่อให้ดีรู้ไหม และอย่าลืมบอกเรื่องนี้กับนานาด้วย ถ้าให้พี่พูดมันก็คงคิดว่าพี่หาเรื่องใส่ร้ายไอ้สดายุอีกตามเคย พี่อาจไม่ใช่ลูกชายที่แสนดีของพ่อ ไม่ใช่พี่ชายสุดวิเศษของน้อง แต่พี่ก็รักพ่อ รักป่าน รักนานา และรักครอบครัวของเรามาก”

“พี่นพจะไปไหนคะ” ปรารถนาเอ่ยถามพี่ชายอย่างไม่เข้าใจนัก มานพหันมองรอบกายก็เห็น บอดี้การ์ดร่างยักษ์ของสดายุ และพนักงานรักษาความปลอดภัยหลายคนไม่ค่อยคุ้นตาสักเท่าไร

“ไม่ไปไหนหรอก แต่ลูกน้องของมันกำลังมองเราสองคนตาเป็นมันเลย เวลาป่านจะทำอะไรก็ต้องระวังตัวให้มาก อย่าลืมว่ามีคนของมันกระจ่ายอยู่ทั่วบริษัท เพียงแค่เราไม่รู้ว่าใครเป็นใครเท่านั้นเอง ป่านรีบไปทำงานเถอะ พี่เองก็จะทำงานเหมือนกัน” กล่าวจบมานพก็เดินกลับไปยังสวนหย่อมข้างบริษัททันที

“เดี๋ยวก่อนพี่นพ” ร่างบางจะวิ่งตามไปจางหลงทำทีเป็นเดินเข้ามาใกล้ ปรารถนายืนกำหมัดแน่นขณะจ้องหน้าอีกฝ่าย ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น จนร่างกายสั่นสะท้านก่อนเธอจะหมุนตัวเดินกลับไปยังลิฟต์

ปรารถนานึกถึงคำขู่ของเขาเมื่อหลายค่ำคืนที่ผ่านมา ความรู้สึกหลายอย่างก็เข้ามารุมเร้าจิตใจ ทั้งโกรธ ทั้งเกลียด และรักอสูรร้ายภายใต้หน้ากากเทพบุตรในคราวเดียวกัน จนแยกไม่ออกว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับเขากันแน่ เมื่อเขาใช้มานพกับมัทนาวีเป็นเครื่องมือบีบบังคับให้เธอคลานเข้าไปหาถึงเตียงอีกครั้ง

“ฉันจะไม่ยอมให้คนเลวอย่างคุณ ทำร้ายครอบครัวฉันอย่างเด็ดขาด!

 

ขณะที่เกสรกำลังติดตามอ่านข่าวซุบซิบดาราคนโปรดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างตั้งอกตั้งใจ ผู้ชายแปลกหน้าวัยกลางคนก็เดินกระเผลกเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ ใบหน้าคมค่อนข้างมีริ้วรอยตามกาลเวลาจุดประกายรอยยิ้มอย่างมีความหวัง เมื่อเหลือบมองตำแหน่งประธานบริหารที่ติดอยู่ประตูห้องซึ่งอยู่อีกมุมหนึ่ง

“สวัสดีครับ” เสียงเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ ทำให้เกสรเงยหน้ามองอย่างตกใจ แต่ก็ต้องประหลาดใจไม่น้อยที่พนักงานรักษาความปลอดภัยปล่อยให้ชายแปลกหน้าบุกขึ้นมาถึงหน้าห้องทำงานของผู้บริหาร โดยไม่โทรศัพท์แจ้งเธอก่อนล่วงหน้า

“ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ” เกสรกวาดตามองร่างผอมสูงอย่างไม่ค่อยไว้ใจพลางคิดว่าเป็นแก๊งสิบแปดมงกุฎหรือเปล่า

“ผมมาขอพบคุณแดเนียล อันเวสครับ” หนุ่มใหญ่บอกความต้องการกับเลขาฯ หน้าห้องพลางเหลือบตามองประตูบานใหญ่อย่างมีความหวัง

“คุณแดเนียล อัลเวส?” เกสรเลิกคิ้วสูงอย่างสงสัย ก่อนส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเร็ว “ขอโทษนะคะ ถ้าคุณต้องการพบญาติเชิญติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์ด้านล่างได้เลยค่ะ”

“ติดต่อแล้วครับ เขาบอกให้ผมขึ้นมาติดต่อคุณ...เอ่อ...” ดวงตาคมที่ร่วงโรยตามวัยหรี่มองป้ายชื่อหญิงสาวก็จุดยิ้มมุมปาก หญิงสาวรีบคว่ำป้ายชื่อของตัวเองลง เมื่อเห็นสายตาของเขากำลังจ้องมันเขม็ง

“เขาให้ผมมาติดต่อคุณเกสรครับ”

“ติดต่อดิฉัน!” เลาขาฯ สาวยกมือชี้หน้าตัวเองด้วยความตกใจ “คุณกำลังเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่าคะ”

“ไม่ผิดหรอกครับ ถ้าคุณชื่อเกสร ดวงดี”

“แต่คุณกำลังจะทำให้ดิฉันดวงซวยถึงขั้นถูกไล่ออกเลยนะคะ”

“แค่ผมมาขอพบผู้บริหาร ถึงขนาดไล่ออกกันเลยเหรอครับ” ใบหน้าคมเกลื่อนรอยยิ้มบวกกับน้ำเสียงขี้เล่น ทำให้หญิงสาวมองอย่างไม่ชอบใจนัก

“การที่คุณบุกขึ้นมาถึงที่นี่ก่อนได้รับอนุญาต มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยนะคะ ถ้าคุณไม่รู้กฎของบริษัทจริงๆ ดิฉันจะบอกก็ได้ว่า ชั้นบนสุดของอาคารสราญรมย์เป็นสถานที่ส่วนบุคคล ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ใหญ่โตมาจากไหนก็ไม่มีสิทธิ์ขึ้นมาทั้งนั้น ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากท่านประธาน ซึ่งพนักงานทุกคนก็ทราบกฎระเบียบข้อนี้ดี ดังนั้น ดิฉันคิดว่าคงไม่มีใครปล่อยให้คุณขึ้นมาโดยไม่โทร. แจ้งล่วงหน้า นอกจากคุณจะแอบขึ้นลิฟต์มาเอง ฉันพูดถูกใช่ไหมคะ”

“คุณเกสรพูดถูกที่สุดเลยครับ เอาเป็นว่าผมขอโทษคุณก็แล้วกันที่ขึ้นมาก่อนได้รับอนุญาต แต่ที่ผมทำไปเพราะความจำเป็นครับ”

แค่ได้ยินเขาเอ่ยคำขอโทษกับสายตาสำนึกผิดเกสรก็พูดไม่ออก ยิ่งเห็นว่าเขาเดินด้วยไม้เท้าข้างหนึ่งความสงสารก็เข้ามาแทนที่อารมณ์ขุ่นเคืองในใจ

“เอ่อ...ไม่ทราบว่าขาของคุณ...”

“ขาขวาของผมถูกตัดทิ้งเกือบยี่สิบปีแล้วครับ เวลาเดินไปไหนมาไหนก็ค่อนข้างลำบาก ไหนๆ ผมก็เดินขึ้นมาถึงบนนี้แล้ว ถ้าคุณจะกรุณาคนพิการอย่างผมช่วยเข้าไปเรียนคุณแดเนียล ได้ไหมว่าผมมาขอพบ”

“ความจริงดิฉันก็ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำอะไร แต่คิดว่าคุณคงมาผิดบริษัท เพราะประธานบริหารสราญรมย์ชื่อสดายุ ธนากร ไม่ใช่ แดเนียล อันเวส คนที่คุณกำลังตามหาอยู่”

“สดายุ ธนากร?”

“ค่ะ ท่านเป็นลูกครึ่งฮ่องกง ไม่ใช่คนตะวันตกอย่างที่คุณเข้าใจหรอกค่ะ หรือบางทีคุณอาจจำคนผิดก็ได้”

“ไม่ผิดหรอกครับ วันก่อนผมเห็นเขาขับรถยนต์เข้ามาจอดในส่วนของผู้บริหารบริษัท ไม่ทราบว่ามีผู้บริหารคนไหนขับเฟอร์รารี่สีดำหรือเปล่าครับ”

“สราญรมย์กรุ๊ปมีเฟอร์รารี่สีดำคันเดียว คือรถยนต์ส่วนตัวของท่านประธาน แต่ไม่ใช่คนที่คุณกำลังตามหา ดิฉันขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ”

“ไม่ใช่ดอมเหรอเนี่ย” ชายแปลกหน้าพึมพำกับตัวเอง แววตาฉาบไปด้วยความผิดหวัง ก่อนจะกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายอย่างซาบซึ้งใจ “ขอบคุณมากครับที่กรุณาให้ข้อมูลผม”

“ไม่เป็นไรค่ะ” เกสรยิ้มให้เขาอีกครั้ง หนุ่มใหญ่หมุนตัวเดินตรงไปยังลิฟต์ก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งสวนออกมาพอดี เขาไม่ได้สนใจมากนักเพราะมัวแต่คิดเรื่องของหลานชายที่จากกันมานาน ต่างกับอีกคนที่หันกลับไปมองเขากระทั่งประตูลิฟต์ปิดสนิท

“ใครกัน?” ปรารถนาพึมพำอย่างสงสัย เพราะไม่เคยมีใครสามารถขึ้นมาถึงชั้นบนได้นอกจากพนักงานบริษัทกับแขกพิเศษเท่านั้น

“อรุณสวัสดิ์ค่ะน้องป่าน เช้านี้ทานอะไรมาหรือยังเอ่ย พี่มีแซนด์วิชสูตรสมุนไพรมาฝาก รับรองว่าอร่อยถูกปากและมีประโยชน์ต่อร่างกายค่ะ”

เกสรเอ่ยทักทายอย่างอารมณ์ดี พร้อมหยิบกล่องพลาสติกสีฟ้าอ่อนออกมาจากใต้โต๊ะส่งให้อีกฝ่าย ปรารถนารับมาถือไว้แล้วเปิดฝากล่องออกดู

“ขอบคุณค่ะ หน้าตาน่าอร่อยอย่างที่พี่เก้บอกจริงๆ เอ่อป่านเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินสวนทางเข้าไปในลิฟต์ ไม่ทราบว่าเขามาหาใครเหรอคะ”

“คนขาพิการใช่ไหมคะน้องป่าน เขามาหาคนชื่อแดเนียล อันเวสค่ะ”

“แดเนียล อันเวส!” ปรารถนาทวนชื่อนั้นอย่างตกใจ ก่อนหัวใจของเธอจะกระตุกแรง เมื่อได้ยินประโยคถัดมาของเกสร

“ค่ะ เขาเข้าใจว่าท่านประธานชื่อแดเนียล อันเวส แต่พอพี่บอกเขาว่าท่านชื่อสดายุ ธนากร ดูท่าทางเขาจะผิดหวังมากเลย อุตส่าห์แอบหนียามขึ้นมาพบกับท่านโดยเฉพาะ เห็นเขาบอกว่ามีเรื่องด่วนอยากคุยกับคนชื่อแดเนียล...”

เกสรยังเอ่ยไม่ทันจบประโยค ปรารถนาก็รีบวางกล่องในมือลงบนโต๊ะ แล้ววิ่งกลับไปยังลิฟต์อย่างรวดเร็ว ไม่สนใจเสียงร้องของเกสรที่ดังตามหลังมาเลยสักนิด เพราะหัวใจของเธอตอนนี้จดจ่ออยู่ที่ชายพิการคนนั้น

“น้องป่านจะไปไหนคะ พี่ยังพูดไม่จบเลย น้องป่าน!” เกสรร้องตามหลัง อยากถามปรารถนาว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเธอถึงได้รีบร้อนวิ่งตามชายพิการคนนั้นออกไป ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ปรารถนาออกตามหาผู้ชายพิการคนนั้นทั่วชั้นล่างของบริษัท ไม่ว่าในร้านกาแฟ ร้านอาหาร ลานจอดรถ รวมถึงสวนหย่อมข้างอาคาร แต่กลับไม่พบใครอยู่บริเวณนั้นเลย หญิงสาวกวาดตารอบกายด้วยอาการร้อนรน เมื่อคิดว่าเขาอาจเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขข้อข้องใจเรื่องราวทั้งหมดที่กำลังสงสัยอยู่ตอนนี้ เธอคิดว่าเขาอาจจะไปไหนได้ไม่ไกลนักจึงรีบตามออกไปด้านหน้าของบริษัททันที

ร่างบางมาถึงป้อมยามก็หยุดกวาดตามองอย่างมีความหวัง ทันใดนั้นก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งลุกจากม้านั่งหน้าป้อมยามวิ่งมารับชายพิการ แล้วช่วยประคองไปนั่งลงบนม้ายาวตัวเดิม ปรารถนาถึงกับตาลุกวาวอย่างยินดี ทำทีเดินเข้าไปสั่งผลไม้สองสามอย่างจากรถเข็นหน้าป้อมยาม เพื่อให้ได้ยินทั้งสองคุยกัน แต่แล้วร่างกายก็เหมือนต้องคำสาป เมื่อถ้อยคำสนทนาของชายหญิงสองคนดังมากระทบโสตประสาท

“เจอคุณดอมไหมพี่ยศ” ผกามาศเอ่ยถามสามีประโยคแรก

“ไม่ใช่ดอมหรอกดอกไม้ เขาบอกว่าผู้บริหารสราญรมย์เป็นคนฮ่องกง” คำตอบเต็มไปด้วยน้ำเสียงผิดหวัง

“อ้าว! แล้วคนที่พี่ยศเจอวันนั้นล่ะ”

“ผู้ชายคนนั้นชื่อสดายุ ธนากร ไม่ใช่แดเนียล อันเวส พี่ไม่ได้เจอดอมเกือบยี่สิบปี บางทีพี่อาจจำคนผิดก็ได้”

“แต่พี่เคยบอกว่าคุณดอมมีปานแดงบนใบหน้าไม่ใช่เหรอจ๊ะ แล้วผู้ชายที่พี่เห็นวันนั้นมีปานหรือเปล่าล่ะ” ภรรยาสาวยังข้องใจไม่หาย

“พี่เองไม่แน่ใจเหมือนกัน วันนั้นเห็นหน้าเขาไม่ค่อยชัดสักเท่าไร เรียกแท็กซี่กลับบ้านกันเถอะ พรุ่งนี้ก็ต้องกลับบ้านสวน” หนุ่มใหญ่บอกกับภรรยา หากแต่ยังไม่ทันลุกไปไหน เด็กชายคนหนึ่งก็ถือถาดขนมตรงเข้ามาหา

“คุณลุงครับ ช่วยอุดหนุนขนมไข่หงส์หน่อย วันนี้ผมยังขายไม่ได้เลยครับ” แววตาใสซื่อของเด็กน้อยวัยสิบขวบมองสบตาอย่างอ้อนวอน

“น่ากินจังเลยพ่อหนุ่ม เอาให้น้ายี่สิบบาทก็แล้วกันจ้ะ” บอกพ่อค้าตัวจิ๋วเรียบร้อยผกามาศก็หยิบเงินในกระเป๋าสตางค์ยื่นให้พร้อมกับรอยยิ้มเอ็นดู

“ขอบคุณมากครับ” หนุ่มน้อยกล่าวเสียงใสพร้อมยื่นมือมารับเงินจากผู้ใหญ่ ก่อนพนักงานรักษาความปลอดภัยจะตะโกนเรียกให้เข้าไปในป้อมยาม

ขณะที่นั่งรอรถแท็กซี่กลับบ้าน ผกามาศก็หยิบขนมส่งให้สามี แต่เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธเพราะไม่ชอบทานขนมหวาน หญิงสาวจึงจำใจต้องทานคนเดียว ปากเคี้ยวขนมแต่ก็ยังชวนคุยโน่นคุยนี่ไม่หยุด เธอมองถุงกระดาษที่ใช้บรรจุขนมอย่างพิจารณา แล้วเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้นกับข่าวของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของเมืองไทย

“พี่ยศดูนี่สิ มีข่าวบริษัทสราญรมย์ลงหนังสือพิมพ์ด้วย ดอกไม้จะอ่านให้พี่ฟังนะ สดายุ ธนากร นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงจากเกาะฮ่องกงเข้ามาเทกโอเวอร์สราญรมย์กรุ๊ปเพียงแค่ไม่กี่เดือน บริษัทที่กำลังจะล้มละลายก็กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง... มีภาพผู้บริหารคนใหม่แถมมาด้วย ว้าว! หล่อเหมือนเทพบุตรเลยพี่ยศ หล่อจริงๆ”

สิ้นคำนั้นชยศก็คว้าถุงกระดาษในมือภรรยามาดูอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาสีดำสนิทจ้องใบหน้าคมสันของผู้บริหารหนุ่มอย่างพินิจพิจารณา ไม่ว่ามองทางซ้าย มองทางขวา มองด้านหน้าตรงๆ ก็มีเค้าโครงหน้าเหมือนคนที่เขากำลังตามหา แม้จะผ่านมาหลายปีและบุคคลในภาพไม่มีปานแดงบนใบหน้า เขาก็คิดว่าจำคนไม่ผิดแน่นอน โดยเฉพาะดวงตาคมคู่นั้น

“ดอม! ต้องใช่ดอมแน่ๆ”



ฝากติดตามผลงานของ กัลวาร์ ด้วยนะคะ ชอบไม่ชอบยังไง แนะนำกันได้

กัลวาร์ จะได้นำไปปรับปรุงเรื่องต่อไปให้ดีขึ้น ขอบคุณทุกกำลังใจค่ะ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เพียงเงาปรารถนามีครบทุกรส โหด หื่น ความรัก ความแค้น ดราม่า ซึ้งกินใจ ฝากเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนด้วยนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามผลงานค่ะ"

กัลวาร์/คีรีรมย์


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha