เพลิงพ่ายรัก

โดย: อักษรามณี



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : บทที่ 4 พบกันอีกครั้ง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

“แม่!..แม่!...แม่เป็นอะไร”

เธอยิ่งตกใจมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเห็นรอยเลือดสีแดงกระจายเป็นจุดเล็ก ๆ อยู่บนแขนเสื้อของมารดา ใบหน้านั้นซีดเผือดไม่มีเลือดเลี้ยงแม้แต่น้อย หลายเดือนมานี้มารดามีอาการไม่สบายกระเสาะกระแสะ แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะอาจเป็นอาการของผู้หญิงที่เลยวัยทองมาแล้ว หากแต่บัดนี้อาการของมิ่งขวัญทรุดหนักลงจนลักษมีเริ่มครั่นคร้ามเสียแล้วว่ามันอาจไม่ใช่อาการเจ็บป่วยธรรมดา

            “หนูจะพาแม่ไปหาหมอนะคะ แม่ทำใจดี ๆ “

            “ไม่เป็นไรลูก...ไป...ไปสัมภาษณ์งานก่อนนะ มีมี่อย่าห่วงแม่ เดี๋ยวสักพักแม่ก็หาย”

            “แม่พูดแบบนี้ทุกที อาการแม่ก็ไม่ดีขึ้นเลย หนูจะพาแม่ไปหาหมอเองนะคะ”

ไม่ทันที่มิ่งขวัญจะตอบว่ากระไรก็มีใครคนหนึ่งโผล่หน้ามาที่ประตูพร้อมกับเสียงแหลมเล็ก

            “แม่ขวัญจ๋า...แม่ขวัญ ฉันเอายาย้อมผมสีใหม่มาให้ อ้าว!...แม่ขวัญเป็นอะไรไปนั่น”

            เสียงป้าตุ๊กร้านเสริมสวยข้างบ้านดังโหวกเหวกขึ้น ร่างอวบนิด ๆ ในชุดแสกสีแดงสดขับผิวขาวนวลเดินนวยนาดเข้ามาข้างใน มือข้างหนึ่งที่ถือกล่องน้ำยาย้อมผมรีบวางลงบนโต๊ะรับแขกก่อนจะเข้าไปดูใกล้ ๆ

            “ตายแล้ว!...แม่ขวัญเป็นอะไร ไม่ได้...ไม่ได้....ต้องรีบพาไปหาหมอละ มีคนพาไปรึยัง...ไม่มี...เดี๋ยว ๆ ฉันจะโทรให้ตาอ่ำผัวฉันมารับ” ถามเองตอบเองเสร็จสรรพ ว่าพลางป้าตุ๊กก็รีบกรีดนิ้วลงบนปุ่มหมายเลขบนโทรศัพท์มือถือที่ห้อยคอไว้

            “ไม่ต้องก็ได้จ้ะ...แม่ตุ๊ก อย่ารบกวนแม่ตุ๊กเลย”  มิ่งขวัญกลั้นใจพูดด้วยเสียงแหบโหยด้วยสำนึกว่าตนเองทำให้คนที่อยู่รอบข้างลำบากกันเสียหมด

            “มีมี่รีบไปสัมภาษณ์งานก่อนเถอะลูก แม่ไม่เป็นอะไร”

            “อ๊าว...หนูมีมี่มีธุระรีบไปเหรอ...ไปเถอะ...ไปเถอะ ฉันจะให้ตาอ่ำพาแม่ขวัญไปโรงพยาบาลเอง จะคิดอะไรมากคนบ้านใกล้เรือนเคียง ไปมาหาสู่กันเช้าค่ำ แค่พาไปโรงพยาบาลแค่นี้ไม่ใช่เรื่องเดือดร้อนอะไร...ไป๊...ไป๊....”

            ลักษมีเงยหน้ามองป้าตุ๊กที หันกลับไปมองมารดาทีอย่างลังเล ป้าตุ๊กเป็นสาวงามเมืองเชียงรายแต่มาแต่งงานอยู่กินกับตาอ่ำชาวภูเก็ตและเปิดร้านเสริมสวยอยู่ติดกับรั้วบ้าน แทบทุกวันต้องมานั่งสนทนาพาทีกับมารดาจนดึกดื่น ป้าตุ๊กบอกว่าแม่ขวัญเป็นคนที่คุยถูกคอกัน ระยะหลังมานี้มารดาไม่ค่อยสบายป้าตุ๊กจึงมาหาบ้างเป็นบางวัน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความมีน้ำใจสาวเชียงรายมีเต็มเปี่ยม

            ลักษมีจำต้องยอมให้ลุงป้าข้างบ้านพาแม่ไปโรงพยาบาล แล้วบ่ายหน้าไปยังอชันตารีสอร์ททั้งที่ลึก ๆ แล้วเธอยังคงเป็นกังวลอยู่หนักหนา หากแต่ก็จำเป็นต้องทำสิ่งที่คิดว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของมารดาได้ ยามนี้เหลือเพียงเธอและมิ่งขวัญเพียงสองคนเท่านั้นตั้งแต่บิดาหย่าร้างกับมารดาไปแต่งงานใหม่กับสาวสังคมทั้งไม่เคยกลับมาหาครอบครัวเก่าอีกเลย วันนี้หญิงสาวเลือกสวมชุดแสกผ้ามัสลินสีขาวเรียบ ๆ เพื่อให้เหมาะกับการสัมภาษณ์งาน บนเรียวหน้ารูปไข่ไล้ด้วย บรัชออนสีส้มจาง ๆ และแต้มลิปสติกสีโอรสอ่อนใส บนริมฝีปากบาง ผมยาวตรงดำขลับถูกรวบเป็นหางม้าเรียบตึงไว้ด้านหลังเผยให้เห็นความงามตามธรรมชาติของใบหน้าที่มิต้องฉาบทาด้วยความคมเข้มของสีสันใด ๆ

รถโคโรลล่าสีบรอนซ์เงินค่อย ๆ แล่นเข้าไปจอดในบริเวณอาคารรับรองของรีสอร์ทหรู ร่างบางระหงในชุดแสกสีขาวก้าวลงมาจากตัวรถอย่างหมิ่นเหม่ ลักษมีหันไปดูนาฬิกาดิจิทัลที่คอนโซลหน้ารถ ตอนนี้เก้าโมงสีสิบนาทีแล้ว หญิงสาวโล่งใจนิดหนึ่งที่มาถึงก่อนเวลาเล็กน้อยแต่ก็ตื่นเต้นนิด ๆ กับความคิดที่มีไปสารพัดว่าใครจะเป็นผู้สัมภาษณ์ คนเข้ารับการสัมภาษณ์จะเยอะมั๊ย คำถามล่ะ....จะยากหรือง่าย

            “สวัสดีครับ มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”

            เสียงทุ้มลึกดังขึ้นทำให้หญิงสาวที่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ข้างรถรีบหันไปทางชายหนุ่มในชุดสูทสีดำซึ่งมายืนอยู่ข้างหลังเมื่อไรไม่รู้

“สวัสดีค่ะ....ดิฉันมาสัมภาษณ์งานตามที่รีสอร์ทโทรไปนัดหมายน่ะค่ะ คือ...ดิฉันไม่รู้ว่าห้องสัมภาษณ์อยู่ที่ไหน”

            หญิงสาวพูดพลางหันรีหันขวางโดยไม่ทันได้สังเกตว่ามีบางอย่างฉายวาบขึ้นมาในแววตาของอีกฝ่าย

            “คุณลักษมีใช่ไหมครับ... ผมเทวา... ผมเองเป็นคนโทรไปแจ้งคุณเมื่อเช้านี้ เชิญทางนี้ครับผมจะพาคุณไปพบกับ คุณราม เจ้าของที่นี่ เขาจะเป็นคนสัมภาษณ์คุณ”

            ลักษมีอ้าปากจะถามต่อแต่ก็ไม่ทันร่างสูงที่เดินจ้ำอ้าวนำหน้าไปเสียก่อน หญิงสาวรีบหันไปหยิบกระเป๋าสะพายในรถก่อนจะรีบเดินตามไปยังเรือนไม้สักหลังเล็กริมชายหาด

            “เชิญเข้าไปได้เลยครับ คุณรามอยู่ด้านใน” เทวายิ้มให้ก่อนจะเดินกลับออกไป หญิงสาวทำท่าลังเลก่อนจะวางนิ้วลงบนลูกบิดหมุนเปิดเข้าไป กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศจาง ๆ ลอยมาแตะจมูก เป็นกลิ่นดอกไม้ไทย ๆ ที่หญิงสาวคุ้นเคยจากที่ทำงานเก่า ทว่าลักษมีก็มิได้ฉุกใจคิดอะไรเลย เธอมัวให้ความสนใจกับบรรยากาศภายในห้องที่โอบล้อมด้วยกระจกซึ่งมองจากภายในเห็นหาดทรายสีขาวตัดกับน้ำทะเลสีเขียวข้างนอกชัดเจน ในห้องไม่มีใครอื่นนอกจากเธอที่บัดนี้ยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้สักขนาดใหญ่ และใครอีกคนบนเก้าอี้นวมแต่ยังหันหลังให้ผู้รับการสัมภาษณ์โดยดูเหมือนกำลังตรวจสอบเอกสารอะไรบางอย่าง

“นั่งก่อนสิ”

            เสียงนั้นคล้ายล่องลอยอยู่สายลม ลักษมีค่อย ๆ ทรุดร่างลงบนเก้าอี้ที่อยู่อีกฝั่งของผู้สัมภาษณ์ ความคิดของหญิงสาวยามนี้ยังคงวนเวียนอยู่กับอาการเจ็บป่วยของมารดา มิได้รู้สึกสักนิดว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังคืบคลานมาหา สักพักผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับหญิงสาวค่อย ๆ หมุนเก้าอี้กลับมา ร่างสูงใหญ่และใบหน้าคมเข้มนั้นทำให้ลักษมีผงะไปชั่วครู่ หญิงสาวบอกตัวเองว่าเค้าโครงหน้าของผู้ชายคนนี้มีหลายอย่างคล้ายกับคนที่เธอรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นคิ้วเข้ม จมูกโด่งรับกับโหนกแก้มสูงและริมฝีปากหนาน้อย ๆ นั่น

            “สวัสดีครับ คุณ....ลักษมี เศรษฐกร”

            ลักษมีพยายามสกัดความรู้สึกเก่า ๆ ที่ผุดขึ้นมาโดยไม่ทันได้จับสังเกตน้ำเสียงทุ้มที่เน้นหนักปานใดยามเรียกชื่อเธอ

            “ค่ะ...สวัสดีค่ะ”

            หญิงสาวไม่ทันได้คิดด้วยซ้ำว่าเคยเจอผู้ชายคนนี้ที่ไหน ในขณะเดียวกันที่อีกฝ่ายพยายามเก็บทุกรายละเอียดของเธอไว้ราวจะให้มันประทับลงไปในความทรงจำส่วนลึกที่เต็มไปด้วยเพลิงพยาบาทเผา ชายหนุ่มจ้องมองหญิงสาวเนิ่นนานจนเธอต้องเบนสายตาไปทางอื่นด้วยรู้สึกถึงความร้อนในกายเริ่มแผ่ไปทั่วร่าง มันหาใช่ความเขินอาย ทว่าเป็นความรู้สึกประหลาดเพราะไม่เคยมีผู้ชายมานั่งจ้องกันซึ่งหน้าแบบนี้นอกจาก ผู้ชายคนนั้นของเธอ

            “อืม...คุณตรงเวลาดีนะ ผมขอแนะนำตัวในฐานะผู้บริหารที่นี่ ผม....ราม  วิเศษณ์ธาดา”

            เสียงนั้นเหมือนยาชาที่ซึมเข้าสู่กระแสเลือดของหญิงสาว ในโสตประสาทนั้นอื้ออึง เธอรู้สึกเหมือนแขนขาอ่อนแรงลงในทันใด หัวใจดวงนั้นราวโผผินหายไปในดินแดนสนธยาแล้วกระนั้น หญิงสาวพยายามเก็บกลั้นความรู้สึกบางอย่างไว้ ยากเหลือเกินที่จะเก็บความพลุ่งพล่านให้จมลงไปใต้จิตสำนึกที่ยังคงปวดเจ็บหนักหนา รามมองอากัปกิริยาของผู้ที่อยู่ตรงหน้าด้วยนัยน์ตาคมกริบราวใบมีด ทว่าชายหนุ่มก็ฉลาดพอที่จะไม่ทำให้เหยื่อไหวตัวทัน ยามนี้กระต่ายน้อยยังมองไม่เห็นเงาราชสีห์ ฉะนั้นท่าทีปกติที่เขาแสดงออกดูจะเป็นหนทางง่าย ๆ ที่ทำให้เหยื่อหลงเข้ามาติดกับเอง

            “ทำไมคุณทำหน้าอย่างนั้นล่ะครับ คุณมีอะไรสงสัยหรือเปล่า”

            “เปล่าค่ะ...ดิฉันแค่สงสัยว่า...คุณราม..เอ้อ...ได้สัมภาษณ์คนอื่นหรือยัง”

            หญิงสาวเพิ่งสบตากับชายหนุ่มเป็นครั้งแรก ผู้ชายคนนี้คงเป็นพี่ชายคนเดียวของราชคนที่เขาเอ่ยถึงและเล่าให้ฟังบ่อย ๆ ว่าอยู่เชียงใหม่ แต่ก็น่าประหลาดใจนัก ใยวังวนแห่งโชคชะตาจึงทำให้เธอยังคงต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับคนในตระกูลวิเศษณ์ธาดาอีก

            “ทำไมคุณต้องสงสัยเรื่องของคนอื่น...ถ้าผมจะเลือกคุณ”

            เสียงนั้นกังวานและหนักแน่นจนลักษมีรู้สึกโกรธตัวเองที่พลั้งถามอะไรโง่ ๆ ออกไป

            “ที่ผมเรียกคุณมาก็ไม่ได้จะสัมภาษณ์อะไรหรอก เพราะผมมีประวัติของคุณอยู่แล้ว” เขาพูดพลางวางแผ่นกระดาษที่บันทึกประวัติของหญิงสาวในมือลงบนโต๊ะเพื่อเป็นการยืนยัน

“ก็แค่จะบอกเงื่อนไขก่อนที่คุณจะมาทำงานให้ผมในฐานะเลขานุการส่วนตัวที่ต้องรู้ทุกเรื่อง”

            แววตาของหญิงสาววาววามขึ้นมาชั่วขณะ ท่าทีเอาจริงเอาจังของเขาทำให้เธอเริ่มไม่แน่ใจลึก ๆ

            “ผมจะให้คุณเดือนละหนึ่งแสนบาท”

            “หนึ่งแสนหรือคะ!...ทำไมเงินเดือนเลขามันมากมายอย่างนั้น คุณพูดผิดรึเปล่าคะ”

ชายหนุ่มเหยียดริมฝีปากออกก่อนตอบ  “หนึ่งแสนสำหรับงานทุกอย่างที่คุณต้องทำให้ผม โดยไม่มีข้อปฏิเสธ ผมเรียกคุณเมื่อไหร่คุณก็ต้องมาหาผมได้ทุกเวลา มันไม่มากหรอกสำหรับคนจ้างงานที่จะได้ลูกจ้างที่ทำได้ทุกอย่าง”

            ลักษมีฉงนฉงายในใจยิ่งนัก ที่ทำงานเก่าเธอได้รับแค่เดือนละหมื่นห้า แต่ข้อเสนอที่มีคนเอามาวางไว้ตรงหน้าขณะนี้มันทำให้เธองุนงงยิ่ง หญิงสาวได้แต่อึ้ง อึ้งอยู่นานทีเดียว

            “ทำให้คุณได้ทุกอย่าง...หมายความว่า.....”

            “ก็หมายความอย่างที่พูด ผมขอซื้อเวลาของคุณ คุณจะต้องมีเวลาให้ผมคนเดียว ทุกนาทีของคุณคือเวลาของผม”

            “คุณรามคะ....ดิฉันคิดว่านี่ไม่ใช่เนื้องานของคนที่เป็นเลขา ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่าดิฉันคงต้องขอปฏิเสธ”

            “สองแสนบาท!....ผมให้คุณไปคิดคืนนี้ ถ้าคุณรับข้อเสนอของผมได้ พรุ่งนี้ก็โทรมาแล้วกัน”

            รามทิ้งนามบัตรลงบนโต๊ะแล้วหันไปหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดอ่านอย่างไม่แยแสปล่อยให้ลักษมีนั่งหน้าชาอยู่นิ่งนาน ที่สุดแล้วหญิงสาวก็ลุกจากที่นั่งก่อนจะเดินไปที่ประตูโดยไม่ยอมหยิบสิ่งใดติดมือไปด้วย

            “ถ้าคุณไม่สะดวกจะโทร ก็มาหาผมที่นี่แล้วกัน”

            ชายหนุ่มพูดทิ้งท้ายทำให้คนฟังชะงักไปชั่วครู่ ลักษมีมือชาไปหมด เธอรีบเปิดประตูแล้วเดินออกไปทิ้งไว้แต่คนที่นั่งอยู่เบื้องหลังเหยียดรอยยิ้มออกมาอย่างเหี้ยมเกรียม

            “หยิ่งเหมือนกันนะลักษมี ฉันจะทำให้เธอรู้ว่าเงินทำให้คนมีความสุขได้และก็ทำให้คนอย่างเธอตายทั้งที่ยังหายใจได้เหมือนกัน!

           

หญิงสาวไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันอะไร หลังจากที่เธอได้พบคนที่แสนเย็นชาอย่างราม  วิเศษณ์ธาดาแล้วก็ต้องรีบบึ่งรถไปโรงพยาบาลแทนที่จะเป็นบ้าน

            “ฉันจะไม่ยอมรับข้อเสนอบ้า ๆ นั่นเป็นเด็ดขาด คุณรามฉันไม่มีวันให้เวลาของฉันกับคุณ”

            เธอเฝ้าคิดกลับไปกลับมาอยู่เช่นนั้นและยังจดจำใบหน้าคมสันแต่เย็นเยือกกว่าน้ำแข็งได้ติดตา หากเขาเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของราช เหตุใดจึงแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว คนที่เธอเคยรักนุ่มนวล ช่างฝันและอ่อนโยนยิ่งนัก ทว่าคนที่เธอพบมาเมื่อครู่ทีท่าร้ายลึก เหี้ยมกรียม พูดจาไม่ใส่ใจความรู้สึกของใครทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในหลืบความคิดก็คือหน้าตา ท่าทางที่คล้ายกับคน ๆ นั้นของเธอ แต่จะอย่างไรเสีย เขาก็คือราม ไม่ใช่ราช ผู้ชายที่ยังอยู่ในหัวใจของหญิงสาวเสมอมา

            ร่างบางระหงยังอยู่ในชุดที่สวมใส่ไปสัมภาษณ์งานเดินอย่างเร่งรีบเข้าไปในโรงพยาบาล เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นไม่เป็นจังหวะเพราะเจ้าของฝีเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่ง อารามรีบไหล่บางจึงไปกระทบกับใครคนหนึ่งตอนวิ่งขึ้นบันใดจนเกือบถึงชั้นสอง

            “ขอโทษค่ะ....ขอโทษ”

            หญิงสาวรีบหันไปขอโทษขอโพย แต่แล้วใบหน้านั้นก็เปลี่ยนไปในทันใดเมื่อมองเห็นคนที่ตนวิ่งชนชัดเจน

            “คุณพ่อ!......”  ลักษมีอุทานออกมาเบา ๆ เสียงที่เปล่งออกมานั้นอีกฝ่ายแทบไม่ได้ยินด้วยซ้ำ ร่างสูงกำยำของชายวัยกลางคนสวมเสื้อโปโลกางเกงสแล็คสีเข้ม ใบหน้าที่มีริ้วรอยแต่ดุเอื้ออารีเพ่งพินิจหญิงสาวสักครู่จึงอุทานด้วยเสียงทุ้มลึก

            “มีมี่...มีมี่ลูกพ่อ”

            ความสับสนถาโถมเขาหาหญิงสาวจนแทบรั้งตัวเองให้ยืนไม่ไหว พ่อหรือ ?.....เธอยังจดจำใบหน้าของบิดาได้ดีเพราะผู้ชายคนนี้ทิ้งมารดาไปตั้งแต่เธออายุได้แปดขวบ ทุกคืนที่เธอเฝ้าฝันว่าพ่อกลับมาหาแต่เมื่อตื่นขึ้นกลับต้องพบความจริงอันปวดร้าวว่าไม่มีอ้อมแขนของใครเลยที่จะโอบกอดให้อบอุ่น ลักษมีฝืนใจทำท่าจะเดินเลี่ยงหนีทว่าต้องหยุดตามแรงรั้งของมือหนาใหญ่ที่เอื้อมมาจับแขนไว้

            “เดี๋ยวสิลูก...มีมี่คุยกับพ่อก่อน ลูกมาหาใครที่นี่ แม่อยู่บ้านใช่มั๊ย แม่........” เสียงของพงพจน์ขาดหายไปในลำคอเมื่อมีเสียงใครอีกคนดังมาจากชั้นบน

            “คุณพ่อ....คุณพ่อขา รอนุชด้วย”

            ฝ่ามือที่กุมแขนหญิงสาวเลื่อนหลุดออกอย่างตั้งใจ สักครู่ร่างเด็กสาวในชุดนักศึกษาก็วิ่งลงมาถึงตัวของชายวัยกลางคน แขนเรียวโอบรอบเอวนั้นอย่างรักใคร่

            “คุณพ่อมาไม่รอนุชเลย นุชโกรธคุณพ่อนะ....เอ๊ะ....ใครคะคุณพ่อ”

            ผู้มาใหม่หันมาทางลักษมี หญิงสาวจึงเห็นชัดเจนว่าเป็นเด็กสาวใบหน้าหมดจดรับกับทรงผมบ๊อบสั้นสีน้ำตาล เธออยู่ในชุดนักศึกษาสวมกระโปรงจีบรอบบอกให้รู้ว่าเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยปีแรก ดวงตากลมใสคู่นั้นแสดงความสงสัยเต็มที่แต่พงพจน์อึกอักเหมือนมีอะไรติดคอ

            “โทษค่ะ....คุณลุงคงทักคนผิด ขอตัวนะคะ”  ลักษมีชิงตัดบทก่อนจะรีบเดินขึ้นบันไดพร้อมกับน้ำตาที่คนเป็นพ่อไม่มีโอกาสได้เห็น           


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ความผิดหวังรุนแรงจากความรักของน้องชายกลับกลายเป็นเชื้อไฟแห่งความแค้นที่เขาจะดับมันลงได้ด้วยการชดใช้ของเธอผู้นั้น"

อักษรามณี


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha