เพลิงพ่ายรัก

โดย: อักษรามณี



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : บทที่ 2 เหตุแห่งความเกลียดชัง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

เสียงที่ขาดเป็นห้วง ๆ เต็มไปด้วยความเจ็บแค้นเสมือนเหล็กแหลมทิ่มทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งความรู้สึกของชายหนุ่ม ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความอาฆาตพยาบาทจนเจ้าตัวแทบไม่รู้สึกว่าริมฝีปากถูกขบจนห้อเลือด เพียงชั่วครู่ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก นายแพทย์ในชุดเสื้อกาวน์สีขาวก้าวออกมาพร้อมกับนางพยาบาลผู้ช่วย

            “ขอโทษครับไม่ทราบว่าใครเป็นญาติผู้ป่วยครับ”   นายแพทย์สูงวัยร่างสูงโปร่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            “ดิฉันค่ะคุณหมอ......ดิฉันเป็นแม่ของเขาค่ะ เขาเป็นไงบ้างคะคุณหมอ เขาไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ”

            “ใจเย็นครับ ผู้ป่วยพ้นขีดอันตรายแล้ว........”

ประโยคนั้นเหมือนยังไม่สิ้นสุด บนใบหน้าของนายแพทย์เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้รามรู้สึกกังขา

            “คุณหมอครับ ผมเป็นพี่ชายของเขา คุณหมอมีอะไรจะบอกเราหรือเปล่า”

            “คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วก็จริง แต่ตอนที่พวกคุณพาเขามาที่นี่......ดูเหมือนจะช้าไปสักนิดเพราะพวกคุณอาจเพิ่งไปพบเขา ผมเกรงว่าพิษของยานอนหลับอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาท.....ไม่มากก็น้อย หลังจากนี้คงต้องคอยดูอาการคนไข้ต่อไปอีกหน่อย ผมจะจัดให้นางพยาบาลคอยดูแลอาการเขาอย่างใกล้ชิด”

สิ้นเสียงนายแพทย์คุณหญิงปารมีคล้ายทรงตัวไม่อยู่ ร่างนั้นอ่อนยวบจนบุตรชายต้องประคองให้นั่งลงบนเก้าอี้

            “คุณแม่......ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร ราชมันไม่ตายแล้ว”

            “เวรกรรมอะไรกัน.....ถึงราชไม่ตาย แต่ลูกชายแม่ก็ไม่เป็นผู้เป็นคนเสียแล้ว”

 ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วยิ่งซีดหนักเข้าไปอีก หยาดน้ำถั่งออกมาจากดวงตาหยดแล้วหยดเล่า รามกอดร่างนั้นไว้แนบอกในขณะเดียวกันความเคียดแค้นชิงชังฉาดฉายอยู่ในแววตาคู่นั้นชัดเจน

 

            ความมืดเริ่มโรยตัวลงมาปกคลุมท้องฟ้าจนไม่นานก็เห็นแสงเดือนแสงดาวและแสงไฟที่สาดส่องสว่างอยู่รอบ ๆ เรือนไม้หลังเล็กโอบล้อมด้วยรั้วอิฐเต็มไปด้วยไม้เลื้อยไม้ดอกแน่นขนัด เสียงกอกแกกดังอยู่ที่รั้วก่อนที่บานประตูจะอ้าออก ร่างบางระหงในชุดผ้าป่านมัสลินสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามาอย่างเงียบ ๆ จนเมื่อลงกลอนแล้วจึงได้ยินเสียงใครคนหนึ่งดังมาจากในตัวบ้าน

            “มีมี่....กลับมาแล้วหรือลูก”

            “ค่ะแม่”

ลักษมีตอบกลับไปอย่างเนือย ๆ เมื่อผลักประตูบ้านเข้าไปจึงเห็นมารดาในชุดนอนในมือมีหนังสือเล่มหนึ่งนั่งอยู่ที่โซฟาห้องรับแขก

            “วันนี้ไปสมัครงานที่ไหนมา ลูกดูเหนื่อย ๆ นะ”

หญิงสาวก้มลงถอดรองเท้าก่อนจะก้าวเข้าไปแล้วทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ มารดา

            “หนูไปสมัครงานที่รีสอร์ตกำลังจะเปิดใหม่ค่ะ...ชื่อ...อชันตารีสอร์ต เขาเปิดรับพนักงานหลายตำแหน่ง ก็คงต้องคอยสักพักเขาถึงจะเรียกไปสัมภาษณ์ แม่ล่ะคะ แม่ยังไออยู่รึเปล่า วันนี้หยุดไปสอนแล้วยังชั่วมั๊ยคะแม่”

            มิ่งขวัญยิ้มรับแทนคำตอบ ดวงตากลมบนใบหน้าเรียวเล็กจ้องมองบุตรสาวอย่างเลื่อนลอย มีอะไรบางอย่างแฝงอยู่ในแววตาแสนเศร้าของหญิงวัยกลางคน นางถอนหายใจก่อนจะยกมือขึ้นลูบผมบุตรสาว           

“แม่ขอโทษลูก แม่ทำให้ลูกต้องลำบาก ชีวิตของแม่มีลูกอยู่คนเดียว แต่แม่ก็ไม่อาจจะทำให้ลูกของแม่มีความสุขได้ แม่ขอโทษ”

            “ไม่ค่ะแม่ แม่อย่าโทษตัวเองเลย ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากความสมัครใจของหนูเอง ดีแล้วค่ะแม่ ถ้าแม่ไม่เตือนหนู หนูก็คงอยู่ในโลกแห่งความฝัน ไม่ยอมตื่นขึ้นมารับรู้โลกแห่งความจริงเสียที”                     

            “โลกแห่งความจริงที่มันโหดร้าย....”

            “แต่หนูก็ต้องยอมรับมันอยู่ดี...อย่าคิดถึงมันอีกเลยค่ะแม่ แม่ไม่สบายอยู่ แม่พักผ่อนมาก ๆ นะคะ เดี๋ยวหนูจะไปอาบน้ำก่อน อ้อ...แม่ทานยารึยัง”

            มิ่งขวัญพยักหน้ารับ คล้อยหลังที่บุตรสาวเดินเข้าห้องนางก้มลงมองผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยในมือที่ค่อย ๆ คลายออกหลังจากกำไว้แน่น บนเนื้อผ้าบางสีขาวมีรอยเลือดสีแดงสดหยดเล็ก ๆ ติดอยู่ น้ำหยดหนึ่งไหลลงมาตามร่องแก้มที่มีริ้วรอยของการผ่านช่วงชีวิตมานาน มิ่งขวัญหลับตาลงหัวใจล่องลอยไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่ครูจน ๆ อย่างมิ่งขวัญได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแต่ฐานะสูงส่งและร่ำรวยล้นฟ้า

            “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณคือคุณมิ่งขวัญ เศรษฐกรใช่มั๊ยคะ”

            ผู้หญิงคนนั้นสร้างความฉงนฉงายให้แก่ใครหลาย ๆ คน ด้วยการไปพบถึงห้องพักครูในโรงเรียนที่มิ่งขวัญทำงานอยู่ เบื้องหลังกรอบแว่นสำดำอันโตเป็นใบหน้าของหญิงวัยกลางคนที่ยังคงความงามด้วยมิต้องกรำงานหนัก ริมฝีปากเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงเลือดนก จมูกโด่งแม้อายุมากแล้วแต่แก้มก็ยังเรื่อด้วยบลัชออนสีชมพูกุหลาบ

            “สวัสดีค่ะ ดิฉันเองค่ะ มิ่งขวัญ ไม่ทราบว่า.......”

            “ดิฉัน....คุณหญิงปารมี  วิเศษณ์ธาดา เป็นเจ้าของดิย่ารีสอร์ท”

            อีกฝ่ายชิงตัดบทก่อนจะกรีดนิ้วประดับแหวนพลอยบุษราคัมเม็ดเขื่องไปบนแว่นตาก่อนจะดึงออกเผยให้เห็นดวงตาคมทว่าเจือด้วยแววเย็นชาในที ร่างบางในชุดผ้าไหมราคาแพงระยับนั่งลงบนเก้าอี้อีกฝั่งหนึ่งที่โต๊ะทำงานของมิ่งขวัญซึ่งอยู่ในชุดข้าราชครู บรรยากาศรอบ ๆ เงียบงัน ไม่มีใครอยู่เพราะเป็นเวลาพักเที่ยง แม้จะอยู่กันแค่สองคนในห้องกว้าง แต่มิ่งขวัญกลับรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

            “ดิฉันจะไม่พูดอ้อมค้อมให้เสียเวลา จะรบกวนเวลาคุณเพียงเล็กน้อย เรื่องลูกสาวของคุณ”

            “ลูกสาวของดิฉัน.......มีมี่ทำอะไรผิดหรือคะ เขาทำงานที่รีสอร์ทของคุณใช่ไหมคะ เขาทำอะไรผิดรึเปล่า.........รึว่า.......”

            “มันไม่เกี่ยวกับเรื่องงาน แต่มันเกี่ยวกับลูกชายของฉัน ฉันรู้มาว่าเขาสองคนคบกัน ดิฉันต้องขอพูดตามตรงนะคะ  ในฐานะของคนเป็นแม่ก็ย่อมอยากเห็นอนาคตที่ดีของลูก ดิฉันมีลูกชายอยู่สองคน ราชเป็นคนสุดท้อง พี่ชายเขาก็ไปทำรีสอร์ทอยู่เชียงใหม่ ฉะนั้นความหวังเดียวของดิฉันตอนนี้อยู่ที่ตาราช คุณคงเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ด้วยกัน คุณก็รักลูกของคุณเหมือนอย่างที่ฉันรัก อยากเห็นอนาคตที่สวยงามของลูก อยากเห็นเขาอยู่กับคนที่เหมาะสม เหมาะควร”

            ความเงียบล่องลอยอยู่รอบ ๆ คนทั้งสอง แต่ในหัวใจของคนเป็นแม่อย่างมิ่งขวัญอื้ออึงด้วยเสียงแห่งความไม่เข้าใจ ทว่ามันก็เป็นเสียงที่ดังอยู่ภายในเท่านั้น”

            “คุณหญิงกำลังจะบอกว่า เขาทั้งสองไม่มีอะไรที่เหมาะสมหรือคู่ควรกัน อย่างนั้นใช่ไหมคะ”

ลำคอระหงของคุณหญิงปารมีตั้งตรงบนไหล่ที่ผึ่งผายราวจะแสดงให้อีกฝ่ายทำความเข้าใจกับความสูงส่งที่ตนมี คางนั้นเชิดอยู่เป็นนิจแสดงถึงความทะนงตนว่าอยู่เหนือผู้ใดเสมอมา มิ่งขวัญรู้สึกเหมือนตัวเองหดเล็กลงเมื่อเทียบกับผู้หญิงเจ้ายศเจ้าอย่างคนนี้ที่อยู่ตรงหน้า

            “ดิฉันไม่เคยทราบเลยค่ะ ว่าผู้ชายที่ลูกสาวของดิฉันคบหาอยู่ด้วยเป็นลูกของคุณหญิง แต่ดิฉันก็แน่ใจอย่างหนึ่งว่าลักษมีลูกสาวของดิฉันไม่เคยมีความคิดที่จะจับผู้ชายรวย ๆ ถึงดิฉันจะเป็นครูเงินเดือนน้อย แต่ก็ไม่เคยสอนลูกให้ประพฤติตัวเยี่ยงนั้น”

            ริมฝีปากสีแดงเข้มเหยียดออกอย่างเยียบเย็น สักครู่จึงก้มลงควานหาอะไรบางอย่างในกระเป๋าหนังสีงาช้าง ก่อนจะดึงกระดาแผ่นเล็ก ๆ ขึ้นมาวางบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยกองสมุดหลายกองวางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ มิ่งขวัญก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้นพลางหยิบขึ้นมาดูอย่างเพ่งพินิจ

            “เช็คเงินสดหนึ่งล้านบาท มากกว่าเงินเดือนที่คุณได้รับทั้งปีไม่รู้กี่เท่า คุณอยากได้อะไรคุณก็จะได้ แค่คุณรับปากกว่า จะไม่ให้ลูกสาวของคุณมายุ่งเกี่ยวกับตาราชอีก อ้อ....ตอนนี้คุณไม่สบายอยู่ไม่ใช่หรือ อาจจะเอาเงินนี่ไปรักษาตัวให้หาย จะได้ใช้ชีวิตอยู่กับลูกคุณต่อไปอีกนาน ๆ “

มิ่งขวัญเม้มริมฝีปากแน่น มือที่จับกระดาษแผ่นนั้นสั่นเล็กน้อย ผู้หญิงคนนี้สืบเรื่องของเธอและลูกด้วยเช่นนั้นหรือ  โอ...นี่หรือคนมีเงิน เมื่อปรารถนาสิ่งใดก็ใช้สิ่งนี้แลกมาได้ง่ายดาย ไม่เว้นแม้แต่วิญญาณของความเป็นคน

            “ขอบคุณในความเมตตา แต่คุณกรุณาเอาเช็คนี่กลับไปเถิดค่ะ”

คำพูดของมิ่งขวัญมีพลังพอที่จะทำให้ดวงตาของผู้ยื่นข้อเสนอวาวโรจน์และยิ่งเมื่อกระดาษแผ่นน้อยถูกวางกลับคืนที่เดิมอย่างไม่ใยดียิ่งทำให้คุณหญิงแทบเต้น

            “นี่เธอ!......อ้อ.....ใช่สิ ฉันลืมไป ตัวลูกชายของฉันคงจะมีค่ามากกว่าเงินหนึ่งล้านนี่เป็นแน่แท้ พวกเธอมันก็นักธุรกิจเหมือนกันนี่ คนต่อเงิน เธอก็คิดได้เหมือนกันรึ ฉันคิดว่าคนเป็นครูให้ความรู้เด็กจะไม่รู้จักคิดเรื่องการต่อรอง ฉันประมาณพวกเธอผิดไปมาก”

            มิ่งขวัญกลืนน้ำลายลงคอที่เหมือนตีบตันมากขึ้นทุกขณะ ผู้หญิงคนนี้มองเธอเป็นอะไร เอาเงินมาใช้เป็นเครื่องต่อรอง พอถูกปฏิเสธกลับพูดจาหมิ่นแคลนราวกับคนที่ตนกำลังสนทนาอยู่ด้วยไม่มีเลือดเนื้อความเป็นมนุษย์ หญิงวัยกลางคนพยายามเก็บความเจ็บปวดนั้นให้อยู่ลึกลงไปใต้จิตสำนึก ยังไว้แต่ความเข้มแข็งเป็นเกราะป้องกันตนเองแม้มันจะเปราะบางก็ตามที

            “ค่ะ....ดิฉันเป็นครู งานของดิฉันคือการให้ความรู้แก่เด็ก สั่งสอนเขาให้รู้จักค่าของความเป็นคน อย่าตีราคาคนอื่นให้เป็นแค่วัตถุ โตขึ้นเขาจะได้เป็นมนุษย์ที่เป็นเจ้าของจิตใจอันงดงาม ไม่รู้จักดูถูกคนอื่น ไม่ใช้ความดีของคนอื่นมาเป็นเครื่องทำลายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ใช่ค่ะ....ดิฉันไม่ใช่นักธุรกิจจึงไม่รู้จักการตีค่าลูกของตัวเองเป็นของมีราคาค่างวด เพราะคนเป็นครูเยี่ยงฉันลูกเป็นสิ่งสูงค่าเกินกว่าจะไปเที่ยวบอกใครต่อใครว่าเขามีค่าตัวเท่าไหร่ แต่ถ้าจะให้บอกใครต่อใครว่าความดีที่ฉันสั่งสอนให้เขาทำมีมากแค่ไหน ฉันยินดีจะบอก”

            “นี่เธอกำลังพูดส่อเสียดฉัน หาว่าฉันตีค่าลูกชายตัวเองเป็นเงินทอง เธอกล้าดียังไงมาใช้วาจาเหน็บแนมฉันแบบนี้!

            “มิได้ค่ะ คุณหญิงปารมี ดิฉันจะไปกล้าพูดจาเสียดสีคนมียศถาบรรดาศักดิ์เช่นคุณได้อย่างไร ดิฉันเจียมตัวค่ะว่าเป็นแค่ครูจน ๆ คนหนึ่ง ไม่ได้มีธุรกิจพันล้าน ไม่ได้มีเงินทองล้นฟ้า...คุณหญิงวางใจเถิดค่ะ ลูกชายของคุณหญิงจะได้พบกับคนที่คู่ควร และคน ๆ นั้น ....จะไม่ใช่ลักษมีลูกสาวของดิฉันอย่างแน่นอน”

            มิ่งขวัญเพียรกลืนก้อนที่แล่นขึ้นมาจากในลำคออย่างยากลำบาก ยากเหลือเกินที่จะกลั้นหยาดน้ำใสในดวงตาไว้ได้เมื่ออีกฝ่ายจากไปพร้อมความพึงพอใจในคำมั่นสัญญาที่นางมีให้ โลกนี้ช่างอยุติธรรม คนรวยกับคนจนหาได้ต่างจากผืนน้ำที่ไม่มีวันบรรจบกับแผ่นฟ้าไม่ นับจากนี้สิ่งที่ยากลำบากสำหรับมิ่งขวัญคือการที่ต้องปรับความเข้าใจกับบุตรสาวในเรื่องที่แม่ย่อมรู้ดีว่าลูกไม่มีวันเข้าใจ

            “อะไรนะคะ....แม่ว่าอะไรนะคะ”

ลักษมีวางช้อนกับส้อมในมือลงทั้งที่ตักอาหารเข้าปากไม่ถึงสามคำ

            “แม่บอกให้ลูกลาออกจากที่ทำงานที่ลูกทำอยู่ และเลิกคบกับนายราชนั่น”

            “หนูหูฝาดใช่ม๊ยคะแม่ แต่แม่คะ แม่ไม่เคยเห็นราชเลยนะคะ แล้วแม่รู้......”

            “ก็เพราะแม่รู้ไง” พูดพลางน้ำก็รื้นขึ้นมาที่ดวงตา “มีมี่ฟังแม่นะ วันนี้แม่ของผู้ชายคนนั้นไปหาแม่ที่โรงเรียน เขายืนยันกับแม่ว่าเขาไม่ต้องการให้ลูกเขาคบกับคนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า....ลูกรู้ใช่มั๊ยว่าเขาหมายความว่ายังไง เขาก็หมายความอย่างที่เขาพูด ได้โปรดเถิดลูก ลูกต้องยอมรับความจริงว่าเรากับเขาต่างกันแค่ไหน เราไม่เหมือนเขา ลูก....ต้องเลิกกับผู้ชายคนนั้น”

            น้ำเสียงสั่นเครือของคนเป็นแม่ยิ่งกว่าคำสั่งประหาร ลักษมีนั่งนิ่ง ดวงตาคู่นั้นเหม่อลอย ความเจ็บปวดใดก็มิเทียบได้กับผู้เป็นแม่ มิ่งขวัญต้องสะกดความรู้สึกรวดร้าวภายในอย่างยิ่งยวดเพราะแต่ละคำที่พรั่งพรูออกมาก็เหมือนนางใช้ปลายมีดกรีดลงไปที่หัวใจตัวเองทีละแผลก็ไม่ปาน ลักษมีร้องไห้แต่ไม่ฟูมฟาย เธอยินดีทำตามที่มารดาขอร้องแม้นั่นจะหมายถึงการที่ต้องฉีกหัวใจตัวเองออกเป็นชิ้น ๆ ก็ตาม แม้บุตรสาวจะมีทีท่าประหนึ่งว่ายอมรับความเจ็บปวดนั้นได้แล้ว ทว่ามิ่งขวัญกลับรู้สึกได้ถึงแรงกระเพื่อมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลักษมีมิได้เป็นลักษมีคนเดิมอีกต่อไป เวลาเท่านั้นที่จะช่วยเยียวยาหัวใจที่แตกสลายดวงนั้นได้


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ความผิดหวังรุนแรงจากความรักของน้องชายกลับกลายเป็นเชื้อไฟแห่งความแค้นที่เขาจะดับมันลงได้ด้วยการชดใช้ของเธอผู้นั้น"

อักษรามณี


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha