เพลิงพ่ายรัก

โดย: อักษรามณี



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : บทที่ 5 แลกเวลาด้วยชีวิต


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

“มีมี่สัมภาษณ์เสร็จแล้วหรือลูก”

            มิ่งขวัญที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เอ่ยทักบุตรสาวด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ ทันทีที่เธอเปิดประตูเข้ามา เมื่อลักษมีเห็นสภาพของมารดาที่นอนอยู่เช่นนั้นก็รีบโผเข้าไปกอดและอดไม่ได้ที่ต้องร้องไห้อีกคำรบ

            “แม่จ๋า....แม่เป็นอะไรมากมั๊ย คุณหมอตรวจแม่หรือยัง”

            “แม่ไม่เป็นไร ป้าตุ๊กกับลุงอ่ำกลับกันไปแล้ว บอกว่าจะมาอีกทีตอนค่ำ ๆ” เสียงของมิ่งขวัญอ่อนระโหย แม้ปากจะบอกว่าไม่เป็นไรทว่าหญิงสาวกลับสังเกตเห็นความผิดปกติจากดวงตาที่เหือดแห้งคู่นั้นมีบางอย่างวูบไหวอยู่

            “แม่....แม่มีอะไรปิดบังมีมี่อยู่หรือเปล่า แม่ไม่ได้ป่วยธรรมดาใช่ไหม”

คำถามของบุตรสาวทำให้มิ่งขวัญสั่นสะท้าน หญิงวัยกลางคนนึกสะท้อนใจหนัก

            “หมอบอกว่าแม่......เป็นมะเร็ง....ระยะที่สอง” เสียงนั้นขาดเป็นห้วง ๆ ทั้งน้ำตาเจ้ากรรมยังไหลออกมาไม่หยุด

            “ค่ารักษาประมาณห้าแสน...แม่อาจจะหาย...แต่มีมี่...เราไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น แม่คิดว่าจะปล่อยมันไป...ถึงที่สุดแล้วคนเราก็ต้องตายกันทุกคนนี่นะ”

คำพูดที่ปลิดปลงยิ่งกว่าโลกทั้งโลกหนักอยู่บนเบื้องบ่าของหญิงสาว เธอตัดใจที่จะไม่ซ้ำเติมความเจ็บปวดของมารดาด้วยการลืมเหตุการณ์เมื่อครู่ไปเสีย พ่อมีเมียใหม่และลูกคนใหม่แล้ว เด็กคนนั้นหน้าตาน่ารัก ช่างอ้อนเอาใจ นี่เองคงเป็นเหตุผลที่พ่อจะไม่มีวันกลับมาเหลียวแลคนที่เคยรักอีก ช่างเถิด...จะอย่างไรเสีย เธอจะขอเป็นผู้แบกรับโลกที่บอบช้ำของมารดาไว้เองไม่ว่ามันจะหนักหรือรวดร้าวสักเพียงใด ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของลักษมี มันรวดเร็วพอ ๆ กับความทุกข์ท้อที่เข้าจู่โจมชีวิตในตอนนี้

            “ไม่ค่ะแม่ แม่จะต้องหาย มีมี่ได้งานใหม่แล้วค่ะ...งานที่...เงินดีมาก ๆ เจ้านายใหม่ของมีมี่ใจดีมากค่ะแม่ มีมี่จะเริ่มไปทำวันพรุ่งนี้ เดี๋ยวหนูจะปรึกษาคุณหมอนะคะว่าจะรักษาแม่ยังไง หนูจะไม่ยอมให้แม่ทิ้งหนูไปเด็ดขาด หนูรักแม่ค่ะ”

            หญิงสาววางศีรษะลงแนบอกมารดา น้ำตาที่เมื่อครู่เหือดแห้งไปแล้วกลับไหลออกมาอีก “แม่จ๋า” เสียงนั้นดังอยู่ข้างใน

“เวลาของหนูจะช่วยต่อชีวิตของแม่ หนูจะแลกเวลากับผู้ชายเย็นชาคนนั้น ถ้าเวลาของแม่จะยืดยาวต่อไปอีกนาน ๆ”

กระเป๋าเสื้อผ้าไม่กี่ใบถูกหิ้วเข้าไปวางกองไว้ในบ้านพัก พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า แสงสีแดงลอดผ่านบนกระจกห้องด้านระเบียงที่หันหน้าเข้าหาทะเลขับภายในให้สว่างด้วยแสงเจิดจ้าก่อนพลบค่ำ เมื่อลักษมีหิ้วกระเป๋าใบสุดท้ายเข้ามาบานประตูก็ถูกปิดล็อค ภายในห้องพักมีเตียงขนาดกลางหันหน้าไปทางระเบียงที่กั้นด้วยกระจกเลื่อน ตรงระเบียงมีเก้าอี้กับโต๊ะไม้รูปทรงเรียบหรูวางอยู่ ฟากหนึ่งของห้องเป็นห้องน้ำและห้องครัวอยู่ติดกัน เป็นที่พักขนาดกะทัดรัดเหมาะสำหรับคน ๆ เดียวจริง ๆ  หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงที่ปูผ้าไว้เรียบตึง สายตาแลออกไปยังเวิ้งน้ำด้านนอก ผืนน้ำยามนี้สีราวทะเลเพลิงเพราะถูกฉาบด้วยรังสีของอาทิตย์ยามอัสดง ยังไม่ทันที่ความคิดจะได้โลดแล่นไปไกล เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเสียก่อน

            “พี่มีมี่....พี่มีมี่อยู่ไหน”

            เสียงดังมาจากปลายสายทำให้หญิงสาวอมยิ้มเล็ก ๆ

            “บูบู้อยู่บ้านเหรอ”

            “บู้อยู่โรงพยาบาล พรุ่งนี้หมอบอกว่าให้ป้าออกไปพักที่บ้านก่อนแล้วเค้าจะนัดอีกทีทำไมพี่ต้องไปอยู่ที่รีสอร์ทด้วยล่ะ ไม่เข้าใจ”

            “น่า..น่า...อยู่เป็นเพื่อนป้าสักพัก กลางวันบู้ก็ไปเรียนตามปกติ เสร็จธุระแล้วพี่ค่อยกลับไปดูแม่”

            “พี่มีมี่อย่าลืมสัญญานะ ว่าจะให้บู้เดือนละหมื่น”

            “ว่าแล้วที่โทรมามีจุดประสงค์ล่ะซี...ไม่ลืม ๆ ...สิ้นเดือนพี่โอนให้เลย โอเคนะจ๊ะ”

            ลักษมีกดวางสายและอดที่จะนั่งยิ้มคนเดียวไม่ได้ แพรพลอย แม่สาวน้อยซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของตนที่วานให้มาช่วยดูแลมารดาในช่วงเวลาที่ต้องทำงานตามสัญญาจ้างโดยมีค่าตอบแทนสูงลิ่วสำหรับเด็กสาวที่อยู่ในวัยเรียน เงินทุกบาทที่เธอตั้งใจว่าจะยกให้มารดาทั้งหมดแม้ว่านั่นจะหมายถึงการที่เธอต้องตัดสิ่งที่เธอต้องการออกไปทั้งหมดรวมถึงการที่ไม่มีเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่ไปอีกหลายเดือน

ลักษมีทำท่าลุกจากที่นอนพลันสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่วางกองอยู่ใกล้แจกันดินเผาขนาดใหญ่มุมห้อง หญิงสาวเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ เป็นภาพวาดสีน้ำอยู่ในกรอบไม้หลายภาพวางซ้อนกัน เธอหยิบมันขึ้นมาพินิจดูเนิ่นนาน ความทรงจำบางอย่างผุดพรายขึ้นมาบนจิตสำนึก ลักษมีนั่งลงเอาหลังพิงผนังห้อง น้ำหยดหนึ่งหล่นลงบนรูปดอกกุหลาบมากมายที่ผู้รังสรรค์ภาพวาดบรรจงไล้ปลายพู่กันเพื่อให้เงาของสีอวดมิติของมันบนรูปของดอกไม้แต่ละดอก

            “มีมี่คิดว่าผมไม่รู้หรือไง ลักษมีน่ะแปลว่าดอกกุหลาบ นางลักษมีของพระวิษณุเกิดมาจากดอกกุหลาบไง ดอกกุหลาบเป็นราชินีแห่งมวลดอกไม้นะ และเป็นรูปที่ผมชอบวาดมากที่สุดเลยล่ะ”

            ลักษมีแนบภาพวาดนั้นไว้กับอก เสียงของคน ๆ นั้นยังชัดเจนอยู่เสมอ หญิงสาวยิ้มทั้งน้ำตาอย่างเป็นสุขอยู่ในเงามืดที่ท้องฟ้าภายนอกเริ่มห่มคลุมด้วยผืนกำมะหยี่สีนิลแห่งรัตติกาลที่กำลังมาเยือน

 

            “วันนี้ผมมีนัดกับมิสเตอร์ลู อินทีเรียของที่นี่ คุณต้องออกไปกับผม”

            คำสั่งแรกดังขึ้นตอนแปดโมงเช้าไม่ทันที่ลักษมีจะนั่งลงที่โต๊ะทำงานซึ่งวางอยู่ตรงข้ามกับโต๊ะของเจ้านาย ทั้งยังวางหันหน้าเข้าหากันซะอีกด้วย

            “แค่นัดทานข้าว ไม่ต้องเอาเอกสารอะไรไป” รามในชุดสูทสีนิลกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นอย่างเคย

            “ค่ะ” ลักษมีตอบรับเสียงต่ำ ๆ วันนี้เธอสวมชุดสูทกระโปรงสั้นสีงาช้างสำหรับการเริ่มงานอย่างจริงจังในวันแรก

            “คุณเคยเป็นประชาสัมพันธ์มาก่อน คงคุยกับแขกของผมได้ เขาเป็นชาวเกาหลีแต่พูดไทยคล่องมาก”

ชายหนุ่มพูดโดยไม่มองหน้ายิ่งทำให้ลักษมีรู้สึกหมั่นไส้อยู่ลึก ๆ เธออยากจะรู้นักว่าเวลาคุยกับคนอื่นเขาจะใช้ท่าทีแบบนี้ด้วยหรือไม่

            “ชื่อของคุณแปลว่าอะไร..ลักษมี”

            หญิงสาวละสายตาจากภาพวิวนอกหน้าต่างรถแล้วหันมามองเจ้าของคำถาม ใบหน้าที่มองจากข้าง ๆ นั้นคล้ายกันมากกับผู้เป็นน้องชายผิดแต่ทรงผม ราชไม่ตัดผมสั้นคล้ายนักกีฬาอย่างรามและไม่มีท่าทีเย็นชาเช่นนี้

            “แปลว่า...ดอกกุหลาบ...ผู้ที่เกิดจากดอกกุหลาบ”

            “ดอกไม้ที่ใครจะชื่นชม เด็ดไปดมเมื่อไหร่ก็ได้”

            ลักษมีหันขวับไปมอง ทว่าความอดกลั้นคอยบอกหญิงสาวว่าอย่าตอบโต้ใด ๆ หลายครั้งที่เธอไม่เข้าใจว่าทำไมในหน้าที่ดูไม่ยี่หระนั้น เหตุใดเขาต้องคอยแสดงท่าทีที่ไม่เป็นมิตรและชอบใช้วาจาเสียดแทงใจเธออยู่บ่อยครั้ง และแน่นอนนี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เธอต้องพบกับคนอารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอยเช่นนี้  เธอยังต้องเจอเขาอีก ทุกวัน..ทุกวัน จนกว่าจะครบตามกำหนดในสัญญาที่เป็นยิ่งกว่าสัญญาทาสนั่น

            “คนเรามันก็แบบนี้ ของสวยงามใครต่างก็ชอบ ต่างก็อยากได้ คุณว่าจริงไหม แต่คนสักกี่คนจะเข้าใจว่าในความสวยงามนั่นน่ะพิษมันร้ายกาจ แต่คนบางคนก็ยอมเอาชีวิตเข้าไปแลกกับความตายในเมื่อมันหอมหวานและเชื้อเชิญออกอย่างนั้น”

            “ใช่ค่ะ...สิ่งที่มันหอมหวาน แต่ทุกข์ทรมานใครก็ยินดีทั้งนั้น”

                        เอี๊ยด!!....

เสียงเบรกรถกะทันหันทำให้ร่างบางที่ยังไม่ได้รักเข็มขัดนิรภัยเอาหัวไหล่กระแทกเข้ากับคอนโซลหน้ารถอย่างจัง เมื่อได้สติลักษมีหันหน้าไปมองด้านคนขับและพบว่าเขากำลังมองเธออยู่ก่อนแล้ว นัยน์ตานั้นเข้มคลั่กด้วยความรู้สึกบางอย่างซึ่งเป็นสิ่งที่หญิงสาวมิอาจเข้าใจ มือหนาใหญ่ของเขากุมพวงมาลัยรถไว้แน่นราวจะบีบมันให้หักคามือ สักครู่ความปวดแปลบค่อย ๆ แล่นจากส่วนที่ถูกกระแทกลงไปถึงปลายนิ้ว หญิงสาวยกมือกุมหัวไหล่เอาไว้ ริมฝีปากสีชมพูเรื่อเม้มเข้าหากันเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บที่ปรี่ขึ้นมา

“คุณคงจะชาชินกับมัน คุณลักษมี ถึงได้เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่น่ายินดี คนที่ยินดีในความทุกข์ของคนอื่นเขาเรียกว่าเลือดเย็นรึเปล่า!

            ใบหน้าของหญิงสาวซีดลง ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบงันภายในรถที่จอดสนิทอยู่ริมถนน มีเพียงเสียงหอบหายใจของเธอที่ทำให้รามเหมือนนึกอะไรได้

            “มิสเตอร์ลูคงมาคอยอยู่ที่ร้านอาหารแล้ว”

            เสียงนั้น อ่อนลงเล็กน้อยก่อนจะสตาร์ทเครื่อง ไม่มีแม้คำขอโทษหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของเขา หญิงสาวเอื้อมมือไปดึงเข็มขัดอย่างทุลักทุเลก่อนจะรู้สึกตัวว่ารถชะลอความเร็วและจอดลงอีกครั้งและแขนแข็งแรงของชายหนุ่มจะเอื้อมมาที่ข้างลำตัวของหญิงสาวโอบรอบร่างบางจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่เป่ารดอยู่ใกล้ ๆ กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ อวลอยู่รอบ ๆ มือหนาใหญ่ค่อย ๆ รั้งสายเข็มขัดออกมาจากคานรถด้านข้าง ความรู้สึกประหลาดในหัวใจของหญิงสาวผุดขึ้นมาทีละน้อย

ลักษมีห่อตัวเข้าและหลับตาลง ในห้วงเวลาน้อยนิดรามหยุดมองใบหน้าของลักษมีด้วยแววตาและความรู้สึกที่ตัวเขาเองก็ยากจะอธิบาย ทว่าเพียงครู่เดียวทิฐิที่มีมากเกินสิ่งใดกลับเป็นฝ่ายกุมชัยชนะเหนือความอารีที่เขาควรพึงมีบ้างแก่เลขาของเขา การกระทำเมื่อครู่นี้เขาไม่ผิด...ผู้หญิงคนนี้ควรได้รับการสั่งสอนบ้าง รามคิดในใจ ว่าแล้วก็รีบล็อคเข็มขัดให้เธอด้วยมือที่เหมือนจะสั่นเล็กน้อย คราวนี้ชายหนุ่มขับรถตรงเข้าตัวเมืองโดยตลอดทางไม่มีใครเปิดบทสนทนากับใครอีก

“สวัสดีครับคุณลู รอนานรึเปล่าครับ”

            รามรีบกล่าวทักทายผู้นัดหมายทันทีที่เขาพบในร้านอาหาร

            “สวัสดีครับ คุณราม ผมก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน คิดว่าคุณจะลืมแล้วเสียอีก”

            ชายหนุ่มที่ดูแล้วอายุน่าจะมากกว่ารามสักสองสามปีอยู่ในชุดสูทสีขาว ร่างสูงใหญ่และใบหน้าหล่อเหลาตามแบบฉบับชายชาวเกาหลีพูดไทยได้เกือบชัดทักทายกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สถานที่นัดหมายเป็นภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นภายในบริเวณห้างสรรพสินค้า

            “ผมขอแนะนำคุณลักษมี  เศรษฐกร เธอเป็นเลขาของผมเองครับ”

            นั่นเป็นครั้งแรกที่หญิงสาวเห็นรอยยิ้มของเจ้านายเจ้าอารมณ์อย่างราม ริมฝีปากหนาได้รูปที่แย้มเยือนอยู่บนใบหน้าคมสันขับเสน่ห์ให้เขาได้มากโข ลักษมีรู้สึกว่าโลกนี้สดใสขึ้น อย่างน้อยก็สำหรับเธอ อาจเป็นเพราะหญิงสาวมองเห็นภาพเงาของใครบางคนซ้อนทับอยู่บนใบหน้านั้นก็เป็นได้ ตลอดการสนทนาที่เคล้าไปกับการรับประทานอาหาร หญิงสาวมองเห็นอะไรหลายอย่างฉาดฉานอยู่ในท่าทีการพูดคุยระหว่างชายหนุ่มกับคู่สนทนา เขาเป็นคนคล่องแคล่วทว่าพูดอะไรก็หนักแน่นและจริงจัง การสนทนานั้นเกิดขึ้นระหว่างคนสามคนที่ดูจะเข้ากันได้ดีในเรื่องงาน โดยเฉพาะ เจ้านายและเลขาที่ยามนี้ความหมางเมินที่เกิดขึ้นก่อนกน้าดูเหมือนจะจางหายไปสิ้น

“คุณลักษมีเป็นอะไรไปครับ”

            แขกของรามเอ่ยถามอย่างแปลกใจเมื่อเห็นหญิงสาวนั่งทำหน้าเหมือนเก็บกลั้นอะไรบางอย่าง คิ้วทั้งสองของลักษมีขมวดเข้าหากัน เธอรู้สึกว่าความปวดที่ไหล่กลับมาอีกครั้ง มันอาจไม่หัก แต่คงอักเสบจากการกระแทก เธอคิดในใจ

            “ไม่มีอะไรค่ะคุณลู ทานต่อเถอะนะคะ”

            ชายชาวเกาหลียิ้มไม่เซ้าซี้ถามต่อ ในขณะที่รามเหลือบไปมองหญิงสาวก็เห็นว่าเธอยกมือข้างหนึ่งกุมแขนเอาไว้ ชายหนุ่มนึกถึงเหตุการณ์ที่ตนเหยียบคันเบรกกะทันหัน โทสะชั่วแล่นของเขาทำให้เธอเจ็บตัว แต่ก็มิได้เอ่ยถามอันใดทั้งยังทำทีไม่ใส่ใจเช่นเดิม

            “กว่าผมจะคิดคอนเซ็ปตกแต่งภายในอชันตาให้ตอบได้ตรงโจทย์คุณหญิงใช้เวลานานทีเดียว แต่คุณหญิงปารมีเป็นคนที่มองอะไรได้ลึกซึ้งทีเดียว ที่สำคัญท่านมีลูกชายที่เก่งมากอย่างคุณ ขอบคุณมากครับสำหรับอาหารมื้อนี้ และ...เลขาของคุณน่ารักมาก”

มิสเตอร์ลูเล่นชมกันซึ่ง ๆ หน้าทำเอาลักษมีหน้าแดงเรื่อแต่คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สีหน้ากลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย รามยิ้มกลบเกลื่อนท่าทีที่ตนเองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดจากเหตุผลใดกันแน่


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ความผิดหวังรุนแรงจากความรักของน้องชายกลับกลายเป็นเชื้อไฟแห่งความแค้นที่เขาจะดับมันลงได้ด้วยการชดใช้ของเธอผู้นั้น"

อักษรามณี


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha